Home / รักโบราณ / นางกำนัลสายดอง / เรือนร้างท้ายวัง

Share

เรือนร้างท้ายวัง

last update publish date: 2026-10-14 22:20:16

ทางเดินด้านหลังวังหลวงทอดยาวคดเคี้ยวผ่านแนวกำแพงสีเทาอ่อน สองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา ทว่าพอยิ่งเดินลึกเข้าไป เสียงผู้คนและความคึกคักจากเขตตำหนักชั้นในก็ยิ่งห่างไกลออกไปทุกที

หลินอวี้เหนียง ถือสัมภาระเดินตามเจ้าหน้าที่ผู้นำทาง ส่วน เสี่ยวชุน เดินอยู่ข้างกาย พลางหันกลับมองทางที่เพิ่งผ่านมาเป็นระยะ ราวกับหวังว่าจะมีใครเรียกพวกนางกลับไปเสียก่อน

“อวี้เหนียง เจ้าว่าพวกเราต้องเดินอีกนานเท่าใด”

“ข้าเองก็ไม่ทราบ แต่ดูจากทางแล้ว คงใกล้ถึงแล้วกระมังเจ้าค่ะ”

“ใกล้ถึง” เสี่ยวชุน ชะเง้อมองไปข้างหน้า ก่อนถอนหายใจยาว “เหตุใดเรือนพักของคนอื่นจึงอยู่ใกล้ตำหนัก ส่วนของพวกเรากลับต้องเดินไกลถึงเพียงนี้ หรือวังหลวงกลัวว่าพวกเราจะเดินเล่นมากเกินไป จึงตั้งใจส่งมาไว้ไกล ๆ กันนะ”

อวี้เหนียงเหลือบมองนาง ก่อนเอ่ยเตือนเสียงเบา “ระวังคำพูดด้วย หากผู้ใดได้ยินเข้า เกรงว่าพวกเราจะมีงานเพิ่มอีกเจ้าค่ะ”

เสี่ยวชุน รีบยกมือปิดปากทันที “ข้าลืมไปแล้วว่าตนเองอยู่ในวังหลวง มิใช่ตลาดสดหน้าบ้าน”

อวี้เหนียง หลุดยิ้มเล็กน้อย แม้ตนเองจะกังวลไม่ต่างกัน แต่การมีสหายร่วมทางที่พูดจาชวนหัวเราะอยู่ข้างกาย ก็ช่วยให้ความเหนื่อยล้าลดลงไม่น้อย

หลังจากเดินผ่านประตูไม้บานเล็กซึ่งซ่อนอยู่หลังแนวไผ่ ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็หยุดลงตรงหน้าเรือนหลังหนึ่ง

“ถึงแล้ว” เพียงสองคำสั้น ๆ กลับทำให้ เสี่ยวชุน ยืนนิ่งราวกับถูกสกัดจุด

เรือนตรงหน้าเป็นอาคารไม้เก่าสองห้อง หลังคากระเบื้องบางส่วนมีรอยแตกร้าว ประตูไม้สีซีดขึ้นคราบดำตามขอบ บานพับเป็นสนิมจนแทบมองไม่ออกว่าเคยมีสีอะไรทาไว้ หน้าต่างบานหนึ่งปิดไม่สนิท อีกบานเอียงจนดูเหมือนพร้อมจะหลุดลงมาได้ทุกเมื่อ

สวนเล็ก ๆ ด้านข้างมีวัชพืชขึ้นรกสูงถึงหัวเข่า เถาวัลย์เลื้อยพันรั้วไม้ที่ผุพัง ใต้ชายคามีโอ่งดินเผาแตกหลายใบวางกองปะปนกัน บางใบไม่มีปาก บางใบแตกร้าวจนไม่อาจบรรจุน้ำได้

เสี่ยวชุนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ หันไปหาเจ้าหน้าที่ “ท่านเจ้าหน้าที่…ท่านแน่ใจหรือเจ้าคะว่านี่คือเรือนพักของพวกเรา”

“มีป้ายชื่อเรือนอยู่ตรงประตู เจ้าอ่านไม่ออกหรือ”

“อ่านออกเจ้าค่ะ แต่ข้าน้อยคิดว่า…”

“คิดว่าอะไร” เสี่ยวชุนรีบส่ายหน้า “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ”

เจ้าหน้าที่ส่งกุญแจเก่าให้พวกนางหนึ่งดอก ก่อนกำชับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “พวกเจ้าสองคนได้รับมอบหมายให้ดูแลเรือนนี้ ทำความสะอาดพื้นที่พักอาศัยให้เรียบร้อย หากมีสิ่งใดชำรุดที่จำเป็นต้องซ่อมแซม ให้ทำบัญชีแจ้งผู้ดูแล แต่ห้ามหยิบยืมสิ่งของจากเรือนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เข้าใจหรือไม่”

“เข้าใจเจ้าค่ะ” อวี้เหนียง ตอบรับทันที เสี่ยวชุน รีบพยักหน้าตาม

“ดี เช่นนั้นก็จัดการเสีย อย่าให้มีผู้ใดต้องมาเตือนซ้ำ” กล่าวจบ เจ้าหน้าที่ก็หันหลังเดินจากไปอย่างไม่คิดจะเหลียวกลับมาอีก

ทันทีที่เสียงฝีเท้าห่างออกไป เสี่ยวชุนก็ปล่อยสัมภาระลงกับพื้น แล้วทรุดตัวนั่งบนก้อนหินข้างประตู “สวรรค์โปรดเมตตาข้าด้วย!”

อวี้เหนียงหันมามอง “เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ”

“เจ้ายังมีหน้ามาถามอีกหรือ” เสี่ยวชุนชี้ไปยังเรือนเก่าตรงหน้า “ดูสิ! ประตูเหมือนจะหลุด หลังคาก็เหมือนจะรั่ว สวนรกจนไม่รู้ว่ามีงูหรือไม่ หากกลางคืนมีสัตว์อะไรวิ่งผ่าน ข้าคงต้องปีนขึ้นไปนอนบนคาน!”

อวี้เหนียง กวาดตามองรอบเรือนอย่างละเอียด ก่อนตอบอย่างใจเย็น “อย่างน้อยก็ยังมีหลังคาให้พัก มีผนังให้บังลม และมีพื้นที่ให้จัดของเจ้าค่ะ”

“เจ้าเรียกสภาพเช่นนี้ว่ามีหลังคาได้อย่างไร หากฝนตกหนัก ข้าเกรงว่าเราจะต้องหอบหมอนวิ่งหนีน้ำเสียมากกว่า”

“เช่นนั้นเราก็ต้องหาทางซ่อมมันเจ้าค่ะ”

เสี่ยวชุนเงยหน้ามองสหายอย่างไม่อยากเชื่อหู “เจ้าพูดราวกับกำลังมองเห็นเรือนหลังใหม่อยู่ตรงหน้า ทั้งที่ตอนนี้มันแทบจะกลายเป็นซากแล้ว”

อวี้เหนียง ไม่ได้ตอบทันที นางเพียงก้าวเข้าไปใกล้ประตู ลองผลักเบา ๆ บานไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ก่อนเปิดออกอย่างยากเย็น ฝุ่นที่สะสมมานานฟุ้งขึ้นมาในอากาศ

ภายในเรือนมืดสลัว กลิ่นไม้เก่าและกลิ่นอับชื้นปะปนกัน เตียงไม้สองหลังตั้งอยู่ริมผนัง หลังหนึ่งขาหักจนเอียง อีกหลังมีแผ่นไม้หลวมอยู่หลายแผ่น โต๊ะตัวเล็กตั้งอยู่ใกล้หน้าต่าง ส่วนมุมห้องมีหีบไม้เก่าวางซ้อนกันสองใบ

อวี้เหนียงยกมือปัดฝุ่นบนโต๊ะ ก่อนหันไปมองช่องหน้าต่างที่เปิดรับแสงแดดได้ครึ่งหนึ่ง “หากเปิดหน้าต่างให้กว้างขึ้น แล้วทำความสะอาดให้ดี อย่างน้อยห้องนี้ก็ยังพอพักได้เจ้าค่ะ”

เสี่ยวชุน ยืนกอดอกอยู่หน้าประตู “เจ้ามองเห็นข้อดีของมันตรงไหนกัน”

“ตรงที่ยังมีพื้นที่เหลือให้เราใช้ประโยชน์ได้อย่างไรเล่าเจ้าค่ะ”

“พื้นที่ว่างเปล่ากับเตียงหัก ๆ นี่หรือ”

“ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลยมิใช่หรือเจ้าค่ะ” เสี่ยวชุนอ้าปากจะเถียง แต่สุดท้ายกลับถอนหายใจอย่างยอมแพ้ “เอาเถิด ข้าคงเถียงเจ้าไม่ชนะอยู่แล้ว หากเจ้าคิดว่าที่นี่พออยู่ได้ ข้าก็จะลองเชื่อเจ้าสักครั้ง”

อวี้เหนียง ยิ้มบาง ๆ แล้วเริ่มลงมือทำงาน นางเปิดหน้าต่างทุกบานเพื่อระบายอากาศ ก่อนใช้ผ้าเก่าที่พอซักได้เช็ดโต๊ะและชั้นวาง เสี่ยวชุน รับหน้าที่กวาดพื้น ส่วน อวี้เหนียง ตรวจดูเตียงทั้งสองหลังอย่างละเอียด ไม่นานก็พบว่าเตียงหลังหนึ่งยังพอซ่อมได้ หากหาไม้ที่มีขนาดเหมาะสมมาค้ำขาไว้

“เสี่ยวชุน ช่วยข้าขยับเตียงนี้หน่อยเจ้าค่ะ”

“เตียงอีกแล้วหรือ ข้ายังไม่ทันได้นั่งพักเลยนะ” แม้จะบ่น แต่ เสี่ยวชุน ก็เดินเข้ามาช่วยจับปลายเตียง ทั้งสองออกแรงพร้อมกันจนขยับมันไปชิดผนังได้สำเร็จ

“เฮ้อ…ข้ารู้สึกเหมือนตนเองมาสมัครเป็นนางกำนัล หรือมารับจ้างซ่อมเรือนกันแน่”

“หากเราจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ต่อไปก็จะเหนื่อยน้อยลงเจ้าค่ะ”

“ข้าหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • นางกำนัลสายดอง   กลิ่นจากรอยร้าว

    เมื่อผักทั้งหมดถูกเตรียมเรียบร้อย อวี้เหนียง จึงนำไปคลุกกับเกลือตามสัดส่วนที่กำหนด ค่อย ๆ กลับผักให้เครื่องปรุงกระจายทั่วถึง แล้วจึงจัดลงในไหเคลือบใบหนึ่งอย่างระมัดระวัง นางกดผักให้แน่นพอประมาณ ไม่ปล่อยให้มีช่องว่างมากเกินไป จากนั้นเติมน้ำดองที่เตรียมไว้ตามวิธีที่นางจำได้เสี่ยวชุน ยืนถือผ้าอยู่ข้าง ๆ คอยส่งสิ่งของให้เมื่ออวี้เหนียงต้องการ “ไหนี้พอหรือไม่”“พอสำหรับผักชุดนี้”“แล้วอีกสองไหเล่า”“เราจะยังไม่ใช้ทั้งหมด หากมีไหเสียหรือผักชุดแรกต้องแก้ไข อย่างน้อยเราก็ยังมีภาชนะเหลือไว้ทดลองใหม่”“เจ้าคิดเผื่อความล้มเหลวไว้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเลยหรือ”“การเตรียมใจรับความผิดพลาด ไม่ได้แปลว่าเราไม่หวังว่าจะสำเร็จ”อวี้เหนียง ตอบพลางใช้ผ้าสะอาดเช็ดขอบไหให้แห้ง ก่อนวางฝาลงอย่างระมัดระวัง นางยกไหขึ้นตรวจดูอีกครั้ง แล้วจึงใช้เศษผ้าผูกไว้รอบปากภาชนะเพื่อช่วยป้องกันฝุ่น จากนั้นหยิบกระดาษเล็ก ๆ มาเขียนวันที่และรายละเอียดของผักชุดแรก ก่อนผูกติดไว้กับหูไหเสี่ยวชุน มองไหใบนั้นด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ เมื่อครู่มันยังเป็นเพียงภาชนะเก่า ๆ ที่วางทิ้งไว้ในห้องเก็บของ แต่ตอนนี้กลับดูราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าชิ้น

  • นางกำนัลสายดอง   รอยร้าวใต้ฐานไห

    ความหวังในไหดองเมื่อวางตะกร้าผักลงบนโต๊ะไม้ตัวเก่า อวี้เหนียง ก็เริ่มจัดการทันที นางตักน้ำสะอาดใส่อ่างใบใหญ่ ล้างผักทีละหัวอย่างละเอียด ตรวจดูตามซอกใบและรอยตำหนิ จากนั้นจึงแยกผักแต่ละชนิดออกจากกันเสี่ยวชุน ยืนกอดอกมองอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะอดถามไม่ได้ “เจ้าล้างผักพวกนี้สะอาดกว่าตอนข้าล้างหน้าตอนเช้าเสียอีก ต้องพิถีพิถันถึงเพียงนั้นเลยหรือ”“ต้องสิ”“แต่เดิมมันก็เป็นผักที่คนอื่นคัดออกมาแล้วนะ”“เพราะคนอื่นคัดออก ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ต้องตรวจดูอีกครั้ง ผักที่มีรอยช้ำอาจซ่อนความเสียหายไว้ข้างใน หากนำไปดองรวมกับผักดี ก็อาจทำให้ทั้งไหเสียไปด้วย” อวี้เหนียงหยิบหัวไชเท้าขึ้นมาตรวจดู ก่อนตัดส่วนที่ช้ำออกอย่างระมัดระวัง “การดองไม่ใช่เพียงใส่เกลือแล้วปิดฝารอ หากเลือกผักผิดตั้งแต่ต้น ต่อให้ใช้เครื่องปรุงดีเพียงใดก็อาจไม่ได้ผล”เสี่ยวชุน มองกองผักแล้วพยักหน้าช้า ๆ “ฟังดูยุ่งยากกว่าที่ข้าคิดไว้มาก”“ถ้าอยากกินของที่เก็บไว้ได้นาน ก็ต้องยอมเสียเวลาในตอนแรก”“แล้วถ้าเราไม่เสียเวลา แต่เอาไปต้มกินเสียเลยล่ะ”“เช่นนั้นเราก็จะไม่มีผักดอง”“เจ้าช่างตอบได้ตรงประเด็นจริง ๆ” อวี้เหนียง หัวเราะ ก่อนส่งมีดเ

  • นางกำนัลสายดอง   บัญชีและผักกาดขาวสามหัว

    “ถ้าเช่นนั้น ข้าน้อยขอเสนอให้ลงบัญชีทุกชิ้นเจ้าค่ะ”แม่ครัวชะงักไปเล็กน้อย “เจ้าว่าอะไรนะ”“ผักที่ข้าน้อยได้รับจะต้องผ่านการตรวจจากผู้รับผิดชอบเสียก่อน ข้าน้อยจะไม่หยิบเอง ไม่เลือกเอง และจะไม่แตะต้องผักที่ยังอยู่ในรายการสำหรับทำอาหารเจ้านาย หากท่านเห็นว่าควรบันทึกจำนวน น้ำหนัก หรือชนิด ข้าน้อยก็ยินดีให้ลงบัญชีทั้งหมดเจ้าค่ะ” อวี้เหนียงหยุดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ “หากวันใดมีผักเสียหาย หรือมีผู้ตรวจพบว่าข้าน้อยนำวัตถุดิบที่ไม่ควรนำออกไปใช้ ข้าน้อยก็พร้อมรับผิดชอบตามกฎของวัง ไม่ขอปัดความผิดให้ผู้ใด”เสี่ยวชุน หันมามองสหายด้วยความตกใจ นางรู้ว่า อวี้เหนียง เป็นคนใจเย็น แต่ไม่คิดว่าจะกล้าพูดกับแม่ครัวในห้องเครื่องอย่างมีเหตุผลเช่นนี้ แม่ครัวผู้ถูกโต้กลับนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือเท้าเอว“พูดได้ดีนี่ แล้วใครจะเป็นคนเสียเวลามานั่งลงบัญชีให้เจ้า ห้องเครื่องมีงานมากพออยู่แล้ว”“ถ้าเป็นเรื่องการจดบันทึก ข้าน้อยสามารถทำเองได้เจ้าค่ะ ขอเพียงให้ผู้รับผิดชอบตรวจสอบและลงชื่อรับรองก่อนนำออกไป”“เจ้าคิดว่ากระดาษกับหมึกเป็นของที่หาได้ง่ายหรือ”“ข้าน้อยจะใช้กระดาษของตนเอง และเขียนให้สั้นที่สุดเจ้าค่ะ”“เ

  • นางกำนัลสายดอง   ประตูห้องเครื่อง

    แสงอรุณยามเช้าสาดผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่าของเรือนท้ายวัง เผยให้เห็นฝุ่นบางเบาที่ลอยอยู่ในอากาศ หลังจากช่วยกันทำความสะอาดเรือนจนพอจะอยู่อาศัยได้เมื่อคืนวาน หลินอวี้เหนียง ก็ตื่นขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างนักนางล้างหน้าด้วยน้ำเย็นจากตุ่มดินเผา รวบผมให้เรียบร้อย แล้วหยิบกระดาษแผ่นเล็กที่พับเก็บไว้ออกมาตรวจดูอีกครั้ง สิ่งที่เขียนอยู่บนนั้นมีเพียงไม่กี่คำผักกาดขาว หัวไชเท้า แตงกวา เกลือ และน้ำสะอาดนางจ้องรายการของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพับกระดาษเก็บเข้าแขนเสื้อ เมื่อคืนก่อน นางเพิ่งบอก เสี่ยวชุนไปว่าหากได้ผักมาอีกสักหน่อย พวกนางก็จะเริ่มทำผักดองได้ ทว่าคำพูดนั้นฟังดูง่ายดายเกินไปเมื่อคิดถึงความจริงตรงหน้าที่นี่คือวังหลวงแม้แต่ฟืนสักท่อน น้ำแกงสักถ้วย หรือผักสักกำ ก็ล้วนมีที่มาและมีผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น ไม่ใช่นางอยากได้สิ่งใดแล้วจะเดินไปหยิบมาใช้ได้ตามใจชอบแต่ถึงอย่างนั้น นางก็ไม่มีเวลามัวลังเลบิดาของนางยังรอเงินที่นางจะส่งกลับไปให้ทุกเดือน ส่วนไหดองสามใบที่ทำความสะอาดไว้เมื่อคืนก็ยังวางเรียงอยู่มุมเรือน หากไม่เริ่มลงมือเสียที ความหวังที่จะหาเงินเพิ่มจากฝีมือตัวเองก็คงเป็นเพียงคำพูดลอย

  • นางกำนัลสายดอง   ดิน แสง และไหใบเก่า

    เมื่อทำความสะอาดห้องพักเสร็จ ทั้งสองจึงออกไปสำรวจพื้นที่รอบเรือน อวี้เหนียงเดินไปยังสวนด้านข้างอย่างสนใจ นางใช้ปลายเท้าเขี่ยวัชพืชที่ขึ้นหนาแน่น ก่อนก้มลงจับดินขึ้นมาบี้เบา ๆ ระหว่างนิ้วดินยังร่วนพอสมควร แม้มีเศษใบไม้ทับถมมาก แต่ไม่แข็งกระด้างจนปลูกพืชไม่ได้ นางเงยหน้ามองทิศทางของแสงแดด สังเกตว่าช่วงเช้าจนถึงบ่าย พื้นที่สวนได้รับแสงส่องถึงอย่างทั่วถึง ข้างรั้วด้านหลังยังมีรางน้ำเก่าซึ่งเชื่อมต่อกับบ่อน้ำขนาดเล็กดวงตาของ อวี้เหนียง เริ่มเป็นประกาย “ดีจริง ๆ …”เสี่ยวชุน ที่กำลังพยายามดึงเถาวัลย์ออกจากรั้วหันมามอง “อะไรดีหรือ”“สวนแห่งนี้ยังใช้ปลูกผักได้เจ้าค่ะ”“ปลูกผัก” เสี่ยวชุนมองไปรอบ ๆ “ในสภาพนี้น่ะหรือ ข้าว่าต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะกำจัดวัชพืชหมด”“ถึงจะใช้เวลาหลายวัน แต่หากเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ อีกไม่นานก็ใช้ได้แล้วเจ้าค่ะ” อวี้เหนียง ก้มลงเด็ดใบหญ้าต้นหนึ่งขึ้นมาดู ก่อนโยนลงในตะกร้าเก่า “ดูดินตรงนี้สิ ยังมีความชื้นอยู่บ้าง อีกทั้งยังมีแหล่งน้ำอยู่ไม่ไกล หากปลูกผักที่โตเร็วเอาไว้กินเองได้ ต่อไปเราก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งอาหารจากห้องเครื่องทุกมื้อ”เสี่ยวชุน ชะงักมือ “เจ้าคิดไปถึงเรื

  • นางกำนัลสายดอง   เรือนร้างท้ายวัง

    ทางเดินด้านหลังวังหลวงทอดยาวคดเคี้ยวผ่านแนวกำแพงสีเทาอ่อน สองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา ทว่าพอยิ่งเดินลึกเข้าไป เสียงผู้คนและความคึกคักจากเขตตำหนักชั้นในก็ยิ่งห่างไกลออกไปทุกทีหลินอวี้เหนียง ถือสัมภาระเดินตามเจ้าหน้าที่ผู้นำทาง ส่วน เสี่ยวชุน เดินอยู่ข้างกาย พลางหันกลับมองทางที่เพิ่งผ่านมาเป็นระยะ ราวกับหวังว่าจะมีใครเรียกพวกนางกลับไปเสียก่อน“อวี้เหนียง เจ้าว่าพวกเราต้องเดินอีกนานเท่าใด”“ข้าเองก็ไม่ทราบ แต่ดูจากทางแล้ว คงใกล้ถึงแล้วกระมังเจ้าค่ะ”“ใกล้ถึง” เสี่ยวชุน ชะเง้อมองไปข้างหน้า ก่อนถอนหายใจยาว “เหตุใดเรือนพักของคนอื่นจึงอยู่ใกล้ตำหนัก ส่วนของพวกเรากลับต้องเดินไกลถึงเพียงนี้ หรือวังหลวงกลัวว่าพวกเราจะเดินเล่นมากเกินไป จึงตั้งใจส่งมาไว้ไกล ๆ กันนะ”อวี้เหนียงเหลือบมองนาง ก่อนเอ่ยเตือนเสียงเบา “ระวังคำพูดด้วย หากผู้ใดได้ยินเข้า เกรงว่าพวกเราจะมีงานเพิ่มอีกเจ้าค่ะ”เสี่ยวชุน รีบยกมือปิดปากทันที “ข้าลืมไปแล้วว่าตนเองอยู่ในวังหลวง มิใช่ตลาดสดหน้าบ้าน”อวี้เหนียง หลุดยิ้มเล็กน้อย แม้ตนเองจะกังวลไม่ต่างกัน แต่การมีสหายร่วมทางที่พูดจาชวนหัวเราะอยู่ข้างกาย ก็ช่วยให้ความเ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status