로그인“เดี๋ยวซิครับคุณดา จะให้เกียรตินั่งคุยกันสักครู่ได้ไหมครับ”
“ขอเป็นโอกาสหน้าได้ไหมคะ วันนี้ดาไม่สะดวกแล้วน่ะค่ะ ต้องขออภัยจริงๆ”
“ครับ..ผมเข้าใจ หวังว่าโอกาสหน้าคงจะเป็นของผม”
ดวงตาคมเข้มที่ส่งมามันฉายแววปรารถนาไว้อย่างชัดเจนคือสิ่งที่เธอเห็น ทว่าประสบการณ์ที่สั่งสมมากว่า 5 ปี ในฐานะที่เป็นแม่เล้า และ 4 ปีก่อนหน้านั้นในฐานะของลูกเล้า มันทำให้เธอแยกแยะออกว่า แววตาที่ปรารถนากับแววตาที่อยากลองของยากๆ สักครั้งมันเป็นอย่างไร และทั้งสองอย่างนั้นไม่ได้มีอยู่ในแววคมเข้มนั้นเลยสักนิด สิ่งที่เธอเห็นมันกลับเป็นแววถือดีอยากเอาชนะเสียมากกว่า
ร่างอวบอิ่มที่เดินจากไปทิ้งอะไรบางอย่างไว้ให้เขาฉุกคิด เพราะความไม่สะดวกของเธอนั้นเหมือนจะยิ้มรอท่าอยู่ในมุมหนึ่ง มุมประจำของบิดาคือสิ่งที่นุติกระซิบบอก ผู้หญิงคนนั้นทิ้งผู้ชายอย่างเขาเพื่อยอมรับความไม่สะดวกในสิ่งที่บิดาเขาหยิบยื่นอย่างนั้นหรือ มุมปากยกยิ้มอย่างถือดี เมื่อฉุกคิดได้ว่า
“ลินลดา เธอบินได้สูงดีทีเดียว”
.
.
.
“ลิล..ลิล..ลิลลี่ เอ๊ย! อยู่ข้างบนหรือเปล่าลูก”
เสียงยายเรียกดังมาจากใต้ถุนเรือนทำให้ลลิลละสายตาขึ้นจากหนังสือเรียน ก่อนจะลุกขึ้นยืดแขนยืดขาเพราะคร่ำเคร่งนั่งอ่านหนังสือมาตั้งแต่เช้า เรือนไม้ยกพื้นสูงที่ไม้กระดานตีห่างไว้ให้ลมระบายได้จากด้านล่างและเผื่อเนื้อไม้ยืดตัวหดตัวยามฤดูกาลที่เปลี่ยนไป ทำให้เธอสามารถมองลอดลงไปเพื่อตรวจดูว่าเจ้าของเสียงปราณีที่เอ่ยเรียกนั้น ตอนนี้อยู่ตรงจุดไหน
“ลิล..อยู่หรือเปล่าลูก”
“อยู่จ้ะยาย กำลังรีบแล้วจ้า..” เสียงหวานขานรับก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
“ไม่ต้องรีบลูก เดี๋ยวได้ตกบ้านขาแข้งหักกันบ้างหรอก เดินดีๆ”
สายตาฝ้าฟางตามวันเวลามองลอดขึ้นไปบนขั้นบันไดที่คาดคิดว่าหลานสาวเพียงคนเดียวของแกกำลังจะรีบเดินหรือไม่ก็อาจจะวิ่งลงมาเลยก็ได้ และก็เป็นไปตามคาด ช่วงขาเรียวยาวที่มองเห็นทำให้แกอดที่จะร้องปรามอีกครั้งไม่ได้
“ลิลลี่ เดินช้าๆ ลูก ไม่ต้องวิ่งลงมา วิ่งลงบันไดผีบ้านผีเรือนจะหักขาเอานะลูก”
“จ๊ะจ้า.. ไม่วิ่งแล้วจ้า เดินช้าแล้วจ้า”
สาวรุ่นใบหน้าสะสวยที่มองเห็น ไม่ได้แตกต่างไปจากลูกสาวเพียงคนเดียวของแกเลยสักนิด ยิ่งโตยิ่งเหมือนกัน คำโบราณที่ว่า “ลูกผู้หญิงเหมือนแม่มักจะอาภัพ” นั่นคือสิ่งที่ใครๆ ก็มักจะย้ำเตือนเสมอในยามเจ้าตัวน้อยนี้ยังอยู่ในวัยเยาว์ ทว่าวันเวลาพ้นผ่านที่ลินจงสามารถทำงานส่งเสียเลี้ยงดูลูกสาวและตัวแกมาได้นั้น ก็ทำให้คำพูดของหลายๆ คนต้องหยุดลง เพราะนี่ก็ปีสุดท้ายแล้วที่ลลิลจะเรียนจบปริญญาตรี
“ยายเรียกลิลมีอะไรหรือจ๊ะ”
“ช่วยยายกำผักหน่อยลูก ประเดี๋ยวลุงชดเขาจะมารับเอาไปตลาดนัด ยายเก็บช้าไปหน่อยกลัวจะกำได้ไม่ทันเวลา”
ลลิลมองมือเหี่ยวย่นที่กำลังกำใบกระเพรา โหระพา และมะกรูดตะไคร้ แยกไว้เป็นกำๆ ก่อนที่ฝ่ามือขาวนวลที่ดูบอบบางนั้นจะรีบหยิบจับในสิ่งที่ยายบอกอย่างทะมัดทะแมง ผักสวนครัวต่างๆ ที่ปลูกอยู่ในสวนหลังบ้าน แม้จะมีพื้นที่ไม่มากนักแต่รายได้ก็เพียงพอสำหรับที่สองยายหลานจะประทังชีวิตไปได้อย่างไม่ลำบากลำบนอะไร ดวงตาคู่สวยหลุบต่ำมองสิ่งอยู่ในมือ พืชผักเหล่านี้ยายสอนว่าเธอต้องรู้จักกินรู้จักใช้อย่างประหยัด เพราะถ้าไม่ใช่เพราะผักเหล่านี้ยายก็คงจะไม่มีกำลังที่จะเลี้ยงเธอมาจนโตได้ และลูกสาวของยายล่ะทำอะไรอยู่..
ลลิลหรือลิลลี่ ชื่อที่ผู้เป็นแม่ตั้งให้เพื่อให้คล้องจองกับชื่อลินจงหรือลินลดา ชื่อใหม่ที่แม่ตั้งเองสำหรับเอาฤกษ์เอาชัยกับธุรกิจร้านอาหารที่ไปได้ดี จนทำให้มีเงินส่งเสียเลี้ยงดูลูกสาวเพียงคนเดียวและมารดาให้อยู่ได้อย่างสุขสบาย แต่น่าแปลกที่ยายเพียงนำเงินเหล่านั้นมาสำหรับจ่ายค่าเทอมและอุปกรณ์การเรียนของเธอเท่านั้น ส่วนค่าใช้จ่ายภายในบ้านรวมทั้งค่ากินอยู่ล้วนแต่มาจากรายได้ของพืชผักสวนครัวที่ยายและเธอช่วยกันปลูกทั้งสิ้น เพราะอะไรเธอไม่รู้ คำถามที่ไม่เคยเลยสักครั้งที่ยายจะตอบ จนสุดท้ายเธอต้องเป็นฝ่ายเลิกถามไปเสียเอง
ฝ่ามือที่สอดเข้าในช่วงเอวและแนบใบหน้าลงที่อกอุ่นของยาย ทำให้ดวงตาของยายมุกดาเริ่มจะฝ้าฟางเพราะม่านน้ำตาอีกครั้ง มือเหี่ยวย่นกอดรัดหลานสาวเพียงคนเดียวไว้แนบอก เจ้าตัวน้อยแสนซนที่ทำกิริยาแบบนี้จะเป็นเรื่องใดไปได้ถ้าไม่ได้คิดถึงคนเป็นแม่ ยายมุกดากระชับฝ่ามือที่อาจจะคิดว่าบอบบางนักทว่ามันกลับกร้านไปเพราะหยิบจอบหยิบเสียมมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย อ้อมกอดของผู้เป็นยายกระชับแน่นขึ้นเมื่อคิดได้ว่า
“ความลำบากเพียงนี้ลลิลต้องผ่านมันไปให้ได้ หากแม้ลำบากกายยังทนได้ ต่อไปในภายภาคหน้าเรื่องลำบากใจก็จะทานทนได้เช่นกัน ลินจง เอ๊ย.. เมื่อไรแกถึงจะเลิก..แกจะต้องรอจนลูกแกรู้อย่างนั้นรึ”
“คิดอะไรอยู่หรือคะ”“ลิล..ผมต้องขอโทษลิลอีกครั้ง และคุณดา.. ผมก็ทำกับเธอไว้มาก” อ้อมแขนกระชับร่างบางแนบข้างมากขึ้นเพราะความรู้สึกหนาวเหน็บในใจนั้นมากยิ่งกว่าอากาศหนาวเย็นในยามค่ำคืน“และตอนนี้คุณคินพร้อมที่จะไถ่โทษหรือยังคะ”“หือ..จะให้ไถ่โทษด้วยวิธีไหน”“วิธีของลิลค่ะ.. แค่คุณคินมอบตำแหน่งคืนให้ลิลก็พอ”“ตำแหน่ง?” สีหน้าเต็มไปด้วยคำถามก้มมองคนในอ้อมแขนที่แหงนหน้าขึ้นมองอย่างแสนรัก ก่อนจะระบายรอยยิ้มออกมาเมื่อรู้ได้ในความหมาย “สรุปว่าตำแหน่งของลิลยังอยู่หรือเปล่าคะ” “เอ.. อยู่หรือไม่อยู่ดีนะ” จมูกโด่งก้มลงคลอเคลียใบหูเพราะคนที่แนบกระซิกอยู่นี้..มันน่านัก “คุณคิน.. ตำแหน่งของลิล” “อืม.. จะมาถามอะไรตอนนี้ล่ะลิล เลือกสถานที่หน่อยซิ” น้ำเสียงเชิงตำหนิเปล่งออกมาอย่างไม่จริงจังเท่าไร “ใครกันคะ ที่ไม่เลือกสถานที่ คุณคินนั่นแหละ” “อืม.. ใครว่าไม่เลือก ก็เลือกแล้วไง ก็ที่นี่น่ะ..ยังไม่เคย” “เซี้ยวใหญ่แล้วนะคะ ปล่อยลิลก่อน ลิลหายใจไม่ออก แล้วตอบคำถามลิลด้วย” “ไม่เอา.. ไม่ตอบ..
“แด๊ดคะ อยู่ไหนเอ่ย.. มาดูซิคะ ว่าลิลมีอะไรมาฝาก” เสียงหวานส่งมาก่อนเจ้าตัวจะมาถึงทำให้ดวงตาคมเข้มต้องเขม่นมอง เจ้าของร่างบอบบางที่กำลังเดินตรงเข้ามานั้นมีผลกับทุกจังหวะการเต้นของหัวใจ ฝ่ามือกุมเข้าหากันแน่นยามเพ่งฝ่าความสลัวนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าคำตอบที่หัวใจรุกเร้านี้ถูกต้องชัดเจน เสียงหัวใจเต้นรัวเร็วในทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งกระพรวนตามที่เขาเข้าใจใกล้เข้ามาเรือนร่างภายใต้ชุดสาวชาวเขานั้นดูน่ารักน่าทะนุถนอมยิ่งนัก เจ้าของร่างบางก้าวเข้ามาพร้อมกับนำของที่หอบมาวางลงบนแคร่ ภคินแทบจะสะกดกลั้นความรู้สึกเต็มตื้นของตัวเองไม่ให้ดึงร่างนั้นเข้ามากอดรัดไม่ไหว ฝ่าเท้าก้าวมั่นคงเข้าใกล้คนที่หัวใจสั่งให้ติดตามหา เสียงเครื่องเงินที่กระทบกันบนตัวเสื้อนั้นเงียบลงพร้อมๆ กับเจ้าของร่างที่ยืนนิ่งตะลึงกับสิ่งที่มองเห็นตรงหน้า ดวงตาหวานร้อนผ่าวไปด้วยความรู้สึกเต็มตื้นที่เหมือนจะตีขึ้นจากหัวใจ รอยยิ้มแสนจะคุ้นเคยของเขาที่เธอคิดว่าต้องมีวันนี้สักวัน วันที่เขาจะมายืนอยู่ตรงหน้าและเป็นวันที่เขาติดตามหาเธอ แม้ความคาดหวังของเธอจะคล้ายฝันเฟื่องที่คนอย่างเขา คนอย่
ดวงตาคมเข้มทอดมองวิถีชีวิตรายรอบ ชายหญิงชาวเขาที่เห็นคงเพิ่งกลับจากทำไร่เพราะผักหลายชนิดในตะกร้าสานที่แบกไว้ด้านหลังและเด็กๆ ที่วิ่งเข้าหาอย่างดีใจ ภาพพ่อแม่ลูกที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาในสิ่งที่เขาเรียกว่า “ไม่มีอะไรเลย” ที่เห็นนั้น ภคินไม่อยากเชื่อในความรู้สึกของตัวเองว่าเขาจะคิดว่าได้เห็นสิ่งสวยงามทั้งที่ไม่มีตรงจุดไหนที่บ่งชี้ว่าสวยเลยสักนิด “ความสวยงามในจิตใจ” นั่นคือสิ่งที่บ่งบอกกับตัวเอง“ลิล.. คงมีความสุขสินะที่ได้อยู่ที่นี่”ชายหนุ่มที่พึมพำกับตัวเองทำให้ปีเตอร์ที่เดินออกมายิ้มกับสิ่งที่คิดว่าไม่ผิด ต่อจากนี้เขาก็คงไม่ต้องได้ยินเสียงคนร้องไห้ในเวลากลางคืนอีกแล้ว “เอ่อ.. แล้วลูกสาวของคุณไปไหนหรือครับ ใกล้ค่ำแล้ว”“ไปที่หมู่บ้านด้านบนน่ะครับ นี่คงใกล้จะมาแล้ว เธอขึ้นไปตั้งแต่เช้าเอายาและหนังสือที่ซื้อมาจากในเมืองไปให้เด็กชาวเขาด้านบนน่ะครับ ตั้งแต่เธอมาอยู่ที่นี่เมื่อเดือนก่อนเธอก็ช่วยผมสอนภาษาไทยให้กับเด็กชาวเขา ส่วนผมน่ะสอนภาษาอังกฤษ”“ทำไมเธอถึงสอนภาษาไทยล่ะครับ เอ่อ..ขอโทษนะครับที่ผมละลาบละล้วงถาม” ภคินเอ่ยถามเพราะไม่คิดว่าหญิงต่างชาติจะสอนภาษาไทยให้กับเด็กๆ ได้“ภรรยาผมเธอเป
เด็กชาวเขาหลายสิบคนที่กำลังนั่งล้อมวงอยู่กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่แต่งกายไม่ได้แตกต่างไปจากคนชาวเขา ทว่าเรือนกายสูงใหญ่และใบหน้าที่บ่งบอกถึงชาติพันธุ์ที่แตกต่างไปจากคนเอเชียก็ทำให้ภคินไม่รอช้าที่จะก้าวเข้าไปหาในทันที เพราะตั้งใจแล้วว่าจะตามหาดังนั้นใครก็ได้ที่ตอบคำถามได้เขาก็ไม่ควรจะพลาด“สวัสดีครับ ผมขอโทษที่มารบกวน ผมแค่ต้องการจะสอบถาม..”ภาษาอังกฤษในสำเนียงชัดเจนถูกส่งออกไปยังคนตรงหน้า เพราะยังไงเสียชายต่างชาตินี้ก็เป็นผู้ใหญ่คนเดียวในกลุ่ม ซึ่งหากเขาต้องการจะสอบถามข้อมูลจากเด็กๆ ก็ควรจะขออนุญาตเสียก่อน“สวัสดีครับ ผมพูดไทยได้ ต้องการให้ผมช่วยอะไรครับ”ภาษาไทยชัดเจนแม้จะดูแปล่งไปบ้างในสำเนียงแต่ภคินก็ยังอดรู้สึกทึ่งไม่ได้ว่า ชายต่างชาติคนนี้ใช้ภาษาไทยได้ดีทีเดียว รอยยิ้มยินดีถูกส่งออกไปเพราะเขาคงไม่ได้สื่อสารกับเฉพาะเด็กๆ อีกแล้ว และดูท่าชายต่างชาติคนนี้คงจะสามารถให้ข้อมูลกับเขาได้มาก“ผมภคิน ยินดีที่ได้รู้จักครับ”“ครับ..ยินดีที่ได้รู้จัก ผม..ปีเตอร์”ภาพของหญิงสาวที่เห็นอยู่ในโทรศัพท์มือถือของชายหนุ่มทำให้ดวงตาสีเขียวหม่นแต่ทว่าคมเข้มตามวันเวลาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเ
สิ่งที่เห็นยิ่งทำให้ภคินต้องส่ายศีรษะไปมาในความผิดที่ตัวเองก่อไว้ ความถือตนว่ามีทุกอย่างจึงทำให้เหยียดคนที่ต่ำกว่า ทั้งที่ลินลดาก็ไม่เคยทำให้เขาต้องวุ่นวาย เพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิงอย่างว่าเท่านั้นหรือที่เขานึกรังเกียจ ตอนนี้เขารู้ในคำตอบนั้นแล้วว่า “ไม่ใช่” สิ่งที่เขาตั้งแง่รังเกียจก็คือ ศักดิ์ศรีที่มันค้ำอยู่บนบ่าเท่านั้น เขากลัวว่าบริรักษ์จะมัวหมองเพราะพ่อเอาผู้หญิงที่มีอาชีพพิเศษมาเชิดหน้าชูตา กลัวว่าเธอและลูกสาวจะเข้ามาชุบมือเปิบเหมือนผู้หญิงหิวเงินทั่วไปที่ถมเท่าไรก็ไม่เต็ม จนลืมมองในเนื้อแท้ของคนแต่ละคนว่าไม่เหมือนกัน“คุณดาไม่ต้องขอโทษหรอกครับ ผมไม่มีค่าพอที่คุณดาจะขอโทษ เพราะสิ่งที่ผมทำกับคุณดากับลิล มันไม่ควรจะให้อภัยเลย แต่คุณดาก็ยังดีกับพ่อดีกับผม ผมขอโทษจริงๆ ครับ และผมจะไม่ขวางอีกแล้วหากพ่อจะเริ่มต้นใหม่กับคุณดา”ภคินที่ยกมือขึ้นไหว้เธอพร้อมกับสิ่งที่เขาบอกทำให้ลินลดาตื้นตันเสียจนไม่อาจยั้งหยาดน้ำตาไว้ได้ คนอย่างภคิน บริรักษ์ ยอมลดตัวลงมาเพื่อเธอกับลูก แค่นี้เธอก็มั่นใจแล้วว่าเขารักลูกสาวของเธอจริง“คุณคินคะ ดามีเรื่องที่อยากจะให้คุณคินรับรู้ไว้ค่ะ ดารักท่าน..เพราะท่านดีก
เมทินียิ้มรับกับคำถามนั้น พร้อมเจ้าของฝ่ามือแกร่งที่กอบกระชับฝ่ามือบอบบางของเธอแน่นขึ้น แววความรักที่ทั้งสองคนมีให้แก่กันและกันนั้นทำให้ผู้ถือหุ้นที่คิดจะส่งคำถามต่อต้องระงับไว้เพียงแค่นั้นในทันที เพราะคำตอบก็มีให้เห็นอยู่ตรงหน้าแล้ว“แล้วอย่างนี้สรรค์พิสุทธิ์จะต้องเปลี่ยนชื่อเป็นสิทธิลักษณ์เลิศหรือเปล่าครับ แล้วทิศทางการบริหารของคุณนุติจะเป็นในแบบไหนครับ”“เปลี่ยนครับ ผมจะไม่ใช้ชื่อของสรรค์พิสุทธิ์อีกแล้ว” คำพูดเว้นวรรคก่อนจะชำเลืองมองคนด้านข้างที่เหมือนรอคอยในคำตอบของเขาอยู่เหมือนกัน“แต่ผมจะใช้ชื่อว่า SS GROUP แทน S ตัวแรกแทนสำหรับ สรรค์พิสุทธิ์ และ S ตัวที่สองสำหรับแทน สิทธิลักษณ์เลิศครับ แต่หากว่าคุณพ่อตาและคุณภรรยาในอนาคตจะอนุญาตให้ S ตัวแรกเป็น สิทธิลักษณ์เลิศ ผมก็คงจะปฏิเสธไม่ได้”คำพูดสื่อความหมายนั้นเรียกเสียงปรบมือให้กับผู้ถือหุ้นทุกคน เพราะมือขวาแห่งบริรักษ์ที่กำลังจะกลายเป็นเขยแห่งสรรค์พิสุทธิ์นี้มีกึ๋นมากมายแค่ไหน ก็ดูได้จากกิจการของบริรักษ์กรุ๊ปที่ว่ากันว่าทุกโปรเจคทุกงานที่ได้มาโดยง่ายนั้นล้วนมาจากฝีมือของผู้ชายคนนี้ทั้งสิ้น “ขอถามอีกหนึ่งคำถามครับ ถ้าคุณนุติมาบริหารง







