Masuk“แล้วไง นายนุ นายจะลำบากตรงไหน คนที่คิดจะเลี้ยงเด็กนั่นก็คือฉัน คนที่คิดจะสอยแม่นั่นลงจากเล้าก็คือฉัน แล้วมันเกี่ยวกับนายตรงไหนไม่ทราบ นายก็แค่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เท่านั้น หรือว่านายจะตามเข้าไปถึงเตียงนอน..ฉันก็ไม่ว่า”
“คุณคิน...”
แววเย้ยหยันในดวงตาคมเข้มคือสิ่งที่นุติกลัว ทว่าสิ่งที่ท่านภควัฒน์ขอร้องเขาให้ทำอีกเล่า เขาจะทำให้สำเร็จได้ยังไงในเมื่อภคินปิดประตูทุกทางที่จะรับรู้ในข้อดีของลินลดา ในเมื่อท่านยอมรับอดีตที่เธอเป็นแล้วทำไมภคินซึ่งเป็นลูกถึงจะยอมรับไม่ได้
“อย่า..อย่ามาทำหน้ายุ่งอย่างนั้น ฉันชวนนายมากินไก่นะโว๊ย! ไม่ได้ชวนให้มานั่งเป็นป้าแก่”
“คุยอะไรกันอยู่หรือคะ เป็นส่วนตัวหรือเปล่า ดาจะได้เข้าไปก่อน”
สาวสวยที่ยืนอยู่ไม่ไกลเรียกความสนใจของทั้งสองหนุ่มในทันที ภคินยอมรับว่าเธอสวยมากทีเดียว ยิ่งมองใกล้ๆ ก็ยิ่งสวย แต่ถึงยังไงผู้หญิงคนนี้ก็ไม่คู่ควรที่จะเป็นเมียของใครทั้งนั้น เพราะของสาธารณะอย่างเธอใครๆ ก็สามารถใช้สอยได้น่ะซิ
“อ้อ.. ไม่มีอะไรครับ พอดีเพื่อนผมมันบ่นๆ อยากจะขึ้นไป... แต่ก็ยังไม่มีน้องๆ ถูกใจสักคนน่ะซิครับ”
ดวงตาคมเข้มเหลือบมองไปด้านบนอันเป็นสัญญาณว่ารู้กันว่ามีอะไรอยู่ ก่อนจะทำน้ำเสียงตัดพ้อที่ไม่มีใครถูกใจมากพอ ที่นุติจะเรียกขึ้นห้อง
“จริงหรือคะ เด็กๆ ของดา สวยๆ ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ถูกใจคนไหนเลยหรือคะ”
“มะ..ไม่ครับ พอดีผมไม่ค่อยได้มาก็เลยยังไม่คุ้นน่ะครับ”
นุติตอบเสียงหวานด้วยความรู้สึกประหม่า เขารู้ว่าภคินกำลังอยากให้เขาไปให้พ้นๆ เสียจากตรงนี้ เขาจะทำอะไรได้ถ้าไม่เล่นตามเกมของเจ้านาย สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องเลือกขึ้นห้องไปกับหญิงสาวสักคนจนได้
“แล้วคุณคินถูกใจน้องคนไหนบ้างหรือเปล่า น้องเชอรี่คุยสนุกไหมล่ะคะ” เธอถามหลังจากที่นุติขอตัวพาน้องพลอยเด็กสาวที่เคยใช้บริการหนก่อนออกไปข้างนอก ทำให้เหลือเพียงลินลดาที่นั่งอยู่กับภคินเพียงลำพัง
“ครับ..สนุก แต่ผมมีอะไรที่ต้องการมากกว่านั้น”
ดวงตาสื่อความหมายมองตรงมา ซึ่งลินลดารู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร เพราะทุกครั้งที่เขามาก็ไม่พ้นที่จะเสนอให้เธอเลือก ใบหน้าสวยหวานได้แต่อมยิ้ม หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงจะดีใจที่..ค่าตัว..ต่อคืนได้มากถึงขนาดนั้น แต่มาในวันนี้สิ่งนั้นกลับไม่มีความหมายอะไร แม้จะไม่รับแขกแต่เธอก็ไม่ได้ขัดสนทางรายได้ อีกทั้งแขกประจำทั้งสามคนของเธอก็พร้อมที่จะทุ่มเช่นเดียวกันแค่เธอเอ่ยปาก
“ทำไมล่ะครับคุณดา คุณดาจะไม่สงสารผมเลยหรือครับ ผมมาตั้งหลายรอบแล้ว คุณดาก็ไม่ตอบรับผมสักครั้ง”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ คือดาไม่ได้รับ... แล้วน่ะค่ะ”
เธอจงใจละคำว่า “แขก” เอาไว้ ภคินยกยิ้มที่มุมปากเพียงนิดเมื่อคิดว่าลินลดาคงอยากยกสถานะตัวเองเต็มที่ถึงกับยอมลงทุนไม่รับแขก เพื่อเคลียตัวเองไว้รอตำแหน่งที่บิดาของเขาจะมอบให้
“คุณดาใจร้ายกับผมมากนะครับ คิวของคุณดามีไว้ให้คนที่จองเท่านั้น”
ลินลดายิ้มอย่างใจเย็นเพราะใช่ว่าจะไม่เคยเจอแขกแบบนี้ ทว่าตัวเลขที่ปรากฏอยู่ในเชคที่เขายื่นให้มันก็อดจะทำให้หัวใจของเธอเต้นรัวไม่ได้ และดูท่าเขาจะรู้ทุกความเคลื่อนไหวของเธอเสียด้วย
“ขอบคุณนะคะ แต่ว่าดาคงรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ และทั้งสามท่านที่ดารับไว้เพราะเราคุ้นเคยกันมานาน แต่นอกจากนั้นดาคงจะต้องขอปฎิเสธ คุณคินเลือกคนสาวๆ สวยๆ ดีกว่าค่ะ คนไหนก็ได้ค่ะถ้าคุณคินพอใจ ดาน่ะแก่แล้ว คุณคินจะเบื่อเสียเปล่าๆ”
ลินลดาดันฝ่ามือของเขากลับคืนอย่างสุภาพพร้อมทั้งให้เหตุผลของเธอที่จะหยิบยกมากล่าวอ้าง ซึ่งภคินกลับคิดว่า “มารยา 1000 เล่มเกวียน” ท่าทีเหมือนถ่อมตัว อ่อนโยน แท้ที่จริงเน่าเฟะส่งกลิ่นไปทั่ว ไม่มีผู้หญิงดีๆ ที่ไหนจะผันตัวเองมาเป็นนักค้าเนื้อสด และเธอกำลังเตรียมจะบินสูงที่ขนาดตัวเลขในเชคที่เขาคิดว่ามากแล้วหากต้องการจะนอนกับใครสักคืน เธอก็ยังปฏิเสธอย่างไม่ใยดี
“จริงหรือครับที่ว่าคนไหนก็ได้”
“จริงซิคะ ดาจะหลอกทำไม ว่าแต่คุณคินชอบน้องคนไหนล่ะคะ ดาจะได้เรียกได้ถูก”
“อืม..ผมอยากได้คนที่มาสมัครงานเมื่อเช้า”
“เมื่อเช้า..”
“ใช่ครับ..เมื่อเช้า”
“ตอนเช้าผมเจอน้องเขาที่นี่”
“แต่เมื่อเช้าไม่มีพนักงานใหม่นะคะ”
“แต่ผมเจอเธอที่นี่จริงๆ นะครับ เธอบอกว่าจะมาหา แม่... เอ่อ..คุณดาน่ะครับ”
ลินลดารู้สึกเย็นวาบตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงเส้นผม เพราะเมื่อเช้ามีเพียงลลิลและเชอรี่เท่านั้นที่อยู่ที่นี่ “เชอรี่” ความคิดหนึ่งแวบขึ้นมาเพราะภคินเป็นแขกของเชอรี่เมื่อวานอย่างนั้นก็เป็นไปได้ว่าผู้หญิงที่เขาบอกนั้นจะเป็น
“ลิลลี่”
.
.
ลลิลซุกกายอยู่บนโซฟานุ่มนานเท่าไรแล้วก็ไม่รู้ได้รู้แต่ว่าตั้งแต่แม่ออกไปเธอก็ไม่ได้เคลื่อนย้ายตัวไปที่ไหนอีกเลย หัวใจรู้สึกเปลี่ยวเหงาจนเลือกที่จะซุกตัวอยู่กับความเงียบเพียงคนเดียวเท่านั้น ความอ่อนเพลียจากร่างกายที่ผ่านการร้องไห้มานานทำให้เผลอหลับไป รู้ตัวอีกทีก็มีเพียงความมืดรอบด้าน แสงไฟจากด้านนอกตัวบ้านยังคงให้มองเห็น ดวงตาหวานละขึ้นมองนาฬิกาเรือนสวย
“เกือบตีหนึ่งแล้ว”
“แม่จะกลับมาประมาณตีสองนะลูก แต่ถ้าไม่ติดอะไรแม่จะรีบกลับมา”
“คิดอะไรอยู่หรือคะ”“ลิล..ผมต้องขอโทษลิลอีกครั้ง และคุณดา.. ผมก็ทำกับเธอไว้มาก” อ้อมแขนกระชับร่างบางแนบข้างมากขึ้นเพราะความรู้สึกหนาวเหน็บในใจนั้นมากยิ่งกว่าอากาศหนาวเย็นในยามค่ำคืน“และตอนนี้คุณคินพร้อมที่จะไถ่โทษหรือยังคะ”“หือ..จะให้ไถ่โทษด้วยวิธีไหน”“วิธีของลิลค่ะ.. แค่คุณคินมอบตำแหน่งคืนให้ลิลก็พอ”“ตำแหน่ง?” สีหน้าเต็มไปด้วยคำถามก้มมองคนในอ้อมแขนที่แหงนหน้าขึ้นมองอย่างแสนรัก ก่อนจะระบายรอยยิ้มออกมาเมื่อรู้ได้ในความหมาย “สรุปว่าตำแหน่งของลิลยังอยู่หรือเปล่าคะ” “เอ.. อยู่หรือไม่อยู่ดีนะ” จมูกโด่งก้มลงคลอเคลียใบหูเพราะคนที่แนบกระซิกอยู่นี้..มันน่านัก “คุณคิน.. ตำแหน่งของลิล” “อืม.. จะมาถามอะไรตอนนี้ล่ะลิล เลือกสถานที่หน่อยซิ” น้ำเสียงเชิงตำหนิเปล่งออกมาอย่างไม่จริงจังเท่าไร “ใครกันคะ ที่ไม่เลือกสถานที่ คุณคินนั่นแหละ” “อืม.. ใครว่าไม่เลือก ก็เลือกแล้วไง ก็ที่นี่น่ะ..ยังไม่เคย” “เซี้ยวใหญ่แล้วนะคะ ปล่อยลิลก่อน ลิลหายใจไม่ออก แล้วตอบคำถามลิลด้วย” “ไม่เอา.. ไม่ตอบ..
“แด๊ดคะ อยู่ไหนเอ่ย.. มาดูซิคะ ว่าลิลมีอะไรมาฝาก” เสียงหวานส่งมาก่อนเจ้าตัวจะมาถึงทำให้ดวงตาคมเข้มต้องเขม่นมอง เจ้าของร่างบอบบางที่กำลังเดินตรงเข้ามานั้นมีผลกับทุกจังหวะการเต้นของหัวใจ ฝ่ามือกุมเข้าหากันแน่นยามเพ่งฝ่าความสลัวนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าคำตอบที่หัวใจรุกเร้านี้ถูกต้องชัดเจน เสียงหัวใจเต้นรัวเร็วในทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งกระพรวนตามที่เขาเข้าใจใกล้เข้ามาเรือนร่างภายใต้ชุดสาวชาวเขานั้นดูน่ารักน่าทะนุถนอมยิ่งนัก เจ้าของร่างบางก้าวเข้ามาพร้อมกับนำของที่หอบมาวางลงบนแคร่ ภคินแทบจะสะกดกลั้นความรู้สึกเต็มตื้นของตัวเองไม่ให้ดึงร่างนั้นเข้ามากอดรัดไม่ไหว ฝ่าเท้าก้าวมั่นคงเข้าใกล้คนที่หัวใจสั่งให้ติดตามหา เสียงเครื่องเงินที่กระทบกันบนตัวเสื้อนั้นเงียบลงพร้อมๆ กับเจ้าของร่างที่ยืนนิ่งตะลึงกับสิ่งที่มองเห็นตรงหน้า ดวงตาหวานร้อนผ่าวไปด้วยความรู้สึกเต็มตื้นที่เหมือนจะตีขึ้นจากหัวใจ รอยยิ้มแสนจะคุ้นเคยของเขาที่เธอคิดว่าต้องมีวันนี้สักวัน วันที่เขาจะมายืนอยู่ตรงหน้าและเป็นวันที่เขาติดตามหาเธอ แม้ความคาดหวังของเธอจะคล้ายฝันเฟื่องที่คนอย่างเขา คนอย่
ดวงตาคมเข้มทอดมองวิถีชีวิตรายรอบ ชายหญิงชาวเขาที่เห็นคงเพิ่งกลับจากทำไร่เพราะผักหลายชนิดในตะกร้าสานที่แบกไว้ด้านหลังและเด็กๆ ที่วิ่งเข้าหาอย่างดีใจ ภาพพ่อแม่ลูกที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาในสิ่งที่เขาเรียกว่า “ไม่มีอะไรเลย” ที่เห็นนั้น ภคินไม่อยากเชื่อในความรู้สึกของตัวเองว่าเขาจะคิดว่าได้เห็นสิ่งสวยงามทั้งที่ไม่มีตรงจุดไหนที่บ่งชี้ว่าสวยเลยสักนิด “ความสวยงามในจิตใจ” นั่นคือสิ่งที่บ่งบอกกับตัวเอง“ลิล.. คงมีความสุขสินะที่ได้อยู่ที่นี่”ชายหนุ่มที่พึมพำกับตัวเองทำให้ปีเตอร์ที่เดินออกมายิ้มกับสิ่งที่คิดว่าไม่ผิด ต่อจากนี้เขาก็คงไม่ต้องได้ยินเสียงคนร้องไห้ในเวลากลางคืนอีกแล้ว “เอ่อ.. แล้วลูกสาวของคุณไปไหนหรือครับ ใกล้ค่ำแล้ว”“ไปที่หมู่บ้านด้านบนน่ะครับ นี่คงใกล้จะมาแล้ว เธอขึ้นไปตั้งแต่เช้าเอายาและหนังสือที่ซื้อมาจากในเมืองไปให้เด็กชาวเขาด้านบนน่ะครับ ตั้งแต่เธอมาอยู่ที่นี่เมื่อเดือนก่อนเธอก็ช่วยผมสอนภาษาไทยให้กับเด็กชาวเขา ส่วนผมน่ะสอนภาษาอังกฤษ”“ทำไมเธอถึงสอนภาษาไทยล่ะครับ เอ่อ..ขอโทษนะครับที่ผมละลาบละล้วงถาม” ภคินเอ่ยถามเพราะไม่คิดว่าหญิงต่างชาติจะสอนภาษาไทยให้กับเด็กๆ ได้“ภรรยาผมเธอเป
เด็กชาวเขาหลายสิบคนที่กำลังนั่งล้อมวงอยู่กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่แต่งกายไม่ได้แตกต่างไปจากคนชาวเขา ทว่าเรือนกายสูงใหญ่และใบหน้าที่บ่งบอกถึงชาติพันธุ์ที่แตกต่างไปจากคนเอเชียก็ทำให้ภคินไม่รอช้าที่จะก้าวเข้าไปหาในทันที เพราะตั้งใจแล้วว่าจะตามหาดังนั้นใครก็ได้ที่ตอบคำถามได้เขาก็ไม่ควรจะพลาด“สวัสดีครับ ผมขอโทษที่มารบกวน ผมแค่ต้องการจะสอบถาม..”ภาษาอังกฤษในสำเนียงชัดเจนถูกส่งออกไปยังคนตรงหน้า เพราะยังไงเสียชายต่างชาตินี้ก็เป็นผู้ใหญ่คนเดียวในกลุ่ม ซึ่งหากเขาต้องการจะสอบถามข้อมูลจากเด็กๆ ก็ควรจะขออนุญาตเสียก่อน“สวัสดีครับ ผมพูดไทยได้ ต้องการให้ผมช่วยอะไรครับ”ภาษาไทยชัดเจนแม้จะดูแปล่งไปบ้างในสำเนียงแต่ภคินก็ยังอดรู้สึกทึ่งไม่ได้ว่า ชายต่างชาติคนนี้ใช้ภาษาไทยได้ดีทีเดียว รอยยิ้มยินดีถูกส่งออกไปเพราะเขาคงไม่ได้สื่อสารกับเฉพาะเด็กๆ อีกแล้ว และดูท่าชายต่างชาติคนนี้คงจะสามารถให้ข้อมูลกับเขาได้มาก“ผมภคิน ยินดีที่ได้รู้จักครับ”“ครับ..ยินดีที่ได้รู้จัก ผม..ปีเตอร์”ภาพของหญิงสาวที่เห็นอยู่ในโทรศัพท์มือถือของชายหนุ่มทำให้ดวงตาสีเขียวหม่นแต่ทว่าคมเข้มตามวันเวลาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเ
สิ่งที่เห็นยิ่งทำให้ภคินต้องส่ายศีรษะไปมาในความผิดที่ตัวเองก่อไว้ ความถือตนว่ามีทุกอย่างจึงทำให้เหยียดคนที่ต่ำกว่า ทั้งที่ลินลดาก็ไม่เคยทำให้เขาต้องวุ่นวาย เพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิงอย่างว่าเท่านั้นหรือที่เขานึกรังเกียจ ตอนนี้เขารู้ในคำตอบนั้นแล้วว่า “ไม่ใช่” สิ่งที่เขาตั้งแง่รังเกียจก็คือ ศักดิ์ศรีที่มันค้ำอยู่บนบ่าเท่านั้น เขากลัวว่าบริรักษ์จะมัวหมองเพราะพ่อเอาผู้หญิงที่มีอาชีพพิเศษมาเชิดหน้าชูตา กลัวว่าเธอและลูกสาวจะเข้ามาชุบมือเปิบเหมือนผู้หญิงหิวเงินทั่วไปที่ถมเท่าไรก็ไม่เต็ม จนลืมมองในเนื้อแท้ของคนแต่ละคนว่าไม่เหมือนกัน“คุณดาไม่ต้องขอโทษหรอกครับ ผมไม่มีค่าพอที่คุณดาจะขอโทษ เพราะสิ่งที่ผมทำกับคุณดากับลิล มันไม่ควรจะให้อภัยเลย แต่คุณดาก็ยังดีกับพ่อดีกับผม ผมขอโทษจริงๆ ครับ และผมจะไม่ขวางอีกแล้วหากพ่อจะเริ่มต้นใหม่กับคุณดา”ภคินที่ยกมือขึ้นไหว้เธอพร้อมกับสิ่งที่เขาบอกทำให้ลินลดาตื้นตันเสียจนไม่อาจยั้งหยาดน้ำตาไว้ได้ คนอย่างภคิน บริรักษ์ ยอมลดตัวลงมาเพื่อเธอกับลูก แค่นี้เธอก็มั่นใจแล้วว่าเขารักลูกสาวของเธอจริง“คุณคินคะ ดามีเรื่องที่อยากจะให้คุณคินรับรู้ไว้ค่ะ ดารักท่าน..เพราะท่านดีก
เมทินียิ้มรับกับคำถามนั้น พร้อมเจ้าของฝ่ามือแกร่งที่กอบกระชับฝ่ามือบอบบางของเธอแน่นขึ้น แววความรักที่ทั้งสองคนมีให้แก่กันและกันนั้นทำให้ผู้ถือหุ้นที่คิดจะส่งคำถามต่อต้องระงับไว้เพียงแค่นั้นในทันที เพราะคำตอบก็มีให้เห็นอยู่ตรงหน้าแล้ว“แล้วอย่างนี้สรรค์พิสุทธิ์จะต้องเปลี่ยนชื่อเป็นสิทธิลักษณ์เลิศหรือเปล่าครับ แล้วทิศทางการบริหารของคุณนุติจะเป็นในแบบไหนครับ”“เปลี่ยนครับ ผมจะไม่ใช้ชื่อของสรรค์พิสุทธิ์อีกแล้ว” คำพูดเว้นวรรคก่อนจะชำเลืองมองคนด้านข้างที่เหมือนรอคอยในคำตอบของเขาอยู่เหมือนกัน“แต่ผมจะใช้ชื่อว่า SS GROUP แทน S ตัวแรกแทนสำหรับ สรรค์พิสุทธิ์ และ S ตัวที่สองสำหรับแทน สิทธิลักษณ์เลิศครับ แต่หากว่าคุณพ่อตาและคุณภรรยาในอนาคตจะอนุญาตให้ S ตัวแรกเป็น สิทธิลักษณ์เลิศ ผมก็คงจะปฏิเสธไม่ได้”คำพูดสื่อความหมายนั้นเรียกเสียงปรบมือให้กับผู้ถือหุ้นทุกคน เพราะมือขวาแห่งบริรักษ์ที่กำลังจะกลายเป็นเขยแห่งสรรค์พิสุทธิ์นี้มีกึ๋นมากมายแค่ไหน ก็ดูได้จากกิจการของบริรักษ์กรุ๊ปที่ว่ากันว่าทุกโปรเจคทุกงานที่ได้มาโดยง่ายนั้นล้วนมาจากฝีมือของผู้ชายคนนี้ทั้งสิ้น “ขอถามอีกหนึ่งคำถามครับ ถ้าคุณนุติมาบริหารง
ขอบตาหวานและปลายจมูกรั้นๆ แดงระเรื่อที่เห็น ทำไมนะเขาถึงคิดว่าเธอเหมือนพึ่งจะผ่านการร้องไห้มาหมาดๆ ทว่าเพราะแก้มเปล่งที่เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อขึ้นอย่างกะทันหันต่อหน้าต่อตาเขานี้ สิ่งที่เขาคิดอาจจะไม่ใช่ก็ได้ รวมทั้งริมฝีปากที่เผยอค้างอย่างตะลึงมองเขาเช่นกันนั้นมันน่าจูบเสียจนทำให้เขาอด
เจ้าของรองเท้าผ้าใบสีชมพูบอบบางค่อยๆ ก้าวเท้าลงที่บันไดอย่างเบาที่สุด เพราะตลอดทางเดินออกจากห้องนอนมาจนถึงบันไดด้านหน้า เจ้าตัวก็ทั้งหมอบคลานทั้งเดินย่องเพื่อไม่ให้เกิดเสียงซึ่งอาจทำให้คนที่คิดว่าหลับอยู่ตื่นขึ้นมาเห็นได้ ในมือประคองกระเป๋าสะพายใบย่อม ใบหน้านวลหันรีหันขวางก่อนจะค่อยๆ กระเถิดลงบันได
เสียงเพลงเคล้าคลอบาดอารมณ์เหมือนวันก่อนจนดูคล้ายจะเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ไปเสียแล้ว ทั้งแสง สี เสียง ล้วนถูกจัดสรรให้สำหรับปลุกเร้าอารมณ์ฝ่ายต่ำให้กระเจิงไปกับแรงยั่วเย้าทั้งจากน้องนางข้างเคียง ทั้งจากนักร้องและแดนเซอร์บนเวที ดวงตาคมเข้มกวาดมองทั่วทั้งคาเฟ่ทว่าไม่เห็นเจ้าของคนงามออกมาเยื้องกายด้วยมา
น้ำเสียงปนหยันที่จับได้ ทำให้ภควัฒน์ต้องเงยหน้าขึ้นมองลูกชายคนเดียว “ภคิน บริรักษ์” บุตรชายเพียงคนเดียวที่ขณะนี้อำนาจการบริหารงานในบริษัททั้งหมดเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว เพราะนับตั้งแต่วางมือ เขาก็ไม่เคยเข้าไปยุ่มย่ามในบริษัทหรือในโรงงานอีกเลย และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ภคินจะไม่มายุ่งเกี่ยวในเรื่องส่ว







