LOGINเพียงเชอรี่คล้อยหลังไป ลินลดาก็ถลาเข้ามาโอบกอดร่างบางที่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟาอย่างไม่อยากรับรู้เรื่องราวอะไรอีกแล้ว เพราะสิ่งที่แม่เธอสื่อสารกับสาวอวบนั้นไม่รู้ว่าจะให้เธอเข้าใจอะไรไปได้อีก ถ้าไม่ใช่ “เล้า” อย่างที่ผู้ชายคนนั้นบอก
“ลิลลี่ จะมาทำไมไม่บอกแม่ก่อน แม่เป็นห่วงรู้ไหม ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะลูก ยายก็เป็นห่วงหนูมากเลย ลิลลี่ โธ่! พูดอะไรกับแม่บ้างซิลูก พูดกับแม่ซิลูก หนูอยากถามอะไร อยากรู้อะไรแม่จะบอกทั้งหมด แต่หนูอย่านิ่งเฉยอย่างนี้ ลิลลี่.. ลูกแม่"”
ฝ่ามือโอบกอดลูกสาวเพียงคนเดียวของเธอ พยายามจะฝืนร่างบางให้เข้าสู่อ้อมกอดเหมือนทุกครั้งที่เจอกันแม้มันจะนานกว่า 3 ปีแล้วก็ตามที่ไม่ได้เจอกันเลยสักครั้ง แต่สายใยของแม่กับลูกก็ยังผูกพันกันเสมอ ลูกที่ช่างพูดช่างถาม ลูกที่มักจะบอกฝากกำลังใจให้แม่คนนี้อยู่เสมอ แต่ตอนนี้สิ่งที่เธอรู้สึกได้คือ ลูกกำลังจะหลุดลอยไปจากอ้อมกอดของเธอ ลินลดาสะอื้นไห้กับความรู้สึกที่จะต้องสูญเสียนั้น
“แม่คะ ที่นี่คืออะไร มันเป็นร้านอาหารใช่ไหมคะ ใช่ไหมคะแม่” เสียงหวานสั่นเครือพร้อมๆ กับหยาดน้ำตาที่รินรดสองแก้มยามเอ่ยคำถามที่เหมือนจะหลอกตัวเองว่าแม่จะตอบได้ตรงกับที่ใจเธอคิด
“ว่าไงคะแม่ ที่นี่เป็นร้านอาหารใช่ไหมคะ”
“จ้ะ ที่นี่เป็นร้านอาหาร แต่เป็นร้านอาหารกึ่งผับกึ่งคาราโอเกะ”
“ไม่ใช่..เล้า..หรือคะ”
คำอธิบายว่าที่นี่เป็นร้านอาหารกึ่งผับกึ่งคาราโอเกะเป็นสิ่งที่ถูกต้องยามเธอเสียภาษี ทว่าอะไรที่แฝงอยู่มากกว่านั้นเธอขอเลือกที่จะตอบเมื่อลูกถามจะดีกว่า ทว่าคำถามที่ถามต่อมานั้นมันกลับทำให้ลินลดาถึงกับสะอึกพูดไม่ออก
“แม่คะ แม่บอกว่าจะบอกทุกอย่าง..”
ดวงตาหวานที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาบีบหัวใจผู้เป็นแม่นักหนา ลินลดาปาดน้ำตาบนแก้มนวลของลูกพลางละล่ำละลักบอกปากคอสั่นเพราะสิ่งที่เธอจะพูดนั้นผลลัพท์ของมันอาจจะทำร้ายหัวใจน้อยๆ ที่แสนจะบริสุทธิ์นี้ได้เพียงพริบตา
“ไปกับแม่ แล้วแม่จะบอกลิลทุกอย่าง”
ลินลดาหันซ้ายแลขวา สถานที่แห่งนี้เธอไม่อยากให้ความบริสุทธิ์จะต้องแปดเปื้อน คนที่สกปรกจะต้องมีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้น
.
.
ชายหน้าเหี้ยมสองคนที่ทำหน้าที่เฝ้าหน้าประตูค้อมศีรษะลงเล็กน้อยก่อนจะเชิญชวนให้ชายหนุ่มเข้าสู่ด้านใน สำหรับแขกขาประจำที่คุ้นเคยคงไม่ต้องมีพิธีรีตรองอะไรกันมาก ภคินยกยิ้มที่มุมปากเก๋ก่อนจะกระทุ้งที่สีข้างของคนเดินด้านหลังเพื่อมอบหมายให้กระทำอะไรบางอย่าง เลขาคนสนิทเหมือนจะรับทราบในคำสั่งก่อนจะหยิบธนบัตรสีม่วง 2 ใบยื่นให้การ์ดทั้งสองในทันที ชายหน้าเหี้ยมเรียบหยิบก่อนจะโค้งกายให้ต่ำกว่าเดิม เพราะแขกกระเป๋าหนักอย่างนี้หาไม่ได้ง่ายๆ สงสัยว่าข่าวที่ได้จะเป็นจริงที่ว่ามีหนุ่มหล่อหลงมาติดบ่วงของมาม่าคนสวยอีกคนและดูเหมือนจะทุ่มไม่อั้นไม่แพ้ตาอยู่ขาประจำ
“สงสัยเสี่ยเขาจะติดใจเจ๊ดาจริงๆ ว่ะ เทียวไปเทียวมาหลายเที่ยวแล้ว เจ๊แกก็ไม่เล่นด้วยสักครั้ง”
“ก็หุ่นเจ๊แกเงี๊ยะ น่าฟัดขนาดนั้น กระดังงาลนไฟอย่างนี้น่ะเร้าใจกว่าดอกไม้งามแรกแย้มตั้งเยอะ โดยเฉพาะดอกไม้กลีบช้ำของที่นี่ เป็นกู กูก็เลือกเจ๊ดาโว๊ย! ยิ่งยากก็ยิ่งอยากได้”
มุมประจำเหมือนจะถูกเตรียมไว้เพื่อเขาโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นเพราะเขาสั่งให้นุติจัดการโทรมาจองไว้ตั้งแต่หัววันและดูเหมือนจะไม่ใช่แค่มุม แต่กลับเป็นคนรับจองที่แต่งกายได้ยั่วเย้าอารมณ์จริงๆ เพราะคาดหวังว่าคืนนี้คงไม่พ้นต้องเหนื่อยจนถึงเช้าอีกครั้ง
“รอนานไหมครับ”
“ไม่นานค่ะ แต่ถึงนานเชอรี่ก็จะรอ”
ภคินนั่งลงใกล้ๆ หญิงสาวพร้อมทั้งโอบกอดกันและกันเหมือนกับว่าไม่มีใครอยู่ ณ ที่นั้นด้วย นุติตีสีหน้าเรียบเฉยนั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามทั้งที่ข้างในอยากจะกระโดดชกหน้าเจ้านายเสียทีนึงให้หายแค้น เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะเจ้านายสุดหล่อดันบอกว่าอยากจะเลี้ยงเด็กสาวไว้ทำเมียสักคนน่ะซิ แถมยังสั่งนักสั่งหนาให้เขาร่างสัญญาที่จะไม่เป็นการผูกมัดตัวเองกับหญิงสาวคนนั้น แต่กลับให้หญิงสาวเป็นฝ่ายผูกมัดกับภคินจนดิ้นไม่หลุดเสียเอง แล้วไอ้สัญญาประเภทอย่างว่าเขาจะไปหาที่ไหนมาได้กันล่ะ แล้วจะยังวันนี้ที่เขาถูกบังคับให้ต้องมา..ดูหน้าเธอ
“ถ้าไม่ OK. คืนนี้ต้องเป็นของเชอรี่นะคะ” สาวน้อยพูดขณะที่ฝ่ามือบางลูบไล้ไปมาตามแผงอกแกร่งอย่างรอคำตอบ ก่อนจะยิ้มพร้อมทั้งชะโงกเข้าไปหอมแก้มสากไปด้วยไรหนวด เมื่อภคินส่งสายตาสื่อความหมายมาให้
“คุณคิน กลับกันเถอะ ผมไม่ชอบทำอะไรแบบนี้เลย ถ้าคุณคินคิดจะเลี้ยงผู้หญิงคนนั้นจริงผมก็จะไม่ขัด แต่..อย่ายุ่งกับคุณดาเลย ผมขอร้อง ถ้าท่านรู้ว่าคุณคินทำแบบนี้ ผมจะลำบาก”
น้ำเสียงและสีหน้าจริงจังของนุติไม่ใช่สิ่งที่ภคินจะเห็นบ่อยครั้งมากนัก ถ้าไม่ใช่ว่างานยุ่งเสียจนไม่มีเวลา แต่นี่ไม่ใช่เรื่องงาน คิ้วเข้มเลิกขึ้นสูงอย่างกวนๆ ก่อนจะเอ่ยคำพูดที่รังแต่จะพาความยุ่งยากมาให้
“คิดอะไรอยู่หรือคะ”“ลิล..ผมต้องขอโทษลิลอีกครั้ง และคุณดา.. ผมก็ทำกับเธอไว้มาก” อ้อมแขนกระชับร่างบางแนบข้างมากขึ้นเพราะความรู้สึกหนาวเหน็บในใจนั้นมากยิ่งกว่าอากาศหนาวเย็นในยามค่ำคืน“และตอนนี้คุณคินพร้อมที่จะไถ่โทษหรือยังคะ”“หือ..จะให้ไถ่โทษด้วยวิธีไหน”“วิธีของลิลค่ะ.. แค่คุณคินมอบตำแหน่งคืนให้ลิลก็พอ”“ตำแหน่ง?” สีหน้าเต็มไปด้วยคำถามก้มมองคนในอ้อมแขนที่แหงนหน้าขึ้นมองอย่างแสนรัก ก่อนจะระบายรอยยิ้มออกมาเมื่อรู้ได้ในความหมาย “สรุปว่าตำแหน่งของลิลยังอยู่หรือเปล่าคะ” “เอ.. อยู่หรือไม่อยู่ดีนะ” จมูกโด่งก้มลงคลอเคลียใบหูเพราะคนที่แนบกระซิกอยู่นี้..มันน่านัก “คุณคิน.. ตำแหน่งของลิล” “อืม.. จะมาถามอะไรตอนนี้ล่ะลิล เลือกสถานที่หน่อยซิ” น้ำเสียงเชิงตำหนิเปล่งออกมาอย่างไม่จริงจังเท่าไร “ใครกันคะ ที่ไม่เลือกสถานที่ คุณคินนั่นแหละ” “อืม.. ใครว่าไม่เลือก ก็เลือกแล้วไง ก็ที่นี่น่ะ..ยังไม่เคย” “เซี้ยวใหญ่แล้วนะคะ ปล่อยลิลก่อน ลิลหายใจไม่ออก แล้วตอบคำถามลิลด้วย” “ไม่เอา.. ไม่ตอบ..
“แด๊ดคะ อยู่ไหนเอ่ย.. มาดูซิคะ ว่าลิลมีอะไรมาฝาก” เสียงหวานส่งมาก่อนเจ้าตัวจะมาถึงทำให้ดวงตาคมเข้มต้องเขม่นมอง เจ้าของร่างบอบบางที่กำลังเดินตรงเข้ามานั้นมีผลกับทุกจังหวะการเต้นของหัวใจ ฝ่ามือกุมเข้าหากันแน่นยามเพ่งฝ่าความสลัวนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าคำตอบที่หัวใจรุกเร้านี้ถูกต้องชัดเจน เสียงหัวใจเต้นรัวเร็วในทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งกระพรวนตามที่เขาเข้าใจใกล้เข้ามาเรือนร่างภายใต้ชุดสาวชาวเขานั้นดูน่ารักน่าทะนุถนอมยิ่งนัก เจ้าของร่างบางก้าวเข้ามาพร้อมกับนำของที่หอบมาวางลงบนแคร่ ภคินแทบจะสะกดกลั้นความรู้สึกเต็มตื้นของตัวเองไม่ให้ดึงร่างนั้นเข้ามากอดรัดไม่ไหว ฝ่าเท้าก้าวมั่นคงเข้าใกล้คนที่หัวใจสั่งให้ติดตามหา เสียงเครื่องเงินที่กระทบกันบนตัวเสื้อนั้นเงียบลงพร้อมๆ กับเจ้าของร่างที่ยืนนิ่งตะลึงกับสิ่งที่มองเห็นตรงหน้า ดวงตาหวานร้อนผ่าวไปด้วยความรู้สึกเต็มตื้นที่เหมือนจะตีขึ้นจากหัวใจ รอยยิ้มแสนจะคุ้นเคยของเขาที่เธอคิดว่าต้องมีวันนี้สักวัน วันที่เขาจะมายืนอยู่ตรงหน้าและเป็นวันที่เขาติดตามหาเธอ แม้ความคาดหวังของเธอจะคล้ายฝันเฟื่องที่คนอย่างเขา คนอย่
ดวงตาคมเข้มทอดมองวิถีชีวิตรายรอบ ชายหญิงชาวเขาที่เห็นคงเพิ่งกลับจากทำไร่เพราะผักหลายชนิดในตะกร้าสานที่แบกไว้ด้านหลังและเด็กๆ ที่วิ่งเข้าหาอย่างดีใจ ภาพพ่อแม่ลูกที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาในสิ่งที่เขาเรียกว่า “ไม่มีอะไรเลย” ที่เห็นนั้น ภคินไม่อยากเชื่อในความรู้สึกของตัวเองว่าเขาจะคิดว่าได้เห็นสิ่งสวยงามทั้งที่ไม่มีตรงจุดไหนที่บ่งชี้ว่าสวยเลยสักนิด “ความสวยงามในจิตใจ” นั่นคือสิ่งที่บ่งบอกกับตัวเอง“ลิล.. คงมีความสุขสินะที่ได้อยู่ที่นี่”ชายหนุ่มที่พึมพำกับตัวเองทำให้ปีเตอร์ที่เดินออกมายิ้มกับสิ่งที่คิดว่าไม่ผิด ต่อจากนี้เขาก็คงไม่ต้องได้ยินเสียงคนร้องไห้ในเวลากลางคืนอีกแล้ว “เอ่อ.. แล้วลูกสาวของคุณไปไหนหรือครับ ใกล้ค่ำแล้ว”“ไปที่หมู่บ้านด้านบนน่ะครับ นี่คงใกล้จะมาแล้ว เธอขึ้นไปตั้งแต่เช้าเอายาและหนังสือที่ซื้อมาจากในเมืองไปให้เด็กชาวเขาด้านบนน่ะครับ ตั้งแต่เธอมาอยู่ที่นี่เมื่อเดือนก่อนเธอก็ช่วยผมสอนภาษาไทยให้กับเด็กชาวเขา ส่วนผมน่ะสอนภาษาอังกฤษ”“ทำไมเธอถึงสอนภาษาไทยล่ะครับ เอ่อ..ขอโทษนะครับที่ผมละลาบละล้วงถาม” ภคินเอ่ยถามเพราะไม่คิดว่าหญิงต่างชาติจะสอนภาษาไทยให้กับเด็กๆ ได้“ภรรยาผมเธอเป
เด็กชาวเขาหลายสิบคนที่กำลังนั่งล้อมวงอยู่กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่แต่งกายไม่ได้แตกต่างไปจากคนชาวเขา ทว่าเรือนกายสูงใหญ่และใบหน้าที่บ่งบอกถึงชาติพันธุ์ที่แตกต่างไปจากคนเอเชียก็ทำให้ภคินไม่รอช้าที่จะก้าวเข้าไปหาในทันที เพราะตั้งใจแล้วว่าจะตามหาดังนั้นใครก็ได้ที่ตอบคำถามได้เขาก็ไม่ควรจะพลาด“สวัสดีครับ ผมขอโทษที่มารบกวน ผมแค่ต้องการจะสอบถาม..”ภาษาอังกฤษในสำเนียงชัดเจนถูกส่งออกไปยังคนตรงหน้า เพราะยังไงเสียชายต่างชาตินี้ก็เป็นผู้ใหญ่คนเดียวในกลุ่ม ซึ่งหากเขาต้องการจะสอบถามข้อมูลจากเด็กๆ ก็ควรจะขออนุญาตเสียก่อน“สวัสดีครับ ผมพูดไทยได้ ต้องการให้ผมช่วยอะไรครับ”ภาษาไทยชัดเจนแม้จะดูแปล่งไปบ้างในสำเนียงแต่ภคินก็ยังอดรู้สึกทึ่งไม่ได้ว่า ชายต่างชาติคนนี้ใช้ภาษาไทยได้ดีทีเดียว รอยยิ้มยินดีถูกส่งออกไปเพราะเขาคงไม่ได้สื่อสารกับเฉพาะเด็กๆ อีกแล้ว และดูท่าชายต่างชาติคนนี้คงจะสามารถให้ข้อมูลกับเขาได้มาก“ผมภคิน ยินดีที่ได้รู้จักครับ”“ครับ..ยินดีที่ได้รู้จัก ผม..ปีเตอร์”ภาพของหญิงสาวที่เห็นอยู่ในโทรศัพท์มือถือของชายหนุ่มทำให้ดวงตาสีเขียวหม่นแต่ทว่าคมเข้มตามวันเวลาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเ
สิ่งที่เห็นยิ่งทำให้ภคินต้องส่ายศีรษะไปมาในความผิดที่ตัวเองก่อไว้ ความถือตนว่ามีทุกอย่างจึงทำให้เหยียดคนที่ต่ำกว่า ทั้งที่ลินลดาก็ไม่เคยทำให้เขาต้องวุ่นวาย เพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิงอย่างว่าเท่านั้นหรือที่เขานึกรังเกียจ ตอนนี้เขารู้ในคำตอบนั้นแล้วว่า “ไม่ใช่” สิ่งที่เขาตั้งแง่รังเกียจก็คือ ศักดิ์ศรีที่มันค้ำอยู่บนบ่าเท่านั้น เขากลัวว่าบริรักษ์จะมัวหมองเพราะพ่อเอาผู้หญิงที่มีอาชีพพิเศษมาเชิดหน้าชูตา กลัวว่าเธอและลูกสาวจะเข้ามาชุบมือเปิบเหมือนผู้หญิงหิวเงินทั่วไปที่ถมเท่าไรก็ไม่เต็ม จนลืมมองในเนื้อแท้ของคนแต่ละคนว่าไม่เหมือนกัน“คุณดาไม่ต้องขอโทษหรอกครับ ผมไม่มีค่าพอที่คุณดาจะขอโทษ เพราะสิ่งที่ผมทำกับคุณดากับลิล มันไม่ควรจะให้อภัยเลย แต่คุณดาก็ยังดีกับพ่อดีกับผม ผมขอโทษจริงๆ ครับ และผมจะไม่ขวางอีกแล้วหากพ่อจะเริ่มต้นใหม่กับคุณดา”ภคินที่ยกมือขึ้นไหว้เธอพร้อมกับสิ่งที่เขาบอกทำให้ลินลดาตื้นตันเสียจนไม่อาจยั้งหยาดน้ำตาไว้ได้ คนอย่างภคิน บริรักษ์ ยอมลดตัวลงมาเพื่อเธอกับลูก แค่นี้เธอก็มั่นใจแล้วว่าเขารักลูกสาวของเธอจริง“คุณคินคะ ดามีเรื่องที่อยากจะให้คุณคินรับรู้ไว้ค่ะ ดารักท่าน..เพราะท่านดีก
เมทินียิ้มรับกับคำถามนั้น พร้อมเจ้าของฝ่ามือแกร่งที่กอบกระชับฝ่ามือบอบบางของเธอแน่นขึ้น แววความรักที่ทั้งสองคนมีให้แก่กันและกันนั้นทำให้ผู้ถือหุ้นที่คิดจะส่งคำถามต่อต้องระงับไว้เพียงแค่นั้นในทันที เพราะคำตอบก็มีให้เห็นอยู่ตรงหน้าแล้ว“แล้วอย่างนี้สรรค์พิสุทธิ์จะต้องเปลี่ยนชื่อเป็นสิทธิลักษณ์เลิศหรือเปล่าครับ แล้วทิศทางการบริหารของคุณนุติจะเป็นในแบบไหนครับ”“เปลี่ยนครับ ผมจะไม่ใช้ชื่อของสรรค์พิสุทธิ์อีกแล้ว” คำพูดเว้นวรรคก่อนจะชำเลืองมองคนด้านข้างที่เหมือนรอคอยในคำตอบของเขาอยู่เหมือนกัน“แต่ผมจะใช้ชื่อว่า SS GROUP แทน S ตัวแรกแทนสำหรับ สรรค์พิสุทธิ์ และ S ตัวที่สองสำหรับแทน สิทธิลักษณ์เลิศครับ แต่หากว่าคุณพ่อตาและคุณภรรยาในอนาคตจะอนุญาตให้ S ตัวแรกเป็น สิทธิลักษณ์เลิศ ผมก็คงจะปฏิเสธไม่ได้”คำพูดสื่อความหมายนั้นเรียกเสียงปรบมือให้กับผู้ถือหุ้นทุกคน เพราะมือขวาแห่งบริรักษ์ที่กำลังจะกลายเป็นเขยแห่งสรรค์พิสุทธิ์นี้มีกึ๋นมากมายแค่ไหน ก็ดูได้จากกิจการของบริรักษ์กรุ๊ปที่ว่ากันว่าทุกโปรเจคทุกงานที่ได้มาโดยง่ายนั้นล้วนมาจากฝีมือของผู้ชายคนนี้ทั้งสิ้น “ขอถามอีกหนึ่งคำถามครับ ถ้าคุณนุติมาบริหารง
เจ้าของรองเท้าผ้าใบสีชมพูบอบบางค่อยๆ ก้าวเท้าลงที่บันไดอย่างเบาที่สุด เพราะตลอดทางเดินออกจากห้องนอนมาจนถึงบันไดด้านหน้า เจ้าตัวก็ทั้งหมอบคลานทั้งเดินย่องเพื่อไม่ให้เกิดเสียงซึ่งอาจทำให้คนที่คิดว่าหลับอยู่ตื่นขึ้นมาเห็นได้ ในมือประคองกระเป๋าสะพายใบย่อม ใบหน้านวลหันรีหันขวางก่อนจะค่อยๆ กระเถิดลงบันได
เสียงเพลงเคล้าคลอบาดอารมณ์เหมือนวันก่อนจนดูคล้ายจะเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ไปเสียแล้ว ทั้งแสง สี เสียง ล้วนถูกจัดสรรให้สำหรับปลุกเร้าอารมณ์ฝ่ายต่ำให้กระเจิงไปกับแรงยั่วเย้าทั้งจากน้องนางข้างเคียง ทั้งจากนักร้องและแดนเซอร์บนเวที ดวงตาคมเข้มกวาดมองทั่วทั้งคาเฟ่ทว่าไม่เห็นเจ้าของคนงามออกมาเยื้องกายด้วยมา
น้ำเสียงปนหยันที่จับได้ ทำให้ภควัฒน์ต้องเงยหน้าขึ้นมองลูกชายคนเดียว “ภคิน บริรักษ์” บุตรชายเพียงคนเดียวที่ขณะนี้อำนาจการบริหารงานในบริษัททั้งหมดเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว เพราะนับตั้งแต่วางมือ เขาก็ไม่เคยเข้าไปยุ่มย่ามในบริษัทหรือในโรงงานอีกเลย และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ภคินจะไม่มายุ่งเกี่ยวในเรื่องส่ว
ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ทว่าพุงพุ้ยที่ยื่นออกมานั้นทำให้ร่างสูงดูภูมิฐานและน่าเกรงขามมากยิ่งขึ้น บุคลิกนิ่งๆ ที่มีเพียงสายตาที่กวาดมองรอบด้านอย่างจะประเมินมองสถานการณ์ ภายใต้ชุดตำรวจครึ่งท่อนนั้นยิ่งทำให้คนของอีกฝ่ายต้องทำท่าแขยงๆ ไม่กล้าจะทำตามที่นายสั่ง “เฮ้ย! กูสั่งให้รุมมันไง ทำไม







