“รู้หรือไม่ว่าหุบเขาเดียวดายเป็นสถานที่เช่นไร” จู่ๆ ท่านจ้าวหุบเขาก็ถามคำถามใหม่ขึ้นมา
ไม่รอให้เธอตอบอะไร ท่านจ้าวหุบเขาผู้ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ในใจก็ขยับริมฝีปากเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยราวกับกำลังท่องตำราสักเล่ม
“หุบเขาเดียวดายตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างสามอาณาจักรใหญ่...ตั้งอยู่บนที่สูง มีแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่าน สถานที่เช่นนี้จะนับว่าเป็นแผ่นดินกันชนหรือเส้นแบ่งเขตแดนก็ย่อมได้ จะเรียกว่าเป็นชัยภูมิที่ดีที่สุดในการเข้ายึดครองอีกสองอาณาจักรก็ไม่ผิด
ตั้งอยู่บนที่สูงก็คือมองเห็นทิวทัศน์กว้างไกล มีแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่านก็คือสามารถควบคุมสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตที่เรียกว่า ‘น้ำ’ สถานที่สำคัญเช่นนี้ไม่สมควรตกเป็นของแว่นแคว้นใด ผู้ครอบครองยิ่งไม่สมควรเข้าร่วมเป็นฝักฝ่ายใด ผิดไปจากนี้สมดุลจะถูกทำลาย ผู้คนมากมายจะต้องหลั่งเลือด ใต้หล้าจะค่อยๆ ลุกเป็นไฟ...หุบเขาเดียวดายนับเป็นสถานที่เช่นไร จะใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่เช่นนี้อย่างไร...เมื่ออาศัยอยู่บนที่สูง เหยียบหุบเขาอยู่ใต้ฝ่าเท้า สองสิ่งนี้ต้องใคร่ครวญให้ดี”
“ซือฝุ...” จู่ๆ อาจูก็รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นทายาทคนสำคัญของ
ผู้ยิ่งใหญ่ระดับโลกขึ้นมา...ท่านจ้าวหุบเขายังคงกล่าวต่อไป “ของบางสิ่งไม่อาจตัดสินว่าดีหรือเลว เรื่องบางอย่างแม้ตั้งคำถามไปก็ไร้ประโยชน์ ดีก็ช่าง เลวก็ช่าง หน้าที่ของพวกเราคือรักษาสมดุลสรรพชีวิต” จ้าวหุบเขาหลี่จ้องลึกลงในตาเธอ คล้ายต้องการกำชับกำชาเรื่องสำคัญเท่าชีวิต “ไม่สำคัญว่าผู้อื่นจะเป็นใคร เลือกมาพบเราด้วยเหตุผลอะไร หากไม่ใช่เรื่องขัดศีลธรรมทำร้ายชีวิตและไม่ผิดกฏของหุบเขา พวกเราย่อมต้องช่วย”
อาจูอยากจะแย้งว่า“แต่ท่านก็ช่วยเฉพาะคนที่มีเงินจ่ายไม่ใช่หรือ...มิหนำซ้ำ เมื่อไม่นานมานี้ยังทำร้ายคุณชายผู้หนึ่งเพียงเพื่อจะรีดไถทองบ้านเขาอีกถึงหนึ่งหมื่นตำลึงอีกด้วย...” แต่เพราะไม่อยากจะทำลายสุนทรพจน์อันน่าซาบซึ้งใจต่อหน้าบรรดาบุรุษจากสมาพันธ์เฮยอิง ลูกศิษย์รุ่นล่าสุดของหุบเขาเดียวดายจึงได้แต่เม้มริมฝีปากแน่นสนิท รับฟังประโยคต่อๆ ไปอย่างตั้งใจ ฟังจบแล้วก็ทำท่าซาบซึ้งเหมือนหนึ่งน้ำตาจะไหล ทั้งชื่นชมทั้งปลาบปลื้มสุดกำลัง
พวกเราชาวหุบเขาเดียวดายล้วนเป็นคนดี หุบเขาของพวกเราคือสถานที่สูงส่งมีหลักการ ช่างเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทรงคุณค่า น่าเลื่อมใสศรัทธาเสียนี่กระไร...
ฮือๆ ท่านอย่าพูดอีกเลย ซือฝุ...
หากท่านพูดมากกว่านี้อีกนิด เสี่ยวจวี๋ฮวาคงไม่แคล้วต้องหลั่งน้ำตาแล้ว...
ออกอาการซาบซึ้งอยู่ครู่ใหญ่ อาจูถึงได้สังเกตว่าไกลออกไปมีคนจำนวนไม่น้อยกำลังร่วมซาบซึ้งไปกับเสี่ยวจวี๋ฮวา มาถึงตรงนี้ พอลองนิ่งคิดดูดีๆ คนที่เคยอวยตัวเองว่าเป็นเจ้าของแอคติ้งระดับพันล้านก็แทบหลุดอุทานออกมาว่า เหยดดด[1]
เธอไม่ค่อยแน่ใจนักว่าท่านจ้าวหุบเขาพูดเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาเพราะอะไร แต่ดูจากสีหน้าเหล่าบุรุษชุดดำที่ลอบฟังทั้งไกลใกล้ เดาว่าอาจเป็นเพราะคำถามล่อแหลมที่เธอถามออกไปคำถามนั้น
อา...ต้องให้ซือฝุผู้แสดงละครไม่เก่งท่องบทอาขยานยืดยาวถึงเพียงนั้น นับว่าเสี่ยวจวี๋ฮวาประมาทขาดระวังเกินไปแล้ว
ช่างเป็นซือฝุที่ดี...ช่างเป็นซือฝุที่ดี...
ในใจอาจูรู้สึกเลื่อมใสท่านจ้าวหุบเขาขึ้นมาอีกเล็กน้อย
[1] เป็นภาษาปาก, ภาษาวัยรุ่น ใช้แสดงอาการตกใจหรือประหลาดใจ *ไม่สุภาพ
สตรีแซ่เซี่ยยังคงบอกเล่าสถานการณ์ด้วยตนเองอีกครู่ใหญ่ อาจูเห็นท่านหมอยุคเก่าแก่โบราณสองคนพูดคุยกันก็ปั้นหน้าสงบเสงี่ยมยืนฟังด้วยความสนใจ สองหูฟังไป สองตาก็ลอบจับสังเกตศิษย์พี่หญิงของท่านจ้าวหุบเขา ต่อให้ส่วนหนึ่งในใจจะค่อยๆ คล้อยตามว่าครั้งนี้อาจารย์ป้าหน้าเด็กอาจมาด้วยเจตนาดีจริงๆ ลางสังหรณ์บางอย่างในใจกลับไม่ยอมหายไปเสียทีอาจารย์ป้าผู้นี้...มาดีจริงๆ น่ะรึ?อาจูอยากจะยกมือขึ้นนวดขยับ ยิ่งคิดว่าพักนี้ต้องระมัดระวังไม่ให้เผลอใช้ใบหน้าเด็กๆ นี่ขมวดคิ้วสร้างริ้วรอยจนใบหน้าแก่ก่อนวัยก็ยิ่งกว่าหนักอกหนักใจช่างเถอะ ถึงยังไงที่นี่ก็ต้องการแรงงาน...จังหวะอาจารย์ป้ากวาดตามองผ่านมา เสี่ยวจวี๋ฮวาคลี่ยิ้มอ่อนหวานเจิดจ้ายิ่งกว่าผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งนางงามจักรวาล ทว่าอีกฝ่ายกลับมองผ่านเลยไปท่าทีนี้ช่วยให้อาจูสบายใจขึ้นเล็กน้อยถ้าเซี่ยอะไรสักอย่างเหยาๆ นางนี้ทำถึงขั้นคลี่ยิ้มให้ ศิษย์หลานตาดำๆ อย่างจวี๋ฮวาคงไม่แคล้วต้องเกาะติดอาจารย์ทั้งวันทั้งคืน เพื่อป้องกันสตรีคลั่งรักผู้หนึ่งย่องมาบีบคอตอนหลับหรือซัดเข็มพิษเล่มโตลอบสังหารแล้ว...
จู่ๆ ความสลดหดหู่ปนโกรธเกรี้ยวก็พวยพุ่งขึ้นในใจคนฟัง กระทั่งอาจูเองยังกำหมัดแน่น ยากจะสงบอารมณ์เป็นตอนนี้เอง ที่อาจูรู้สึกถึงเหงื่อเย็นชื้นบนฝ่ามือตัวเองท่านจ้าวหุบเขาเหลียวมองลูกศิษย์เล็กน้อย ก่อนหันกลับมาผ่าลำไส้ทั้งหมด ตรวจสอบของเสียตกค้างอย่างละเอียด จากนั้นหันกลับไปตรวจดูเล็บมือและเล็บเท้าซ้ำอีกหน“ไม่มีร่องรอยอย่างอื่นแล้วจริงๆ” ท่านจ้าวหุบเขาสรุปสั้นๆประมุขสมาพันธ์ผู้ต้องแบกรับเรื่องนี้ฟังแล้วยิ่งขบกรามแน่นจนขึ้นสัน“สารเลวพวกนั้นช่างระมัดระวังรอบคอบเกินไปแล้ว”“เรื่องนั้นยังไม่แน่นอนนัก” ท่านจ้าวหุบเขาเหลียวมองเชือกที่คนร้ายใช้มัดร่างเด็กเอาไว้ เอ่ยไม่ดังไม่เบา “ประมุขเยว่คงไม่ทันสังเกตว่าเทียนเฉาตอนล่างมีวัฒนธรรมการฟั่นเชือกแตกต่างจากพื้นที่อื่นเล็กน้อย...พวกนั้นจะจงใจทิ้งร่องรอยหรือไม่ได้ตั้งใจก็ช่าง ถ้าอย่างไรลองสืบสาวจากเชือกพวกนี้ดู ไม่แน่ว่าอาจช่วยเหลือได้ไม่มากก็น้อย”สีหน้าเยว่เทียนฟงดูดีขึ้นเล็กน้อย“ศพเหม็นเน่ามากแล้ว ฝังให้ลึกๆ แทนการเผาจะดีกว่า...น้ำใน
มองจากที่ไกลดูเหมือนใกล้ แต่เมื่อต้องเดินเท้ากันจริงๆ แล้ว บ่อพักน้ำตีนผาที่ว่านี้ กลับอยู่ห่างจากเขตที่พักอาศัยไม่น้อยยิ่งเดินเข้าใกล้ กลิ่นเน่าเหม็นรุนแรงก็ยิ่งโดดออกจากกลิ่นปศุสัตว์ ตอกย้ำให้ผู้มาเยือนตระหนักว่าในบ่อพักน้ำมีศพเด็กคนหนึ่งนอนแช่อยู่จริงๆ“ตรงนั้นขอรับ” องครักษ์ผู้รับหน้าที่นำทางรีบชี้เป้า “ศพโดนผูกไว้กับหลักไม้หลังพงหญ้านั่น”อาจูยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกอีกชั้น แทบไม่อยากหายใจ เพียงก้าวขาเดินกันต่อไปแค่ไม่กี่ก้าว กลิ่นเน่าเหม็นชวนคลื่นเหียนแฝงกลิ่นสาบคล้ายโคลนก็ลอยมาเตะจมูก ทำเอาชาวบ้านหลายคนที่ตามมาดูต้องโก่งคออาเจียนกันอีกหน แม้แต่คนของเยว่เทียนฟงก็ยังหน้าเขียวหน้าดำ บรรยากาศคุกรุ่นที่เพิ่งจะสงบลงคล้ายถูกแทนที่ด้วยกระแสอารมณ์วิตกกังวลและหวาดผวาบ่อพักน้ำแห่งนี้มีขนาดกว้างยาวเพียงด้านละราวๆ สามถึงสี่วา หากไม่นับเรื่องกลิ่นที่โชยคลุ้งและฟองสีขาวบนผิวน้ำ ก็ยังนับได้ว่าที่นี่ดูสะอาดตา ไร้วี่แววศพเด็กที่ว่า ทั้งอย่างนั้นตำแหน่งที่ผู้นำทางเดินไปหาก็เป็นตำแหน่งที่พงหญ้าสูงท่วมศีรษะ เหมาะแก่การซุกซ่อนข้าวของเป็นอย่างยิ่ง
“มีศพอยู่ที่บ่อพักน้ำ!” ทันทีที่ได้ยินว่ามีศพอยู่ที่บ่อพักน้ำ พวกชาวบ้านในลานพลันหน้าเผือดสี หลังจากส่งต่อประโยคสั้นๆ ประโยคนี้เพียงชั่วครู่ หญิงชาวบ้านจำนวนไม่น้อยถึงขั้นโก่งคออาเจียน ที่ดูคล้ายคนเจ็บไข้ได้ป่วยกันอยู่แล้วก็ยิ่งดูเหมือนคนล้มป่วยยิ่งขึ้นสวรรค์! เกิดโรคระบาดก็แย่แล้ว ต้นคลองส่งน้ำเข้าหมู่บ้านยังมีศพแช่อีกรึ!“ท่านประมุข หรือว่าศพนั่นจะเป็นตัวก่อโรค!” ชาวบ้านชายที่รูปร่างกำยำที่สุดในกลุ่มถามเสียงเครือ ดวงตาแดงก่ำบนใบหน้าอิดโรยเหมือนพร้อมจะหลั่งน้ำตาออกมาทุกเมื่อ “เช่นนั้นพวกเราทุกคน...”“ต้องรอตรวจโรคกันก่อนจึงจะบอกได้” ท่านประมุขผู้ถูกถาม ตอบเสียงขรึม “ระหว่างนี้บอกให้ทุกคนเลิกแตะต้องน้ำจากคลองส่งน้ำนั่น หากจำเป็นต้องนำมาใช้ ต้องต้มให้นานๆ หน่อยถึงจะดี” รับมือกับโรคระบาดชนิดนี้มานาน เยว่เทียนฟงเองก็ได้พื้นความรู้ติดตัวมาไม่น้อยเหมือนกัน“จ้าวหุบเขา เชิญ&rdquo
ถึงแม้จะพยายามบอกตัวเองสักแค่ไหน ความรู้สึกแปลกประหลาดในใจกลับไม่ได้ลดลงเลยสักนิดคนข้างกายอย่างอาจูติดใจสงสัย แต่ท่านจ้าวหุบเขากลับดูคล้ายไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย “เช่นนั้นก็ดี...” ท่านจ้าวหุบเขาเอ่ย น้ำเสียงเรียบเรื่อย “ที่นี่มีคนไม่พอซ้ำยังขาดแคลนผู้รู้วิชาแพทย์ แม้ตำหนักพันพิษจะได้ชื่อว่าเป็นสำนักฝ่ายมารที่เชี่ยวชาญแต่เรื่องพิษ ทว่าแต่เดิมประมุขเซี่ยเคยเป็นศิษย์ของหุบเขาเดียวดาย น่าจะพอจดจำวิธีรักษาดูแลผู้ป่วยโรคระบาดชนิดนี้ได้กระมัง”“ย่อมต้องจดจำได้”“เช่นนั้นเริ่มจากคัดแยกผู้ป่วยกันก่อนก็แล้วกัน” ท่านจ้าวหุบเขาพูดเรื่องความเป็นสำนักฝ่ายมารแล้วมอบหมายหน้าที่ให้อย่างไม่ขัดเขิน กิริยาอาการลื่นไหลเสียจนเซี่ยอะไรสักอย่างเหยาๆ สีหน้าแข็งค้างไปชั่วครู่ แม้แต่อาจูยังรู้สึกว่าพฤติกรรมเน้นงานไม่เน้นความสัมพันธ์ จู่ๆ ก็เรียกใช้งานผู้อื่นหน้าตาเฉยพรรค์นี้ ติดจะดูแล้งน้ำใจไร้มารยาทจนเกินไปโถ...ซือฝุเจ้าขา ท่านก็ช่วยแกล้งถามไถ่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยนางสักหน่อยไม่ได้หรือ...ฮื้ม?อาจารย์ป้าผู้นี้ก็ช่างมีรสนิยมน่าตก
ขณะกำลังคิดว่าควรจะพูดอะไรสักคำสองคำให้คนอื่นๆ ไม่คิดว่าเสี่ยวจวี๋ฮวาและท่านจ้าวหุบเขากำลังกระทำกิริยาสตรีร้องบุรุษรับดีหรือไม่ ก็มีรถม้าอีกคันพุ่งตรงมาจากที่ไกล ฝีเท้าม้าทำเอาฝุ่นดินฟุ้งตลบรุนแรงจนมองเห็นรถม้าทั้งคันเพียงลางๆ“ประมุขเยว่ยังเชิญใครมาอีกหรือ” ไม่ทันที่อาจูจะได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ เหล่าองครักษ์ชุดดำก็ตีกรอบล้อมเข้ามาประกายความระแวงระวังและกังขาที่เคลือบอาบนัยน์ตาพวกเขา ช่วยตอบคำถามก่อนหน้าได้ทันที...ที่แท้ ‘ผู้มาใหม่’ ก็เป็นแขกไม่ได้รับเชิญ!“ซือฝุ...ระวังตัวด้วย” อาจูขยับเข้าชิดท่านจ้าวหุบเขา สองมือกำแขนเสื้อสีน้ำเงินเข้มไว้แน่น ตัดสินใจแล้วว่าถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงจะรีบดึงจ้าวหุบเขาหลี่หลบฉาก ลากคนน่าโมโหที่เคยเอาตัวเป็นโล่ปกป้องคนอื่นออกจากวงตีรันฟันแทงให้ได้หลี่หยางเหลียวมองมือน้อยๆ ที่กำแขนเสื้อตนเองเอาไว้ ปากไม่เอ่ยอะไร แต่แววตาวูบไหวเล็กน้อยราวกับไม่พอใจท่าทีนี้ รถม้าที่มาใหม่ไม่เพียงไม่ยอมหยุดอยู่บนถนนยังพุ่งทะยานเข้ามาชั่วพริบตาก่อนที่ใครสักคนจะก้าวขาออกไปจัดการ ม้าเ