เห็นท่านจ้าวหุบเขายังคงนิ่งมองลูกศิษย์ราวกับคาดหวังให้นางพูดอะไรสักคำ อาจูจึงยกชายแขนเสื้อขึ้นซับหยดน้ำล่องหนที่หางตา ตอบด้วยน้ำเสียงแบบเดียวกับนางเอกละครประเภทสวยใสตอนครึ้มอกครึ้มใจอยากแปลงร่างเป็นวีรสตรี
“จวี๋ฮวาเข้าใจแล้ว เรื่องอื่นล้วนไม่สำคัญ” เสี่ยวจวี๋ฮวาคลี่ยิ้มงดงาม แววตาเต็มตื้น “แต่ยารักษาโรคตรงหน้านี้สำคัญ...” ยิ่งพูด รอยยิ้มจริงใจบนใบหน้าหวานแฉล้มก็ยิ่งสว่างไสวกว่าแสงจันทร์ “ข้างนอกยังมีคนเดือดร้อนอีกมาก ในเมื่อมีคนมากมายรอยาพวกนี้อยู่ พวกเราก็เร่งเตรียมยาพวกนี้สำรองไว้ต่อไป อย่าได้ใส่ใจเรื่องที่ไม่สลักสำคัญอะไรพวกนี้เลย...” อามิตตาพุทธ...อามิตตาพุทธ...
อาจูไม่แน่ใจนักว่าท่านจ้าวหุบเขาพอใจประโยคนี้หรือไม่พอใจ เพราะตั้งแต่ต้นจนจบใบหน้าจ้าวหุบเขาหลี่ก็ยังคงไร้ร่องรอยอารมณ์เหมือนที่ผ่านๆ มา ทั้งอย่างนั้น ท้ายที่สุดชายที่เพิ่งพูดอะไรเสียยืดยาวเป็นประวัติการณ์ก็ยอมลดสายตาลง กลับไปตั้งหน้าตั้งตาบดยาจนได้ ผู้ช่วยว่างงานอย่างเธอจึงผละไปจุดกำยานไล่แมลง ติดเตาเล็กสำหรับต้มน้ำ เตรียมอุ่นชา
ที่จริงแล้วอาจูยังมีอีกสองสามเรื่องที่อยากจะถาม หนึ่งในนั้นคือเรื่อง
วัดร้างที่ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่ใช่วัดร้างธรรมดาๆ เหมือนฉากหน้า แต่ในเมื่อท่านจ้าวหุบเขาตอบเรื่องแรกมาแบบนี้ เธอก็ไม่มีแก่ใจจะซอกแซกซักไซ้เรื่องอะไรอีกแล้วเรื่องบางเรื่องรู้ไปก็เท่านั้น เธอไม่รู้จักโลกใบนี้ แต่เดิมก็ไม่ใช่คนของโลกนี้ ตั้งแต่แรกสิ่งที่คิดก็มีแค่ “ต้องใช้ชีวิตแบบไหนถึงจะมีความสุขสมบูรณ์ดี” นับตั้งแต่อยู่ร่วมกันมาจนถึงตอนนี้ อย่างน้อยๆ ก็มีมากกว่าสามครั้งที่เห็นได้ชัดว่าจ้าวหุบเขาหลี่แสดงออกว่าเธอเป็นคนของเขา จะหนักจะเบาก็คอยกางแขนปกป้อง ไม่ใช่คนจำพวกที่อยากเห็นเธอตายหรือคิดร้าย...ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้วจะยังมีอะไรต้องกังวล?
เรื่องไหนสมควรบอกตอนไหน สมควรบอกหรือไม่สมควรอย่างไร จากนี้ไปเธอจะให้เขาเป็นฝ่ายตัดสินใจเอง...
อย่างน้อยๆ ก็จนกว่าจะอดทนไม่ไหวน่ะนะ...
“ท่านจ้าวหุบเขา แม่นาง”
เสียงจากด้านหน้าเรือนเรียกให้อาจูละความสนใจจากเตาต้มน้ำชงชา[1] ดูเหมือนว่าคนสนิทที่เยว่เทียนฟงทิ้งไว้คอยช่วยกำกับดูแลเหล่าบุรุษจากสมาพันธ์จะมีธุระอะไรอีกแล้ว
“ให้น้ำหมดแล้วใช่ไหม” จ้าวหุบเขาหลี่หมายถึงน้ำบริสุทธิ์กาที่สั่งให้ชายที่รับหน้าที่ดูแลคอยป้อนให้คนป่วยเพื่อรักษาสมดุลธาตุทั้งห้า ฟังจากที่ท่านจ้าวหุบเขาเคยพูดมา อาจูพอจะสรุปคร่าวๆ ได้ว่า นอกจากให้ยาตามอาการแล้ว ยังจะต้องให้น้ำผู้ป่วยให้มากๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำจากบาดแผลตุ่มหนองบนร่าง
ชายที่รับหน้าที่เข้าออกเรือนพักผู้ป่วยที่ว่านี้เป็นคนของสมาพันธ์เฮยอิงรายที่เคยล้มป่วยด้วยโรคชนิดเดียวกันนี้ในเมื่อราวสองปีก่อน เป็นคนประเภทที่จ้าวหุบเขาหลี่ระบุกับเยว่เทียนฟงด้วยตนเองว่าต้องการให้มาช่วยงานชนิดนี้มากที่สุด
ถ้าจะว่ากันตามหลักการแพทย์สมัยใหม่ โดยปกติแล้ว หลังจากที่ร่างกายต่อสู้จนเอาชนะเชื้อโรคร้ายมาได้หนหนึ่ง คนคนนี้ก็สมควรจะมีภูมิคุ้มกันโรคชนิดนี้อยู่บ้าง ไม่น่าจะเจ็บป่วยซ้ำง่ายๆ นับได้ว่าเป็นคนที่มีโอกาสติดโรคซ้ำน้อยที่สุด ต่อให้ติดโรคซ้ำอาการก็จะไม่หนักหนาเท่าคนที่เพิ่งเคยเผชิญโรคชนิดเดียวกันนี้ครั้งแรก...เดาว่าท่านจ้าวหุบเขาเองก็น่าจะรู้หลักการนี้ด้วยเหมือนกัน
อันที่จริงท่านจ้าวหุบเขายังเสนอวิธีป้องกันโรคให้ทุกคน ณ ที่นี้อีกด้วย
แต่คนที่กล้ายืดอกรับวิธีการป้องกันโรคระบาดที่ว่านี้กลับมีนับคนได้ สามในห้าก็เป็นชายที่โดนกักตัวไว้ดูอาการ มีแนวโน้มว่าจะติดโรคมากอยู่แล้ววิธีการที่ว่านี้ก็คือการนำคนเหล่านี้มาทำให้ติดเชื้ออ่อนๆ ด้วยวิธีการบางอย่าง จากนั้นก็รีบรักษาให้พวกเขากันตั้งแต่เนิ่นๆ ฟังดูแล้วก็คล้ายๆ การฉีดวัคซีน เพียงแต่ไม่รู้ว่าวิธีการทำให้ติดเชื้ออ่อนๆ ที่ว่านี้มีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน...ท่านจ้าวหุบเขากล่าวว่าปรมาจารย์จ้าวหุบเขารุ่นก่อนก็เคยทำแบบนี้เช่นกัน
อาจูไม่แน่ใจนักว่าวิธีการสร้างภูมิคุ้มกันโรคอย่างที่ว่าจะใช้กับโรคระบาดชนิดนี้ได้ผลมากน้อยแค่ไหน เพราะจนถึงตอนนี้ ถึงแม้เธอจะรู้สึกว่าบางทีโรคฝีเมล็ดถั่วอาจจะเป็นโรคเดียวกันกับ “โรคฝีดาษ” แต่ในยุคสมัยของเธอโรคฝีดาษที่ว่านี้หายสาบสูญไปนานแล้ว ไม่ว่าเธอหรือใครก็ไม่เคยเห็นผู้ป่วยโรคฝีดาษกับตาเลยสักครั้ง อย่างดีก็เคยเห็นแค่ผู้ป่วยโรคงูสวัดหรืออิสุกอิใส เธอจึงยังไม่ค่อยแน่ใจนัก ว่าโรคที่ท่านจ้าวหุบเขาพยายามรักษาอยู่นี้จะใช่โรคที่ว่าหรือไม่ใช่
ดูจากการที่ท่านจ้าวหุบเขาคล้ายจะรู้วิธีรับมือกับโรคนี้ คนมีความรู้เรื่องการแพทย์เท่าหางอึ่งอย่างเธอก็ได้แต่เชื่อใจและคอยสนับสนุนด้วยการปาวารณาตัวช่วยควบคุมเหล่าบุรุษชุดดำทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ด้วยการต้มและนึ่งก่อนจะนำไปซักล้างอีกหน ช่วยคัดแยกและบดสมุนไพร ตลอดจนดูแลเรื่องข้าวปลาอาหารและสุขภาพร่างกายท่านจ้าวหุบเขา...ถึงแม้ว่าในช่วงเวลาที่ทุ่มเททำงานแบบนี้ เขาจะยิ่งทำตัวคล้ายวัวดื้อด้านไม่ค่อยจะฟังที่เธอพูดสักเท่าไหร่ก็เถอะ เห็นเขาทำงานทั้งวันไม่ได้หยุดพัก แถมยังเข้าไปดูอาการคนป่วยด้วยตัวเองเป็นระยะแบบนี้...เธอกลัวว่าร่างกายฟิตปั๋งนั่นจะอ่อนแอลงจนพลอยป่วยตามไปด้วยจริงๆ
คืนก่อนก็แทบไม่ได้นอน คืนนี้ดึกดื่นค่อนคืนก็ยังไม่ได้พักผ่อน...
แล้วดูสิ จู่ๆ ก็พุ่งตรงมาหากลางดึกแบบนี้ ไม่รู้ว่าคนของเยว่เทียนฟงจะแค่มารายงานตามปกติหรือตามตัวท่านจ้าวหุบเขาไปทำอะไรอีก...
อาจูขมวดคิ้วมุ่น อดสอดมือเข้ายุ่งไม่ได้
[1] เตาต้มน้ำชงชา หรือฉาสุ่ยหลู (茶水炉) เป็นเตาขนาดไม่ใหญ่นัก ถูกออกแบบมาสำหรับตั้งกาโดยเฉพาะ สำหรับในยุคแรกๆ ที่ผู้คนไม่ค่อยพิถีพิถันในการชงชา นิยมชงชาด้วยการใส่ใบชาลงไปในหม้อหรือชามโดยตรง เตาที่ใช้ต้มน้ำชงชาจะมีปากค่อนข้างกว้างเพราะต้องรองรับชามหรือหม้อต้มที่ค่อนข้างใหญ่ ต่อมาเมื่อวัฒนธรรมการดื่มและชงชาค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป จึงมีการผลิตเตาที่มีขนาดเล็กลงจนถึงขั้นนำมาตั้งโต๊ะได้ ทั้งยังมีลวดลายสวยงามรับกันกับกา
สตรีแซ่เซี่ยยังคงบอกเล่าสถานการณ์ด้วยตนเองอีกครู่ใหญ่ อาจูเห็นท่านหมอยุคเก่าแก่โบราณสองคนพูดคุยกันก็ปั้นหน้าสงบเสงี่ยมยืนฟังด้วยความสนใจ สองหูฟังไป สองตาก็ลอบจับสังเกตศิษย์พี่หญิงของท่านจ้าวหุบเขา ต่อให้ส่วนหนึ่งในใจจะค่อยๆ คล้อยตามว่าครั้งนี้อาจารย์ป้าหน้าเด็กอาจมาด้วยเจตนาดีจริงๆ ลางสังหรณ์บางอย่างในใจกลับไม่ยอมหายไปเสียทีอาจารย์ป้าผู้นี้...มาดีจริงๆ น่ะรึ?อาจูอยากจะยกมือขึ้นนวดขยับ ยิ่งคิดว่าพักนี้ต้องระมัดระวังไม่ให้เผลอใช้ใบหน้าเด็กๆ นี่ขมวดคิ้วสร้างริ้วรอยจนใบหน้าแก่ก่อนวัยก็ยิ่งกว่าหนักอกหนักใจช่างเถอะ ถึงยังไงที่นี่ก็ต้องการแรงงาน...จังหวะอาจารย์ป้ากวาดตามองผ่านมา เสี่ยวจวี๋ฮวาคลี่ยิ้มอ่อนหวานเจิดจ้ายิ่งกว่าผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งนางงามจักรวาล ทว่าอีกฝ่ายกลับมองผ่านเลยไปท่าทีนี้ช่วยให้อาจูสบายใจขึ้นเล็กน้อยถ้าเซี่ยอะไรสักอย่างเหยาๆ นางนี้ทำถึงขั้นคลี่ยิ้มให้ ศิษย์หลานตาดำๆ อย่างจวี๋ฮวาคงไม่แคล้วต้องเกาะติดอาจารย์ทั้งวันทั้งคืน เพื่อป้องกันสตรีคลั่งรักผู้หนึ่งย่องมาบีบคอตอนหลับหรือซัดเข็มพิษเล่มโตลอบสังหารแล้ว...
จู่ๆ ความสลดหดหู่ปนโกรธเกรี้ยวก็พวยพุ่งขึ้นในใจคนฟัง กระทั่งอาจูเองยังกำหมัดแน่น ยากจะสงบอารมณ์เป็นตอนนี้เอง ที่อาจูรู้สึกถึงเหงื่อเย็นชื้นบนฝ่ามือตัวเองท่านจ้าวหุบเขาเหลียวมองลูกศิษย์เล็กน้อย ก่อนหันกลับมาผ่าลำไส้ทั้งหมด ตรวจสอบของเสียตกค้างอย่างละเอียด จากนั้นหันกลับไปตรวจดูเล็บมือและเล็บเท้าซ้ำอีกหน“ไม่มีร่องรอยอย่างอื่นแล้วจริงๆ” ท่านจ้าวหุบเขาสรุปสั้นๆประมุขสมาพันธ์ผู้ต้องแบกรับเรื่องนี้ฟังแล้วยิ่งขบกรามแน่นจนขึ้นสัน“สารเลวพวกนั้นช่างระมัดระวังรอบคอบเกินไปแล้ว”“เรื่องนั้นยังไม่แน่นอนนัก” ท่านจ้าวหุบเขาเหลียวมองเชือกที่คนร้ายใช้มัดร่างเด็กเอาไว้ เอ่ยไม่ดังไม่เบา “ประมุขเยว่คงไม่ทันสังเกตว่าเทียนเฉาตอนล่างมีวัฒนธรรมการฟั่นเชือกแตกต่างจากพื้นที่อื่นเล็กน้อย...พวกนั้นจะจงใจทิ้งร่องรอยหรือไม่ได้ตั้งใจก็ช่าง ถ้าอย่างไรลองสืบสาวจากเชือกพวกนี้ดู ไม่แน่ว่าอาจช่วยเหลือได้ไม่มากก็น้อย”สีหน้าเยว่เทียนฟงดูดีขึ้นเล็กน้อย“ศพเหม็นเน่ามากแล้ว ฝังให้ลึกๆ แทนการเผาจะดีกว่า...น้ำใน
มองจากที่ไกลดูเหมือนใกล้ แต่เมื่อต้องเดินเท้ากันจริงๆ แล้ว บ่อพักน้ำตีนผาที่ว่านี้ กลับอยู่ห่างจากเขตที่พักอาศัยไม่น้อยยิ่งเดินเข้าใกล้ กลิ่นเน่าเหม็นรุนแรงก็ยิ่งโดดออกจากกลิ่นปศุสัตว์ ตอกย้ำให้ผู้มาเยือนตระหนักว่าในบ่อพักน้ำมีศพเด็กคนหนึ่งนอนแช่อยู่จริงๆ“ตรงนั้นขอรับ” องครักษ์ผู้รับหน้าที่นำทางรีบชี้เป้า “ศพโดนผูกไว้กับหลักไม้หลังพงหญ้านั่น”อาจูยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกอีกชั้น แทบไม่อยากหายใจ เพียงก้าวขาเดินกันต่อไปแค่ไม่กี่ก้าว กลิ่นเน่าเหม็นชวนคลื่นเหียนแฝงกลิ่นสาบคล้ายโคลนก็ลอยมาเตะจมูก ทำเอาชาวบ้านหลายคนที่ตามมาดูต้องโก่งคออาเจียนกันอีกหน แม้แต่คนของเยว่เทียนฟงก็ยังหน้าเขียวหน้าดำ บรรยากาศคุกรุ่นที่เพิ่งจะสงบลงคล้ายถูกแทนที่ด้วยกระแสอารมณ์วิตกกังวลและหวาดผวาบ่อพักน้ำแห่งนี้มีขนาดกว้างยาวเพียงด้านละราวๆ สามถึงสี่วา หากไม่นับเรื่องกลิ่นที่โชยคลุ้งและฟองสีขาวบนผิวน้ำ ก็ยังนับได้ว่าที่นี่ดูสะอาดตา ไร้วี่แววศพเด็กที่ว่า ทั้งอย่างนั้นตำแหน่งที่ผู้นำทางเดินไปหาก็เป็นตำแหน่งที่พงหญ้าสูงท่วมศีรษะ เหมาะแก่การซุกซ่อนข้าวของเป็นอย่างยิ่ง
“มีศพอยู่ที่บ่อพักน้ำ!” ทันทีที่ได้ยินว่ามีศพอยู่ที่บ่อพักน้ำ พวกชาวบ้านในลานพลันหน้าเผือดสี หลังจากส่งต่อประโยคสั้นๆ ประโยคนี้เพียงชั่วครู่ หญิงชาวบ้านจำนวนไม่น้อยถึงขั้นโก่งคออาเจียน ที่ดูคล้ายคนเจ็บไข้ได้ป่วยกันอยู่แล้วก็ยิ่งดูเหมือนคนล้มป่วยยิ่งขึ้นสวรรค์! เกิดโรคระบาดก็แย่แล้ว ต้นคลองส่งน้ำเข้าหมู่บ้านยังมีศพแช่อีกรึ!“ท่านประมุข หรือว่าศพนั่นจะเป็นตัวก่อโรค!” ชาวบ้านชายที่รูปร่างกำยำที่สุดในกลุ่มถามเสียงเครือ ดวงตาแดงก่ำบนใบหน้าอิดโรยเหมือนพร้อมจะหลั่งน้ำตาออกมาทุกเมื่อ “เช่นนั้นพวกเราทุกคน...”“ต้องรอตรวจโรคกันก่อนจึงจะบอกได้” ท่านประมุขผู้ถูกถาม ตอบเสียงขรึม “ระหว่างนี้บอกให้ทุกคนเลิกแตะต้องน้ำจากคลองส่งน้ำนั่น หากจำเป็นต้องนำมาใช้ ต้องต้มให้นานๆ หน่อยถึงจะดี” รับมือกับโรคระบาดชนิดนี้มานาน เยว่เทียนฟงเองก็ได้พื้นความรู้ติดตัวมาไม่น้อยเหมือนกัน“จ้าวหุบเขา เชิญ&rdquo
ถึงแม้จะพยายามบอกตัวเองสักแค่ไหน ความรู้สึกแปลกประหลาดในใจกลับไม่ได้ลดลงเลยสักนิดคนข้างกายอย่างอาจูติดใจสงสัย แต่ท่านจ้าวหุบเขากลับดูคล้ายไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย “เช่นนั้นก็ดี...” ท่านจ้าวหุบเขาเอ่ย น้ำเสียงเรียบเรื่อย “ที่นี่มีคนไม่พอซ้ำยังขาดแคลนผู้รู้วิชาแพทย์ แม้ตำหนักพันพิษจะได้ชื่อว่าเป็นสำนักฝ่ายมารที่เชี่ยวชาญแต่เรื่องพิษ ทว่าแต่เดิมประมุขเซี่ยเคยเป็นศิษย์ของหุบเขาเดียวดาย น่าจะพอจดจำวิธีรักษาดูแลผู้ป่วยโรคระบาดชนิดนี้ได้กระมัง”“ย่อมต้องจดจำได้”“เช่นนั้นเริ่มจากคัดแยกผู้ป่วยกันก่อนก็แล้วกัน” ท่านจ้าวหุบเขาพูดเรื่องความเป็นสำนักฝ่ายมารแล้วมอบหมายหน้าที่ให้อย่างไม่ขัดเขิน กิริยาอาการลื่นไหลเสียจนเซี่ยอะไรสักอย่างเหยาๆ สีหน้าแข็งค้างไปชั่วครู่ แม้แต่อาจูยังรู้สึกว่าพฤติกรรมเน้นงานไม่เน้นความสัมพันธ์ จู่ๆ ก็เรียกใช้งานผู้อื่นหน้าตาเฉยพรรค์นี้ ติดจะดูแล้งน้ำใจไร้มารยาทจนเกินไปโถ...ซือฝุเจ้าขา ท่านก็ช่วยแกล้งถามไถ่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยนางสักหน่อยไม่ได้หรือ...ฮื้ม?อาจารย์ป้าผู้นี้ก็ช่างมีรสนิยมน่าตก
ขณะกำลังคิดว่าควรจะพูดอะไรสักคำสองคำให้คนอื่นๆ ไม่คิดว่าเสี่ยวจวี๋ฮวาและท่านจ้าวหุบเขากำลังกระทำกิริยาสตรีร้องบุรุษรับดีหรือไม่ ก็มีรถม้าอีกคันพุ่งตรงมาจากที่ไกล ฝีเท้าม้าทำเอาฝุ่นดินฟุ้งตลบรุนแรงจนมองเห็นรถม้าทั้งคันเพียงลางๆ“ประมุขเยว่ยังเชิญใครมาอีกหรือ” ไม่ทันที่อาจูจะได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ เหล่าองครักษ์ชุดดำก็ตีกรอบล้อมเข้ามาประกายความระแวงระวังและกังขาที่เคลือบอาบนัยน์ตาพวกเขา ช่วยตอบคำถามก่อนหน้าได้ทันที...ที่แท้ ‘ผู้มาใหม่’ ก็เป็นแขกไม่ได้รับเชิญ!“ซือฝุ...ระวังตัวด้วย” อาจูขยับเข้าชิดท่านจ้าวหุบเขา สองมือกำแขนเสื้อสีน้ำเงินเข้มไว้แน่น ตัดสินใจแล้วว่าถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงจะรีบดึงจ้าวหุบเขาหลี่หลบฉาก ลากคนน่าโมโหที่เคยเอาตัวเป็นโล่ปกป้องคนอื่นออกจากวงตีรันฟันแทงให้ได้หลี่หยางเหลียวมองมือน้อยๆ ที่กำแขนเสื้อตนเองเอาไว้ ปากไม่เอ่ยอะไร แต่แววตาวูบไหวเล็กน้อยราวกับไม่พอใจท่าทีนี้ รถม้าที่มาใหม่ไม่เพียงไม่ยอมหยุดอยู่บนถนนยังพุ่งทะยานเข้ามาชั่วพริบตาก่อนที่ใครสักคนจะก้าวขาออกไปจัดการ ม้าเ