“ถ้ามีโรคระบาดขึ้นมาจริงๆ พวกชาวบ้านจะทำอย่างไร” อาจูถอนหายใจเฮือกใหญ่ ครั้งนี้เธอไม่ได้เสแสร้งเลยสักนิด
ในยุคสมัยที่วิทยาศาสตร์การแพทย์ยังไม่ก้าวหน้า ไม่แน่ว่าถ้าเกิดโรคระบาดขึ้นมาจริงๆ เพื่อจำกัดการแพร่กระจายของโรค อาจมีการสั่งปิดเมือง ทิ้งผู้ป่วยและชาวบ้านเคราะห์ร้ายในพื้นที่ให้ใช้ชีวิตไปตามยถากรรม
“ซือฝุ...สมาพันธ์เฮยอิงที่ว่านี้เป็นสมาพันธ์สำนักคุ้มภัยจริงๆ หรือ เหตุใดสมาพันธ์สำนักคุ้มภัยจึงพัวพันกับโรคระบาดและการลักพาตัวเช่นนี้” แม้ตอนถามคำถามนี้ครั้งแรกท่านจ้าวหุบเขาจะตอบว่า “ไม่นับเป็นเรื่องสำคัญอะไร ไม่จำเป็นต้องใส่ใจให้มากนัก” แต่ยิ่งเขาไม่ตอบ เธอก็ยิ่งอยากจะรู้ให้ได้
สมาพันธ์อะไรนี่คงไม่ใช่องค์กรผู้ร้ายในคราบผู้ดีที่มีเบื้องลึกเบื้องหลังน่าตกใจ แถมยังชอบตัดลิ้น ชอบฆ่าคนปิดปากหรอกนะ?
สิ่งที่เธอและจ้าวหุบเขาหลี่กำลังทำคือการปรุงยาช่วยชีวิตคน ในเมื่อเธอและจ้าวหุบเขาหลี่กำลังช่วยชีวิตคน คนที่เป็นเจ้าภาพเชื้อเชิญท่านจ้าวหุบเขามาร่วมวงก็น่าจะเป็นคนดีที่อยากช่วยชีวิตคนด้วย...กระมัง?
ถึง “อาจู” จะไม่ใช่คนดีที่เห็นแก่คนอื่นสักเท่าไหร่ แต่ก็ยังรู้จักคำว่ามโนธรรม ฆ่าคนแพร่โรคระบาดเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าคำตอบคือไม่ใช่ เธอคงทำใจยอมรับไม่ได้จริงๆ
ดูเหมือนท่านจ้าวหุบเขาจะรู้เท่าทันความคิดนั้น ในที่สุดเขาก็ยอมเปิดปากพูดจนได้
“สำนักคุ้มภัยนับว่าเป็นคนทำงานประเภทใด ไม่ว่าจะเป็นข้าวของมีค่า ผู้คน หรือข้าวของน่าตกใจ ย่อมอยู่ในขอบข่าย ‘สิ่งของ’ ที่รับคุ้มครองดูแลทั้งสิ้น เพราะสาเหตุนี้ พ่อค้าข้าวของต้องห้ามรวมถึงผู้ครอบครองสิ่งของอันตรายที่ไม่อาจขนย้ายด้วยตนเองจึงพบช่องทางในการใช้เงินซื้อผู้คนมาช่วยทำเรื่องเสี่ยงอันตรายและเรื่องสกปรก เรื่องนี้สร้างปัญหาให้ทางการไม่น้อย ชื่อเสียงของสำนักคุ้มภัยฝ่ายที่วางตัวอยู่ในร่องในรอยก็พลอยได้รับผลกระทบ...คนกลุ่มหลังนี้ทนไม่ไหว จึงร่วมกันก่อตั้งสมาพันธ์เฮยอิงขึ้นมา นับตั้งแต่มีสมาพันธ์เฮยอิง พวกเขาก็ตกลงกันว่าจะไม่รับคุ้มกันหรือขนย้ายสิ่งของผิดทำนองคลองธรรม สำนักคุ้มภัยใดไม่เคารพกฏเกณฑ์จะถูกขับออกจากสมาพันธ์ กลายเป็นศัตรูของทุกค่ายพรรคสำนักคุ้มภัย พบเจอเมื่อไหร่ สังหารได้ทันที” ท่านจ้าวหุบเขาเอ่ยประโยคท้ายสุดไม่ดังไม่เบา “เห็นเยว่เทียนฟงปล่อยตัวตามสบาย ทำตัวคล้ายคนจำพวก ‘คุณชายลอยลม’ ถึงเพียงนั้น กระบี่ในมือเขาอาบเลือดผู้คนมาไม่น้อย”
แค่ลองนึกตามดูว่าคนที่เดี๋ยวก็ยิ้มเดี๋ยวก็หัวเราะแววตาเจ้าเล่ห์พราวพรายคนนั้นจะหัวเราะน้ำเสียงยียวนพลางตวัดดาบบั่นคอคนท่าไหนบ้าง อาจูก็ขนลุกชูชัน
คนบางคน ถึงแม้จะมีหุ่นทรงที่ชวนให้นึกเชื่อมโยงไปถึงพวกนักรบ แต่บุคลิกลักษณะกลับขัดแย้งจนเกินไป
อึ๋ย... พอลองคิดว่าคนที่มีบุคลิกลักษณะคล้ายคุณชายเสเพล ชอบยิ้ม ชอบหัวเราะ เที่ยวจับดาบออกวิ่งไล่ฆ่าคน ก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่เข้ากันอย่างที่สุด
“ช่าง..." อาจูนิ่งคิดเล็กน้อย พยายามหาคำที่เหมาะสมมาเยินยอ สุดท้ายก็สุ่มๆ เลือกคำพูดดีๆ มาหนึ่งคำ "...ช่างห้าวหาญดีจริงๆ”
ฆ่าคนไป ยิ้มไป หัวเราะไป ทำหน้าตายียวนกวนประสาทไปด้วยแบบนั้น... เข้าตำราคนโรคจิตชัดๆ!
ตอนนี้ภาพลักษณ์เยว่เทียนฟงในใจอาจู ตกต่ำจนเทียบชั้นฆาตกรโรคจิตกระหายเลือดแล้ว...
“ซือฝุ...ฟังจากที่ท่านพูดมา เช่นนั้นเรื่องครั้งนี้ก็เป็นการตามเก็บกวาดเรื่องที่สำนักคุ้มภัยแตกแถวเป็นผู้ก่อไว้?”
ท่านจ้าวหุบเขาตอบคำถามนี้ด้วยการถามกลับเช่นกัน
“ใช่แล้วอย่างไร ไม่ใช่แล้วอย่างไร”
อาจูไม่รู้จะตอบอะไร ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าท่านจ้าวหุบเขากำลังถามคำถามหรือกล่าวสัจธรรม รอจนแล้วจนรอดตัวเขาเองก็ไม่ได้ช่วยขยายความ สุดท้ายความเงียบสงัดจนเกินกว่าคำว่าสงบจึงเข้าครอบงำโถงเล็กๆ หน้าเรือนพัก
ผ่านไปอีกครู่ใหญ่ กระทั่งนกกลางคืนส่งเสียงร้องสั่นประสาท ท่านจ้าวหุบเขาก็ขยับริมฝีปากถามเรื่องที่คล้ายจะไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นสนทนาก่อนหน้าสักเท่าไหร่ “นับตั้งแต่สองวันก่อน ตอนนั้น ไม่ว่าข้าหรือใครล้วนไม่เคยบอกว่าจะใช้เพียงน้ำสะอาดชำระล้างโรคชนิดนี้ไม่ได้ ยังต้องใช้ความร้อนช่วยทำลายความสกปรก...รู้ได้อย่างไรว่าต้องต้มหรือนึ่งข้าวของพวกนั้น”
“นั่นเป็นเพราะ...” อาจูชะงักปาก ไม่รู้ว่าควรจะตอบอะไร จะตอบว่ามีเทพยดามากระซิบข้างหูก็แสดงละครเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ไม่ไหว จะตอบว่าเป็นความบังเอิญก็ดูไม่น่าเชื่อถือเกินไป จะให้ตอบว่าเป็นเพราะทะลุมิติมาจากโลกอีกใบก็ใช่ที่
ขืนตอบอย่างหลัง...จากผู้ป่วยความจำเสื่อมธรรมดาๆ คงได้เลื่อนขั้นเป็นคนบ้าแน่ๆ
“ความทรงจำกลับคืนมากี่ส่วนแล้ว”
เอ๊ะเอ๋...?
เสี่ยวจวี๋ฮวากะพริบตาสองปริบ
“จวี๋ฮวายังจำอะไรไม่ได้เลยสักนิด”
แค่เธอพูดประโยคนี้ ท่านจ้าวหุบเขาก็เงยหน้าขึ้นมองเหมือนจะบอกว่า “จำไม่ได้แล้วรู้ได้อย่างไร”
อาจูลอบชั่งตวงวัดอยู่ครึ่งอึดใจ สุดท้ายก็ตัดสินใจตอบแบบกำปั้นทุบดิน
“ศิษย์เพียงแต่รู้เท่านั้น” ต่อให้ไม่ได้บอกความจริงก็ไม่ได้โกหกเลยสักนิด
มองตาข้าสิ ซือฝุ! หนนี้ข้ายึดหลักความซื่อสัตย์สุจริต สุจริตสุดๆ เลยนะ!
สตรีแซ่เซี่ยยังคงบอกเล่าสถานการณ์ด้วยตนเองอีกครู่ใหญ่ อาจูเห็นท่านหมอยุคเก่าแก่โบราณสองคนพูดคุยกันก็ปั้นหน้าสงบเสงี่ยมยืนฟังด้วยความสนใจ สองหูฟังไป สองตาก็ลอบจับสังเกตศิษย์พี่หญิงของท่านจ้าวหุบเขา ต่อให้ส่วนหนึ่งในใจจะค่อยๆ คล้อยตามว่าครั้งนี้อาจารย์ป้าหน้าเด็กอาจมาด้วยเจตนาดีจริงๆ ลางสังหรณ์บางอย่างในใจกลับไม่ยอมหายไปเสียทีอาจารย์ป้าผู้นี้...มาดีจริงๆ น่ะรึ?อาจูอยากจะยกมือขึ้นนวดขยับ ยิ่งคิดว่าพักนี้ต้องระมัดระวังไม่ให้เผลอใช้ใบหน้าเด็กๆ นี่ขมวดคิ้วสร้างริ้วรอยจนใบหน้าแก่ก่อนวัยก็ยิ่งกว่าหนักอกหนักใจช่างเถอะ ถึงยังไงที่นี่ก็ต้องการแรงงาน...จังหวะอาจารย์ป้ากวาดตามองผ่านมา เสี่ยวจวี๋ฮวาคลี่ยิ้มอ่อนหวานเจิดจ้ายิ่งกว่าผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งนางงามจักรวาล ทว่าอีกฝ่ายกลับมองผ่านเลยไปท่าทีนี้ช่วยให้อาจูสบายใจขึ้นเล็กน้อยถ้าเซี่ยอะไรสักอย่างเหยาๆ นางนี้ทำถึงขั้นคลี่ยิ้มให้ ศิษย์หลานตาดำๆ อย่างจวี๋ฮวาคงไม่แคล้วต้องเกาะติดอาจารย์ทั้งวันทั้งคืน เพื่อป้องกันสตรีคลั่งรักผู้หนึ่งย่องมาบีบคอตอนหลับหรือซัดเข็มพิษเล่มโตลอบสังหารแล้ว...
จู่ๆ ความสลดหดหู่ปนโกรธเกรี้ยวก็พวยพุ่งขึ้นในใจคนฟัง กระทั่งอาจูเองยังกำหมัดแน่น ยากจะสงบอารมณ์เป็นตอนนี้เอง ที่อาจูรู้สึกถึงเหงื่อเย็นชื้นบนฝ่ามือตัวเองท่านจ้าวหุบเขาเหลียวมองลูกศิษย์เล็กน้อย ก่อนหันกลับมาผ่าลำไส้ทั้งหมด ตรวจสอบของเสียตกค้างอย่างละเอียด จากนั้นหันกลับไปตรวจดูเล็บมือและเล็บเท้าซ้ำอีกหน“ไม่มีร่องรอยอย่างอื่นแล้วจริงๆ” ท่านจ้าวหุบเขาสรุปสั้นๆประมุขสมาพันธ์ผู้ต้องแบกรับเรื่องนี้ฟังแล้วยิ่งขบกรามแน่นจนขึ้นสัน“สารเลวพวกนั้นช่างระมัดระวังรอบคอบเกินไปแล้ว”“เรื่องนั้นยังไม่แน่นอนนัก” ท่านจ้าวหุบเขาเหลียวมองเชือกที่คนร้ายใช้มัดร่างเด็กเอาไว้ เอ่ยไม่ดังไม่เบา “ประมุขเยว่คงไม่ทันสังเกตว่าเทียนเฉาตอนล่างมีวัฒนธรรมการฟั่นเชือกแตกต่างจากพื้นที่อื่นเล็กน้อย...พวกนั้นจะจงใจทิ้งร่องรอยหรือไม่ได้ตั้งใจก็ช่าง ถ้าอย่างไรลองสืบสาวจากเชือกพวกนี้ดู ไม่แน่ว่าอาจช่วยเหลือได้ไม่มากก็น้อย”สีหน้าเยว่เทียนฟงดูดีขึ้นเล็กน้อย“ศพเหม็นเน่ามากแล้ว ฝังให้ลึกๆ แทนการเผาจะดีกว่า...น้ำใน
มองจากที่ไกลดูเหมือนใกล้ แต่เมื่อต้องเดินเท้ากันจริงๆ แล้ว บ่อพักน้ำตีนผาที่ว่านี้ กลับอยู่ห่างจากเขตที่พักอาศัยไม่น้อยยิ่งเดินเข้าใกล้ กลิ่นเน่าเหม็นรุนแรงก็ยิ่งโดดออกจากกลิ่นปศุสัตว์ ตอกย้ำให้ผู้มาเยือนตระหนักว่าในบ่อพักน้ำมีศพเด็กคนหนึ่งนอนแช่อยู่จริงๆ“ตรงนั้นขอรับ” องครักษ์ผู้รับหน้าที่นำทางรีบชี้เป้า “ศพโดนผูกไว้กับหลักไม้หลังพงหญ้านั่น”อาจูยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกอีกชั้น แทบไม่อยากหายใจ เพียงก้าวขาเดินกันต่อไปแค่ไม่กี่ก้าว กลิ่นเน่าเหม็นชวนคลื่นเหียนแฝงกลิ่นสาบคล้ายโคลนก็ลอยมาเตะจมูก ทำเอาชาวบ้านหลายคนที่ตามมาดูต้องโก่งคออาเจียนกันอีกหน แม้แต่คนของเยว่เทียนฟงก็ยังหน้าเขียวหน้าดำ บรรยากาศคุกรุ่นที่เพิ่งจะสงบลงคล้ายถูกแทนที่ด้วยกระแสอารมณ์วิตกกังวลและหวาดผวาบ่อพักน้ำแห่งนี้มีขนาดกว้างยาวเพียงด้านละราวๆ สามถึงสี่วา หากไม่นับเรื่องกลิ่นที่โชยคลุ้งและฟองสีขาวบนผิวน้ำ ก็ยังนับได้ว่าที่นี่ดูสะอาดตา ไร้วี่แววศพเด็กที่ว่า ทั้งอย่างนั้นตำแหน่งที่ผู้นำทางเดินไปหาก็เป็นตำแหน่งที่พงหญ้าสูงท่วมศีรษะ เหมาะแก่การซุกซ่อนข้าวของเป็นอย่างยิ่ง
“มีศพอยู่ที่บ่อพักน้ำ!” ทันทีที่ได้ยินว่ามีศพอยู่ที่บ่อพักน้ำ พวกชาวบ้านในลานพลันหน้าเผือดสี หลังจากส่งต่อประโยคสั้นๆ ประโยคนี้เพียงชั่วครู่ หญิงชาวบ้านจำนวนไม่น้อยถึงขั้นโก่งคออาเจียน ที่ดูคล้ายคนเจ็บไข้ได้ป่วยกันอยู่แล้วก็ยิ่งดูเหมือนคนล้มป่วยยิ่งขึ้นสวรรค์! เกิดโรคระบาดก็แย่แล้ว ต้นคลองส่งน้ำเข้าหมู่บ้านยังมีศพแช่อีกรึ!“ท่านประมุข หรือว่าศพนั่นจะเป็นตัวก่อโรค!” ชาวบ้านชายที่รูปร่างกำยำที่สุดในกลุ่มถามเสียงเครือ ดวงตาแดงก่ำบนใบหน้าอิดโรยเหมือนพร้อมจะหลั่งน้ำตาออกมาทุกเมื่อ “เช่นนั้นพวกเราทุกคน...”“ต้องรอตรวจโรคกันก่อนจึงจะบอกได้” ท่านประมุขผู้ถูกถาม ตอบเสียงขรึม “ระหว่างนี้บอกให้ทุกคนเลิกแตะต้องน้ำจากคลองส่งน้ำนั่น หากจำเป็นต้องนำมาใช้ ต้องต้มให้นานๆ หน่อยถึงจะดี” รับมือกับโรคระบาดชนิดนี้มานาน เยว่เทียนฟงเองก็ได้พื้นความรู้ติดตัวมาไม่น้อยเหมือนกัน“จ้าวหุบเขา เชิญ&rdquo
ถึงแม้จะพยายามบอกตัวเองสักแค่ไหน ความรู้สึกแปลกประหลาดในใจกลับไม่ได้ลดลงเลยสักนิดคนข้างกายอย่างอาจูติดใจสงสัย แต่ท่านจ้าวหุบเขากลับดูคล้ายไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย “เช่นนั้นก็ดี...” ท่านจ้าวหุบเขาเอ่ย น้ำเสียงเรียบเรื่อย “ที่นี่มีคนไม่พอซ้ำยังขาดแคลนผู้รู้วิชาแพทย์ แม้ตำหนักพันพิษจะได้ชื่อว่าเป็นสำนักฝ่ายมารที่เชี่ยวชาญแต่เรื่องพิษ ทว่าแต่เดิมประมุขเซี่ยเคยเป็นศิษย์ของหุบเขาเดียวดาย น่าจะพอจดจำวิธีรักษาดูแลผู้ป่วยโรคระบาดชนิดนี้ได้กระมัง”“ย่อมต้องจดจำได้”“เช่นนั้นเริ่มจากคัดแยกผู้ป่วยกันก่อนก็แล้วกัน” ท่านจ้าวหุบเขาพูดเรื่องความเป็นสำนักฝ่ายมารแล้วมอบหมายหน้าที่ให้อย่างไม่ขัดเขิน กิริยาอาการลื่นไหลเสียจนเซี่ยอะไรสักอย่างเหยาๆ สีหน้าแข็งค้างไปชั่วครู่ แม้แต่อาจูยังรู้สึกว่าพฤติกรรมเน้นงานไม่เน้นความสัมพันธ์ จู่ๆ ก็เรียกใช้งานผู้อื่นหน้าตาเฉยพรรค์นี้ ติดจะดูแล้งน้ำใจไร้มารยาทจนเกินไปโถ...ซือฝุเจ้าขา ท่านก็ช่วยแกล้งถามไถ่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยนางสักหน่อยไม่ได้หรือ...ฮื้ม?อาจารย์ป้าผู้นี้ก็ช่างมีรสนิยมน่าตก
ขณะกำลังคิดว่าควรจะพูดอะไรสักคำสองคำให้คนอื่นๆ ไม่คิดว่าเสี่ยวจวี๋ฮวาและท่านจ้าวหุบเขากำลังกระทำกิริยาสตรีร้องบุรุษรับดีหรือไม่ ก็มีรถม้าอีกคันพุ่งตรงมาจากที่ไกล ฝีเท้าม้าทำเอาฝุ่นดินฟุ้งตลบรุนแรงจนมองเห็นรถม้าทั้งคันเพียงลางๆ“ประมุขเยว่ยังเชิญใครมาอีกหรือ” ไม่ทันที่อาจูจะได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ เหล่าองครักษ์ชุดดำก็ตีกรอบล้อมเข้ามาประกายความระแวงระวังและกังขาที่เคลือบอาบนัยน์ตาพวกเขา ช่วยตอบคำถามก่อนหน้าได้ทันที...ที่แท้ ‘ผู้มาใหม่’ ก็เป็นแขกไม่ได้รับเชิญ!“ซือฝุ...ระวังตัวด้วย” อาจูขยับเข้าชิดท่านจ้าวหุบเขา สองมือกำแขนเสื้อสีน้ำเงินเข้มไว้แน่น ตัดสินใจแล้วว่าถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงจะรีบดึงจ้าวหุบเขาหลี่หลบฉาก ลากคนน่าโมโหที่เคยเอาตัวเป็นโล่ปกป้องคนอื่นออกจากวงตีรันฟันแทงให้ได้หลี่หยางเหลียวมองมือน้อยๆ ที่กำแขนเสื้อตนเองเอาไว้ ปากไม่เอ่ยอะไร แต่แววตาวูบไหวเล็กน้อยราวกับไม่พอใจท่าทีนี้ รถม้าที่มาใหม่ไม่เพียงไม่ยอมหยุดอยู่บนถนนยังพุ่งทะยานเข้ามาชั่วพริบตาก่อนที่ใครสักคนจะก้าวขาออกไปจัดการ ม้าเ