ตอนนั้นเธอแค่จะช่วยดูแผลที่ไหล่ให้ท่านจ้าวหุบเขาแท้ๆ แต่ดูเหมือนจะทำให้เหล่าบุรุษสมาพันธ์เฮยอิงเข้าใจผิดเพิ่มอีกเรื่อง พอพยายามอธิบายและแก้ไขเรื่องที่เคยเออออกับ “ความเข้าใจผิด” ของเยว่เทียนฟงจนทุกคนพลอยเข้าใจผิดตามกันไปหมด ทุกคนก็แสร้งวางท่าสุภาพสำรวม พยักหน้าเออออ ทั้งๆ ที่สีหน้าแววตาล้วนบ่งบอกว่าไม่เชื่อถือเลยสักนิด!
เธออุตส่าห์ยืนกรานจนพวกเขาเริ่มไขว้เขว ยอมหันกลับมาพิจารณาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างท่านจ้าวหุบเขากับแม่นางน้อยปริศนาใหม่อีกครั้ง ตอนนี้เยว่เทียนฟงกลับช่วยตอกย้ำความเชื่อเดิมของพวกองครักษ์ชุดดำ...มลทินที่ท่านจ้าวหุบเขาโดนป้ายให้ครั้งนี้ ไม่แน่ว่าต่อให้ผ่านไปอีกนับสิบนับร้อยปีก็ยังล้างไม่หมด
หนึ่งในตัวการที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดช้อนตาขึ้นมองใบหน้าที่ในที่สุดก็กลับมามีสีหน้าเรียบเฉยแววตาสงบนิ่งอีกครั้ง ในใจอยากถาม แต่ไม่กล้า
ซือฝุ...ถามจริงๆ เถอะ...นี่ท่านไม่รู้สึกว่าสมควรรีบแก้ไขความเข้าใจผิดนี้บ้างเลยหรือ?
อาจูลอบมองหัวไหล่ท่านจ้าวหุบเขา เมื่อเห็นว่าแผลที่เคยช่วยทำความสะอาดให้ตามวิธีการที่เขาบอกไม่มีเลือดไหลซึมออกมามากนักก็ลอบถอนหายใจยาว
เพราะไหล่ข้างที่จ้าวหุบเขาหลี่โดนยิงลูกดอกเข้าใส่เป็นไหล่ซ้าย ส่วนมือข้างที่โดนแส้เหล็กหนามบาดเป็นฝ่ามือข้างขวา การหยิบจับสิ่งต่างๆ จึงดูติดขัดเชื่องช้า หลังจากทนดูท่านจ้าวหุบเขาทรมานตนเองด้วยการออกแรงบดยาอยู่ชั่วอึดใจ อาจูก็ทนไม่ไหว ต้องออกปาก “ขอเรียนรู้” วิธีปรุงยา แล้วฉวยเอาหินบดในมือท่านจ้าวหุบเขามาใช้เสียเอง ท่านจ้าวหุบเขาจึงสลับบทบาทหันไปช่วยชั่งและหยิบสมุนไพรเติมให้ ไม่นานนักห้องปรุงยาก็เกิดเสียงบดคลึงสมุนไพรและหยุดยกหินบดยาเป็นจังหวะสม่ำเสมอเชื่องช้า...เป็นเสียงที่ชวนให้จิตใจสงบลงได้อย่างน่าประหลาด
“ใส่ใจด้วยหรือ”
“เอ๊ะ...?”
จู่ๆ ท่านจ้าวหุบเขาก็เอ่ยขึ้นมา “เกี่ยวกับเรื่องเข้าใจผิดทำลายชื่อเสียงนั่น ไม่มีความจำเป็นต้องกังวลถึงเพียงนั้น”
หมายถึงเรื่องที่ทุกคนเข้าใจว่าข้ากับท่านมีสัมพันธ์เกินเลยน่ะเรอะ?
ท่านจ้าวหุบเขาส่งสัญญาณให้หยุดมือ อาจูจึงช่วยหยิบโกร่งบดยา[1]ลักษณะคล้ายชามปากกว้างขนาดพอดีมือส่งให้ตามความเคยชิน กระทั่งเห็นตัวยาทั้งหมดลงไปอยู่ในโกร่ง ลูกศิษย์ไม่เอาไหนถึงค่อยคลับคล้ายคลับคลาว่าสิ่งนี้คือยาสำหรับพอกแผล
ขณะใช้ลูกบด[2]บดเคล้าตัวยาเข้าด้วยกัน ท่านจ้าวหุบเขาขยับริมฝีปากเอ่ยต่อไป “นับตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ หากไม่นับพวกชาวบ้านหาของป่าที่เคยนำทางมาที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นสมาพันธ์เฮยอิง สำนักคุ้มภัยสกุลซุน หรือผู้คนด้านนอกหุบเขากลุ่มใด ล้วนไม่เคยรู้จักชื่อแซ่ที่แท้จริงและหน้าตา ‘ศิษย์สตรีของหุบเขาเดียวดาย’ ”
ที่เขาอยากจะบอกก็คือ “วันหน้าย่อมไม่กระทบถึงชื่อเสียงของเจ้าอย่างแน่นอน” ?
“ศิษย์ไม่ได้พะวงเรื่องตนเองเลยสักนิด เป็นห่วงก็แต่...”
เอ๊ะ เดี๋ยวนะ...?
“ซือฝุ...หรือว่าสาเหตุที่ให้ศิษย์คล้องผ้าปกปิดใบหน้า...”
ความเงียบคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด
ที่แท้ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ ท่านจ้าวหุบเขาที่ดูคล้ายไม่ใส่ใจอะไรผู้นี้ ก็ทั้งใส่ใจและละเอียดรอบคอบ รู้จักคิดเผื่อลูกศิษย์ที่ไม่ค่อยเต็มใจรับเข้าหุบเขา ทั้งยังคาดเดาปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตามมาได้ยิ่งกว่าแม่นยำ
ในโลกนี้อาจมีคู่ศิษย์อาจารย์หญิงชายอยู่มากมาย แต่จะมีคู่ศิษย์อาจารย์หนุ่มสาวสักกี่คู่ใช้ชีวิตร่วมกันเพียงลำพังในหุบเขาลับตาคนทุกค่ำเช้า
ปัจจัยแวดล้อมชวนคิดถึงขนาดนี้...ต่อให้ฝ่ายหญิงเป็นผู้หญิงสุภาพแสนดีวางตัวเหมือนแม่ชีเคร่งศาสนา ฝ่ายชายเป็นสุภาพชนวางตัวเหมือนนักพรตผู้ทรงศีล และระมัดระวังกันดีสักแค่ไหน เกรงว่าคงหนีไม่พ้นตกเป็นข้อครหาเช่นเดียวกัน
จู่ๆ อาจูก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนางมารชั่วที่ผุดขึ้นมาทำให้ผู้บำเพ็ญตนเป็นเซียนต้องแปดเปื้อนมัวหมอง...ถึงแม้ท่านจ้าวหุบเขาจะไม่ใช่ผู้บำเพ็ญตนเป็นเซียน แถมยังมีพฤติกรรมและอุปนิสัยโดยรวมห่างไกลจากพวกนักพรตผู้บำเพ็ญในอุดมคติอยู่มากก็เถอะ...
[1] ครกบดยา
[2] แท่งที่ใช้คู่กันกับโกร่งบดยา ใช้สำหรับทุบและบดวัสดุที่ต้องการให้ละเอียดและผสมเข้ากัน
สตรีแซ่เซี่ยยังคงบอกเล่าสถานการณ์ด้วยตนเองอีกครู่ใหญ่ อาจูเห็นท่านหมอยุคเก่าแก่โบราณสองคนพูดคุยกันก็ปั้นหน้าสงบเสงี่ยมยืนฟังด้วยความสนใจ สองหูฟังไป สองตาก็ลอบจับสังเกตศิษย์พี่หญิงของท่านจ้าวหุบเขา ต่อให้ส่วนหนึ่งในใจจะค่อยๆ คล้อยตามว่าครั้งนี้อาจารย์ป้าหน้าเด็กอาจมาด้วยเจตนาดีจริงๆ ลางสังหรณ์บางอย่างในใจกลับไม่ยอมหายไปเสียทีอาจารย์ป้าผู้นี้...มาดีจริงๆ น่ะรึ?อาจูอยากจะยกมือขึ้นนวดขยับ ยิ่งคิดว่าพักนี้ต้องระมัดระวังไม่ให้เผลอใช้ใบหน้าเด็กๆ นี่ขมวดคิ้วสร้างริ้วรอยจนใบหน้าแก่ก่อนวัยก็ยิ่งกว่าหนักอกหนักใจช่างเถอะ ถึงยังไงที่นี่ก็ต้องการแรงงาน...จังหวะอาจารย์ป้ากวาดตามองผ่านมา เสี่ยวจวี๋ฮวาคลี่ยิ้มอ่อนหวานเจิดจ้ายิ่งกว่าผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งนางงามจักรวาล ทว่าอีกฝ่ายกลับมองผ่านเลยไปท่าทีนี้ช่วยให้อาจูสบายใจขึ้นเล็กน้อยถ้าเซี่ยอะไรสักอย่างเหยาๆ นางนี้ทำถึงขั้นคลี่ยิ้มให้ ศิษย์หลานตาดำๆ อย่างจวี๋ฮวาคงไม่แคล้วต้องเกาะติดอาจารย์ทั้งวันทั้งคืน เพื่อป้องกันสตรีคลั่งรักผู้หนึ่งย่องมาบีบคอตอนหลับหรือซัดเข็มพิษเล่มโตลอบสังหารแล้ว...
จู่ๆ ความสลดหดหู่ปนโกรธเกรี้ยวก็พวยพุ่งขึ้นในใจคนฟัง กระทั่งอาจูเองยังกำหมัดแน่น ยากจะสงบอารมณ์เป็นตอนนี้เอง ที่อาจูรู้สึกถึงเหงื่อเย็นชื้นบนฝ่ามือตัวเองท่านจ้าวหุบเขาเหลียวมองลูกศิษย์เล็กน้อย ก่อนหันกลับมาผ่าลำไส้ทั้งหมด ตรวจสอบของเสียตกค้างอย่างละเอียด จากนั้นหันกลับไปตรวจดูเล็บมือและเล็บเท้าซ้ำอีกหน“ไม่มีร่องรอยอย่างอื่นแล้วจริงๆ” ท่านจ้าวหุบเขาสรุปสั้นๆประมุขสมาพันธ์ผู้ต้องแบกรับเรื่องนี้ฟังแล้วยิ่งขบกรามแน่นจนขึ้นสัน“สารเลวพวกนั้นช่างระมัดระวังรอบคอบเกินไปแล้ว”“เรื่องนั้นยังไม่แน่นอนนัก” ท่านจ้าวหุบเขาเหลียวมองเชือกที่คนร้ายใช้มัดร่างเด็กเอาไว้ เอ่ยไม่ดังไม่เบา “ประมุขเยว่คงไม่ทันสังเกตว่าเทียนเฉาตอนล่างมีวัฒนธรรมการฟั่นเชือกแตกต่างจากพื้นที่อื่นเล็กน้อย...พวกนั้นจะจงใจทิ้งร่องรอยหรือไม่ได้ตั้งใจก็ช่าง ถ้าอย่างไรลองสืบสาวจากเชือกพวกนี้ดู ไม่แน่ว่าอาจช่วยเหลือได้ไม่มากก็น้อย”สีหน้าเยว่เทียนฟงดูดีขึ้นเล็กน้อย“ศพเหม็นเน่ามากแล้ว ฝังให้ลึกๆ แทนการเผาจะดีกว่า...น้ำใน
มองจากที่ไกลดูเหมือนใกล้ แต่เมื่อต้องเดินเท้ากันจริงๆ แล้ว บ่อพักน้ำตีนผาที่ว่านี้ กลับอยู่ห่างจากเขตที่พักอาศัยไม่น้อยยิ่งเดินเข้าใกล้ กลิ่นเน่าเหม็นรุนแรงก็ยิ่งโดดออกจากกลิ่นปศุสัตว์ ตอกย้ำให้ผู้มาเยือนตระหนักว่าในบ่อพักน้ำมีศพเด็กคนหนึ่งนอนแช่อยู่จริงๆ“ตรงนั้นขอรับ” องครักษ์ผู้รับหน้าที่นำทางรีบชี้เป้า “ศพโดนผูกไว้กับหลักไม้หลังพงหญ้านั่น”อาจูยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกอีกชั้น แทบไม่อยากหายใจ เพียงก้าวขาเดินกันต่อไปแค่ไม่กี่ก้าว กลิ่นเน่าเหม็นชวนคลื่นเหียนแฝงกลิ่นสาบคล้ายโคลนก็ลอยมาเตะจมูก ทำเอาชาวบ้านหลายคนที่ตามมาดูต้องโก่งคออาเจียนกันอีกหน แม้แต่คนของเยว่เทียนฟงก็ยังหน้าเขียวหน้าดำ บรรยากาศคุกรุ่นที่เพิ่งจะสงบลงคล้ายถูกแทนที่ด้วยกระแสอารมณ์วิตกกังวลและหวาดผวาบ่อพักน้ำแห่งนี้มีขนาดกว้างยาวเพียงด้านละราวๆ สามถึงสี่วา หากไม่นับเรื่องกลิ่นที่โชยคลุ้งและฟองสีขาวบนผิวน้ำ ก็ยังนับได้ว่าที่นี่ดูสะอาดตา ไร้วี่แววศพเด็กที่ว่า ทั้งอย่างนั้นตำแหน่งที่ผู้นำทางเดินไปหาก็เป็นตำแหน่งที่พงหญ้าสูงท่วมศีรษะ เหมาะแก่การซุกซ่อนข้าวของเป็นอย่างยิ่ง
“มีศพอยู่ที่บ่อพักน้ำ!” ทันทีที่ได้ยินว่ามีศพอยู่ที่บ่อพักน้ำ พวกชาวบ้านในลานพลันหน้าเผือดสี หลังจากส่งต่อประโยคสั้นๆ ประโยคนี้เพียงชั่วครู่ หญิงชาวบ้านจำนวนไม่น้อยถึงขั้นโก่งคออาเจียน ที่ดูคล้ายคนเจ็บไข้ได้ป่วยกันอยู่แล้วก็ยิ่งดูเหมือนคนล้มป่วยยิ่งขึ้นสวรรค์! เกิดโรคระบาดก็แย่แล้ว ต้นคลองส่งน้ำเข้าหมู่บ้านยังมีศพแช่อีกรึ!“ท่านประมุข หรือว่าศพนั่นจะเป็นตัวก่อโรค!” ชาวบ้านชายที่รูปร่างกำยำที่สุดในกลุ่มถามเสียงเครือ ดวงตาแดงก่ำบนใบหน้าอิดโรยเหมือนพร้อมจะหลั่งน้ำตาออกมาทุกเมื่อ “เช่นนั้นพวกเราทุกคน...”“ต้องรอตรวจโรคกันก่อนจึงจะบอกได้” ท่านประมุขผู้ถูกถาม ตอบเสียงขรึม “ระหว่างนี้บอกให้ทุกคนเลิกแตะต้องน้ำจากคลองส่งน้ำนั่น หากจำเป็นต้องนำมาใช้ ต้องต้มให้นานๆ หน่อยถึงจะดี” รับมือกับโรคระบาดชนิดนี้มานาน เยว่เทียนฟงเองก็ได้พื้นความรู้ติดตัวมาไม่น้อยเหมือนกัน“จ้าวหุบเขา เชิญ&rdquo
ถึงแม้จะพยายามบอกตัวเองสักแค่ไหน ความรู้สึกแปลกประหลาดในใจกลับไม่ได้ลดลงเลยสักนิดคนข้างกายอย่างอาจูติดใจสงสัย แต่ท่านจ้าวหุบเขากลับดูคล้ายไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย “เช่นนั้นก็ดี...” ท่านจ้าวหุบเขาเอ่ย น้ำเสียงเรียบเรื่อย “ที่นี่มีคนไม่พอซ้ำยังขาดแคลนผู้รู้วิชาแพทย์ แม้ตำหนักพันพิษจะได้ชื่อว่าเป็นสำนักฝ่ายมารที่เชี่ยวชาญแต่เรื่องพิษ ทว่าแต่เดิมประมุขเซี่ยเคยเป็นศิษย์ของหุบเขาเดียวดาย น่าจะพอจดจำวิธีรักษาดูแลผู้ป่วยโรคระบาดชนิดนี้ได้กระมัง”“ย่อมต้องจดจำได้”“เช่นนั้นเริ่มจากคัดแยกผู้ป่วยกันก่อนก็แล้วกัน” ท่านจ้าวหุบเขาพูดเรื่องความเป็นสำนักฝ่ายมารแล้วมอบหมายหน้าที่ให้อย่างไม่ขัดเขิน กิริยาอาการลื่นไหลเสียจนเซี่ยอะไรสักอย่างเหยาๆ สีหน้าแข็งค้างไปชั่วครู่ แม้แต่อาจูยังรู้สึกว่าพฤติกรรมเน้นงานไม่เน้นความสัมพันธ์ จู่ๆ ก็เรียกใช้งานผู้อื่นหน้าตาเฉยพรรค์นี้ ติดจะดูแล้งน้ำใจไร้มารยาทจนเกินไปโถ...ซือฝุเจ้าขา ท่านก็ช่วยแกล้งถามไถ่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยนางสักหน่อยไม่ได้หรือ...ฮื้ม?อาจารย์ป้าผู้นี้ก็ช่างมีรสนิยมน่าตก
ขณะกำลังคิดว่าควรจะพูดอะไรสักคำสองคำให้คนอื่นๆ ไม่คิดว่าเสี่ยวจวี๋ฮวาและท่านจ้าวหุบเขากำลังกระทำกิริยาสตรีร้องบุรุษรับดีหรือไม่ ก็มีรถม้าอีกคันพุ่งตรงมาจากที่ไกล ฝีเท้าม้าทำเอาฝุ่นดินฟุ้งตลบรุนแรงจนมองเห็นรถม้าทั้งคันเพียงลางๆ“ประมุขเยว่ยังเชิญใครมาอีกหรือ” ไม่ทันที่อาจูจะได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ เหล่าองครักษ์ชุดดำก็ตีกรอบล้อมเข้ามาประกายความระแวงระวังและกังขาที่เคลือบอาบนัยน์ตาพวกเขา ช่วยตอบคำถามก่อนหน้าได้ทันที...ที่แท้ ‘ผู้มาใหม่’ ก็เป็นแขกไม่ได้รับเชิญ!“ซือฝุ...ระวังตัวด้วย” อาจูขยับเข้าชิดท่านจ้าวหุบเขา สองมือกำแขนเสื้อสีน้ำเงินเข้มไว้แน่น ตัดสินใจแล้วว่าถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงจะรีบดึงจ้าวหุบเขาหลี่หลบฉาก ลากคนน่าโมโหที่เคยเอาตัวเป็นโล่ปกป้องคนอื่นออกจากวงตีรันฟันแทงให้ได้หลี่หยางเหลียวมองมือน้อยๆ ที่กำแขนเสื้อตนเองเอาไว้ ปากไม่เอ่ยอะไร แต่แววตาวูบไหวเล็กน้อยราวกับไม่พอใจท่าทีนี้ รถม้าที่มาใหม่ไม่เพียงไม่ยอมหยุดอยู่บนถนนยังพุ่งทะยานเข้ามาชั่วพริบตาก่อนที่ใครสักคนจะก้าวขาออกไปจัดการ ม้าเ