สมาพันธ์เฮยอิงขนส่งสิ่งของและผู้คนรวดเร็วสมกับที่เป็นสมาพันธ์สำนักคุ้มภัย
ทันทีที่เยว่เทียนฟงมาถึง เพียงจวี๋ฮวาแจ้งความประสงค์ เยว่เทียนฟงก็ไม่ถามอะไรให้มากความ ทำเพียงเร่งจัดหาเกี้ยวขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กให้จ้าวหุบเขาเดียวดายและแม่นางน้อยข้างกายขึ้นนั่ง แล้วสั่งให้องครักษ์วรยุทธสูงแปดชีวิตเข้าหามเกี้ยว ส่วนตนเองคอยติดตามกำกับดูแล “การขนย้าย” อย่างใกล้ชิด ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป เกี้ยวสีแดงคันงามก็เคลื่อนผ่านพายุกลีบดอกสาลี่มาถึงเรือนใหญ่ใจกลางคฤหาสน์...หากไม่นับเรื่องที่โดนยอดฝีมือแบกลอยละลิ่วข้ามประตูใหญ่มาอย่างอุกอาจ เกี้ยวหลังนี้ จะอย่างไรก็ชวนให้นึกถึงเกี้ยวส่งตัวเจ้าสาวคนสำคัญ
ทันทีที่องครักษ์ทั้งแปดวางเกี้ยวลงแนบพื้น อาจูรีบประคองท่านจ้าวหุบเขาลงจากเกี้ยว ก่อนจะก้าวขาเข้าเรือนพัก จ้าวหุบเขาหลี่เหลียวมองเกี้ยวของเยว่เทียนฟง จากนั้นก็เหลียวมองหน้าเจ้าของเกี้ยวผู้ทำหน้าคล้ายจะบอกว่า “ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องสุดวิสัย” อีกเล็กน้อย แม้ไม่ได้พูดอะไรแต่แววตาเย็นเยียบกลับชวนให้ขนลุกขนพองจนองครักษ์รอบกายประมุขสมาพันธ์เฮยอิงต้องรีบชิงหลุบตาลงมองพื้น
หนะ...ไหนตอนจัดหาเกี้ยว ท่านประมุขกล่าวว่าจ้าวหุบเขาต้องการใช้เกี้ยวส่งตัวเจ้าสาวเช่นนี้กัน? ไม่ว่าจะก่อนขึ้นเกี้ยวหรือตอนลงเกี้ยว แม่นางน้อยข้างกายท่านจ้าวหุบเขารึก็คอยช่วยประคองแขนเดินตามซับเหงื่อให้ แม้กิริยาท่าทีสุภาพสำรวม ดูระมัดระวัง ไว้ตัว แต่ก็ช่างน่าเอ็นดูรักใคร่ พวกเขายังคิดกันว่าสมแล้วที่ท่านจ้าวหุบเขาผู้เฉยชาทั้งยังไม่เคยชายตาแลหญิงใดจะใส่ใจนางถึงเพียงนั้น ครั้งนี้ท่านจ้าวหุบเขาอยากปลอบโยนแม่นางน้อยข้างกายผู้เสียขวัญด้วยการพาขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวเข้าหุบเขา...แม้การขึ้นไปนั่งร่วมกันในเกี้ยวเจ้าสาวเช่นนั้นออกจะประหลาดผิดธรรมเนียมอยู่บ้าง แต่พวกคนมั่งมีจำนวนหนึ่งก็ชมชอบกิจกรรมละเล่นแปลกประหลาด ช่างสรรหาวิธีการใหม่ๆ มาเอาใจหญิงงามกันได้เรื่อยๆ เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบทุกอย่างก็ล้วนดูงดงามหมดจดดี แล้วท่านจ้าวหุบเขาผู้นี้จะยังไม่พอใจสิ่งใด
เอ...หรือจะไม่พอใจที่คนไข้ของตนโดนนักฆ่ากลุ่มเมื่อคืนอาศัยจังหวะช่วงสถานการณ์ชุลมุนเข้าไปลอบสังหาร?
นึกถึงตรงนี้ เหล่าองครักษ์ข้างกายเยว่เทียนฟงก็ทอดถอนใจ ในอกยิ่งเลื่อมใสศรัทธาท่านจ้าวหุบเขายิ่งขึ้น
อา...หากคนทั่วไปได้รู้ว่าจ้าวหุบเขาเดียวดายเป็นผู้มีเมตตาใส่ใจสรรพชีวิตถึงเพียงนี้ก็คงดีไม่น้อย ไม่รู้ว่าเหตุใดท่านจ้าวหุบเขาผู้นี้จึงไม่ใส่ใจแก้ไขภาพลักษณ์...
บางครั้งบุรุษผู้รักสันโดษก็ช่างรักสันโดษจนเกินไปจริงๆ
บรรดาองครักษ์คิดเองเออเองกันอย่างไร อาจูไม่มีแก่ใจจะใส่ใจ จึงไม่เคยรับรู้ เรื่องเดียวที่รู้มีเพียงเรื่องที่ประมุขเยว่ผู้นี้ช่างเจาะจงเลือกเกี้ยวแบบนี้มาให้เหมือนจงใจ ไม่รู้ว่าคิดทำตัวเป็นเทพอุ้มสม หรือกำลังสนุกสนานที่ได้เห็นสหายทางการค้าต้องผูกติดพัวพันกับลูกศิษย์สตรีที่ไม่มีใครเชื่อว่าเป็นเพียงลูกศิษย์นางหนึ่ง
“ครั้งนี้ประมุขเยว่ล้อเล่นเลยเถิดเกินไปแล้วจริงๆ” อาจูอดบ่นไม่ได้
บ่นแล้วก็อดใจไม่ไหว ต้องยกผ้าผืนบางในมือขึ้นซับเหงื่อให้อาจารย์อีกหน
“ตำหนิเขาเสียทีเดียวก็ไม่ได้” ท่านจ้าวหุบเขาเอ่ยเรียบๆ ดังเช่นทุกครั้ง “แถบนี้รอบด้านล้วนเป็นชายแดน มีเกี้ยวให้หยิบฉวยมาใช้รวดเร็วทันใจถึงเพียงนี้ก็นับว่าดีตั้งเท่าไหร่”
“ศิษย์จะรู้ได้อย่างไรว่าแถบนี้ขาดแคลนเกี้ยวถึงเพียงนั้น” อาจูส่งเสียงค้อน พลางช่วยประคองท่านจ้าวหุบเขาลงนั่งบนตั่งไม้ในห้องปรุงยา จากนั้นรีบผละไปหยิบขวดหยกขาวในช่องลับที่เพิ่งจะรู้ว่ามีพร้อมทั้งรินน้ำชาส่งให้ รอจนจ้าวหุบเขาหลี่กลืนยาแก้พิษลงไปจึงค่อยช่วยหยิบจับวัตถุดิบที่จำเป็นต้องใช้มาจัดเรียงไว้ข้างกาย ในใจยิ่งกว่ารู้สึกผิด
ย้อนกลับไปในไม่ถึงสองชั่วยามก่อนหน้านี้ หลังจากที่โดนท่านจ้าวหุบเขาทรุดตัวลงพิงร่าง อาจูก็รู้ได้ในทันทีว่าคนคนนี้อาการหนักมากแล้วจริงๆ
เพราะสภาพของท่านจ้าวหุบเขาในตอนนั้นดูอ่อนแรงกว่าปกติจนน่าตกใจและสถานการณ์ข้างนอกยังไม่แน่ชัด ต่อให้ขวัญหนีดีฝ่อเพราะสภาพภายในห้องแค่ไหน อาจูก็แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นอะไร ต่อให้ร้อนใจแค่ไหนก็ปิดปากแน่นสนิท ไม่โต้แย้ง ไม่สอบถาม ทำเพียงช่วยประคองเขาไปนั่งพักที่เตียงด้านใน แล้วพยายามเค้นสมองนึกหลักปฐมพยาบาลที่เคยเห็นท่านจ้าวหุบเขาใช้ดูแลผู้ถูกแทงด้วยอาวุธอาบยาพิษ ช่วยดูแผลที่ไหล่ ในใจได้แต่นึกขอบคุณที่การประมือก่อนหน้านี้ทำให้สายรัดม่านเตียงนอนขาดสะบั้น ปลดปล่อยผ้าม่านลงมา คราบเลือดเปียกแฉะจึงไม่อาจสาดกระเซ็นทะลุผ้าผืนหนาเข้ามาเปรอะที่นอนด้านใน
สภาพท่านจ้าวหุบเขาในตอนนั้นดูเปราะบางเหมือนแค่ออกแรงผลักก็
ล้มลงได้ เธอไม่อยากให้เขาต้องฝืนใช้เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่น้อยนิดเปิดปากพูดอะไรแล้วไม่นานนักคนของเยว่เทียนฟงก็บุกเข้ามา ต่อให้คนเหล่านี้จะพยายามเก็บอาการสักแค่ไหน ก็ดูออกว่าทุกคนล้วนผงะ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะซากศพนักฆ่าและคราบเลือดภายในห้อง เป็นเพราะภาพล่อแหลมระหว่างเธอกับท่านจ้าวหุบเขา หรือเป็นเพราะทั้งสองอย่างรวมกันกันแน่
ด้านในสุดของห้องที่เต็มไปด้วยคราบเลือดและซากศพ มีหนึ่งชายหนึ่งหญิงนั่งร่วมเตียงชิดใกล้ ฝ่ายหญิงเสื้อผ้ายับยู่ ผมเผ้ายุ่งเหยิง กำลังถอดเสื้อผ้าฝ่ายชาย...นึกๆ ดูแล้วคงจะเป็นภาพที่น่าตกใจเกินไปจริงๆ
สตรีแซ่เซี่ยยังคงบอกเล่าสถานการณ์ด้วยตนเองอีกครู่ใหญ่ อาจูเห็นท่านหมอยุคเก่าแก่โบราณสองคนพูดคุยกันก็ปั้นหน้าสงบเสงี่ยมยืนฟังด้วยความสนใจ สองหูฟังไป สองตาก็ลอบจับสังเกตศิษย์พี่หญิงของท่านจ้าวหุบเขา ต่อให้ส่วนหนึ่งในใจจะค่อยๆ คล้อยตามว่าครั้งนี้อาจารย์ป้าหน้าเด็กอาจมาด้วยเจตนาดีจริงๆ ลางสังหรณ์บางอย่างในใจกลับไม่ยอมหายไปเสียทีอาจารย์ป้าผู้นี้...มาดีจริงๆ น่ะรึ?อาจูอยากจะยกมือขึ้นนวดขยับ ยิ่งคิดว่าพักนี้ต้องระมัดระวังไม่ให้เผลอใช้ใบหน้าเด็กๆ นี่ขมวดคิ้วสร้างริ้วรอยจนใบหน้าแก่ก่อนวัยก็ยิ่งกว่าหนักอกหนักใจช่างเถอะ ถึงยังไงที่นี่ก็ต้องการแรงงาน...จังหวะอาจารย์ป้ากวาดตามองผ่านมา เสี่ยวจวี๋ฮวาคลี่ยิ้มอ่อนหวานเจิดจ้ายิ่งกว่าผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งนางงามจักรวาล ทว่าอีกฝ่ายกลับมองผ่านเลยไปท่าทีนี้ช่วยให้อาจูสบายใจขึ้นเล็กน้อยถ้าเซี่ยอะไรสักอย่างเหยาๆ นางนี้ทำถึงขั้นคลี่ยิ้มให้ ศิษย์หลานตาดำๆ อย่างจวี๋ฮวาคงไม่แคล้วต้องเกาะติดอาจารย์ทั้งวันทั้งคืน เพื่อป้องกันสตรีคลั่งรักผู้หนึ่งย่องมาบีบคอตอนหลับหรือซัดเข็มพิษเล่มโตลอบสังหารแล้ว...
จู่ๆ ความสลดหดหู่ปนโกรธเกรี้ยวก็พวยพุ่งขึ้นในใจคนฟัง กระทั่งอาจูเองยังกำหมัดแน่น ยากจะสงบอารมณ์เป็นตอนนี้เอง ที่อาจูรู้สึกถึงเหงื่อเย็นชื้นบนฝ่ามือตัวเองท่านจ้าวหุบเขาเหลียวมองลูกศิษย์เล็กน้อย ก่อนหันกลับมาผ่าลำไส้ทั้งหมด ตรวจสอบของเสียตกค้างอย่างละเอียด จากนั้นหันกลับไปตรวจดูเล็บมือและเล็บเท้าซ้ำอีกหน“ไม่มีร่องรอยอย่างอื่นแล้วจริงๆ” ท่านจ้าวหุบเขาสรุปสั้นๆประมุขสมาพันธ์ผู้ต้องแบกรับเรื่องนี้ฟังแล้วยิ่งขบกรามแน่นจนขึ้นสัน“สารเลวพวกนั้นช่างระมัดระวังรอบคอบเกินไปแล้ว”“เรื่องนั้นยังไม่แน่นอนนัก” ท่านจ้าวหุบเขาเหลียวมองเชือกที่คนร้ายใช้มัดร่างเด็กเอาไว้ เอ่ยไม่ดังไม่เบา “ประมุขเยว่คงไม่ทันสังเกตว่าเทียนเฉาตอนล่างมีวัฒนธรรมการฟั่นเชือกแตกต่างจากพื้นที่อื่นเล็กน้อย...พวกนั้นจะจงใจทิ้งร่องรอยหรือไม่ได้ตั้งใจก็ช่าง ถ้าอย่างไรลองสืบสาวจากเชือกพวกนี้ดู ไม่แน่ว่าอาจช่วยเหลือได้ไม่มากก็น้อย”สีหน้าเยว่เทียนฟงดูดีขึ้นเล็กน้อย“ศพเหม็นเน่ามากแล้ว ฝังให้ลึกๆ แทนการเผาจะดีกว่า...น้ำใน
มองจากที่ไกลดูเหมือนใกล้ แต่เมื่อต้องเดินเท้ากันจริงๆ แล้ว บ่อพักน้ำตีนผาที่ว่านี้ กลับอยู่ห่างจากเขตที่พักอาศัยไม่น้อยยิ่งเดินเข้าใกล้ กลิ่นเน่าเหม็นรุนแรงก็ยิ่งโดดออกจากกลิ่นปศุสัตว์ ตอกย้ำให้ผู้มาเยือนตระหนักว่าในบ่อพักน้ำมีศพเด็กคนหนึ่งนอนแช่อยู่จริงๆ“ตรงนั้นขอรับ” องครักษ์ผู้รับหน้าที่นำทางรีบชี้เป้า “ศพโดนผูกไว้กับหลักไม้หลังพงหญ้านั่น”อาจูยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกอีกชั้น แทบไม่อยากหายใจ เพียงก้าวขาเดินกันต่อไปแค่ไม่กี่ก้าว กลิ่นเน่าเหม็นชวนคลื่นเหียนแฝงกลิ่นสาบคล้ายโคลนก็ลอยมาเตะจมูก ทำเอาชาวบ้านหลายคนที่ตามมาดูต้องโก่งคออาเจียนกันอีกหน แม้แต่คนของเยว่เทียนฟงก็ยังหน้าเขียวหน้าดำ บรรยากาศคุกรุ่นที่เพิ่งจะสงบลงคล้ายถูกแทนที่ด้วยกระแสอารมณ์วิตกกังวลและหวาดผวาบ่อพักน้ำแห่งนี้มีขนาดกว้างยาวเพียงด้านละราวๆ สามถึงสี่วา หากไม่นับเรื่องกลิ่นที่โชยคลุ้งและฟองสีขาวบนผิวน้ำ ก็ยังนับได้ว่าที่นี่ดูสะอาดตา ไร้วี่แววศพเด็กที่ว่า ทั้งอย่างนั้นตำแหน่งที่ผู้นำทางเดินไปหาก็เป็นตำแหน่งที่พงหญ้าสูงท่วมศีรษะ เหมาะแก่การซุกซ่อนข้าวของเป็นอย่างยิ่ง
“มีศพอยู่ที่บ่อพักน้ำ!” ทันทีที่ได้ยินว่ามีศพอยู่ที่บ่อพักน้ำ พวกชาวบ้านในลานพลันหน้าเผือดสี หลังจากส่งต่อประโยคสั้นๆ ประโยคนี้เพียงชั่วครู่ หญิงชาวบ้านจำนวนไม่น้อยถึงขั้นโก่งคออาเจียน ที่ดูคล้ายคนเจ็บไข้ได้ป่วยกันอยู่แล้วก็ยิ่งดูเหมือนคนล้มป่วยยิ่งขึ้นสวรรค์! เกิดโรคระบาดก็แย่แล้ว ต้นคลองส่งน้ำเข้าหมู่บ้านยังมีศพแช่อีกรึ!“ท่านประมุข หรือว่าศพนั่นจะเป็นตัวก่อโรค!” ชาวบ้านชายที่รูปร่างกำยำที่สุดในกลุ่มถามเสียงเครือ ดวงตาแดงก่ำบนใบหน้าอิดโรยเหมือนพร้อมจะหลั่งน้ำตาออกมาทุกเมื่อ “เช่นนั้นพวกเราทุกคน...”“ต้องรอตรวจโรคกันก่อนจึงจะบอกได้” ท่านประมุขผู้ถูกถาม ตอบเสียงขรึม “ระหว่างนี้บอกให้ทุกคนเลิกแตะต้องน้ำจากคลองส่งน้ำนั่น หากจำเป็นต้องนำมาใช้ ต้องต้มให้นานๆ หน่อยถึงจะดี” รับมือกับโรคระบาดชนิดนี้มานาน เยว่เทียนฟงเองก็ได้พื้นความรู้ติดตัวมาไม่น้อยเหมือนกัน“จ้าวหุบเขา เชิญ&rdquo
ถึงแม้จะพยายามบอกตัวเองสักแค่ไหน ความรู้สึกแปลกประหลาดในใจกลับไม่ได้ลดลงเลยสักนิดคนข้างกายอย่างอาจูติดใจสงสัย แต่ท่านจ้าวหุบเขากลับดูคล้ายไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย “เช่นนั้นก็ดี...” ท่านจ้าวหุบเขาเอ่ย น้ำเสียงเรียบเรื่อย “ที่นี่มีคนไม่พอซ้ำยังขาดแคลนผู้รู้วิชาแพทย์ แม้ตำหนักพันพิษจะได้ชื่อว่าเป็นสำนักฝ่ายมารที่เชี่ยวชาญแต่เรื่องพิษ ทว่าแต่เดิมประมุขเซี่ยเคยเป็นศิษย์ของหุบเขาเดียวดาย น่าจะพอจดจำวิธีรักษาดูแลผู้ป่วยโรคระบาดชนิดนี้ได้กระมัง”“ย่อมต้องจดจำได้”“เช่นนั้นเริ่มจากคัดแยกผู้ป่วยกันก่อนก็แล้วกัน” ท่านจ้าวหุบเขาพูดเรื่องความเป็นสำนักฝ่ายมารแล้วมอบหมายหน้าที่ให้อย่างไม่ขัดเขิน กิริยาอาการลื่นไหลเสียจนเซี่ยอะไรสักอย่างเหยาๆ สีหน้าแข็งค้างไปชั่วครู่ แม้แต่อาจูยังรู้สึกว่าพฤติกรรมเน้นงานไม่เน้นความสัมพันธ์ จู่ๆ ก็เรียกใช้งานผู้อื่นหน้าตาเฉยพรรค์นี้ ติดจะดูแล้งน้ำใจไร้มารยาทจนเกินไปโถ...ซือฝุเจ้าขา ท่านก็ช่วยแกล้งถามไถ่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยนางสักหน่อยไม่ได้หรือ...ฮื้ม?อาจารย์ป้าผู้นี้ก็ช่างมีรสนิยมน่าตก
ขณะกำลังคิดว่าควรจะพูดอะไรสักคำสองคำให้คนอื่นๆ ไม่คิดว่าเสี่ยวจวี๋ฮวาและท่านจ้าวหุบเขากำลังกระทำกิริยาสตรีร้องบุรุษรับดีหรือไม่ ก็มีรถม้าอีกคันพุ่งตรงมาจากที่ไกล ฝีเท้าม้าทำเอาฝุ่นดินฟุ้งตลบรุนแรงจนมองเห็นรถม้าทั้งคันเพียงลางๆ“ประมุขเยว่ยังเชิญใครมาอีกหรือ” ไม่ทันที่อาจูจะได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ เหล่าองครักษ์ชุดดำก็ตีกรอบล้อมเข้ามาประกายความระแวงระวังและกังขาที่เคลือบอาบนัยน์ตาพวกเขา ช่วยตอบคำถามก่อนหน้าได้ทันที...ที่แท้ ‘ผู้มาใหม่’ ก็เป็นแขกไม่ได้รับเชิญ!“ซือฝุ...ระวังตัวด้วย” อาจูขยับเข้าชิดท่านจ้าวหุบเขา สองมือกำแขนเสื้อสีน้ำเงินเข้มไว้แน่น ตัดสินใจแล้วว่าถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงจะรีบดึงจ้าวหุบเขาหลี่หลบฉาก ลากคนน่าโมโหที่เคยเอาตัวเป็นโล่ปกป้องคนอื่นออกจากวงตีรันฟันแทงให้ได้หลี่หยางเหลียวมองมือน้อยๆ ที่กำแขนเสื้อตนเองเอาไว้ ปากไม่เอ่ยอะไร แต่แววตาวูบไหวเล็กน้อยราวกับไม่พอใจท่าทีนี้ รถม้าที่มาใหม่ไม่เพียงไม่ยอมหยุดอยู่บนถนนยังพุ่งทะยานเข้ามาชั่วพริบตาก่อนที่ใครสักคนจะก้าวขาออกไปจัดการ ม้าเ