LOGIN"ท่านแม่สามีจะตัดเบี้ยเลี้ยงของข้าหรือเจ้าคะ ช่างน่ากลัวเสียจริง" นางหยิบสมุดบัญชีรายจ่ายขึ้นมาเปิดต่อหน้าทุกคน
"แต่ดูเหมือนท่านแม่สามีจะลืมเรื่องหนึ่ง" นิ้วเรียวเลื่อนไปตามตัวเลขในสมุด
"ตลอดสามปีที่ข้าแต่งเข้าตระกูลสวี่ เบี้ยเลี้ยงประจำเดือนของข้า เดือนละสิบตำลึง ไม่เคยได้รับแม้แต่ตำลึงเดียว" นางเงยหน้าขึ้น พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
"ไม่เพียงเท่านั้น ค่าจ้างบ่าวไพร่ในเรือนปักบุปผา ค่าถ่าน ค่าน้ำมัน ค่าวัตถุดิบในครัว ค่าอาหารสามมื้อของเรือนใหญ่ ตลอดจนค่าใช้จ่ายจิปาถะของทั้งจวน" ฉินหว่านปิดสมุดเบา ๆ
"ล้วนเป็นข้าที่จ่ายจากคลังส่วนตัวทั้งสิ้น"
บ่าวรับใช้ที่ยืนฟังอยู่ด้านหลังต่างหันมองหน้ากัน
พวกเขารู้ดีว่านางพูดความจริง เพราะทุกครั้งที่ร้านค้าในจวนส่งบิลมาเก็บเงิน ล้วนเป็นเรือนปักบุปผาที่จ่ายทั้งหมด
ฮูหยินสวี่เริ่มหน้าเสีย ฉินหว่านสบตาอีกฝ่ายตรง ๆ
"ดังนั้น หากท่านแม่สามีจะ 'ตัดงบ' จริง ๆ ข้าย่อมยินดีเป็นอย่างยิ่ง" นางยิ้มหวานจนผู้ฟังรู้สึกหนาวสะท้าน
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะยกเลิกการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดของเรือนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าถ่าน ค่าจ้างบ่าวไพร่ หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ" นางเว้นจังหวะเล็กน้อย
"บ่าวผู้ใดต้องการเงินเดือน ก็เชิญไปเบิกกับท่านแม่สามี ส่วนพ่อครัว หากจวนไม่มีเงินซื้อข้าวปลาอาหาร ก็เชิญต้มน้ำเปล่าประทังชีวิตกันไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ"
"เจ้า เจ้าบ้าไปแล้ว" สวี่เจ๋อร้องเสียงหลง
"เจ้าจะปล่อยให้ท่านแม่ของข้าอดอยากหรือ"
"ข้าไม่ได้ปล่อยให้ผู้ใดอดอยาก" ฉินหว่านตอบเรียบ ๆ
"ข้าเพียงยุติการจ่ายเงินแทนทุกคนเท่านั้น" นางยิ้มอ่อน แต่แววตาเย็นเฉียบ
"ในเมื่อพวกท่านย้ำอยู่เสมอว่า ข้าเป็นเพียงสะใภ้ ไม่มีสิทธิ์จัดการเรื่องเงินของตระกูล เช่นนั้นต่อจากนี้ไป ข้าก็ขอคืนอำนาจทั้งหมดให้ท่านแม่สามีบริหาร 'ตระกูลที่ไม่มีเงินแม้แต่ตำลึงเดียว' ด้วยตัวเองเถิด"
"อึก..." ฮูหยินสวี่กุมหน้าอก ก้าวถอยหลังไปสองก้าว นางโกรธจนหายใจแทบไม่ทัน
"ยัยสะใภ้เนรคุณ เจ้ากล้าดีกับข้าถึงเพียงนี้"
"ยังมีอีกเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ" ฉินหว่านหยิบกระดาษอีกแผ่นขึ้นมาวางบนโต๊ะ
"นี่คือบัญชีสินเดิมและทรัพย์สินส่วนตัวของข้าทั้งหมด" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ข้าสั่งให้คนของข้าล็อกคลังทรัพย์สินเรียบร้อยแล้ว หากผู้ใดในตระกูลสวี่ หรือตระกูลฉิน ย่างกรายเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้าจะถือว่าผู้นั้นเป็นโจร และจะส่งเรื่องถึงกรมเมืองทันที"
"ฉินหว่าน!" สวี่เจ๋อกัดฟันแน่น
"เจ้ากล้าทำกับข้าเช่นนี้หรือ ข้าเป็นสามีของเจ้านะ"
ฉินหว่านหัวเราะเบา ๆ
"หากสามีมีไว้เพียงสูบเลือดสูบเนื้อภรรยา" นางทอดสายตามองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนยิ้มเยาะ
"ข้าเลี้ยงสุนัขสักตัว ยังน่าจะคุ้มค่ากว่า อย่างน้อยมันยังรู้จักเฝ้าบ้าน และกระดิกหางตอบแทนเจ้าของ" คำพูดนั้นทำเอาบ่าวหลายคนรีบก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม
ส่วนสวี่เจ๋อถึงกับอ้าปากค้าง หน้าแดงสลับเขียว พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
"พา... พาข้าออกไปเดี๋ยวนี้!" ฮูหยินสวี่กรีดร้องอย่างเสียสติ ร่างทั้งร่างสั่นเทาเพราะความโกรธ บ่าวรับใช้รีบเข้ามาประคองนางออกจากเรือนอย่างทุลักทุเล
ก่อนเดินพ้นประตู สวี่เจ๋อหันกลับมามองฉินหว่านด้วยสายตาอาฆาต
"เจ้าคอยดูเถิด หากครั้งนี้ข้าไม่ได้ตำแหน่งขุนนาง ข้าจะหย่าเจ้า ข้าจะขับไล่เจ้าออกจากตระกูลสวี่ ให้คนทั้งเมืองหลวงประณามว่าเป็นหญิงไร้ค่า"
ฉินหว่านเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ
"ข้าจะเฝ้ารอวันนั้นอย่างใจจดใจจ่อเลยเจ้าค่ะ ท่านพี่" สวี่เจ๋อสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง ก่อนเดินจากไปพร้อมฮูหยินสวี่และฉินหลาน
เมื่อเสียงฝีเท้าของคนทั้งกลุ่มหายลับ ความเงียบก็กลับคืนสู่เรือนปักบุปผาอีกครั้ง
ฉินหว่านลุกขึ้นเดินไปยังริมหน้าต่าง มองสวนด้านนอกด้วยสายตาสงบนิ่ง
การตัดสายป่านทางการเงินของตระกูลสวี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น คนพวกนี้ใช้ชีวิตอยู่บนเงินของนางจนเคยตัว ไม่นานนัก เมื่อคลังเงินร่อยหรอ พวกเขาจะได้ลิ้มรสคำว่า "จน" อย่างแท้จริง
"ถางเว่ย" นางเอ่ยเรียกบ่าวสาวคนสนิท
"เจ้าค่ะ คุณหนู" ถางเว่ยรีบก้าวเข้ามา
"เตรียมรถม้า แล้วหาผ้าคลุมหน้าธรรมดามาให้ข้า" ฉินหว่านเหยียดยิ้มมุมปาก แววตาเปล่งประกายมั่นใจ
"วันนี้เราจะออกนอกเมือง" นางหันกลับมามองสมุดบัญชีบนโต๊ะอีกครั้ง
"ถึงเวลาเปิดตัว 'สำนักบัญชีเหวินจิน' อย่างเป็นทางการเสียที"
จากวันนี้ไป นางจะสร้างอาณาจักรการเงินที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น และทุกตำลึงที่คนพวกนั้นเคยสูบไปจากชีวิตของนาง นางจะทวงคืนกลับมาพร้อมดอกเบี้ย ไม่ขาดแม้แต่เหรียญเดียว
รถม้าคันเรียบง่ายแล่นไปตามถนนสายนอกของเมืองหลวงอย่างไม่เร่งรีบ ภายในรถ ฉินหว่านนั่งเอนกายอยู่บนเบาะนุ่ม มือหนึ่งเลิกม่านหน้าต่างขึ้นเล็กน้อยเพื่อชมทิวทัศน์ภายนอก ขณะที่อีกมือขยับถุงหอมใบเล็กช้า ๆ ปล่อยกลิ่นสมุนไพรเย็นสดชื่นให้กระจายไปทั่วห้องโดยสาร
เมื่อรถม้าเคลื่อนผ่านย่านชุมชน ภาพของฉินหลานที่วิ่งเข้าออกเรือนตระกูลสวี่ตั้งแต่เช้าก็ผุดขึ้นในความคิด
ฉินหว่านเหยียดยิ้มสมเพช ชาติก่อน นางช่างโง่เขลาเหลือเกิน ถึงได้หลงเชื่อคำหวานของน้องสาวต่างมารดาที่พร่ำบอกว่า ‘หลานเอ๋อร์เป็นห่วงพี่หญิงยามเจ็บป่วย จึงยอมทนลำบากเดินทางมาปรนนิบัติถึงเรือนสามีของพี่หญิงทุกวัน’
ทว่าแท้จริงแล้ว ฉินหลานมาเยือนจวนสวี่บ่อยครั้งเพราะตระกูลฉินกำลังขัดสนอย่างหนัก มิหนำซ้ำ ฮูหยินสวี่ยังจงใจเปิดทางให้อีกฝ่ายเข้าออกเรือนอย่างสะดวก เพราะคิดดึงฉินหลานมาเป็นอนุภรรยาของสวี่เจ๋อ หวังให้นางสืบทอดหน้าที่บ่อเงินบ่อทองต่อไป หากวันหนึ่งฉินหว่านเกิดเป็นอะไรขึ้นมา
‘อ้างความกตัญญูบังหน้า แต่แท้จริงกลับคิดแย่งทั้งสามีและสมบัติของพี่สาว ช่างเป็นแผนการที่ประเสริฐเสียจริง’
ฉินหว่านถอนหายใจแผ่วเบา หากเป็นชาติก่อน นางคงเจ็บแค้นจนแทบขาดใจ แต่ชาตินี้ ผู้ใดอยากได้บุรุษไร้ค่ากับตระกูลสวี่ที่กำลังจะถังแตก ก็เชิญรับไปเถิด แต่ต้องรอให้นางทวงเงินทุกตำลึงกลับคืนมาเสียก่อน
"คุณหนูเจ้าคะ ถึงย่านการค้าตรอกซินฝูแล้วเจ้าค่ะ" เสียงของถางเว่ยกระซิบรายงานจากด้านนอกรถม้า
ฉินหว่านหยิบหมวกสานปีกกว้างขึ้นสวม ผ้าคลุมหน้าสีเข้มห้อยบดบังใบหน้าจนมิดชิด ก่อนก้าวลงจากรถม้าอย่างคล่องแคล่ว
นางพาถางเว่ยเดินเลี้ยวเข้าสู่ตรอกเล็กแคบสายหนึ่ง สถานที่แห่งนี้ภายนอกดูเงียบสงบและไร้สิ่งน่าสนใจ ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นแหล่งรวมกิจการลับของเหล่าพ่อค้า ขุนนาง และผู้มีอำนาจในเมืองหลวง ทั้งสองเดินลึกเข้าไปจนหยุดอยู่หน้าอาคารไม้สามชั้นซึ่งมีรูปลักษณ์ธรรมดา ไม่สะดุดสายตาผู้คน แผ่นป้ายเหนือประตูเขียนอักษรไว้เพียงว่า ‘ร้านสุราเหวินจิน’
ทว่าเมื่อก้าวข้ามธรณีประตู เดินผ่านห้องรับรองและฉากกั้นด้านหลัง สิ่งที่ปรากฏกลับไม่ใช่ร้านสุราธรรมดา หากเป็น ‘สำนักบัญชีเหวินจิน’ สำนักบริหารทรัพย์สิน ตรวจสอบบัญชี และจัดการธุรกรรมลับที่ฉินหว่านก่อตั้งขึ้นอย่างเงียบเชียบ
ฉินหว่านปรายตามองบาดแผลนั้นเพียงครู่ ก่อนหันไปสั่งสาวใช้คนสนิท"ถางเว่ย นำยาสมานแผลที่ดีที่สุดกับชาร้อนมาให้ท่านอ๋อง""เพคะ คุณหนู" ถางเว่ยเก็บมีดสั้นกลับเข้าฝัก รีบก้มหน้ารับคำแล้วออกไปจัดการทันทีเซียวอี้เจิ้งหรี่ตามองฉินหว่านอย่างพินิจ"เจ้าจำข้าได้ตั้งแต่แรกเห็นหรือ""ผู้ใดในเมืองหลวงจะไม่รู้จักชินอ๋องแห่งกองทัพพิทักษ์ชายแดนเล่าเพคะ"ฉินหว่านแย้มยิ้ม พลางผลักสมุดบัญชีลับเล่มหนาไปวางตรงหน้าเขา"พระองค์ได้รับพระราชทานตำแหน่งชินอ๋องตั้งแต่อายุยังน้อย คุมกำลังทหารนับแสน และเป็นแม่ทัพผู้ทำให้ศัตรูชายแดนหวาดผวา ทว่าเวลานี้กลับต้องลอบเข้ามาในเมืองหลวงทั้งที่ร่างกายเปื้อนเลือด หากข้าคาดไม่ผิด สายสืบที่พระองค์ส่งไปตรวจสอบเรื่องงบเสบียง คงถูกพวกขุนนางกรมคลังไล่ล่าสังหารปิดปากไปไม่น้อยแล้วกระมังเพคะ"แววตาของเซียวอี้เจิ้งวาบผ่านด้วยรังสีสังหาร"ขุนนางชั่วเหล่านั้นยักยอกงบเสบียงชายแดนไปกว่าครึ่ง ทั้งยังตกแต่งบัญชีคลังหลวงจนแนบเนียน พอข้าส่งคนเข้าไปตรวจสอบ พวกมันก็รีบโยกย้ายทรัพย์สินและทำลายหลักฐาน""พวกมันมิได้นำเงินไปซ่อนเฉย ๆ หรอกเพคะ" ฉินหว่านใช้นิ้วเรียวเคาะลงบนตัวเลขในสมุดบัญชีเบา ๆเคาะ
นางรวบรวมบ่าวไพร่ไร้ที่พึ่ง รวมถึงพ่อค้าผู้ซื่อสัตย์ซึ่งเคยได้รับความช่วยเหลือจากนางในอดีต มาฝึกฝนด้านการคำนวณ การตรวจบัญชี และการรวบรวมข่าวสาร จนกลายเป็นกลุ่มคนที่ทั้งภักดีและไว้ใจได้"คารวะคุณหนู" หลงจู้ใหญ่กับเสมียนบัญชีอีกสี่คนรีบประสานมือทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง"สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง" ฉินหว่านถอดหมวกคลุมหน้าวางลงบนโต๊ะไม้เนื้อดี ก่อนนั่งลงพลิกดูเอกสารกองใหญ่ตรงหน้า"เรียนคุณหนู" หลงจู้ใหญ่รายงานด้วยน้ำเสียงนอบน้อม"ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักบัญชีเหวินจินรับจัดการเงินที่มาไม่โปร่งใสและบริหารทรัพย์สินให้ขุนนางฝ่ายขวาไปแล้วกว่าห้าหมื่นตำลึงเงิน นอกจากนี้ บัญชีลับของตระกูลสวี่ที่คุณหนูสั่งให้ตรวจสอบ ก็รวบรวมได้เกือบครบแล้วเจ้าค่ะ" เขาหยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมาวางเบื้องหน้านาง"พวกเรายังพบอีกว่า สวี่เจ๋อไปติดหนี้บ่อนพนันลับนอกเมืองไว้ถึงสามพันตำลึงเงินเจ้าค่ะ""ดีมาก" ฉินหว่านคลี่ยิ้ม ดวงตาทอประกายเย็นเยียบ"ส่งคนไปซื้อสัญญาหนี้ฉบับนั้นมา ถือครองไว้ในนามสำนักเหวินจิน อย่าให้ผู้ใดสืบรู้ว่าเจ้าของตัวจริงคือข้า เมื่อถึงเวลาเหมาะสม ข้าจะทวงคืนจากเขาทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย""ขอรับคุ
"ท่านแม่สามีจะตัดเบี้ยเลี้ยงของข้าหรือเจ้าคะ ช่างน่ากลัวเสียจริง" นางหยิบสมุดบัญชีรายจ่ายขึ้นมาเปิดต่อหน้าทุกคน"แต่ดูเหมือนท่านแม่สามีจะลืมเรื่องหนึ่ง" นิ้วเรียวเลื่อนไปตามตัวเลขในสมุด"ตลอดสามปีที่ข้าแต่งเข้าตระกูลสวี่ เบี้ยเลี้ยงประจำเดือนของข้า เดือนละสิบตำลึง ไม่เคยได้รับแม้แต่ตำลึงเดียว" นางเงยหน้าขึ้น พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน"ไม่เพียงเท่านั้น ค่าจ้างบ่าวไพร่ในเรือนปักบุปผา ค่าถ่าน ค่าน้ำมัน ค่าวัตถุดิบในครัว ค่าอาหารสามมื้อของเรือนใหญ่ ตลอดจนค่าใช้จ่ายจิปาถะของทั้งจวน" ฉินหว่านปิดสมุดเบา ๆ"ล้วนเป็นข้าที่จ่ายจากคลังส่วนตัวทั้งสิ้น"บ่าวรับใช้ที่ยืนฟังอยู่ด้านหลังต่างหันมองหน้ากันพวกเขารู้ดีว่านางพูดความจริง เพราะทุกครั้งที่ร้านค้าในจวนส่งบิลมาเก็บเงิน ล้วนเป็นเรือนปักบุปผาที่จ่ายทั้งหมดฮูหยินสวี่เริ่มหน้าเสีย ฉินหว่านสบตาอีกฝ่ายตรง ๆ"ดังนั้น หากท่านแม่สามีจะ 'ตัดงบ' จริง ๆ ข้าย่อมยินดีเป็นอย่างยิ่ง" นางยิ้มหวานจนผู้ฟังรู้สึกหนาวสะท้าน"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะยกเลิกการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดของเรือนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าถ่าน ค่าจ้างบ่าวไพร่ หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ" นา
"ข้าต้องนั่งตรวจบัญชีจนถึงยามจื่อแทบทุกคืน ต้องวิ่งวุ่นเจรจาการค้าจนร่างกายทรุดโทรม แต่พวกท่านกลับใช้เงินอย่างสุขสบาย ราวกับว่าข้าเป็น 'บ่อเงินบ่อทอง' ที่ไม่มีวันแห้งขอด""พี่หญิง เหตุใดท่านถึงพูดจาใจแคบเช่นนี้" ฉินหลานเริ่มบีบน้ำตาอย่างชำนาญ"หลานเอ๋อร์เป็นน้องสาวของท่านนะเจ้าคะ ตระกูลฉินเลี้ยงดูท่านมาตั้งแต่เล็ก""ตระกูลฉินเลี้ยงดูข้าหรือ" ฉินหว่านหัวเราะแผ่วเบา เสียงนั้นนุ่มนวล แต่กลับเย็นยะเยือกจนคนฟังขนลุก"หลังจากท่านพ่อเสียชีวิต สินเดิมของมารดาข้าถูกพวกท่านผลาญจนแทบไม่เหลือ ร้านค้าสามแห่งของตระกูลฉินที่ใกล้ล้มละลาย ก็เป็นข้าที่พลิกฟื้นจนกลับมาทำกำไร แล้วนำเงินส่งเสียให้เจ้ามีเสื้อผ้าสวย ๆ สวมใส่จนถึงทุกวันนี้" นางปิดสมุดบัญชีเบา ๆ"หลานเอ๋อร์ ใครกันแน่ที่เลี้ยงดูใคร ก่อนจะพูดอะไร ลองคิดให้ดีเสียก่อน เพราะตัวเลขไม่เคยโกหก""นี่เจ้า!" สวี่เจ๋อมองภรรยาด้วยความตกตะลึงหญิงสาวที่เคยอ่อนโยน เชื่อฟัง และยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อเขา หายไปไหนแล้วเหตุใดวันนี้นางจึงคมกริบทุกถ้อยคำ จนเขาหาโอกาสโต้กลับแทบไม่ได้"ฉินหว่าน เจ้ากำลังลบหลู่ข้ากับน้องสาวของเจ้า ตกลงวันนี้เจ้าจะให้เงินข้าหรือไม่"
กลิ่นหอมอ่อนจางของเครื่องหอมบำรุงหัวใจยังคงลอยละมุนอบอวลอยู่ในอากาศ กลิ่นเดียวกับที่ครั้งหนึ่งเคยพรากลมหายใจของฉินหว่าน ไปในชาติที่แล้วยามที่ดวงตาคู่สวยค่อย ๆ เบิกกว้าง ภาพตรงหน้าไม่ใช่ขุมนรกหรือยมโลก หากเป็นห้องนอนในเรือนปักบุปผาที่คุ้นเคยทุกซอกทุกมุม บนโต๊ะเครื่องแป้งยังคงตั้งคันฉ่องทองเหลืองบานเดิม สะท้อนใบหน้าอันงดงาม ทว่าซูบซีดของหญิงสาววัยสิบเก้าปีฉินหว่านยกมือขึ้นแตะลำคอ พลางกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ความทรงจำสุดท้ายก่อนสิ้นลมหายใจยังคมชัดราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ ร่างกายที่ทรุดโทรมจากการทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำเพื่อหาเงินเข้าตระกูลสวี่ ร่างที่นอนซมอยู่บนเตียงอย่างไร้เรี่ยวแรง และเสียงหัวเราะแผ่วเบาของสวี่เจ๋อ สามีผู้แสนดีกับฉินหลาน น้องสาวต่างมารดา ผู้ร่วมมือกันหยดยาพิษลงในถ้วยชาของนางเพื่อแย่งชิงทรัพย์สินทุกชิ้นที่นางสร้างมาด้วยสองมือ'ที่แท้ ข้าก็ได้ย้อนเวลากลับมาจริง ๆ'ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มเย็นเยียบ ดวงตาที่เคยอ่อนโยนกลับแปรเปลี่ยนเป็นลุ่มลึก เฉียบคม และเต็มไปด้วยประกายแห่งการเอาคืนชาตินี้ ผู้ใดคิดจะสูบเลือดสูบเนื้อจากนางอีก ฝันไปเถิด!ก๊อก ก๊อกยังไม่ทันที่ฉินหว่านจะตั้งสต







