LOGINนางรวบรวมบ่าวไพร่ไร้ที่พึ่ง รวมถึงพ่อค้าผู้ซื่อสัตย์ซึ่งเคยได้รับความช่วยเหลือจากนางในอดีต มาฝึกฝนด้านการคำนวณ การตรวจบัญชี และการรวบรวมข่าวสาร จนกลายเป็นกลุ่มคนที่ทั้งภักดีและไว้ใจได้
"คารวะคุณหนู" หลงจู้ใหญ่กับเสมียนบัญชีอีกสี่คนรีบประสานมือทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง
"สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง" ฉินหว่านถอดหมวกคลุมหน้าวางลงบนโต๊ะไม้เนื้อดี ก่อนนั่งลงพลิกดูเอกสารกองใหญ่ตรงหน้า
"เรียนคุณหนู" หลงจู้ใหญ่รายงานด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
"ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักบัญชีเหวินจินรับจัดการเงินที่มาไม่โปร่งใสและบริหารทรัพย์สินให้ขุนนางฝ่ายขวาไปแล้วกว่าห้าหมื่นตำลึงเงิน นอกจากนี้ บัญชีลับของตระกูลสวี่ที่คุณหนูสั่งให้ตรวจสอบ ก็รวบรวมได้เกือบครบแล้วเจ้าค่ะ" เขาหยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมาวางเบื้องหน้านาง
"พวกเรายังพบอีกว่า สวี่เจ๋อไปติดหนี้บ่อนพนันลับนอกเมืองไว้ถึงสามพันตำลึงเงินเจ้าค่ะ"
"ดีมาก" ฉินหว่านคลี่ยิ้ม ดวงตาทอประกายเย็นเยียบ
"ส่งคนไปซื้อสัญญาหนี้ฉบับนั้นมา ถือครองไว้ในนามสำนักเหวินจิน อย่าให้ผู้ใดสืบรู้ว่าเจ้าของตัวจริงคือข้า เมื่อถึงเวลาเหมาะสม ข้าจะทวงคืนจากเขาทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย"
"ขอรับคุณหนู" ขณะที่ฉินหว่านกำลังลงนามอนุมัติเอกสารทางการเงินฉบับสำคัญ สายลมผิดปกติพลันพัดวูบเข้ามาทางหน้าต่างชั้นสาม
ฟึ่บ!
ลมเย็นยะเยือกเจือกลิ่นคาวโลหิตปะทะใบหน้าของนางทันที ยังไม่ทันที่ถางเว่ยหรือหลงจู้ใหญ่จะส่งเสียงเตือน เงาร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีดำและเกราะหนังเบาก็พุ่งผ่านหน้าต่างเข้ามาอย่างรวดเร็ว ก่อนบานประตูและหน้าต่างทั้งหมดจะถูกกระแทกปิดด้วยแรงลมจากกระบี่
"คุณหนู!" ถางเว่ยร้องเตือน พลางชักมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ข้างเอวออกมา
"อย่าขยับ หากไม่อยากให้ศีรษะหลุดจากบ่า" น้ำเสียงทุ้มต่ำเยียบเย็นราวกับดังมาจากขุมนรก เอ่ยขึ้นจากบุรุษร่างสูงผู้ยืนอยู่ด้านหลังฉินหว่าน
คมกระบี่พาดแนบอยู่บนลำคอระหงของนางอย่างแม่นยำ เพียงเขาขยับข้อมือเล็กน้อย โลหิตคงสาดกระเซ็นไปทั่วโต๊ะบัญชี
หัวใจของฉินหว่านเต้นแรงขึ้นชั่วขณะ ทว่าความอุ่นของหยดเลือดที่เกาะอยู่บนคมกระบี่ รวมถึงไอสังหารเข้มข้นจากบุรุษด้านหลัง กลับช่วยให้นางตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
นางยกมือขึ้นห้ามถางเว่ยเป็นสัญญาณให้ถอยไป ก่อนเอียงใบหน้าเล็กน้อย มองเงาสะท้อนของผู้บุกรุกผ่านแผ่นกระจกด้านข้าง
บุรุษผู้นั้นมีใบหน้าคมคายประหนึ่งรูปสลัก คิ้วกระบี่พาดเฉียงเหนือดวงตาคมกริบสีเหล็ก ซึ่งเต็มไปด้วยความระแวดระวังและรังสีสังหาร บริเวณเหนือคิ้วขวามีรอยแผลเป็นเส้นบาง ยิ่งขับให้ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูดุดันและน่าเกรงขาม
ฉินหว่านจำเขาได้ทันที
เซียวอี้เจิ้ง ชินอ๋องผู้ได้รับฉายาว่าอ๋องหน้าเหี้ยม แม่ทัพผู้บัญชาการกองทัพพิทักษ์ชายแดน และเป็นพระอนุชาร่วมพระบิดาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
"ท่านอ๋อง" ฉินหว่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความหวาดกลัว
"บุกรุกสำนักบัญชีเล็ก ๆ ของข้าทั้งที่ชุดยังเปื้อนเลือดเช่นนี้ ไม่ดูเสียพระเกียรติไปหน่อยหรือเพคะ"
เซียวอี้เจิ้งเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาไม่คาดคิดว่าสตรีตรงหน้าจะไม่กรีดร้อง ไม่ร้องไห้ และไม่หมดสติอย่างหญิงสาวทั่วไป ทั้งยังสามารถเอ่ยวาจาประชดประชันเขาได้ทั้งที่คมกระบี่ยังแนบอยู่บนลำคอ
มือใหญ่กดกระบี่เข้าหาผิวเนื้ออีกเล็กน้อย ก่อนสายตาคมจะเหลือบไปยังสมุดบัญชีลับเกี่ยวกับคลังหลวงที่กางอยู่บนโต๊ะ
"สำนักบัญชีเล็ก ๆ อย่างนั้นหรือ" เซียวอี้เจิ้งเหยียดยิ้มเย็น
"หากเป็นเพียงสำนักบัญชีธรรมดา เหตุใดจึงมีตัวเลขการยักยอกงบเสบียงทหารของกรมคลังละเอียดกว่าหลักฐานที่กรมตรวจการของข้ามีเสียอีก" ดวงตาสีเหล็กจ้องนางราวกับต้องการมองทะลุทุกความลับ
"บอกมา เจ้าคือผู้ใดกันแน่ เป็นสายลับของขุนนางโกงกิน หรือเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยพวกมันซ่อนเงินสำหรับกองทัพ"
ฉินหว่านก้มมองคมกระบี่ซึ่งแนบอยู่บนลำคอ ก่อนเงยหน้าสบสายตาชินอ๋องตรง ๆ โดยไม่หลบเลี่ยง
"ข้ามิใช่สายลับของผู้ใดทั้งนั้นเพคะ" นางแย้มยิ้มอ่อนหวาน ทว่าแววตากลับทอประกายเฉลียวฉลาดและเจ้าเล่ห์
"ข้าเป็นเพียงแม่ค้าผู้หนึ่งที่มองเห็นความเน่าเฟะภายในคลังหลวงได้ชัดกว่าคนซึ่งนั่งเฝ้ามันอยู่ทุกวัน"
เซียวอี้เจิ้งหรี่ตาลง
"เจ้าต้องการสิ่งใด"
รอยยิ้มบนใบหน้าของฉินหว่านยิ่งชัดเจนขึ้น
"ข้ากำลังจะเสนอข้อตกลงทางการเงินแก่ท่านอ๋องเพคะ"
"ข้อตกลง"
"ถูกต้อง" ฉินหว่านตอบอย่างมั่นใจ
"ข้อตกลงที่จะทำให้ท่านอ๋องได้เงินและเสบียงไปทำสงครามอย่างเพียงพอ ขณะเดียวกัน ข้าก็จะได้อาศัยพระหัตถ์ของพระองค์ ล้างบางคนชั่วเหล่านั้นไปพร้อมกัน"
เซียวอี้เจิ้งนิ่งมองสตรีใต้คมกระบี่อยู่ครู่หนึ่ง แทนที่จะร้องขอชีวิต นางกลับคิดเจรจาธุรกิจกับเขา แทนที่จะหวาดกลัว นางกลับกล้าเสนอให้เขาร่วมมือก่อพายุครั้งใหญ่ในราชสำนัก
บุรุษหนุ่มกดมุมปากลงเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามเสียงเย็น
"แล้วเหตุใดข้าจึงต้องเชื่อเจ้า"
ฉินหว่านปรายตามองสมุดบัญชีบนโต๊ะ ก่อนตอบด้วยรอยยิ้มมั่นใจ
"เพราะตัวเลขในสมุดเล่มนั้นจะช่วยพระองค์หาเงินกลับคืนมาได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนตำลึง และยังสามารถลากขุนนางโกงกินออกมาจากรังได้ทั้งเครือข่าย"
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย แล้วกล่าวช้า ๆ อย่างชัดเจน
"แต่หากพระองค์ยังจ่อกระบี่ไว้ที่คอของข้า ข้าคงอธิบายรายละเอียดให้ฟังได้ไม่นัก"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องชั้นสามของสำนักบัญชีเหวินจินอยู่ชั่วขณะ
คมกระบี่เย็นเฉียบที่เคยแนบอยู่บนลำคอระหงของฉินหว่านค่อย ๆ ถูกถอนออก ก่อนเซียวอี้เจิ้งจะเก็บกระบี่เข้าฝักดัง
กริ๊ก!
แม้จะยอมลดอาวุธลงแล้ว แต่ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีของชินอ๋องยังคงจับจ้องสตรีตรงหน้าไม่วางตา
"หากตัวเลขในสมุดเล่มนี้มิได้ผลดังที่เจ้าคุยโตไว้ หัวของเจ้าและคนในสำนักแห่งนี้จะหลุดจากบ่าภายในชั่วพริบตา"
"ท่านอ๋องโปรดวางพระทัยเพคะ คนอย่างฉินหว่านค้าขายด้วยข้อมูลจริงเท่านั้น เรื่องหลอกลวงลูกค้าหรือทำให้กิจการขาดทุน ข้าไม่เคยทำ"
ฉินหว่านยกมือขึ้นแตะลำคอเบา ๆ ก่อนใช้ผ้าเช็ดหน้าซับรอยเลือดเส้นบางที่เกิดจากคมกระบี่ สีหน้าของนางยังคงสงบนิ่ง ราวกับผู้ที่เพิ่งถูกจ่อคอมิใช่ตนเอง
เซียวอี้เจิ้งเดินไปยังเก้าอี้ไม้แกะสลัก ก่อนทิ้งตัวลงนั่งด้วยท่วงท่าน่าเกรงขาม ทว่าคิ้วเข้มกลับขมวดเล็กน้อยเมื่อบาดแผลบนไหล่ซ้ายถูกกระทบกระเทือน เลือดสีเข้มค่อย ๆ ซึมผ่านอาภรณ์สีดำออกมา
ฉินหว่านปรายตามองบาดแผลนั้นเพียงครู่ ก่อนหันไปสั่งสาวใช้คนสนิท"ถางเว่ย นำยาสมานแผลที่ดีที่สุดกับชาร้อนมาให้ท่านอ๋อง""เพคะ คุณหนู" ถางเว่ยเก็บมีดสั้นกลับเข้าฝัก รีบก้มหน้ารับคำแล้วออกไปจัดการทันทีเซียวอี้เจิ้งหรี่ตามองฉินหว่านอย่างพินิจ"เจ้าจำข้าได้ตั้งแต่แรกเห็นหรือ""ผู้ใดในเมืองหลวงจะไม่รู้จักชินอ๋องแห่งกองทัพพิทักษ์ชายแดนเล่าเพคะ"ฉินหว่านแย้มยิ้ม พลางผลักสมุดบัญชีลับเล่มหนาไปวางตรงหน้าเขา"พระองค์ได้รับพระราชทานตำแหน่งชินอ๋องตั้งแต่อายุยังน้อย คุมกำลังทหารนับแสน และเป็นแม่ทัพผู้ทำให้ศัตรูชายแดนหวาดผวา ทว่าเวลานี้กลับต้องลอบเข้ามาในเมืองหลวงทั้งที่ร่างกายเปื้อนเลือด หากข้าคาดไม่ผิด สายสืบที่พระองค์ส่งไปตรวจสอบเรื่องงบเสบียง คงถูกพวกขุนนางกรมคลังไล่ล่าสังหารปิดปากไปไม่น้อยแล้วกระมังเพคะ"แววตาของเซียวอี้เจิ้งวาบผ่านด้วยรังสีสังหาร"ขุนนางชั่วเหล่านั้นยักยอกงบเสบียงชายแดนไปกว่าครึ่ง ทั้งยังตกแต่งบัญชีคลังหลวงจนแนบเนียน พอข้าส่งคนเข้าไปตรวจสอบ พวกมันก็รีบโยกย้ายทรัพย์สินและทำลายหลักฐาน""พวกมันมิได้นำเงินไปซ่อนเฉย ๆ หรอกเพคะ" ฉินหว่านใช้นิ้วเรียวเคาะลงบนตัวเลขในสมุดบัญชีเบา ๆเคาะ
นางรวบรวมบ่าวไพร่ไร้ที่พึ่ง รวมถึงพ่อค้าผู้ซื่อสัตย์ซึ่งเคยได้รับความช่วยเหลือจากนางในอดีต มาฝึกฝนด้านการคำนวณ การตรวจบัญชี และการรวบรวมข่าวสาร จนกลายเป็นกลุ่มคนที่ทั้งภักดีและไว้ใจได้"คารวะคุณหนู" หลงจู้ใหญ่กับเสมียนบัญชีอีกสี่คนรีบประสานมือทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง"สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง" ฉินหว่านถอดหมวกคลุมหน้าวางลงบนโต๊ะไม้เนื้อดี ก่อนนั่งลงพลิกดูเอกสารกองใหญ่ตรงหน้า"เรียนคุณหนู" หลงจู้ใหญ่รายงานด้วยน้ำเสียงนอบน้อม"ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักบัญชีเหวินจินรับจัดการเงินที่มาไม่โปร่งใสและบริหารทรัพย์สินให้ขุนนางฝ่ายขวาไปแล้วกว่าห้าหมื่นตำลึงเงิน นอกจากนี้ บัญชีลับของตระกูลสวี่ที่คุณหนูสั่งให้ตรวจสอบ ก็รวบรวมได้เกือบครบแล้วเจ้าค่ะ" เขาหยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมาวางเบื้องหน้านาง"พวกเรายังพบอีกว่า สวี่เจ๋อไปติดหนี้บ่อนพนันลับนอกเมืองไว้ถึงสามพันตำลึงเงินเจ้าค่ะ""ดีมาก" ฉินหว่านคลี่ยิ้ม ดวงตาทอประกายเย็นเยียบ"ส่งคนไปซื้อสัญญาหนี้ฉบับนั้นมา ถือครองไว้ในนามสำนักเหวินจิน อย่าให้ผู้ใดสืบรู้ว่าเจ้าของตัวจริงคือข้า เมื่อถึงเวลาเหมาะสม ข้าจะทวงคืนจากเขาทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย""ขอรับคุ
"ท่านแม่สามีจะตัดเบี้ยเลี้ยงของข้าหรือเจ้าคะ ช่างน่ากลัวเสียจริง" นางหยิบสมุดบัญชีรายจ่ายขึ้นมาเปิดต่อหน้าทุกคน"แต่ดูเหมือนท่านแม่สามีจะลืมเรื่องหนึ่ง" นิ้วเรียวเลื่อนไปตามตัวเลขในสมุด"ตลอดสามปีที่ข้าแต่งเข้าตระกูลสวี่ เบี้ยเลี้ยงประจำเดือนของข้า เดือนละสิบตำลึง ไม่เคยได้รับแม้แต่ตำลึงเดียว" นางเงยหน้าขึ้น พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน"ไม่เพียงเท่านั้น ค่าจ้างบ่าวไพร่ในเรือนปักบุปผา ค่าถ่าน ค่าน้ำมัน ค่าวัตถุดิบในครัว ค่าอาหารสามมื้อของเรือนใหญ่ ตลอดจนค่าใช้จ่ายจิปาถะของทั้งจวน" ฉินหว่านปิดสมุดเบา ๆ"ล้วนเป็นข้าที่จ่ายจากคลังส่วนตัวทั้งสิ้น"บ่าวรับใช้ที่ยืนฟังอยู่ด้านหลังต่างหันมองหน้ากันพวกเขารู้ดีว่านางพูดความจริง เพราะทุกครั้งที่ร้านค้าในจวนส่งบิลมาเก็บเงิน ล้วนเป็นเรือนปักบุปผาที่จ่ายทั้งหมดฮูหยินสวี่เริ่มหน้าเสีย ฉินหว่านสบตาอีกฝ่ายตรง ๆ"ดังนั้น หากท่านแม่สามีจะ 'ตัดงบ' จริง ๆ ข้าย่อมยินดีเป็นอย่างยิ่ง" นางยิ้มหวานจนผู้ฟังรู้สึกหนาวสะท้าน"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะยกเลิกการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดของเรือนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าถ่าน ค่าจ้างบ่าวไพร่ หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ" นา
"ข้าต้องนั่งตรวจบัญชีจนถึงยามจื่อแทบทุกคืน ต้องวิ่งวุ่นเจรจาการค้าจนร่างกายทรุดโทรม แต่พวกท่านกลับใช้เงินอย่างสุขสบาย ราวกับว่าข้าเป็น 'บ่อเงินบ่อทอง' ที่ไม่มีวันแห้งขอด""พี่หญิง เหตุใดท่านถึงพูดจาใจแคบเช่นนี้" ฉินหลานเริ่มบีบน้ำตาอย่างชำนาญ"หลานเอ๋อร์เป็นน้องสาวของท่านนะเจ้าคะ ตระกูลฉินเลี้ยงดูท่านมาตั้งแต่เล็ก""ตระกูลฉินเลี้ยงดูข้าหรือ" ฉินหว่านหัวเราะแผ่วเบา เสียงนั้นนุ่มนวล แต่กลับเย็นยะเยือกจนคนฟังขนลุก"หลังจากท่านพ่อเสียชีวิต สินเดิมของมารดาข้าถูกพวกท่านผลาญจนแทบไม่เหลือ ร้านค้าสามแห่งของตระกูลฉินที่ใกล้ล้มละลาย ก็เป็นข้าที่พลิกฟื้นจนกลับมาทำกำไร แล้วนำเงินส่งเสียให้เจ้ามีเสื้อผ้าสวย ๆ สวมใส่จนถึงทุกวันนี้" นางปิดสมุดบัญชีเบา ๆ"หลานเอ๋อร์ ใครกันแน่ที่เลี้ยงดูใคร ก่อนจะพูดอะไร ลองคิดให้ดีเสียก่อน เพราะตัวเลขไม่เคยโกหก""นี่เจ้า!" สวี่เจ๋อมองภรรยาด้วยความตกตะลึงหญิงสาวที่เคยอ่อนโยน เชื่อฟัง และยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อเขา หายไปไหนแล้วเหตุใดวันนี้นางจึงคมกริบทุกถ้อยคำ จนเขาหาโอกาสโต้กลับแทบไม่ได้"ฉินหว่าน เจ้ากำลังลบหลู่ข้ากับน้องสาวของเจ้า ตกลงวันนี้เจ้าจะให้เงินข้าหรือไม่"
กลิ่นหอมอ่อนจางของเครื่องหอมบำรุงหัวใจยังคงลอยละมุนอบอวลอยู่ในอากาศ กลิ่นเดียวกับที่ครั้งหนึ่งเคยพรากลมหายใจของฉินหว่าน ไปในชาติที่แล้วยามที่ดวงตาคู่สวยค่อย ๆ เบิกกว้าง ภาพตรงหน้าไม่ใช่ขุมนรกหรือยมโลก หากเป็นห้องนอนในเรือนปักบุปผาที่คุ้นเคยทุกซอกทุกมุม บนโต๊ะเครื่องแป้งยังคงตั้งคันฉ่องทองเหลืองบานเดิม สะท้อนใบหน้าอันงดงาม ทว่าซูบซีดของหญิงสาววัยสิบเก้าปีฉินหว่านยกมือขึ้นแตะลำคอ พลางกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ความทรงจำสุดท้ายก่อนสิ้นลมหายใจยังคมชัดราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ ร่างกายที่ทรุดโทรมจากการทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำเพื่อหาเงินเข้าตระกูลสวี่ ร่างที่นอนซมอยู่บนเตียงอย่างไร้เรี่ยวแรง และเสียงหัวเราะแผ่วเบาของสวี่เจ๋อ สามีผู้แสนดีกับฉินหลาน น้องสาวต่างมารดา ผู้ร่วมมือกันหยดยาพิษลงในถ้วยชาของนางเพื่อแย่งชิงทรัพย์สินทุกชิ้นที่นางสร้างมาด้วยสองมือ'ที่แท้ ข้าก็ได้ย้อนเวลากลับมาจริง ๆ'ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มเย็นเยียบ ดวงตาที่เคยอ่อนโยนกลับแปรเปลี่ยนเป็นลุ่มลึก เฉียบคม และเต็มไปด้วยประกายแห่งการเอาคืนชาตินี้ ผู้ใดคิดจะสูบเลือดสูบเนื้อจากนางอีก ฝันไปเถิด!ก๊อก ก๊อกยังไม่ทันที่ฉินหว่านจะตั้งสต







