Masuk“นั่นสิ ในเมื่ออวี้เหมยเลือกที่จะเปลี่ยนตัวเอง ด้วยการลุกขึ้นมาทำมาหากิน เธอจะมายุ่งอะไรด้วย แล้วเรื่องเมื่อวานลูกสาวของฉันก็ไม่ผิด อยู่ดี ๆ ก็มีคนไปรังแกถึงบ้าน สมควรแล้วที่จะต้องชดเชยให้เธอ ทำไมเราจะเอาของที่ได้มา มาทำซาลาเปาขายเพื่อต่อยอดไม่ได้ล่ะ อีกอย่างเนื้อที่ได้มา หากเก็บไว้นานมันก็จะเน่าเสียได้”
หวังซิ่วจินแม้จะไม่ค่อยอยากมีปากเสียงกับชาวบ้าน แต่หากเพื่อลูกและครอบครัวแล้วล่ะก็ เธอพร้อมจะสู้ตายเหมือนกัน จึงตอบโต้กลับไปอย่างไม่ไว้หน้า
พอถูกสวนกลับด้วยเหตุผล หญิงคนนี้ก็เริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับออกไปอย่างฉุนเฉียว ส่วนคนอื่นบางคนก็เห็นด้วยกับสองแม่ลูกบ้านซ่ง แต่บางคนก็ไม่เห็นด้วย และมองว่าซ่งอวี้เหมยทำเกินไป ที่เรียกร้องเงินและอาหารมากขนาดนั้น
“แม่คะ เหลือแค่ไม่กี่ลูกเอง เรากลับบ้านกันดีกว่า เดี๋ยวฉันจะเอาซาลาเปาไปฝากเสิ่นหมิงด้วย แล้วอีกห้าวันเราค่อยมาขายที่นี่กันใหม่” ซ่งอวี้เหมยไม่อยากเสียอารมณ์ไปมากกว่านี้ เลยชวนแม่เก็บของกลับบ้าน และเธอตั้งใจจะเอาซาลาเปาไปฝากเด็กที่ร่างเดิมเคยรังแกด้วย อย่างน้อยก็เป็นการไถ่โทษทางหนึ่ง
“เอาอย่างนั้นก็ได้” คนเป็นแม่ก็เห็นด้วยทันที และเริ่มลงมือเก็บของ จากนั้นก็ช่วยกันเข็นรถเข็นกลับบ้าน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดอยู่ในสายตาของหานเจี้ยนกั๋ว เขาขมวดคิ้วเป็นปมอย่างแปลกใจ เพราะไม่คิดว่าซ่งอวี้เหมยจะรู้จักคิดทำการค้า แล้วยังไม่ไล่ตามเขาเหมือนก่อนหน้านี้
‘เธอเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ เหรอ ซ่งอวี้เหมย’ เขาได้แต่ถามเธออยู่ในใจ
จากวันนั้นนี่ก็เข้าสู่เดือนใหม่แล้ว ตอนนี้ซ่งอวี้เหมยเข้ามาอยู่ในร่างนี้เกือบเดือนแล้ว เธอยังคงเข้าเมืองเพื่อไปทำการค้าพร้อมกับแม่ทุกวัน บางครั้งน้องชายก็ขอตามไปด้วย และถึงแม้ว่าจะเก็บเงินได้มากมายแล้ว แต่ครอบครัวซ่งก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม แต่อาจจะแสร้งทำทีซื้อเนื้อกลับมาบ้าง จะได้ไม่มีใครสงสัย
ส่วนร้านขายซาลาเปา พวกเธอยังคงไปขายทุก ๆ ห้าวันตามที่หมู่บ้านมีตลาดนัด ตอนนี้กิจการเริ่มเป็นที่ยอมรับของผู้คน จากขายครั้งละห้าสิบลูก ตอนนี้เธอขยับมาเป็นครั้งละแปดสิบลูกแล้ว และทุกครั้งก็ขายหมดเกลี้ยง
ความเปลี่ยนแปลงของซ่งอวี้เหมย ทำให้คนในหมู่บ้านเห็นอย่างชัดเจน แต่ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่พอใจกับความเปลี่ยนไปของเธอ และยังมีอีกหลายคนที่ไม่เชื่อว่าหญิงสาวจะเปลี่ยนไปได้แล้วจริง ๆ
นั่นเป็นเพราะเธอยังคงพูดตรงไปตรงมาและไม่ยอมคนเหมือนเดิม เธอจึงได้ฉายาใหม่ว่า ‘หญิงปากร้าย’
แต่นี่ก็ไม่ทำให้ซ่งอวี้เหมยคิดจะเปลี่ยนในเรื่องนี้ เพราะเธอไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมารังแกง่าย ๆ อีกอยู่แล้ว ในเมื่อมีคนมาทำไม่ดีใส่ แล้วทำไมเธอจะต้องทำตัวอ่อนข้อและยอมคนพวกนั้นล่ะ
และเพราะความไม่ยอมคนของซ่งอวี้เหมย ทำให้มีหลายคนหมั่นไส้และคิดจะเล่นงานเธอ คนพวกนั้นรอแค่โอกาสเท่านั้น
วันนี้ที่หมู่บ้านมีตลาดนัดอีกครั้ง ซ่งอวี้เหมยและแม่ก็ทำซาลาเปามาขายเหมือนทุกครั้ง แถมคราวนี้มีน้องชายมาช่วยขายด้วย ในขณะที่ทั้งสามคนกำลังช่วยกันขายมือเป็นระวิงอยู่นั้น กลับมีหญิงสาวคนหนึ่งมายืนโวยวายอยู่ที่หน้าร้าน
“ทุกคนอย่าซื้อนะ หลานสาวของฉันกินซาลาเปาของร้านนี้ไปแล้วท้องเสีย แม่ค้าจะรับผิดชอบยังไง”
ผู้หญิงคนนั้นพูดเสียงดังมาก แต่เพราะสายตาเธอล่อกแล่ก ทำให้จับสังเกตได้ง่ายว่า เธอกำลังโกหกและมาเพื่อก่อกวน ซ่งอวี้เหมยจึงเดินไปที่หน้าร้านแล้วถามกลับไปเสียงดัง ๆ เช่นกัน
“ในเมื่อคุณบอกว่าหลานสาวกินซาลาเปาของร้านเราไปแล้วท้องเสีย ถ้าอย่างนั้นก็พาเธอมาที่นี่สิ แล้วเราไปตรวจที่โรงพยาบาลด้วยกัน ให้รู้ไปเลยว่าซาลาเปาร้านของฉัน ทำให้ท้องเสียจริงไหม หากหลานสาวของคุณท้องเสียจริง ฉันยินดีที่จะรับผิดชอบเอง แต่ถ้าร้านฉันไม่ผิด คุณก็ต้องรับผิดชอบด้วย อย่างไรเพื่อความยุติธรรม ฉันคิดว่าเรื่องนี้ควรให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาร่วมตัดสินด้วย”
ซ่งอวี้เหมยไม่ได้กลัวว่าร้านจะเสื่อมเสียชื่อเสีย แต่ในเมื่อกล้าใส่ร้ายกันแบบนี้ ก็ต้องยอมรับผลที่ตามมาให้ได้
ชาวบ้านที่ได้ยินสิ่งที่ซ่งอวี้เหมยพูดมา ต่างพยักหน้าเห็นด้วย
“ใช่ ๆ หากผู้หญิงคนนี้บอกว่าหลานสาวป่วยจริง ก็ควรจะพาเธอมายืนยันหรือพาไปตรวจที่โรงพยาบาลสิ อีกทั้งตอนนี้อวี้เหมยก็บอกว่าหากเกิดจากร้านของเธอ เธอยินดีที่จะรับผิดชอบทุกอย่าง ดังนั้นจึงควรจะทำให้มันชัดเจนไปเลย” ชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้นมาอย่างเห็นด้วยกับหญิงสาว
“ใช่ๆ ฉันก็เห็นด้วย พิสูจน์ให้รู้ไปเลยสิ” อีกคนก็พูดสนับสนุนทันที
เมื่อผู้หญิงคนนั้นได้ยินซ่งอวี้เหมยบอกมา และชาวบ้านล้วนเห็นด้วย เธอจึงพยายามหาทางออก
“เอ่อ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไรหรอก ฉันก็แค่มาบอกเท่านั้นแหละ” หญิงคนนี้พูดจบก็เตรียมจะหมุนตัวเดินออกไป
แต่เธอกลับถูกชาวบ้านคนหนึ่งดึงแขนเอาไว้ แล้วพูดอย่างไม่พอใจ “หล่อนจะรีบไปไหน มาหาเรื่องและใส่ร้ายร้านซาลาเปาคนอื่นแล้วจะหนีไปง่าย ๆ อย่างนั้นเหรอ หากมีคนหูหนวกตาบอดเชื่อหล่อนแบบไม่ลืมหูลืมตา แบบนี้ร้านซาลาเปาจะทำอย่างไร หล่อนหัดคิดบ้างสิ”
“ฉันบอกเมื่อไรว่าร้านนี้ไม่ผิด ฉันแค่ไม่เอาเรื่องเพราะมันยุ่งยากเท่านั้น และในเมื่อฉันไม่เอาเรื่องแล้วก็ควรแยกย้ายสิ แล้วนี่จะมารั้งดึงฉันไว้ทำไม ปล่อยฉันนะ” เธอแสร้งทำทีเป็นพูดอย่างโมโห แล้วสะบัดแขนออกและเดินจะหนี
แค่การกระทำนี้ของเธอ ก็ทำให้ทุกคนรู้แล้วว่าเรื่องทั้งหมดคือการโกหกและสร้างเรื่อง เพื่อทำให้ร้านของซ่งอวี้เหมยไม่มีใครมาซื้อ
ทันทีที่เรื่องราววุ่นวายจบลง ร้านซาลาเปาก็กลับมาครึกครื้นอีกครั้ง ลูกค้าต่างมาต่อแถวซื้อเหมือนเดิม
ที่มุมหนึ่งของตลาด หลิวซูหรงแอบมองเหตุการณ์อย่างแค้นใจ เพราะไม่คิดว่าแผนการที่เธอเตรียมไว้จะพังไม่เป็นท่า
‘ฉันไม่เชื่อหรอกว่าแกจะเปลี่ยนตัวเองได้จริง ๆ ซ่งอวี้เหมย’ เธอคิดอย่างไม่พอใจ
ข่าวลือเรื่องโจรปล้นหมู่บ้านซ่งอวี้เหมยนั้นเดินกลับไปที่ร้าน โดยไม่สนใจเลยว่า อีกฝ่ายจะเป็นอย่างไร เพราะเธอไม่ได้ต้องการพระเอกคนนี้อีกแล้วสามคนแม่ลูกช่วยกันเข็นรถกลับบ้านด้วยรอยยิ้ม ซ่งอวี้เหมยซื้อของติดมือมาเล็กน้อย เพื่อให้ชาวบ้านคนอื่นรู้ว่าเธอมีอาหารกินเพราะซื้อมาจากตลาดเหมือนกันซ่งเจ๋อหมิงยังอยากกินขนมในมิติอีก จึงได้กระซิบบอกพี่สาว “พี่ใหญ่ วันนี้ผมขอกินขนมอีกได้ไหม วันก่อนผมแบ่งให้หลานชายบ้านเสิ่นกินด้วย เขาบอกว่าอร่อยมาก”“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” หญิงสาวตอบกลับและลูบหัวน้องชายอย่างอ่อนโยน เรื่องอาหารการกินเธอไม่หวงอยู่แล้ว ในเมื่อมิติมีทุกอย่าง“แม่คะ ฉันอยากขายอาหารเช้าจังเลยค่ะ พวกข้าวเหนียวกับเนื้อทอดหรือไก่ทอดอะไรพวกนั้น แต่ถ้าจะขายในหมู่บ้านคงจะโดนจ้องจับผิดหรือมีคนมาก่อกวนอีก”หญิงสาวพูดปรึกษาแม่เกี่ยวกับการค้าใหม่ และพอพูดถึงเรื่องนี้ หญิงสาวก็ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย เธอไม่เข้าใจว่าชาวบ้านจะมีปัญหาอะไรกับบ้านเธอนักหนา หรือว่าอิจฉาที่เห็นว่าได้ดีกว่า“ถ้าอย่างนั้นเราไปขายที่หน้าหมู่บ้านดีไหมพี่ พี่กับแม่ก็ขายแค่ช่วงเช้า หลังจากนั้นผมจะเฝ้าร้านให้เอง ช่วงบ่ายพี่กับ
เธอเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ เหรออีกด้านหนึ่งของตลาด หานเจี้ยนกั๋วที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ตลอด ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าซ่งอวี้เหมยจะไม่โวยวาย และไม่หาเรื่องตบตีผู้หญิงคนนั้นเหมือนที่ผ่านมา แต่กลับกัน เธอสามารถยกเหตุผลออกมาจัดการ จนทำให้อีกฝ่ายล่าถอยไปอย่างไม่เป็นท่า แถมยังได้ใจชาวบ้านอีกมากมาย“เธอเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ สินะ” เขาพูดออกมาเบา ๆส่วนซ่งอวี้เหมยไม่ได้สนใจเลยว่าใครจะคิดอย่างไร ขอแค่เธอปกป้องตัวเองและครอบครัวได้ก็พอตอนนี้มีกลุ่มชาวบ้านเริ่มซุบซิบนินทาอีกแล้ว หลายคนต่างก็มองว่าบ้านซ่งเหมือนจะมีเงินจากการค้าเยอะขึ้น แต่แปลกใจว่าทำไมถึงยังมีเนื้อหมูมาทำไส้ซาลาเปาขายอีก “ฉันสงสัยว่าบ้านซ่งซื้อเนื้อหมูมาจากที่ไหน เพราะถ้าเอาแค่ที่หัวหน้าหลิวมอบให้ในวันนั้นมาทำซาลาเปาขาย มันก็น่าจะหมดนานแล้ว อย่าลืมว่าสหกรณ์ก็แทบจะไม่มีเนื้อขาย เพราะคนมีเงินล้วนสั่งไว้ทั้งนั้น หรือว่าคนบ้านซ่งไปขโมยมาจากคลังอีก” หญิงชรากลุ่มหนึ่งนั่งจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องนี้ไม่หยุด“ฉันว่าคงไปหาซื้อที่ตลาดมืดละมั้ง หรือไม่คงไปสั่งไว้ที่สหกรณ์หรือเปล่า อย่าลืมว่าตลาดที่นี่มีทุกห้าวัน คนบ้านนั้นน่าจะเตรียมไว้ก่อนแน่” อีกคนก็พู
ทำอะไรต้องมีหลักฐาน“นั่นสิ ในเมื่ออวี้เหมยเลือกที่จะเปลี่ยนตัวเอง ด้วยการลุกขึ้นมาทำมาหากิน เธอจะมายุ่งอะไรด้วย แล้วเรื่องเมื่อวานลูกสาวของฉันก็ไม่ผิด อยู่ดี ๆ ก็มีคนไปรังแกถึงบ้าน สมควรแล้วที่จะต้องชดเชยให้เธอ ทำไมเราจะเอาของที่ได้มา มาทำซาลาเปาขายเพื่อต่อยอดไม่ได้ล่ะ อีกอย่างเนื้อที่ได้มา หากเก็บไว้นานมันก็จะเน่าเสียได้”หวังซิ่วจินแม้จะไม่ค่อยอยากมีปากเสียงกับชาวบ้าน แต่หากเพื่อลูกและครอบครัวแล้วล่ะก็ เธอพร้อมจะสู้ตายเหมือนกัน จึงตอบโต้กลับไปอย่างไม่ไว้หน้าพอถูกสวนกลับด้วยเหตุผล หญิงคนนี้ก็เริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับออกไปอย่างฉุนเฉียว ส่วนคนอื่นบางคนก็เห็นด้วยกับสองแม่ลูกบ้านซ่ง แต่บางคนก็ไม่เห็นด้วย และมองว่าซ่งอวี้เหมยทำเกินไป ที่เรียกร้องเงินและอาหารมากขนาดนั้น“แม่คะ เหลือแค่ไม่กี่ลูกเอง เรากลับบ้านกันดีกว่า เดี๋ยวฉันจะเอาซาลาเปาไปฝากเสิ่นหมิงด้วย แล้วอีกห้าวันเราค่อยมาขายที่นี่กันใหม่” ซ่งอวี้เหมยไม่อยากเสียอารมณ์ไปมากกว่านี้ เลยชวนแม่เก็บของกลับบ้าน และเธอตั้งใจจะเอาซาลาเปาไปฝากเด็กที่ร่างเดิมเคยรังแกด้วย อย่างน้อยก็เป็นการไถ่โทษทางหนึ่ง“เอาอย่างนั้นก็ได้”
ขายวันแรกก็มีคนมาหาเรื่องเสียแล้วเช้าวันต่อมา...คนบ้านซ่งตื่นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี เนื่องจากมาเตรียมของที่จะเอาขาย ซาลาเปาที่ทำไว้ตั้งแต่เมื่อวานถูกเอาออกมาจากมิติ แล้วจะนำไปนึ่งอีกครั้งแม้ว่าบ้านซ่งจะยากจน แต่ดีที่ยังมีรถเข็นคันหนึ่งแถมยังมีซึ้งนึ่งอันใหญ่อยู่แล้ว เลยไม่มีปัญหาในการขายซาลาเปาครั้งนี้ซ่งอวี้เหมยเตรียมทุกอย่างกับแม่ของเธอ จากนั้นจึงทำกับข้าวไว้ให้พ่อกับน้องชาย เนื่องจากว่าตลาดเริ่มมีตั้งแต่เช้านั่นเองเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เธอและแม่จึงช่วยกันเข็นรถมาที่ตลาด ก่อนจะเปิดร้านเหมือนคนอื่นแต่กลายเป็นว่าร้านของเธอแทบไม่มีใครเข้ามาซื้อเลย ทั้งที่ซาลาเปาไส้หมูส่งกลิ่นหอมไปทั่วตลาด“กล้ามาขายเนอะ ใครจะซื้อของพวกเธอกัน”หญิงชาวบ้านคนหนึ่งเดินเข้ามาพูดอย่างไม่พอใจ แม้จะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อได้กลิ่นซาลาเปาไส้หมูจากร้านของซ่งอวี้เหมย“ถ้าไม่ซื้อก็อย่ามาก่อกวน ฉันขายได้หรือขายไม่ได้ ก็ไม่ใช่เรื่องของเธอ อวี้เหมยค้าขายอย่างสุจริตแล้ว คนปรับปรุงตัวแทนที่จะสนับสนุน แต่นี่อะไร กลับมาหาเรื่องหน้าตาเฉย”หวังซิ่วจินพูดสวนกลับไปทันที เธอจะไม่ยอมให้ใครมารังแกลูกสาวขอ
นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้นย้อนกลับมาทางด้านบ้านหลิว เมื่อหลิวฉางเหอกลับมาถึงบ้านก็แสดงสีหน้ามาพอใจออกมา ที่เขาต้องเสียเงินสิบหยวนและเนื้อหมูรวมถึงข้าวสารให้กับซ่งอวี้เหมย“ฉันพลาดท่านังผู้หญิงร้ายกาจคนนั้นได้ยังไงนะ ไม่คิดเลยว่ามันจะไม่ได้โง่อย่างที่ใครหลายคนเห็น” หลิวฉางเหอพูดออกมาอย่างไม่พอใจ“ถึงแม้ว่านังนั่นจะร้ายกาจและทำเรื่องน่าอับอายไปทั่ว ถึงอย่างไรฉันมองว่ามันโง่เง่าไม่มีสมอง แต่ไม่คิดว่าวันนี้มันจะทำให้พี่ต้องเสียเงินสิบหยวน ถึงแม้ว่าอาหารและข้าวสารพวกนั้นจะเบิกจากคลังได้ก็เถอะ แต่เงินตั้งสิบหยวนเชียวนะ ทำไมพี่ไม่ไปเรียกเงินจากชาวบ้านที่มารายงานล่ะ”เจียงฮุ่ยอวิ๋นเองก็มีท่าทีไม่ต่างจากสามี ถึงแม้ว่าในหมู่บ้านแห่งนี้ บ้านหลิวจะร่ำรวยที่สุด แต่เงินสิบหยวนก็ไม่ควรจะเสียโดยเปล่าประโยชน์แบบนี้ จึงบอกให้สามีไปเรียกเงินจากชาวบ้านที่มารายงาน“เรื่องนั้นฉันต้องทำอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เธอรู้ดีนี่ว่าฉันอยู่ในสายตาชาวบ้านแบบนี้ ต้องทำตัวให้คนเชื่อถือ เงินแค่สิบหยวนก็อย่าพูดมากเลย รอดูว่านังเด็กบ้านซ่งมันจะพลาดท่าอีกครั้งเมื่อไร ฉันจะเอาคืนแน่ ฉันไม่เชื่อหรอกคนเราจะเปลี่ยนไปได้ในเวลาแค่
การค้าครั้งแรกของบ้านซ่งเมื่อจัดร้านเสร็จทั้งสี่คนก็ช่วยกันเรียกลูกค้า เนื่องจากว่าพวกเขาไม่เห็นมีร้านขายเนื้อแล้ว ตอนแรกคิดว่าจะไม่มีคนซื้อ แต่กลับตรงกันข้าม ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยเลยมาต่อแถวเพื่อซื้อเนื้อ และไม่ว่าจะเอาออกมาเท่าไร ก็ขายหมดเกลี้ยง“พ่อคะ นอกจากเนื้อหมูแล้ว เรายังเอาอะไรออกมาขายได้อีก พวกขนมปังขายได้ไหม” ซ่งอวี้เหมยถามอย่างไม่แน่ใจ“ได้สิ ดีเหมือนกัน เนื้อหมูพอแค่นี้ก่อน เอาอย่างอื่นออกมาขายดีกว่า ไม่อย่างนั้นเกิดใครสงสัยว่าเอาเนื้อหมูอย่างดีมาจากไหน เราจะเดือดร้อนเอา” ซ่งไห่ถังเห็นด้วยกับความคิดลูกสาว เขาไม่อยากให้เป็นที่จับตามองของกลุ่มคนในตลาดมืดสักเท่าไร จึงคิดว่าควรจะเอาอย่างอื่นมาขายด้วยดังนั้นซ่งอวี้เหมยจึงเอาขนมปังไส้ต่าง ๆ ออกมาขาย ตอนแรกแทบไม่มีใครซื้อ เพราะถือว่าเป็นของกินแปลกใหม่ ที่ไม่ค่อยมีใครขายแต่พอหญิงสาวเอาออกมาตัดเป็นชิ้น ๆ วางในถาด แล้วให้ทุกคนลองชิมทุกรสชาติ คราวนี้ล่ะแทบจะขายไม่ทัน เพราะทั้งอร่อยและราคาไม่แพง เวลาผ่านไปไม่นานทุกอย่างที่เอาออกมาหมดเกลี้ยง“ขนมปังหมดแล้วเหรอ” ลูกค้าที่เพิ่งเดินเข้ามาเอ่ยถาม เธอได้ยินคนอื่นพูดกันว่าร้านนี้ขายขนมปังอ







