LOGINเช้าวันต่อมา...
คนบ้านซ่งตื่นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี เนื่องจากมาเตรียมของที่จะเอาขาย ซาลาเปาที่ทำไว้ตั้งแต่เมื่อวานถูกเอาออกมาจากมิติ แล้วจะนำไปนึ่งอีกครั้ง
แม้ว่าบ้านซ่งจะยากจน แต่ดีที่ยังมีรถเข็นคันหนึ่งแถมยังมีซึ้งนึ่งอันใหญ่อยู่แล้ว เลยไม่มีปัญหาในการขายซาลาเปาครั้งนี้
ซ่งอวี้เหมยเตรียมทุกอย่างกับแม่ของเธอ จากนั้นจึงทำกับข้าวไว้ให้พ่อกับน้องชาย เนื่องจากว่าตลาดเริ่มมีตั้งแต่เช้านั่นเอง
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เธอและแม่จึงช่วยกันเข็นรถมาที่ตลาด ก่อนจะเปิดร้านเหมือนคนอื่น
แต่กลายเป็นว่าร้านของเธอแทบไม่มีใครเข้ามาซื้อเลย ทั้งที่ซาลาเปาไส้หมูส่งกลิ่นหอมไปทั่วตลาด
“กล้ามาขายเนอะ ใครจะซื้อของพวกเธอกัน”
หญิงชาวบ้านคนหนึ่งเดินเข้ามาพูดอย่างไม่พอใจ แม้จะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อได้กลิ่นซาลาเปาไส้หมูจากร้านของซ่งอวี้เหมย
“ถ้าไม่ซื้อก็อย่ามาก่อกวน ฉันขายได้หรือขายไม่ได้ ก็ไม่ใช่เรื่องของเธอ อวี้เหมยค้าขายอย่างสุจริตแล้ว คนปรับปรุงตัวแทนที่จะสนับสนุน แต่นี่อะไร กลับมาหาเรื่องหน้าตาเฉย”
หวังซิ่วจินพูดสวนกลับไปทันที เธอจะไม่ยอมให้ใครมารังแกลูกสาวของเธออีกแล้ว ในเมื่อซ่งอวี้เหมยกลับใจแล้ว คนพวกนี้ควรจะให้โอกาสสิ ไม่ใช่มาคอยหาเรื่องแบบนี้
พอถูกยอกย้อนกลับมา หญิงชาวบ้านคนนี้ยิ่งมีท่าทีไม่ค่อยพอใจ จึงพูดสวนกลับมาอีกครั้งว่า
“ไม่มีใครเชื่อหรอกนะว่า ลูกสาวของเธอจะกลับตัวได้ ที่ผ่านมาทำตัวร้ายกาจขนาดไหนมีใครบ้างไม่รู้ แล้วนี่ยังจะมาขายอาหารอีก พวกเธอสองแม่ลูกคิดเหรอว่าจะมีคนมาซื้อไปกิน ไม่แน่ว่าซาลาเปาที่พวกเธอทำขาย อาจจะผสมยาพิษก็ได้”
พูดจบก็ลอยหน้าลอยตาและป้องปากหัวเราะอย่างชอบใจ และยังมีชาวบ้านอีกหลายคนก็สะใจกับเรื่องนี้เหมือนกัน ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เชื่อที่ซ่งอวี้เหมยจะปรับปรุงตัว
“ใครจะซื้อหรือไม่ซื้อ ฉันไม่สนใจหรอกนะ ในเมื่อฉันตั้งใจเปลี่ยนตัวเองแล้ว ฉันไม่ได้ร้ายกาจเหมือนที่แล้วมา อีกทั้งยังทำซาลาเปามาขายด้วยความบริสุทธิ์ใจ หากพวกคุณไม่ซื้อก็ไม่ควรจะมาพูดกันแบบนี้ อย่ามาด้อยค่ากันเลยนะ”
ซ่งอวี้เหมยพยายามพูดอย่างใจเย็น เธอไม่อยากจะมีเรื่อง แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องถึงวิ่งมาหาไม่หยุด
ทั้งสองฝ่ายต่างโต้เถียงกันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใคร แต่ในตอนนั้นกลับมีชาวบ้านคนหนึ่งเดินเข้ามาขอซื้อซาลาเปาสองลูก
“ฉันซื้อซาลาเปาสองลูก เธอขายลูกละเท่าไหร่เหรอ”
“ซาลาเปาลูกละห้าเหมาค่ะ สองลูกหนึ่งหยวน คุณป้าคือลูกค้าคนแรก เดี๋ยวฉันแถมให้หนึ่งลูกนะคะ” ซ่งอวี้เหมยดีใจมากที่มีคนกล้ามาซื้อซาลาเปาของเธอ เธอเลยใจป้ำแถมให้หนึ่งลูก แต่คนต่อไปหมดสิทธิ์
“ขอบใจมาก เดี๋ยวฉันจะกินต่อหน้าทุกคนนี่แหละ แล้วจะบอกว่าซาลาเปาขาวอวบลูกนี้อร่อยหรือเปล่า” หญิงสูงวัยคนนี้ไม่เพียงพูด แต่เมื่อจ่ายเงินและรับซาลาเปามา เธอก็กินต่อหน้าทุกคน
ตอนนี้สีหน้าของเธอบอกเลยว่าอร่อยมาก เมื่อเคี้ยวหมดก็พูดออกมาอย่างพึงพอใจ “ดี ดีมาก อร่อยเหลือเกิน ฉันกัดโดนไส้ แล้วรู้ว่ามันชุ่มฉ่ำมาก ฉันซื้อของซื้อเพิ่มอีกสี่ลูกนะ ของอร่อยแบบนี้ทุกคนในครอบครัวฉันต้องได้กิน”
“ได้ค่ะ” หวังซิ่วจินตอบรับด้วยรอยยิ้ม เธอดีใจมากจึงรีบเอาซาลาเปามาห่อกับกระดาษสำหรับห่ออาหาร ที่ซ่งอวี้เหมยเอาออกมาจากมิติอย่างรวดเร็ว ขายได้แค่นี้เธอก็พอใจแล้ว
“อร่อยจริงเหรอ เป็นไปได้อย่างไรกัน ซาลาเปานี่จะอร่อยได้อย่างไร” หญิงชาวบ้านคนหนึ่งถามขึ้นมา เธอยังไม่อยากจะเชื่อว่า ซาลาเปาที่สองแม่ลูกจากบ้านซ่งทำมาขายนั้นจะอร่อย
“ฉันจะโกหกเพื่ออะไรล่ะ แล้วถ้าไม่อร่อยจะเสียเงินซื้อเพิ่มทำไม รวม ๆ แล้วฉันต้องจ่ายเงินถึงสามหยวนเชียวนะ ถ้าไม่อร่อยจะมีใครบ้ามาซื้อเพิ่มล่ะ จริงไหม” ลูกค้าคนแรกพูดพร้อมกับส่งสายตาเชิงตำหนิให้หญิงคนนั้น ก่อนจะจ่ายเงินและรับซาลาเปามาแล้วเดินจากไป
เมื่อมีคนซื้อกินแล้วบอกว่าอร่อยมาก จากนั้นก็มีอีกหลายคนมาต่อแถวซื้อคนละลูกสองลูก จนตอนนี้ในซึ้งนึ่งเหลือซาลาเปาไม่กี่ลูกแล้ว ซ่งอวี้เหมยและแม่ต่างก็ดีใจมาก แม้ว่าวันนี้จะทำมาเพียงห้าสิบลูกเท่านั้น และยังเหลือไม่กี่ลูก แต่นับว่านี่ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้ว
แต่สองแม่ลูกซึมซับความสุขยังไม่ทันเต็มอิ่ม กลับมีคนเดินเข้ามาแล้วพูดจากระแนะกระแหน
“หึ เธอนี่เก่งจริง ๆ เลยนะอวี้เหมย เอาของที่ได้มาจากการเรียกร้องเมื่อวาน มาทำซาลาเปาขายหาเงิน” ผู้หญิงคนนั้นพูดพร้อมกับเบะปากใส่
ซ่งอวี้เหมยที่เหลืออดแล้ว จึงพูดสวนกลับอย่างไม่ไว้หน้า
“เอ้า พูดจาสุนัขไม่รับประทานอีกแล้วนะ เมื่อวานฉันถูกกล่าวหาว่าขโมยของออกมาจากคลัง ทุกคนต่างก็อยากตรวจค้นในบ้านซ่ง ฉันจึงยื่นข้อเสนอว่าหากไม่พบอะไรในบ้าน ก็ต้องจ่ายเงินสิบหยวนและให้เนื้อหมูอย่างดี รวมถึงข้าวสารอย่างดีด้วย ฉันเอาของที่ได้มาทำขายเพื่อหาเงินเข้าบ้าน แล้วมันผิดตรงไหน หรือว่าอิจฉาฉันมาก จนต้องเอาเรื่องแค่นี้มาพูดข่มให้ชาวบ้านคนอื่นได้ยิน”
‘ในเมื่ออยากกลับตัวกลับใจ แต่คนพวกนี้ยังคอยซ้ำเติมไม่เลิก งั้นคนดงคนดีไม่ต้องเป็นมันแล้ว ใครฟาดมาแม่จะฟาดกลับให้หน้าแหก’ หญิงสาวคิดในใจอย่างโมโห
บทส่งท้าย ใครว่าฉันเป็นนางร้ายตัวประกอบหานเจี้ยนกั๋วไม่รอให้อีกฝ่ายเข้าที่หลบกำบังตัวได้ทัน เขายิงไปที่ขาของหัวหน้าหลิวอย่างแม่นยำ รวมถึงลูกน้องคนอื่น ต่างก็ยิงลูกน้องของหลิวฉางเหอ จนทำให้พวกมันล้มลงไปกองกับพื้นและนอนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด“แกกล้าทำอย่างนี้ได้ยังไง รู้มั้ยว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ หากไม่อยากเดือดร้อน ก็ถอนตัวออกไปซะ” หัวหน้าหลิวพูดออกมาอย่างเดือดดาล เขาพยายามบีบบังคับให้อีกฝ่ายปล่อยตนเองไป โดยอ้างคนที่อยู่ในเงามืด“รู้สิ รู้ด้วยว่าหัวหน้าของพวกแกใหญ่แค่ไหน แต่ก็ไม่ใหญ่ไปกว่ากฎหมายหรอกนะ พวกแกกล้าดีอย่างไร ถึงมาขายสิ่งเสพติดพวกนี้ มอมเมาชาวบ้านจนทำให้ทุกคนเดือดร้อน บางคนถึงขั้นฆ่าคนอื่นตายก็ยังมี พวกแกเห็นแค่เงินเพียงน้อยนิด แล้วยอมทำสิ่งชั่วร้ายอย่างนี้เนี่ยนะ เลวจริง ๆ” หานเจี้ยนกั๋วด่ากลับอย่างเดือดดาล ที่ดูเหมือนว่าหลิวฉางเหอยังไม่สำนึกกับสิ่งที่กระทำ“ฮ่า ๆ ช่วยไม่ได้ ในเมื่อพวกมันโง่เอง ของพวกนี้ก็มีราคาแพง แต่อยากซื้อไปเสพอีก จะมาโทษฉันก็ไม่ได้หรอกนะ แต่แกคอยดูเถอะ นายใหญ่ต้องจัดการพวกแกให้สิ้นซากแน่ ไม่รู้หรือไงว่า สินค้าในครั้งนี้มีมูลค่ามากขนาดไหน” หล
ดวงตาของชายหนุ่มเฉียบคมไม่ว่อกแว่ก เหมือนนักล่าที่รู้แน่แล้วว่าปลายทางจะเจออะไร และต่อให้จะบาดเจ็บอย่างไร เขาปฏิญาณกับตัวเองว่า จะต้องมีชีวิตรอดกลับไปพบเจอเธอให้ได้ และหวังว่าลูกน้องทุกคน จะปลอดภัยเหมือนกัน ถึงแม้ว่านี่จะเป็นช่วงกลางวัน แต่ทว่าหานเจี้ยนกั๋วก็ไม่รู้สึกเกรงกลัวสิ่งใด เพราะนี่คือภารกิจสำคัญที่เขาต้องทำ และต่อให้เป็นภูเขาท้ายหมู่บ้านที่ไม่ค่อยมีใครสัญจร หรือขึ้นมาแถวนี้มากนัก แต่ก็ยังคงมีคนมาหาของป่าอยู่นั่นทำให้มีนายทหารต้องไปตักเตือน และบอกให้รีบลงมาโดยที่สั่งห้ามไม่ให้บอกเรื่องนี้กับใคร“หมายความว่าอย่างไรผู้กอง ตอนนี้หมู่บ้านเราเกิดอะไรขึ้น ทำไมจึงพาเจ้าหน้าที่มากันเยอะขนาดนี้” หัวหน้าหมู่บ้านที่รู้ข่าวก็รีบวิ่งมาอย่างหน้าตาตื่น และถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ผมกำลังปฏิบัติการกวาดล้างคนทำผิดกฎหมายครับ หากหัวหน้าหมู่บ้านไม่อยากติดรางแห่ไปด้วย ก็พาชาวบ้านลงไปให้หมด แล้วปิดเรื่องนี้ให้เงียบที่สุด อย่าคิดว่าผมไม่รู้เรื่องที่หัวหน้าหมู่บ้านรู้ว่า คนบ้านหลิวทำอะไรไว้ เพียงแค่เพราะกลัวอำนาจของหัวหน้าหลิว คุณเลยไม่กล้าเปิดเผยเรื่องนี้” ชายหนุ่มปรายตามองอย่างเย็นชา แต่ก็เข้าใจไ
กวาดล้างพวกค้ายาเสพติดวันต่อมา...หลิวฉางเหอมั่นใจว่าจะไม่มีใครรู้เรื่องที่เขาทำ แต่เพราะกลัวปัญหาจะตามมาเลย ตัดสินใจขนย้ายสินค้าผิดกฎหมายพวกนี้ ก่อนวันนัดหมายหนึ่งวัน“ฉันคิดว่าควรขนของกันวันนี้เลย ขนไปก่อนหน้าหนึ่งวันดีกว่าขนไปพรุ่งนี้แล้วเกิดปัญหาขึ้นมา” เขาพูดขึ้นกับลูกน้องที่รออยู่ตรงนี้เมื่อลูกน้องได้ยินต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงขยับขึ้นมาอีกหนึ่งวันในการส่งสินค้า“มันจะดีเหรอครับหัวหน้า การส่งสินค้าเร็วหนึ่งวันก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป ยิ่งส่งไปกับเสบียงอาหารด้วย ผมกลัวว่าจะเกิดปัญหานะครับ” ลูกน้องคนหนึ่งอดพูดขึ้นมาไม่ได้ เขารู้สึกไม่ดีที่จะต้องขนสินค้าก่อนกำหนดการ แล้วรู้สึกว่างานครั้งนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด“แกจะกลัวอะไรวะ มีคนของนายใหญ่ปะปนอยู่ในกลุ่มขนเสบียงอาหารครั้งนี้ ฉันมองว่าการที่เราเลื่อนกำหนดการมาหนึ่ง วันมันน่าจะดีกว่า เกิดพรุ่งนี้มีปัญหาขึ้นมาตอนที่เราขนสินค้า แบบนั้นมันน่าจะเกิดปัญหามากกว่านะ” หลิวฉางเหอยังคงยืนหยัดความคิดของตนเอง แล้วบอกว่าเริ่มทยอยขนสินค้าไปวันนี้เป็นการดีกว่า“ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่เจ้านายเลย อย่างไรพวกผมก็ยินดีทำตามคำสั่งอย
ลูกค้าที่เคยทำการค้าร่วมกับซ่งอวี้เหมยและแม่ของเธอ รีบพูดขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนเข้าใจ แต่ก็ยังปิดบางเรื่องที่พวกเธอทำการค้าในตลาดมืดไว้“ใช่แล้ว ฉันก็ทำการค้ากับคนบ้านซ่ง ก่อนที่พวกเธอจะเปิดร้านนี้กันเสียอีก” ลูกค้าอีกคนพูดสนับสนุนขึ้นมา และดูจะไม่ค่อยพอใจหลิวซูหรงสักเท่าไร“การที่เธอมาพูดแบบนี้ ไม่เท่ากับว่าใส่ร้ายครอบครัวบ้านซ่งหรอกเหรอ หรือว่าอิจฉาที่เห็นคนอื่นได้ดีกว่า”“นั่นสิ ฉันเองก็คิดอย่างนั้น”ตอนนี้ไม่ใช่ว่ามีลูกค้าเพียงแค่คนเดียวที่ออกหน้าให้คนบ้านซ่ง แต่กลับมีจำนวนไม่น้อยเลยที่พูดแทนหญิงสาวส่วนหานเจี้ยนกั๋วก็เดินมาอยู่เคียงข้างหญิงอันเป็นที่รัก และมองไปทางหลิวซูหรงด้วยสายตาที่ไม่พอใจ ในใจก็คิดว่า ‘คงต้องจัดการกวาดล้างคนบ้านตระกูลหลิวจริงจังสักที’“เป็นไปได้อย่างไรกัน แกจะมีคนรักมากขนาดนี้เชียวหรือ ทำไมทุกคนถึงพูดออกหน้าให้แกล่ะ” หลิวซูหรงถามออกไปอย่างตกใจ เธอแทบจะไม่เชื่อกับเหตุการณ์ตรงหน้า เธอไม่นึกไม่ฝันเลยว่าซ่งอวี้เหมยจะมีคนรักมากขนาดนี้“ฉันไม่คิดเลยนะว่าคนเราโง่แล้วยังอวดฉลาดอีก ฉันไม่รู้หรอกว่าอะไรทำให้เธอใส่ร้ายฉันได้ขนาดนี้ อีกทั้งเรื่องราวที่เกิดขึ้น มันก็ผ่านไปแล
โง่แล้วยังอวดฉลาดมุมหนึ่งของถนน หลิวซูหรงยืนมองมาทางหน้าร้านบ้านซ่งด้วยสายตาโกรธแค้น เธอไม่เข้าใจว่าทำไมซ่งอวี้เหมย ถึงได้มีเงินมากขนาดนี้ มากจนได้เปิดร้านอาหารบ้านซ่งที่ไม่เล็กเลย“นังซ่งอวี้เหมยมันทำอะไรกันแน่ ถึงได้มีเงินมาเปิดร้านอาหารใหญ่โตขนาดนี้” หลิวซูหรงไม่คิดเลยว่าช่วงเวลาที่เธอไม่อยู่ ศัตรูคู่แค้นจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมากขนาดนี้“หรือว่ามันแอบทำเรื่องผิดกฎหมาย เลยทำให้คนบ้านซ่งมีเงินมาเปิดร้าน จนทำให้ทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แบบนี้เราควรไปแจ้งทางการดีไหมนะ” สุ่ยฟางพูดขึ้นมาอีกคน เธอไม่คาดคิดเหมือนกันว่า ซ่งอวี้เหมยจะมีความเป็นอยู่เจริญรุ่งเรืองอย่างนี้ ในขณะที่ตนถูกส่งไปที่ค่ายกักกันและถูกใช้แรงงานเยี่ยงทาส‘น่าเจ็บใจนัก ทำไมฉันถึงต้องไปอยู่ในสภาพอย่างนั้น แล้วดูนังนั่นสิ มันกลับมีชีวิตที่ดีขึ้น มีร้านค้าใหญ่โต แถมได้ยินว่ามันยังซื้อบ้านในเมืองอีก ทำไมชีวิตที่ดีแบบนี้ ถึงไม่เป็นของฉันกันนะ' เธอคิดในใจอย่างเจ็บแค้น อย่างไรคราวนี้ ก็ต้องหาทางเอาคืนอีกฝ่ายให้จงได้“ที่เธอพูดออกมามันน่าคิดนะ ตั้งแต่ฉันเกิดมาก็เห็นอยู่แล้วว่า บ้านซ่งไม่ได้ร่ำรวยอะไร ค่อนข้างไปทางยากจนกว
กินอาหารพร้อมกันทั้งสองบ้านซ่งอวี้เหมยยิ้มออกมา ความจริงแล้วเธอไม่ได้เหนื่อยอะไรเลย กับการที่ทำให้ครอบครัวมีความสุข และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ก็รู้ดีว่าคนในยุคนี้ที่อายุเท่าเธอนั้น ควรที่จะแต่งงานมีครอบครัวได้แล้ว บางครอบครัวลูกสาวอายุสิบห้าสิบหกปีก็ให้แต่งงานแล้ว ซึ่งตอนนี้เธอเองก็อายุสิบแปดปีแล้ว จะว่าไปก็ควรจะมีครอบครัวเหมือนกับลูกสาวบ้านอื่นได้แล้วแต่อย่าลืมว่าซ่งอวี้เหมยคนนี้ เป็นหญิงสาวที่มาจากยุคปัจจุบัน ดังนั้นการแต่งงานในอายุเพียงสิบแปดปีนั้น จึงไม่ได้อยู่ในหัวของเธอเลย เนื่องจากชาติก่อน หญิงสาวบางคนอายุสี่สิบปียังไม่แต่งงานเลยก็มี บางคนอยู่แบบโสด ๆ สวย ๆ รวย ๆ ตลอดชีวิตก็ยังมีเยอะแยะ“เอาเถอะค่ะ ฉันคุยกับผู้กองแล้วว่าขอเวลาอีกสักหน่อย ให้พวกเราสองคนศึกษากันให้มากกว่านี้ เมื่อถึงเวลานั้นหากความรู้สึกยังเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ก็ค่อยมาตกลงเรื่องแต่งงานกันอีกครั้ง” หญิงสาวตอบกลับไปเพื่อให้พ่อแม่สบายใจ“ดีแล้วลูก อย่างไรก็ต้องศึกษากันให้ดีก่อน หากหลังจากนี้ความรู้สึกบอกว่าไม่ใช่ ก็ยังเป็นสหายกันได้ แต่ถ้ารีบแต่งงานแล้วเกิดหย่าร้างขึ้นมา ก็คงเป็นขี้ปากชาวบ้านอยู่ดี” ซ







