Masuk“เหอะ หล่อนน่ะเหรอไม่ทำผิด พวกฉันได้กลิ่นอาหารจานเนื้อโชยมาจากบ้านหล่อน ฉันมั่นใจว่าหล่อนต้องไปขโมยมาจากคลังอาหารแน่ หรือไม่ก็ไปขโมยเงินจากบ้านไหนมา แล้วไปซื้อเนื้อมาทำอาหารกิน แน่จริงก็ให้ค้นสิ” หญิงจากบ้านถังยังคงเชื่อมั่นความคิดของเธอ จึงพูดเสียงดังกลับมา
“ก็ฉันถามอยู่นี่ไงว่า หากเข้าไปค้นแล้วไม่พบอะไร พวกคุณจะรับผิดชอบการกระทำครั้งนี้อย่างไร อีกอย่าง ในเมื่อพูดว่าฉันไปขโมยของจากคลังของคอมมูน พูดไปเรื่อยแบบนี้ฉันเสียหายมากนะ แล้วไหนจะบอกว่าฉันไปขโมยเงินคนอื่นมาซื้อเนื้อทำอาหารอีก งั้นฉันถามหน่อยเถอะว่า มีใครเห็นฉันไปที่ตลาดตอนไหน ในเมื่อก่อนหน้านี้พวกชาวบ้านก็เพิ่งมาด่าฉันถึงที่นี่ จากนั้นฉันก็อยู่แต่ในบ้าน!”
หญิงสาวพูดสวนออกไปทันทีเหมือนกัน น้ำเสียงของเธอยังกดดันเหมือนเดิม สายตาจ้องทุกคนอย่างไม่เกรงกลัว แม้กระทั่งหัวหน้าหลิวที่แม้แต่หัวหน้าหมู่บ้านยังยอมก้มหัวให้
‘นี่แค่ทำอาหารจานเนื้อ ยังถูกกล่าวหาว่าขโมยของมาจากคลังของคอมมูน ต่อไปจะขยับตัวทำอะไรได้ล่ะเนี่ย’ เธอได้แต่คิดในใจอย่างเบื่อหน่าย และยืนกอดอกมองทุกคน
หลิวฉางเหอไม่เคยเจอซ่งอวี้เหมยพูดอย่างแน่วแน่และชัดเจนอย่างนี้มาก่อนก็ตกใจไม่น้อย เพราะที่ผ่านมาเธอเหมือนหญิงโง่ ๆ คนหนึ่ง ถึงแม้จะร้ายกาจแต่ก็ไม่ได้ฉลาดแบบนี้
แต่เขาเป็นถึงหัวหน้าหน่วยงานที่นี่ ในเมื่อมาแล้วก็ต้องเดินหน้าต่อ จึงถามกลับไปอย่างด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวด
“แล้วเธอต้องการอะไรล่ะอวี้เหมย ถ้าฉันเข้าค้นบ้านเธอแล้วไม่เจออะไร เธอจะให้ฉันชดใช้อย่างไร”
ซ่งอวี้เหมยได้ยินก็เผยแววตาเจ้าเล่ห์ออกมาครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นปกติในเสี้ยววินาที แล้วถามกลับไปอีกครั้ง
“หัวหน้าหลิวยื่นข้อเสนอเองนะ ฉันไม่ได้บังคับ”
“อืม” หลิวฉางเหอขานรับในลำคอและยืนรอฟังความต้องการของคนตรงหน้า
“หากค้นทั้งบ้านแล้วไม่พบสิ่งที่พวกชาวบ้านกลุ่มนี้กล่าวหา ฉันต้องการให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินสิบหยวน เนื้อหมูห้าจิน และข้าวสารอย่างดีสิบจิน” เธอบอกความต้องการของตนเองให้ทุกคนได้รับรู้
“อะไรนะ หล่อนจะปล้นกันเหรอ เงินสิบหยวนไม่ใช่จำนวนที่น้อยเลย ไหนจะเนื้อหมูและข้าวสารอย่างดีอีก” หญิงบ้านถังตาแทบถลนเมื่อได้ยินสิ่งที่ลูกสาวบ้านซ่งเรียกร้องมา
ชาวบ้านทุกคนก็ตกใจและหันไปพูดกันอย่างไม่เห็นด้วย
แม้กระทั่งหลิวฉางเหอเองก็ยังตกใจ ที่ซ่งอวี้เหมยเรียกร้องมากมายขนาดนี้ แต่เพราะต้องการรักษาหน้า เขาจึงได้ตอบตกลงไป โดยลืมคิดไปว่าหากมีของที่ถูกกล่าวหาอยู่ในบ้าน หญิงสาวคนนี้คงไม่กล้าให้ค้นหรือเรียกร้องอะไรแบบนี้อย่างแน่นอน
“ตกลง หากไม่พบอะไร ฉันยินดีจ่ายให้ตามที่เธอเรียกร้อง และจะหักจากคนพวกนี้ ที่ไปรายงานให้มาตรวจค้นบ้านของเธอ แล้วถ้าฉันตรวจพบว่ามีอาหารจานเนื้ออยู่ในบ้าน แล้วของในคลังหายจริง เธอต้องรับผิดชอบ แต่เธอจะรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างไร” เขาตอบตกลงและถามกลับมาเช่นกัน ในเมื่อฝ่ายของหญิงสาวเรียกร้องมากมายขนาดนั้น เขาก็ต้องถามหาความรับผิดชอบ หากพบของในบ้านซ่งอย่างที่ชาวบ้านไปรายงาน
“อยู่ที่หัวหน้าหลิวเลย หากพบเจอสิ่งที่ทุกคนกล่าวหาว่าฉันขโมยมาจากคลังและขโมยเงินชาวบ้าน อย่างนั้นก็พาฉันไปส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเลย ฉันยินดีให้ดำเนินการตามกฎหมาย” หญิงสาวตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำและไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย
“ดีเลยแบบนั้น หากพบว่าหล่อนขโมยของจากคลังเพื่อเอามาทำอาหารกิน ต่อไปนี้หมู่บ้านเราจะได้สูงขึ้น เพราะหล่อนต้องถูกจับไปใช้แรงงานอย่างไรล่ะ” หญิงบ้านถังพูดอย่างพึงพอใจ เรื่องนี้เธอมั่นใจว่าซ่งอวี้เหมยเป็นอย่างที่เธอกล่าวหาแน่นอน และเชื่อว่าเมื่อไม่มีลูกสาวบ้านซ่ง หมู่บ้านนี้คงเจริญขึ้น และขโมยก็จะไม่มี
“ใช่ ๆ ค้นเลย ๆ” ชาวบ้านที่ยืนอยู่ต่างก็พูดพร้อมกัน
เมื่อทุกคนตรงนี้มีความเห็นตรงกัน หลิวฉางเหอจึงจะเข้าตรวจค้นบ้านซ่ง และในขณะกำลังเดินเข้าบ้าน ซ่งไห่ถัง หวังซิ่วจินและซ่งเจ๋อหมิง ก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา เพราะมีคนไปบอกพวกเขาว่าที่บ้านซ่งกำลังเกิดเรื่องอีกแล้ว
“เดี๋ยวก่อนครับหัวหน้าหลิว นี่มันเรื่องอะไรกัน มีคนไปบอกว่าอวี่เหมยขโมยของในคลังมาเหรอครับ” คนเป็นพ่อรีบถามด้วยน้ำเสียงร้อนรนทันที ในใจนั้นคิดว่าลูกสาวคงสร้างเรื่องอีกแล้ว
“นายมาก็ดีแล้ว จะได้เป็นพยานให้ลูกสาวของนาย” หลิวฉางเหอพูดกับซ่งไห่ถัง แม้คำพูดนี้เหมือนไม่มีอะไร แต่ทว่าสายตากลับจดจ้องแบบกดดัน
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น อวี่เหมย” ซ่งไห่ถังหันไปถามลูกสาวที่ยืนอยู่เหมือนไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไร
“ไม่มีอะไรหรอกพ่อ ชาวบ้านพวกนี้ได้กลิ่นอาหารจานเนื้อจากบ้านไหนไม่รู้ แล้วมากล่าวหาว่าฉันไปขโมยของจากคลังมาทำอาหารน่ะ แถมยังใส่ร้ายว่าฉันไปขโมยเงินคนอื่นมาซื้อเนื้อด้วย ฉันบอกว่าไม่ได้ทำ พวกเขาก็ไม่เชื่อ ฉันจึงเสนอเงื่อนไขไปแล้วยอมให้พวกเขาและหัวหน้าหลิวเข้าไปตรวจค้น พ่อกับแม่มาก็ดีแล้ว งั้นก็เดินตามพวกเขาไปด้วยเลยสิ จะได้ไม่ต้องกังวลว่ามีใครเอาของมายัดใส่ในบ้านของเรา เพื่อเอาผิดฉัน”
หญิงสาวตอบคนเป็นพ่อไปเหมือนไม่มีอะไร และบอกว่าเธอไม่ได้ทำผิดอะไร ก่อนจะขอให้พ่อแม่ช่วยกันจับตาดูชาวบ้านกลุ่มนี้
เมื่อคนเป็นพ่อแม่ได้ยินอย่างนั้น จึงได้พยักหน้ารับพร้อมกับ และยอมให้ทุกคนเข้าไปตรวจค้น เพราะในเมื่อลูกสาวมีท่าทีมั่นใจ ต่อให้กลัวและเกรงใจหัวหน้าหลิวขนาดไหน พ่อแม่อย่างพวกเขาย่อมต้องปกป้องและเชื่อลูกตัวเองก่อน
“เดี๋ยวผมเข้าไปด้วยครับ ต่อให้พี่สาวของผมจะเคยทำผิดมานักต่อนัก แต่ครั้งนี้พี่ใหญ่บอกว่าไม่ได้ทำ อีกทั้งยังยอมให้ตรวจค้นบ้าน ผมจึงอยากเข้าไปดูเหตุการณ์ด้วย”
ซ่งเจ๋อหมิงที่แม้จะไม่ค่อยพอใจพี่สาวที่ชอบสร้างเรื่อง จนบ้านเดือดร้อนและเป็นที่อับอายของคนในหมู่บ้าน ทว่าครั้งนี้เขากลับเห็นเธอยืนยันหนักแน่นว่าไม่ได้ทำผิด และเด็กหนุ่มมองว่าสายตาของพี่สาวไม่เหมือนเดิม ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจลองเชื่อเธอสักครั้ง
“ฉันก็เหมือนกัน ฉันจะเข้าไปเป็นพยานในการตรวจค้นด้วย” หวังซิ่วจินที่เป็นแม่ก็พยักหน้าอีกคน เธอจะไปจับตาดูชาวบ้านอย่างที่ลูกสาวบอก
ซ่งอวี้เหมยได้เห็นอย่านั้นซาบซึ้งใจ เธอไม่คิดว่าทุกคนในบ้านจะเชื่อมั่นเธอขนาดนี้ ทั้งที่ร่างเดิมคอยสร้างแต่เรื่องให้ทุกคนต้องเดือดร้อนและสูญเสียเงิน รวมถึงอาหารในบ้านมามากมายแล้ว
บทส่งท้าย ใครว่าฉันเป็นนางร้ายตัวประกอบหานเจี้ยนกั๋วไม่รอให้อีกฝ่ายเข้าที่หลบกำบังตัวได้ทัน เขายิงไปที่ขาของหัวหน้าหลิวอย่างแม่นยำ รวมถึงลูกน้องคนอื่น ต่างก็ยิงลูกน้องของหลิวฉางเหอ จนทำให้พวกมันล้มลงไปกองกับพื้นและนอนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด“แกกล้าทำอย่างนี้ได้ยังไง รู้มั้ยว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ หากไม่อยากเดือดร้อน ก็ถอนตัวออกไปซะ” หัวหน้าหลิวพูดออกมาอย่างเดือดดาล เขาพยายามบีบบังคับให้อีกฝ่ายปล่อยตนเองไป โดยอ้างคนที่อยู่ในเงามืด“รู้สิ รู้ด้วยว่าหัวหน้าของพวกแกใหญ่แค่ไหน แต่ก็ไม่ใหญ่ไปกว่ากฎหมายหรอกนะ พวกแกกล้าดีอย่างไร ถึงมาขายสิ่งเสพติดพวกนี้ มอมเมาชาวบ้านจนทำให้ทุกคนเดือดร้อน บางคนถึงขั้นฆ่าคนอื่นตายก็ยังมี พวกแกเห็นแค่เงินเพียงน้อยนิด แล้วยอมทำสิ่งชั่วร้ายอย่างนี้เนี่ยนะ เลวจริง ๆ” หานเจี้ยนกั๋วด่ากลับอย่างเดือดดาล ที่ดูเหมือนว่าหลิวฉางเหอยังไม่สำนึกกับสิ่งที่กระทำ“ฮ่า ๆ ช่วยไม่ได้ ในเมื่อพวกมันโง่เอง ของพวกนี้ก็มีราคาแพง แต่อยากซื้อไปเสพอีก จะมาโทษฉันก็ไม่ได้หรอกนะ แต่แกคอยดูเถอะ นายใหญ่ต้องจัดการพวกแกให้สิ้นซากแน่ ไม่รู้หรือไงว่า สินค้าในครั้งนี้มีมูลค่ามากขนาดไหน” หล
ดวงตาของชายหนุ่มเฉียบคมไม่ว่อกแว่ก เหมือนนักล่าที่รู้แน่แล้วว่าปลายทางจะเจออะไร และต่อให้จะบาดเจ็บอย่างไร เขาปฏิญาณกับตัวเองว่า จะต้องมีชีวิตรอดกลับไปพบเจอเธอให้ได้ และหวังว่าลูกน้องทุกคน จะปลอดภัยเหมือนกัน ถึงแม้ว่านี่จะเป็นช่วงกลางวัน แต่ทว่าหานเจี้ยนกั๋วก็ไม่รู้สึกเกรงกลัวสิ่งใด เพราะนี่คือภารกิจสำคัญที่เขาต้องทำ และต่อให้เป็นภูเขาท้ายหมู่บ้านที่ไม่ค่อยมีใครสัญจร หรือขึ้นมาแถวนี้มากนัก แต่ก็ยังคงมีคนมาหาของป่าอยู่นั่นทำให้มีนายทหารต้องไปตักเตือน และบอกให้รีบลงมาโดยที่สั่งห้ามไม่ให้บอกเรื่องนี้กับใคร“หมายความว่าอย่างไรผู้กอง ตอนนี้หมู่บ้านเราเกิดอะไรขึ้น ทำไมจึงพาเจ้าหน้าที่มากันเยอะขนาดนี้” หัวหน้าหมู่บ้านที่รู้ข่าวก็รีบวิ่งมาอย่างหน้าตาตื่น และถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ผมกำลังปฏิบัติการกวาดล้างคนทำผิดกฎหมายครับ หากหัวหน้าหมู่บ้านไม่อยากติดรางแห่ไปด้วย ก็พาชาวบ้านลงไปให้หมด แล้วปิดเรื่องนี้ให้เงียบที่สุด อย่าคิดว่าผมไม่รู้เรื่องที่หัวหน้าหมู่บ้านรู้ว่า คนบ้านหลิวทำอะไรไว้ เพียงแค่เพราะกลัวอำนาจของหัวหน้าหลิว คุณเลยไม่กล้าเปิดเผยเรื่องนี้” ชายหนุ่มปรายตามองอย่างเย็นชา แต่ก็เข้าใจไ
กวาดล้างพวกค้ายาเสพติดวันต่อมา...หลิวฉางเหอมั่นใจว่าจะไม่มีใครรู้เรื่องที่เขาทำ แต่เพราะกลัวปัญหาจะตามมาเลย ตัดสินใจขนย้ายสินค้าผิดกฎหมายพวกนี้ ก่อนวันนัดหมายหนึ่งวัน“ฉันคิดว่าควรขนของกันวันนี้เลย ขนไปก่อนหน้าหนึ่งวันดีกว่าขนไปพรุ่งนี้แล้วเกิดปัญหาขึ้นมา” เขาพูดขึ้นกับลูกน้องที่รออยู่ตรงนี้เมื่อลูกน้องได้ยินต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงขยับขึ้นมาอีกหนึ่งวันในการส่งสินค้า“มันจะดีเหรอครับหัวหน้า การส่งสินค้าเร็วหนึ่งวันก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป ยิ่งส่งไปกับเสบียงอาหารด้วย ผมกลัวว่าจะเกิดปัญหานะครับ” ลูกน้องคนหนึ่งอดพูดขึ้นมาไม่ได้ เขารู้สึกไม่ดีที่จะต้องขนสินค้าก่อนกำหนดการ แล้วรู้สึกว่างานครั้งนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด“แกจะกลัวอะไรวะ มีคนของนายใหญ่ปะปนอยู่ในกลุ่มขนเสบียงอาหารครั้งนี้ ฉันมองว่าการที่เราเลื่อนกำหนดการมาหนึ่ง วันมันน่าจะดีกว่า เกิดพรุ่งนี้มีปัญหาขึ้นมาตอนที่เราขนสินค้า แบบนั้นมันน่าจะเกิดปัญหามากกว่านะ” หลิวฉางเหอยังคงยืนหยัดความคิดของตนเอง แล้วบอกว่าเริ่มทยอยขนสินค้าไปวันนี้เป็นการดีกว่า“ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่เจ้านายเลย อย่างไรพวกผมก็ยินดีทำตามคำสั่งอย
ลูกค้าที่เคยทำการค้าร่วมกับซ่งอวี้เหมยและแม่ของเธอ รีบพูดขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนเข้าใจ แต่ก็ยังปิดบางเรื่องที่พวกเธอทำการค้าในตลาดมืดไว้“ใช่แล้ว ฉันก็ทำการค้ากับคนบ้านซ่ง ก่อนที่พวกเธอจะเปิดร้านนี้กันเสียอีก” ลูกค้าอีกคนพูดสนับสนุนขึ้นมา และดูจะไม่ค่อยพอใจหลิวซูหรงสักเท่าไร“การที่เธอมาพูดแบบนี้ ไม่เท่ากับว่าใส่ร้ายครอบครัวบ้านซ่งหรอกเหรอ หรือว่าอิจฉาที่เห็นคนอื่นได้ดีกว่า”“นั่นสิ ฉันเองก็คิดอย่างนั้น”ตอนนี้ไม่ใช่ว่ามีลูกค้าเพียงแค่คนเดียวที่ออกหน้าให้คนบ้านซ่ง แต่กลับมีจำนวนไม่น้อยเลยที่พูดแทนหญิงสาวส่วนหานเจี้ยนกั๋วก็เดินมาอยู่เคียงข้างหญิงอันเป็นที่รัก และมองไปทางหลิวซูหรงด้วยสายตาที่ไม่พอใจ ในใจก็คิดว่า ‘คงต้องจัดการกวาดล้างคนบ้านตระกูลหลิวจริงจังสักที’“เป็นไปได้อย่างไรกัน แกจะมีคนรักมากขนาดนี้เชียวหรือ ทำไมทุกคนถึงพูดออกหน้าให้แกล่ะ” หลิวซูหรงถามออกไปอย่างตกใจ เธอแทบจะไม่เชื่อกับเหตุการณ์ตรงหน้า เธอไม่นึกไม่ฝันเลยว่าซ่งอวี้เหมยจะมีคนรักมากขนาดนี้“ฉันไม่คิดเลยนะว่าคนเราโง่แล้วยังอวดฉลาดอีก ฉันไม่รู้หรอกว่าอะไรทำให้เธอใส่ร้ายฉันได้ขนาดนี้ อีกทั้งเรื่องราวที่เกิดขึ้น มันก็ผ่านไปแล
โง่แล้วยังอวดฉลาดมุมหนึ่งของถนน หลิวซูหรงยืนมองมาทางหน้าร้านบ้านซ่งด้วยสายตาโกรธแค้น เธอไม่เข้าใจว่าทำไมซ่งอวี้เหมย ถึงได้มีเงินมากขนาดนี้ มากจนได้เปิดร้านอาหารบ้านซ่งที่ไม่เล็กเลย“นังซ่งอวี้เหมยมันทำอะไรกันแน่ ถึงได้มีเงินมาเปิดร้านอาหารใหญ่โตขนาดนี้” หลิวซูหรงไม่คิดเลยว่าช่วงเวลาที่เธอไม่อยู่ ศัตรูคู่แค้นจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมากขนาดนี้“หรือว่ามันแอบทำเรื่องผิดกฎหมาย เลยทำให้คนบ้านซ่งมีเงินมาเปิดร้าน จนทำให้ทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แบบนี้เราควรไปแจ้งทางการดีไหมนะ” สุ่ยฟางพูดขึ้นมาอีกคน เธอไม่คาดคิดเหมือนกันว่า ซ่งอวี้เหมยจะมีความเป็นอยู่เจริญรุ่งเรืองอย่างนี้ ในขณะที่ตนถูกส่งไปที่ค่ายกักกันและถูกใช้แรงงานเยี่ยงทาส‘น่าเจ็บใจนัก ทำไมฉันถึงต้องไปอยู่ในสภาพอย่างนั้น แล้วดูนังนั่นสิ มันกลับมีชีวิตที่ดีขึ้น มีร้านค้าใหญ่โต แถมได้ยินว่ามันยังซื้อบ้านในเมืองอีก ทำไมชีวิตที่ดีแบบนี้ ถึงไม่เป็นของฉันกันนะ' เธอคิดในใจอย่างเจ็บแค้น อย่างไรคราวนี้ ก็ต้องหาทางเอาคืนอีกฝ่ายให้จงได้“ที่เธอพูดออกมามันน่าคิดนะ ตั้งแต่ฉันเกิดมาก็เห็นอยู่แล้วว่า บ้านซ่งไม่ได้ร่ำรวยอะไร ค่อนข้างไปทางยากจนกว
กินอาหารพร้อมกันทั้งสองบ้านซ่งอวี้เหมยยิ้มออกมา ความจริงแล้วเธอไม่ได้เหนื่อยอะไรเลย กับการที่ทำให้ครอบครัวมีความสุข และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ก็รู้ดีว่าคนในยุคนี้ที่อายุเท่าเธอนั้น ควรที่จะแต่งงานมีครอบครัวได้แล้ว บางครอบครัวลูกสาวอายุสิบห้าสิบหกปีก็ให้แต่งงานแล้ว ซึ่งตอนนี้เธอเองก็อายุสิบแปดปีแล้ว จะว่าไปก็ควรจะมีครอบครัวเหมือนกับลูกสาวบ้านอื่นได้แล้วแต่อย่าลืมว่าซ่งอวี้เหมยคนนี้ เป็นหญิงสาวที่มาจากยุคปัจจุบัน ดังนั้นการแต่งงานในอายุเพียงสิบแปดปีนั้น จึงไม่ได้อยู่ในหัวของเธอเลย เนื่องจากชาติก่อน หญิงสาวบางคนอายุสี่สิบปียังไม่แต่งงานเลยก็มี บางคนอยู่แบบโสด ๆ สวย ๆ รวย ๆ ตลอดชีวิตก็ยังมีเยอะแยะ“เอาเถอะค่ะ ฉันคุยกับผู้กองแล้วว่าขอเวลาอีกสักหน่อย ให้พวกเราสองคนศึกษากันให้มากกว่านี้ เมื่อถึงเวลานั้นหากความรู้สึกยังเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ก็ค่อยมาตกลงเรื่องแต่งงานกันอีกครั้ง” หญิงสาวตอบกลับไปเพื่อให้พ่อแม่สบายใจ“ดีแล้วลูก อย่างไรก็ต้องศึกษากันให้ดีก่อน หากหลังจากนี้ความรู้สึกบอกว่าไม่ใช่ ก็ยังเป็นสหายกันได้ แต่ถ้ารีบแต่งงานแล้วเกิดหย่าร้างขึ้นมา ก็คงเป็นขี้ปากชาวบ้านอยู่ดี” ซ







