Masuk“เหอะ หล่อนน่ะเหรอไม่ทำผิด พวกฉันได้กลิ่นอาหารจานเนื้อโชยมาจากบ้านหล่อน ฉันมั่นใจว่าหล่อนต้องไปขโมยมาจากคลังอาหารแน่ หรือไม่ก็ไปขโมยเงินจากบ้านไหนมา แล้วไปซื้อเนื้อมาทำอาหารกิน แน่จริงก็ให้ค้นสิ” หญิงจากบ้านถังยังคงเชื่อมั่นความคิดของเธอ จึงพูดเสียงดังกลับมา
“ก็ฉันถามอยู่นี่ไงว่า หากเข้าไปค้นแล้วไม่พบอะไร พวกคุณจะรับผิดชอบการกระทำครั้งนี้อย่างไร อีกอย่าง ในเมื่อพูดว่าฉันไปขโมยของจากคลังของคอมมูน พูดไปเรื่อยแบบนี้ฉันเสียหายมากนะ แล้วไหนจะบอกว่าฉันไปขโมยเงินคนอื่นมาซื้อเนื้อทำอาหารอีก งั้นฉันถามหน่อยเถอะว่า มีใครเห็นฉันไปที่ตลาดตอนไหน ในเมื่อก่อนหน้านี้พวกชาวบ้านก็เพิ่งมาด่าฉันถึงที่นี่ จากนั้นฉันก็อยู่แต่ในบ้าน!”
หญิงสาวพูดสวนออกไปทันทีเหมือนกัน น้ำเสียงของเธอยังกดดันเหมือนเดิม สายตาจ้องทุกคนอย่างไม่เกรงกลัว แม้กระทั่งหัวหน้าหลิวที่แม้แต่หัวหน้าหมู่บ้านยังยอมก้มหัวให้
‘นี่แค่ทำอาหารจานเนื้อ ยังถูกกล่าวหาว่าขโมยของมาจากคลังของคอมมูน ต่อไปจะขยับตัวทำอะไรได้ล่ะเนี่ย’ เธอได้แต่คิดในใจอย่างเบื่อหน่าย และยืนกอดอกมองทุกคน
หลิวฉางเหอไม่เคยเจอซ่งอวี้เหมยพูดอย่างแน่วแน่และชัดเจนอย่างนี้มาก่อนก็ตกใจไม่น้อย เพราะที่ผ่านมาเธอเหมือนหญิงโง่ ๆ คนหนึ่ง ถึงแม้จะร้ายกาจแต่ก็ไม่ได้ฉลาดแบบนี้
แต่เขาเป็นถึงหัวหน้าหน่วยงานที่นี่ ในเมื่อมาแล้วก็ต้องเดินหน้าต่อ จึงถามกลับไปอย่างด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวด
“แล้วเธอต้องการอะไรล่ะอวี้เหมย ถ้าฉันเข้าค้นบ้านเธอแล้วไม่เจออะไร เธอจะให้ฉันชดใช้อย่างไร”
ซ่งอวี้เหมยได้ยินก็เผยแววตาเจ้าเล่ห์ออกมาครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นปกติในเสี้ยววินาที แล้วถามกลับไปอีกครั้ง
“หัวหน้าหลิวยื่นข้อเสนอเองนะ ฉันไม่ได้บังคับ”
“อืม” หลิวฉางเหอขานรับในลำคอและยืนรอฟังความต้องการของคนตรงหน้า
“หากค้นทั้งบ้านแล้วไม่พบสิ่งที่พวกชาวบ้านกลุ่มนี้กล่าวหา ฉันต้องการให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินสิบหยวน เนื้อหมูห้าจิน และข้าวสารอย่างดีสิบจิน” เธอบอกความต้องการของตนเองให้ทุกคนได้รับรู้
“อะไรนะ หล่อนจะปล้นกันเหรอ เงินสิบหยวนไม่ใช่จำนวนที่น้อยเลย ไหนจะเนื้อหมูและข้าวสารอย่างดีอีก” หญิงบ้านถังตาแทบถลนเมื่อได้ยินสิ่งที่ลูกสาวบ้านซ่งเรียกร้องมา
ชาวบ้านทุกคนก็ตกใจและหันไปพูดกันอย่างไม่เห็นด้วย
แม้กระทั่งหลิวฉางเหอเองก็ยังตกใจ ที่ซ่งอวี้เหมยเรียกร้องมากมายขนาดนี้ แต่เพราะต้องการรักษาหน้า เขาจึงได้ตอบตกลงไป โดยลืมคิดไปว่าหากมีของที่ถูกกล่าวหาอยู่ในบ้าน หญิงสาวคนนี้คงไม่กล้าให้ค้นหรือเรียกร้องอะไรแบบนี้อย่างแน่นอน
“ตกลง หากไม่พบอะไร ฉันยินดีจ่ายให้ตามที่เธอเรียกร้อง และจะหักจากคนพวกนี้ ที่ไปรายงานให้มาตรวจค้นบ้านของเธอ แล้วถ้าฉันตรวจพบว่ามีอาหารจานเนื้ออยู่ในบ้าน แล้วของในคลังหายจริง เธอต้องรับผิดชอบ แต่เธอจะรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างไร” เขาตอบตกลงและถามกลับมาเช่นกัน ในเมื่อฝ่ายของหญิงสาวเรียกร้องมากมายขนาดนั้น เขาก็ต้องถามหาความรับผิดชอบ หากพบของในบ้านซ่งอย่างที่ชาวบ้านไปรายงาน
“อยู่ที่หัวหน้าหลิวเลย หากพบเจอสิ่งที่ทุกคนกล่าวหาว่าฉันขโมยมาจากคลังและขโมยเงินชาวบ้าน อย่างนั้นก็พาฉันไปส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเลย ฉันยินดีให้ดำเนินการตามกฎหมาย” หญิงสาวตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำและไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย
“ดีเลยแบบนั้น หากพบว่าหล่อนขโมยของจากคลังเพื่อเอามาทำอาหารกิน ต่อไปนี้หมู่บ้านเราจะได้สูงขึ้น เพราะหล่อนต้องถูกจับไปใช้แรงงานอย่างไรล่ะ” หญิงบ้านถังพูดอย่างพึงพอใจ เรื่องนี้เธอมั่นใจว่าซ่งอวี้เหมยเป็นอย่างที่เธอกล่าวหาแน่นอน และเชื่อว่าเมื่อไม่มีลูกสาวบ้านซ่ง หมู่บ้านนี้คงเจริญขึ้น และขโมยก็จะไม่มี
“ใช่ ๆ ค้นเลย ๆ” ชาวบ้านที่ยืนอยู่ต่างก็พูดพร้อมกัน
เมื่อทุกคนตรงนี้มีความเห็นตรงกัน หลิวฉางเหอจึงจะเข้าตรวจค้นบ้านซ่ง และในขณะกำลังเดินเข้าบ้าน ซ่งไห่ถัง หวังซิ่วจินและซ่งเจ๋อหมิง ก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา เพราะมีคนไปบอกพวกเขาว่าที่บ้านซ่งกำลังเกิดเรื่องอีกแล้ว
“เดี๋ยวก่อนครับหัวหน้าหลิว นี่มันเรื่องอะไรกัน มีคนไปบอกว่าอวี่เหมยขโมยของในคลังมาเหรอครับ” คนเป็นพ่อรีบถามด้วยน้ำเสียงร้อนรนทันที ในใจนั้นคิดว่าลูกสาวคงสร้างเรื่องอีกแล้ว
“นายมาก็ดีแล้ว จะได้เป็นพยานให้ลูกสาวของนาย” หลิวฉางเหอพูดกับซ่งไห่ถัง แม้คำพูดนี้เหมือนไม่มีอะไร แต่ทว่าสายตากลับจดจ้องแบบกดดัน
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น อวี่เหมย” ซ่งไห่ถังหันไปถามลูกสาวที่ยืนอยู่เหมือนไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไร
“ไม่มีอะไรหรอกพ่อ ชาวบ้านพวกนี้ได้กลิ่นอาหารจานเนื้อจากบ้านไหนไม่รู้ แล้วมากล่าวหาว่าฉันไปขโมยของจากคลังมาทำอาหารน่ะ แถมยังใส่ร้ายว่าฉันไปขโมยเงินคนอื่นมาซื้อเนื้อด้วย ฉันบอกว่าไม่ได้ทำ พวกเขาก็ไม่เชื่อ ฉันจึงเสนอเงื่อนไขไปแล้วยอมให้พวกเขาและหัวหน้าหลิวเข้าไปตรวจค้น พ่อกับแม่มาก็ดีแล้ว งั้นก็เดินตามพวกเขาไปด้วยเลยสิ จะได้ไม่ต้องกังวลว่ามีใครเอาของมายัดใส่ในบ้านของเรา เพื่อเอาผิดฉัน”
หญิงสาวตอบคนเป็นพ่อไปเหมือนไม่มีอะไร และบอกว่าเธอไม่ได้ทำผิดอะไร ก่อนจะขอให้พ่อแม่ช่วยกันจับตาดูชาวบ้านกลุ่มนี้
เมื่อคนเป็นพ่อแม่ได้ยินอย่างนั้น จึงได้พยักหน้ารับพร้อมกับ และยอมให้ทุกคนเข้าไปตรวจค้น เพราะในเมื่อลูกสาวมีท่าทีมั่นใจ ต่อให้กลัวและเกรงใจหัวหน้าหลิวขนาดไหน พ่อแม่อย่างพวกเขาย่อมต้องปกป้องและเชื่อลูกตัวเองก่อน
“เดี๋ยวผมเข้าไปด้วยครับ ต่อให้พี่สาวของผมจะเคยทำผิดมานักต่อนัก แต่ครั้งนี้พี่ใหญ่บอกว่าไม่ได้ทำ อีกทั้งยังยอมให้ตรวจค้นบ้าน ผมจึงอยากเข้าไปดูเหตุการณ์ด้วย”
ซ่งเจ๋อหมิงที่แม้จะไม่ค่อยพอใจพี่สาวที่ชอบสร้างเรื่อง จนบ้านเดือดร้อนและเป็นที่อับอายของคนในหมู่บ้าน ทว่าครั้งนี้เขากลับเห็นเธอยืนยันหนักแน่นว่าไม่ได้ทำผิด และเด็กหนุ่มมองว่าสายตาของพี่สาวไม่เหมือนเดิม ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจลองเชื่อเธอสักครั้ง
“ฉันก็เหมือนกัน ฉันจะเข้าไปเป็นพยานในการตรวจค้นด้วย” หวังซิ่วจินที่เป็นแม่ก็พยักหน้าอีกคน เธอจะไปจับตาดูชาวบ้านอย่างที่ลูกสาวบอก
ซ่งอวี้เหมยได้เห็นอย่านั้นซาบซึ้งใจ เธอไม่คิดว่าทุกคนในบ้านจะเชื่อมั่นเธอขนาดนี้ ทั้งที่ร่างเดิมคอยสร้างแต่เรื่องให้ทุกคนต้องเดือดร้อนและสูญเสียเงิน รวมถึงอาหารในบ้านมามากมายแล้ว
ข่าวลือเรื่องโจรปล้นหมู่บ้านซ่งอวี้เหมยนั้นเดินกลับไปที่ร้าน โดยไม่สนใจเลยว่า อีกฝ่ายจะเป็นอย่างไร เพราะเธอไม่ได้ต้องการพระเอกคนนี้อีกแล้วสามคนแม่ลูกช่วยกันเข็นรถกลับบ้านด้วยรอยยิ้ม ซ่งอวี้เหมยซื้อของติดมือมาเล็กน้อย เพื่อให้ชาวบ้านคนอื่นรู้ว่าเธอมีอาหารกินเพราะซื้อมาจากตลาดเหมือนกันซ่งเจ๋อหมิงยังอยากกินขนมในมิติอีก จึงได้กระซิบบอกพี่สาว “พี่ใหญ่ วันนี้ผมขอกินขนมอีกได้ไหม วันก่อนผมแบ่งให้หลานชายบ้านเสิ่นกินด้วย เขาบอกว่าอร่อยมาก”“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” หญิงสาวตอบกลับและลูบหัวน้องชายอย่างอ่อนโยน เรื่องอาหารการกินเธอไม่หวงอยู่แล้ว ในเมื่อมิติมีทุกอย่าง“แม่คะ ฉันอยากขายอาหารเช้าจังเลยค่ะ พวกข้าวเหนียวกับเนื้อทอดหรือไก่ทอดอะไรพวกนั้น แต่ถ้าจะขายในหมู่บ้านคงจะโดนจ้องจับผิดหรือมีคนมาก่อกวนอีก”หญิงสาวพูดปรึกษาแม่เกี่ยวกับการค้าใหม่ และพอพูดถึงเรื่องนี้ หญิงสาวก็ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย เธอไม่เข้าใจว่าชาวบ้านจะมีปัญหาอะไรกับบ้านเธอนักหนา หรือว่าอิจฉาที่เห็นว่าได้ดีกว่า“ถ้าอย่างนั้นเราไปขายที่หน้าหมู่บ้านดีไหมพี่ พี่กับแม่ก็ขายแค่ช่วงเช้า หลังจากนั้นผมจะเฝ้าร้านให้เอง ช่วงบ่ายพี่กับ
เธอเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ เหรออีกด้านหนึ่งของตลาด หานเจี้ยนกั๋วที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ตลอด ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าซ่งอวี้เหมยจะไม่โวยวาย และไม่หาเรื่องตบตีผู้หญิงคนนั้นเหมือนที่ผ่านมา แต่กลับกัน เธอสามารถยกเหตุผลออกมาจัดการ จนทำให้อีกฝ่ายล่าถอยไปอย่างไม่เป็นท่า แถมยังได้ใจชาวบ้านอีกมากมาย“เธอเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ สินะ” เขาพูดออกมาเบา ๆส่วนซ่งอวี้เหมยไม่ได้สนใจเลยว่าใครจะคิดอย่างไร ขอแค่เธอปกป้องตัวเองและครอบครัวได้ก็พอตอนนี้มีกลุ่มชาวบ้านเริ่มซุบซิบนินทาอีกแล้ว หลายคนต่างก็มองว่าบ้านซ่งเหมือนจะมีเงินจากการค้าเยอะขึ้น แต่แปลกใจว่าทำไมถึงยังมีเนื้อหมูมาทำไส้ซาลาเปาขายอีก “ฉันสงสัยว่าบ้านซ่งซื้อเนื้อหมูมาจากที่ไหน เพราะถ้าเอาแค่ที่หัวหน้าหลิวมอบให้ในวันนั้นมาทำซาลาเปาขาย มันก็น่าจะหมดนานแล้ว อย่าลืมว่าสหกรณ์ก็แทบจะไม่มีเนื้อขาย เพราะคนมีเงินล้วนสั่งไว้ทั้งนั้น หรือว่าคนบ้านซ่งไปขโมยมาจากคลังอีก” หญิงชรากลุ่มหนึ่งนั่งจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องนี้ไม่หยุด“ฉันว่าคงไปหาซื้อที่ตลาดมืดละมั้ง หรือไม่คงไปสั่งไว้ที่สหกรณ์หรือเปล่า อย่าลืมว่าตลาดที่นี่มีทุกห้าวัน คนบ้านนั้นน่าจะเตรียมไว้ก่อนแน่” อีกคนก็พู
ทำอะไรต้องมีหลักฐาน“นั่นสิ ในเมื่ออวี้เหมยเลือกที่จะเปลี่ยนตัวเอง ด้วยการลุกขึ้นมาทำมาหากิน เธอจะมายุ่งอะไรด้วย แล้วเรื่องเมื่อวานลูกสาวของฉันก็ไม่ผิด อยู่ดี ๆ ก็มีคนไปรังแกถึงบ้าน สมควรแล้วที่จะต้องชดเชยให้เธอ ทำไมเราจะเอาของที่ได้มา มาทำซาลาเปาขายเพื่อต่อยอดไม่ได้ล่ะ อีกอย่างเนื้อที่ได้มา หากเก็บไว้นานมันก็จะเน่าเสียได้”หวังซิ่วจินแม้จะไม่ค่อยอยากมีปากเสียงกับชาวบ้าน แต่หากเพื่อลูกและครอบครัวแล้วล่ะก็ เธอพร้อมจะสู้ตายเหมือนกัน จึงตอบโต้กลับไปอย่างไม่ไว้หน้าพอถูกสวนกลับด้วยเหตุผล หญิงคนนี้ก็เริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับออกไปอย่างฉุนเฉียว ส่วนคนอื่นบางคนก็เห็นด้วยกับสองแม่ลูกบ้านซ่ง แต่บางคนก็ไม่เห็นด้วย และมองว่าซ่งอวี้เหมยทำเกินไป ที่เรียกร้องเงินและอาหารมากขนาดนั้น“แม่คะ เหลือแค่ไม่กี่ลูกเอง เรากลับบ้านกันดีกว่า เดี๋ยวฉันจะเอาซาลาเปาไปฝากเสิ่นหมิงด้วย แล้วอีกห้าวันเราค่อยมาขายที่นี่กันใหม่” ซ่งอวี้เหมยไม่อยากเสียอารมณ์ไปมากกว่านี้ เลยชวนแม่เก็บของกลับบ้าน และเธอตั้งใจจะเอาซาลาเปาไปฝากเด็กที่ร่างเดิมเคยรังแกด้วย อย่างน้อยก็เป็นการไถ่โทษทางหนึ่ง“เอาอย่างนั้นก็ได้”
ขายวันแรกก็มีคนมาหาเรื่องเสียแล้วเช้าวันต่อมา...คนบ้านซ่งตื่นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี เนื่องจากมาเตรียมของที่จะเอาขาย ซาลาเปาที่ทำไว้ตั้งแต่เมื่อวานถูกเอาออกมาจากมิติ แล้วจะนำไปนึ่งอีกครั้งแม้ว่าบ้านซ่งจะยากจน แต่ดีที่ยังมีรถเข็นคันหนึ่งแถมยังมีซึ้งนึ่งอันใหญ่อยู่แล้ว เลยไม่มีปัญหาในการขายซาลาเปาครั้งนี้ซ่งอวี้เหมยเตรียมทุกอย่างกับแม่ของเธอ จากนั้นจึงทำกับข้าวไว้ให้พ่อกับน้องชาย เนื่องจากว่าตลาดเริ่มมีตั้งแต่เช้านั่นเองเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เธอและแม่จึงช่วยกันเข็นรถมาที่ตลาด ก่อนจะเปิดร้านเหมือนคนอื่นแต่กลายเป็นว่าร้านของเธอแทบไม่มีใครเข้ามาซื้อเลย ทั้งที่ซาลาเปาไส้หมูส่งกลิ่นหอมไปทั่วตลาด“กล้ามาขายเนอะ ใครจะซื้อของพวกเธอกัน”หญิงชาวบ้านคนหนึ่งเดินเข้ามาพูดอย่างไม่พอใจ แม้จะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อได้กลิ่นซาลาเปาไส้หมูจากร้านของซ่งอวี้เหมย“ถ้าไม่ซื้อก็อย่ามาก่อกวน ฉันขายได้หรือขายไม่ได้ ก็ไม่ใช่เรื่องของเธอ อวี้เหมยค้าขายอย่างสุจริตแล้ว คนปรับปรุงตัวแทนที่จะสนับสนุน แต่นี่อะไร กลับมาหาเรื่องหน้าตาเฉย”หวังซิ่วจินพูดสวนกลับไปทันที เธอจะไม่ยอมให้ใครมารังแกลูกสาวขอ
นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้นย้อนกลับมาทางด้านบ้านหลิว เมื่อหลิวฉางเหอกลับมาถึงบ้านก็แสดงสีหน้ามาพอใจออกมา ที่เขาต้องเสียเงินสิบหยวนและเนื้อหมูรวมถึงข้าวสารให้กับซ่งอวี้เหมย“ฉันพลาดท่านังผู้หญิงร้ายกาจคนนั้นได้ยังไงนะ ไม่คิดเลยว่ามันจะไม่ได้โง่อย่างที่ใครหลายคนเห็น” หลิวฉางเหอพูดออกมาอย่างไม่พอใจ“ถึงแม้ว่านังนั่นจะร้ายกาจและทำเรื่องน่าอับอายไปทั่ว ถึงอย่างไรฉันมองว่ามันโง่เง่าไม่มีสมอง แต่ไม่คิดว่าวันนี้มันจะทำให้พี่ต้องเสียเงินสิบหยวน ถึงแม้ว่าอาหารและข้าวสารพวกนั้นจะเบิกจากคลังได้ก็เถอะ แต่เงินตั้งสิบหยวนเชียวนะ ทำไมพี่ไม่ไปเรียกเงินจากชาวบ้านที่มารายงานล่ะ”เจียงฮุ่ยอวิ๋นเองก็มีท่าทีไม่ต่างจากสามี ถึงแม้ว่าในหมู่บ้านแห่งนี้ บ้านหลิวจะร่ำรวยที่สุด แต่เงินสิบหยวนก็ไม่ควรจะเสียโดยเปล่าประโยชน์แบบนี้ จึงบอกให้สามีไปเรียกเงินจากชาวบ้านที่มารายงาน“เรื่องนั้นฉันต้องทำอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เธอรู้ดีนี่ว่าฉันอยู่ในสายตาชาวบ้านแบบนี้ ต้องทำตัวให้คนเชื่อถือ เงินแค่สิบหยวนก็อย่าพูดมากเลย รอดูว่านังเด็กบ้านซ่งมันจะพลาดท่าอีกครั้งเมื่อไร ฉันจะเอาคืนแน่ ฉันไม่เชื่อหรอกคนเราจะเปลี่ยนไปได้ในเวลาแค่
การค้าครั้งแรกของบ้านซ่งเมื่อจัดร้านเสร็จทั้งสี่คนก็ช่วยกันเรียกลูกค้า เนื่องจากว่าพวกเขาไม่เห็นมีร้านขายเนื้อแล้ว ตอนแรกคิดว่าจะไม่มีคนซื้อ แต่กลับตรงกันข้าม ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยเลยมาต่อแถวเพื่อซื้อเนื้อ และไม่ว่าจะเอาออกมาเท่าไร ก็ขายหมดเกลี้ยง“พ่อคะ นอกจากเนื้อหมูแล้ว เรายังเอาอะไรออกมาขายได้อีก พวกขนมปังขายได้ไหม” ซ่งอวี้เหมยถามอย่างไม่แน่ใจ“ได้สิ ดีเหมือนกัน เนื้อหมูพอแค่นี้ก่อน เอาอย่างอื่นออกมาขายดีกว่า ไม่อย่างนั้นเกิดใครสงสัยว่าเอาเนื้อหมูอย่างดีมาจากไหน เราจะเดือดร้อนเอา” ซ่งไห่ถังเห็นด้วยกับความคิดลูกสาว เขาไม่อยากให้เป็นที่จับตามองของกลุ่มคนในตลาดมืดสักเท่าไร จึงคิดว่าควรจะเอาอย่างอื่นมาขายด้วยดังนั้นซ่งอวี้เหมยจึงเอาขนมปังไส้ต่าง ๆ ออกมาขาย ตอนแรกแทบไม่มีใครซื้อ เพราะถือว่าเป็นของกินแปลกใหม่ ที่ไม่ค่อยมีใครขายแต่พอหญิงสาวเอาออกมาตัดเป็นชิ้น ๆ วางในถาด แล้วให้ทุกคนลองชิมทุกรสชาติ คราวนี้ล่ะแทบจะขายไม่ทัน เพราะทั้งอร่อยและราคาไม่แพง เวลาผ่านไปไม่นานทุกอย่างที่เอาออกมาหมดเกลี้ยง“ขนมปังหมดแล้วเหรอ” ลูกค้าที่เพิ่งเดินเข้ามาเอ่ยถาม เธอได้ยินคนอื่นพูดกันว่าร้านนี้ขายขนมปังอ







