Masukหลิวฉางเหอเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่รับปากลูกสาวบ้านซ่งไปคือเรื่องที่ผิดมหันต์ และเพิ่งคิดได้ว่าการที่ซ่งอวี้เหมยท้าทายทุกคนแบบนี้ย่อมต้องมีไม้ตาย
‘หรือว่าเธอไม่ได้ขโมยของจริง’ เขาได้แต่คิดอยู่ในใจ แต่สุดท้ายก็ต้องเดินเข้าไปตรวจค้นในบ้านซ่ง
ชาวบ้านคนอื่นที่รอดูเหตุการณ์อยู่ต่างก็สาแก่ใจ เมื่อเห็นหัวหน้าหลิวและอีกหลายคนเดินเข้าไปตรวจค้นบ้านซ่ง หนึ่งในนั้นคือหญิงจากบ้านถัง
เมื่อเข้ามาในบ้านแล้ว หัวหน้าหลิวก็นำทุกคนตรวจค้นทันที เมื่อพบเงินในบ้านมีไม่กี่หยวน ก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือเงินของบ้านซ่งจึงไม่สนใจอะไร และพอเข้าไปตรวจในครัวกลับไม่พบอาหารหรือเนื้อสัตว์เลยแม้แต่น้อย
อีกทั้งครัวยังคงสะอาดสะอ้านเหมือนไม่เคยมีการปรุงอาหารมาก่อน อย่างที่พวกชาวบ้านไปร้องเรียน “ไม่พบอะไรใช่ไหม” เมื่อตรวจค้นเสร็จซ่งไห่ถังจึงถามด้วยน้ำเสียงกึ่งเย็นชาผสมไม่พอใจ แต่ก็มีความโล่งใจที่ไม่พบสิ่งที่คนพวกนั้นบอก
“อืม เช่นนั้นเรื่องนี้ก็ถือว่าจบไปก็แล้วกัน เพราะซ่งอวี้เหมยไม่ได้ทำอาหารจานเนื้อและไม่ได้ขโมยของใคร ส่วนเรื่องคลังเก็บอาหารของคอมมูน ฉันเองก็ยังไม่ได้รับการร้องเรียนว่ามีอะไรหายไป” หลิวฉางเหอพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และทำท่าจะเดินกลับไป
แต่ทว่าซ่งอวี้เหมยกลับเดินเข้ามาขวางไว้ แล้วพูดดักคอเสียก่อน “คงจบเรื่องง่าย ๆ แบบนี้ไม่ได้หรอกนะหัวหน้าหลิว พวกคุณต้องชดใช้ให้ฉันตามสัญญาเสียก่อน เพราะฉันถามย้ำหลายครั้งแล้วนะ แต่พวกคุณก็ยังยืนยันที่จะค้นโดยเรามีข้อตกลงกัน อีกอย่าง การมาตรวจค้นแบบนี้มันเท่ากับดูหมิ่นบ้านซ่งและตัวฉันเอง ดังนั้นหากไม่อยากให้ใครครหา หัวหน้าหลิวต้องทำตามที่พวกเราตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้” น้ำเสียงที่เธอพูดมานั้นดูจริงจังอย่างมาก
“หมายความว่าอย่างไรอวี้เหมย ลูกตกลงอะไรกับหัวหน้าหลิวไว้เหรอ” คนเป็นพ่อถามอีกครั้ง สีหน้าของเขาดูตกใจอย่างเห็นได้ชัด
“ก็ฉันบอกว่าไม่ได้ทำ แต่พวกเขาก็ยืนยันที่จะค้นบ้านเราให้ได้ ฉันเลยเสนอไปว่าถ้าเข้ามาค้นในบ้านแล้วไม่เจออะไร ทางหัวหน้าหลิวจะต้องจ่ายค่าเสียหายตามที่ฉันเรียกร้อง นั่นคือเงินสิบหยวน เนื้อหมูแล้วก็ข้าวสารอย่างดี ส่วนถ้าค้นพบของที่บอกว่าฉันขโมยมาจากคลัง ฉันยินดีจะให้ดำเนินตามกฎหมายอย่างไรล่ะพ่อ”
หญิงสาวตอบพ่อจบก็เบนสายตาไปหาหลิวฉางเหอ เพื่อไม่ให้เขาเล่นลิ้น แล้วไม่ยอมทำตามที่ตกลงกันไว้
พอเจอสายตาของซ่งอวี้เหมยรวมถึงคนบ้านซ่ง หัวหน้าหลิวจึงต้องรักษาหน้าตัวเอง ด้วยการพูดขึ้นมา “เอาน่า ฉันไม่ลืมสัญญาหรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะจัดการให้ก็แล้วกัน”
เขาพูดจบก็ทำท่าจะเดินเลี่ยงออกไป แต่ก็ถูกหญิงสาวเดินตามมาขวางไว้อีก แล้วเธอยังพูดออกมาอย่างไม่ยินยอม
“ไม่ได้ค่ะ พรุ่งนี้คือวันใหม่ อะไรก็เปลี่ยนแปลงได้หมด ลิ้นมันไม่มีกระดูกนะ หัวหน้าหลิวอย่าเลื่อนเป็นพรุ่งนี้เลย เงินสิบหยวนไม่น่าจะมากเกินไปกับการกระทำในครั้งนี้ แล้วอย่าลืมเนื้อหมูและข้าวสารอย่างดีล่ะ และต้องครบตามจำนวนนะคะ”
‘หากเลื่อนไปพรุ่งนี้ ฉันกลัวว่าจะไม่ได้ตามข้อตกลงน่ะสิ เพราะอย่าลืมว่าคนระดับหัวหน้าหลิว ย่อมตีมึนแล้วไม่ยอมจ่ายได้อยู่แล้ว’ เธอมองหน้าหลิวฉางเหอและคิดอยู่ในใจ
เมื่อไม่สามารถปฏิเสธได้อีก หลิวฉางเหอจึงต้องทำตามอย่างที่พูดไว้ โดยการเอาเงินสิบหยวนและข้าวสาร รวมถึงเนื้อหมูมอบให้หญิงสาวตามจำนวนที่ตกลงกันไว้
หลังจากจบเรื่องวุ่นวายและทุกคนกลับไปหมดแล้ว พ่อ แม่ และน้องชายก็ได้แต่มองหญิงสาวไม่หลบสายตา เหมือนจะขอคำตอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้
“เรื่องราวที่แท้จริงเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไหนลูกลองบอกแม่มาซิ แม่รู้นะว่าในครัวมีการทำอาหาร อีกอย่างเครื่องปรุงบ้านเราก็ไม่ได้มีเยอะขนาดนั้น” หวังซิ่วจินถามลูกสาวอย่างจริงจัง เพราะคนเป็นแม่อย่างเธอทำอาหารอยู่ทุกวัน มีหรือที่จะไม่รู้ว่าเครื่องปรุงในบ้านมีอะไรบ้าง
“เอาล่ะ ในเมื่อแม่ถามแล้วฉันก็ไม่อยากปิดบังอีก อาหมิง ไปปิดประตูบ้านให้แน่นหนา” เธอนั่งคิดครู่หนึ่งจึงพูดกับแม่และ จึงหันไปบอกกับน้องชาย
ซ่งอวี้เหมยตัดสินใจจะบอกเรื่องมิติกับคนในครอบครัว เพราะอย่างน้อยตอนที่เธอทำอาหารก็ไม่ต้องปิดบัง ไม่แน่ว่าทุกคนอาจจะหาทางช่วยเรื่องกลิ่นอาหาร ที่จะลอยตลบอบอวลไปบ้านคนอื่นก็ได้
ซ่งเจ๋อหมิงแม้จะสงสัย แต่รีบทำตามที่พี่สาวบอก จากนั้นจึงมานั่งรวมกับทุกคน
“เอาล่ะ เล่าออกมาได้แล้ว” ซ่งไห่ถังเป็นคนพูดขึ้นมา
“เรื่องที่ฉันจะเล่าให้ฟัง มันอาจจะดูเหลือเชื่อ แต่ให้ทุกคนฟังอย่างใจเย็นก่อน คืออย่างนี้ ตอนที่ฉันนอนหลับไปมียายแก่คนหนึ่งมาเข้าฝันฉัน ยายคนนั้นบ่นฉันยกใหญ่ที่เป็นคนขี้เกียจและร้ายกาจ ยายบอกว่าต้องการให้ฉันปรับปรุงตัวและเป็นคนใหม่ ยายไม่อยากให้ฉันเป็นคนร้ายกาจของหมู่บ้านและไปรังแกคนอื่น ฉันนั่งฟังยายคนนั้นบ่นอยู่นานพอสมควร สุดท้ายแล้วฉันก็เลือกที่จะรับปากว่าจะปรับปรุงตนเอง ยายคนนั้นพอใจมากเลยให้ของวิเศษฉันมา” หญิงสาวเล่าออกมาเป็นเรื่องเป็นราว เหมือนพล็อตนิยายย้อนนิยายที่เคยอ่าน
“ของวิเศษอะไร” ทั้งสามคนที่ฟังอย่างตั้งใจ ก็ถามขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
นั่นทำให้ซ่งอวี้เหมยแอบยิ้มอยู่ในใจ
บทส่งท้าย ใครว่าฉันเป็นนางร้ายตัวประกอบหานเจี้ยนกั๋วไม่รอให้อีกฝ่ายเข้าที่หลบกำบังตัวได้ทัน เขายิงไปที่ขาของหัวหน้าหลิวอย่างแม่นยำ รวมถึงลูกน้องคนอื่น ต่างก็ยิงลูกน้องของหลิวฉางเหอ จนทำให้พวกมันล้มลงไปกองกับพื้นและนอนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด“แกกล้าทำอย่างนี้ได้ยังไง รู้มั้ยว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ หากไม่อยากเดือดร้อน ก็ถอนตัวออกไปซะ” หัวหน้าหลิวพูดออกมาอย่างเดือดดาล เขาพยายามบีบบังคับให้อีกฝ่ายปล่อยตนเองไป โดยอ้างคนที่อยู่ในเงามืด“รู้สิ รู้ด้วยว่าหัวหน้าของพวกแกใหญ่แค่ไหน แต่ก็ไม่ใหญ่ไปกว่ากฎหมายหรอกนะ พวกแกกล้าดีอย่างไร ถึงมาขายสิ่งเสพติดพวกนี้ มอมเมาชาวบ้านจนทำให้ทุกคนเดือดร้อน บางคนถึงขั้นฆ่าคนอื่นตายก็ยังมี พวกแกเห็นแค่เงินเพียงน้อยนิด แล้วยอมทำสิ่งชั่วร้ายอย่างนี้เนี่ยนะ เลวจริง ๆ” หานเจี้ยนกั๋วด่ากลับอย่างเดือดดาล ที่ดูเหมือนว่าหลิวฉางเหอยังไม่สำนึกกับสิ่งที่กระทำ“ฮ่า ๆ ช่วยไม่ได้ ในเมื่อพวกมันโง่เอง ของพวกนี้ก็มีราคาแพง แต่อยากซื้อไปเสพอีก จะมาโทษฉันก็ไม่ได้หรอกนะ แต่แกคอยดูเถอะ นายใหญ่ต้องจัดการพวกแกให้สิ้นซากแน่ ไม่รู้หรือไงว่า สินค้าในครั้งนี้มีมูลค่ามากขนาดไหน” หล
ดวงตาของชายหนุ่มเฉียบคมไม่ว่อกแว่ก เหมือนนักล่าที่รู้แน่แล้วว่าปลายทางจะเจออะไร และต่อให้จะบาดเจ็บอย่างไร เขาปฏิญาณกับตัวเองว่า จะต้องมีชีวิตรอดกลับไปพบเจอเธอให้ได้ และหวังว่าลูกน้องทุกคน จะปลอดภัยเหมือนกัน ถึงแม้ว่านี่จะเป็นช่วงกลางวัน แต่ทว่าหานเจี้ยนกั๋วก็ไม่รู้สึกเกรงกลัวสิ่งใด เพราะนี่คือภารกิจสำคัญที่เขาต้องทำ และต่อให้เป็นภูเขาท้ายหมู่บ้านที่ไม่ค่อยมีใครสัญจร หรือขึ้นมาแถวนี้มากนัก แต่ก็ยังคงมีคนมาหาของป่าอยู่นั่นทำให้มีนายทหารต้องไปตักเตือน และบอกให้รีบลงมาโดยที่สั่งห้ามไม่ให้บอกเรื่องนี้กับใคร“หมายความว่าอย่างไรผู้กอง ตอนนี้หมู่บ้านเราเกิดอะไรขึ้น ทำไมจึงพาเจ้าหน้าที่มากันเยอะขนาดนี้” หัวหน้าหมู่บ้านที่รู้ข่าวก็รีบวิ่งมาอย่างหน้าตาตื่น และถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ผมกำลังปฏิบัติการกวาดล้างคนทำผิดกฎหมายครับ หากหัวหน้าหมู่บ้านไม่อยากติดรางแห่ไปด้วย ก็พาชาวบ้านลงไปให้หมด แล้วปิดเรื่องนี้ให้เงียบที่สุด อย่าคิดว่าผมไม่รู้เรื่องที่หัวหน้าหมู่บ้านรู้ว่า คนบ้านหลิวทำอะไรไว้ เพียงแค่เพราะกลัวอำนาจของหัวหน้าหลิว คุณเลยไม่กล้าเปิดเผยเรื่องนี้” ชายหนุ่มปรายตามองอย่างเย็นชา แต่ก็เข้าใจไ
กวาดล้างพวกค้ายาเสพติดวันต่อมา...หลิวฉางเหอมั่นใจว่าจะไม่มีใครรู้เรื่องที่เขาทำ แต่เพราะกลัวปัญหาจะตามมาเลย ตัดสินใจขนย้ายสินค้าผิดกฎหมายพวกนี้ ก่อนวันนัดหมายหนึ่งวัน“ฉันคิดว่าควรขนของกันวันนี้เลย ขนไปก่อนหน้าหนึ่งวันดีกว่าขนไปพรุ่งนี้แล้วเกิดปัญหาขึ้นมา” เขาพูดขึ้นกับลูกน้องที่รออยู่ตรงนี้เมื่อลูกน้องได้ยินต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงขยับขึ้นมาอีกหนึ่งวันในการส่งสินค้า“มันจะดีเหรอครับหัวหน้า การส่งสินค้าเร็วหนึ่งวันก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป ยิ่งส่งไปกับเสบียงอาหารด้วย ผมกลัวว่าจะเกิดปัญหานะครับ” ลูกน้องคนหนึ่งอดพูดขึ้นมาไม่ได้ เขารู้สึกไม่ดีที่จะต้องขนสินค้าก่อนกำหนดการ แล้วรู้สึกว่างานครั้งนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด“แกจะกลัวอะไรวะ มีคนของนายใหญ่ปะปนอยู่ในกลุ่มขนเสบียงอาหารครั้งนี้ ฉันมองว่าการที่เราเลื่อนกำหนดการมาหนึ่ง วันมันน่าจะดีกว่า เกิดพรุ่งนี้มีปัญหาขึ้นมาตอนที่เราขนสินค้า แบบนั้นมันน่าจะเกิดปัญหามากกว่านะ” หลิวฉางเหอยังคงยืนหยัดความคิดของตนเอง แล้วบอกว่าเริ่มทยอยขนสินค้าไปวันนี้เป็นการดีกว่า“ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่เจ้านายเลย อย่างไรพวกผมก็ยินดีทำตามคำสั่งอย
ลูกค้าที่เคยทำการค้าร่วมกับซ่งอวี้เหมยและแม่ของเธอ รีบพูดขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนเข้าใจ แต่ก็ยังปิดบางเรื่องที่พวกเธอทำการค้าในตลาดมืดไว้“ใช่แล้ว ฉันก็ทำการค้ากับคนบ้านซ่ง ก่อนที่พวกเธอจะเปิดร้านนี้กันเสียอีก” ลูกค้าอีกคนพูดสนับสนุนขึ้นมา และดูจะไม่ค่อยพอใจหลิวซูหรงสักเท่าไร“การที่เธอมาพูดแบบนี้ ไม่เท่ากับว่าใส่ร้ายครอบครัวบ้านซ่งหรอกเหรอ หรือว่าอิจฉาที่เห็นคนอื่นได้ดีกว่า”“นั่นสิ ฉันเองก็คิดอย่างนั้น”ตอนนี้ไม่ใช่ว่ามีลูกค้าเพียงแค่คนเดียวที่ออกหน้าให้คนบ้านซ่ง แต่กลับมีจำนวนไม่น้อยเลยที่พูดแทนหญิงสาวส่วนหานเจี้ยนกั๋วก็เดินมาอยู่เคียงข้างหญิงอันเป็นที่รัก และมองไปทางหลิวซูหรงด้วยสายตาที่ไม่พอใจ ในใจก็คิดว่า ‘คงต้องจัดการกวาดล้างคนบ้านตระกูลหลิวจริงจังสักที’“เป็นไปได้อย่างไรกัน แกจะมีคนรักมากขนาดนี้เชียวหรือ ทำไมทุกคนถึงพูดออกหน้าให้แกล่ะ” หลิวซูหรงถามออกไปอย่างตกใจ เธอแทบจะไม่เชื่อกับเหตุการณ์ตรงหน้า เธอไม่นึกไม่ฝันเลยว่าซ่งอวี้เหมยจะมีคนรักมากขนาดนี้“ฉันไม่คิดเลยนะว่าคนเราโง่แล้วยังอวดฉลาดอีก ฉันไม่รู้หรอกว่าอะไรทำให้เธอใส่ร้ายฉันได้ขนาดนี้ อีกทั้งเรื่องราวที่เกิดขึ้น มันก็ผ่านไปแล
โง่แล้วยังอวดฉลาดมุมหนึ่งของถนน หลิวซูหรงยืนมองมาทางหน้าร้านบ้านซ่งด้วยสายตาโกรธแค้น เธอไม่เข้าใจว่าทำไมซ่งอวี้เหมย ถึงได้มีเงินมากขนาดนี้ มากจนได้เปิดร้านอาหารบ้านซ่งที่ไม่เล็กเลย“นังซ่งอวี้เหมยมันทำอะไรกันแน่ ถึงได้มีเงินมาเปิดร้านอาหารใหญ่โตขนาดนี้” หลิวซูหรงไม่คิดเลยว่าช่วงเวลาที่เธอไม่อยู่ ศัตรูคู่แค้นจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมากขนาดนี้“หรือว่ามันแอบทำเรื่องผิดกฎหมาย เลยทำให้คนบ้านซ่งมีเงินมาเปิดร้าน จนทำให้ทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แบบนี้เราควรไปแจ้งทางการดีไหมนะ” สุ่ยฟางพูดขึ้นมาอีกคน เธอไม่คาดคิดเหมือนกันว่า ซ่งอวี้เหมยจะมีความเป็นอยู่เจริญรุ่งเรืองอย่างนี้ ในขณะที่ตนถูกส่งไปที่ค่ายกักกันและถูกใช้แรงงานเยี่ยงทาส‘น่าเจ็บใจนัก ทำไมฉันถึงต้องไปอยู่ในสภาพอย่างนั้น แล้วดูนังนั่นสิ มันกลับมีชีวิตที่ดีขึ้น มีร้านค้าใหญ่โต แถมได้ยินว่ามันยังซื้อบ้านในเมืองอีก ทำไมชีวิตที่ดีแบบนี้ ถึงไม่เป็นของฉันกันนะ' เธอคิดในใจอย่างเจ็บแค้น อย่างไรคราวนี้ ก็ต้องหาทางเอาคืนอีกฝ่ายให้จงได้“ที่เธอพูดออกมามันน่าคิดนะ ตั้งแต่ฉันเกิดมาก็เห็นอยู่แล้วว่า บ้านซ่งไม่ได้ร่ำรวยอะไร ค่อนข้างไปทางยากจนกว
กินอาหารพร้อมกันทั้งสองบ้านซ่งอวี้เหมยยิ้มออกมา ความจริงแล้วเธอไม่ได้เหนื่อยอะไรเลย กับการที่ทำให้ครอบครัวมีความสุข และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ก็รู้ดีว่าคนในยุคนี้ที่อายุเท่าเธอนั้น ควรที่จะแต่งงานมีครอบครัวได้แล้ว บางครอบครัวลูกสาวอายุสิบห้าสิบหกปีก็ให้แต่งงานแล้ว ซึ่งตอนนี้เธอเองก็อายุสิบแปดปีแล้ว จะว่าไปก็ควรจะมีครอบครัวเหมือนกับลูกสาวบ้านอื่นได้แล้วแต่อย่าลืมว่าซ่งอวี้เหมยคนนี้ เป็นหญิงสาวที่มาจากยุคปัจจุบัน ดังนั้นการแต่งงานในอายุเพียงสิบแปดปีนั้น จึงไม่ได้อยู่ในหัวของเธอเลย เนื่องจากชาติก่อน หญิงสาวบางคนอายุสี่สิบปียังไม่แต่งงานเลยก็มี บางคนอยู่แบบโสด ๆ สวย ๆ รวย ๆ ตลอดชีวิตก็ยังมีเยอะแยะ“เอาเถอะค่ะ ฉันคุยกับผู้กองแล้วว่าขอเวลาอีกสักหน่อย ให้พวกเราสองคนศึกษากันให้มากกว่านี้ เมื่อถึงเวลานั้นหากความรู้สึกยังเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ก็ค่อยมาตกลงเรื่องแต่งงานกันอีกครั้ง” หญิงสาวตอบกลับไปเพื่อให้พ่อแม่สบายใจ“ดีแล้วลูก อย่างไรก็ต้องศึกษากันให้ดีก่อน หากหลังจากนี้ความรู้สึกบอกว่าไม่ใช่ ก็ยังเป็นสหายกันได้ แต่ถ้ารีบแต่งงานแล้วเกิดหย่าร้างขึ้นมา ก็คงเป็นขี้ปากชาวบ้านอยู่ดี” ซ







