LOGINซ่งอวี้เหมยมีความสุขอย่างมาก เธอและครอบครัวไม่ต้องอดมื้อกินมื้อแล้ว อีกอย่างน้องชายจะได้ไม่ต้องทำงานหนัก ทั้งที่ควรไปเรียนหนังสือ แต่นี่กลับต้องมาทำงานกลางทุ่งที่แทบจะมีแดดจ้าทุกวัน
หลังจากสำรวจเสร็จเรียบร้อย จึงได้ออกมาด้วยการคิดถึงห้องนอนตัวเอง แล้วเธอก็มายืนอยู่กลางห้อง
“ถ้าฉันจะเอาของในนั้นออกมาทำกินและขายได้ไหมนะ” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเบา ๆ แล้วลองเรียกพวกข้าวสารและเนื้อสัตว์ออกมา เมื่อเห็นทุกอย่างกองอยู่ข้างหน้า เธอยิ้มอย่างยินดี
“ต่อไปบ้านเราจะไม่อดอีกแล้ว” เธอหยิบของพวกนั้นขึ้นมาแล้วพูดอย่างดีใจ “ไปทำอาหารรอพ่อแม่กับอาหมิงดีกว่า”
คิดได้อย่างนั้นเธอก็หอบทุกอย่างออกมา แล้วเข้าไปในครัวที่อยู่หลังบ้าน จากนั้นก็จุดเตาสองเตาพร้อมกัน เพื่อตั้งหม้อหุงข้าวหนึ่งเตา และทำอาหารอีกหนึ่งเตา โดยเธอหุงข้าวก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนจะนึกรายการอาหารว่า วันนี้จะทำอะไรให้พ่อกับแม่และน้องชายกินดี
“หมูผัดพริกดีไหม”
ไม่เพียงแต่พูดเท่านั้น แต่หญิงสาวกลับลงมือทำเลย
อันดับแรกเธอนำเนื้อหมูที่ล้างเรียบร้อยมาหั่นเป็นเส้นยาวเรียว ก่อนจะเอาไปคลุกกับซีอิ๊วขาว เหล้าจีนสำหรับทำอาหาร และโรยแป้งมันบาง ๆ แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน ตอนนี้เนื้อหมูเปลี่ยนเป็นมีเงาใสเคลือบไว้บาง ๆ พอวางไว้ในชามไม่ไม่นาน กลิ่นเหล้าจีนหอมจาง ๆ ลอยขึ้นมา
จากนั้นเธอก็เอาพริกเขียวออกมาแล้วผ่าหั่นเป็นเส้นยาว และเอากระเทียมมาสับ
เมื่อเห็นว่ากระทะที่ตั้งไว้อีกเตาเริ่มร้อนแล้ว เธอก็ใส่น้ำมันลงไป กระเทียมสับหนึ่งกำมือถูกโปรยลงไปเช่นกัน เสียงเจียวกระเทียมพร้อมกลิ่นหอม ทำให้แทบจะกลืนน้ำลายลงคอ
จากนั้นซ่งอวี้เหมยก็ใส่หมูลงไปผัดต่อ กลิ่นเนื้อหมูที่ผสมซีอิ๊วและเหล้าจีนกระแทกจมูก หญิงสาวใช้ตะหลิวผัดไปมาอย่างคล่องแคล่ว เนื้อหมูค่อย ๆ เปลี่ยนสี ก่อนจะตักขึ้นพักไว้
และกระทะยังคงร้อน หญิงสาวจึงโยนพริกเขียวที่หั่นไว้ลงไป เสียงดังฉ่าขึ้นอีกครั้ง สีเขียวยิ่งสดขึ้นเมื่อโดนไปแรง ก่อนจะเอาเนื้อหมูเทกลับใส่ลงกระทะ แล้วผัดอย่างรวดเร็วสองสามครั้ง ก่อนจะใส่เครื่องปรุงต่าง ๆ ให้ครบ
เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ตักลงจานใบเก่า ๆ แต่สะอาดที่มีอยู่ในครัว กลิ่นอาหารจานนี้ลอยตลบอบอวลไปหมด
จากนั้นหญิงสาวจึงปรุงอาหารอีกสองสามอย่าง เพื่อให้คนในครอบครัวได้กินอิ่ม
ตอนนี้ผู้คนที่ผ่านไปมาได้แต่หยุดเดิน แล้วสูดดมกลิ่นอาหารที่ลอยออกมาจากบ้านซ่งอย่างสงสัย เนื่องจากบ้านซ่งนั้นเรียกว่าเกือบจะยากจนที่สุดของหมู่บ้านเลยก็ว่าได้ ยิ่งการที่จะซื้อเนื้อมาทำอาหารนั้น แทบจะไม่มีโอกาสเลยสักนิด
“บ้านซ่งทำอาหารจานเนื้อเหรอ” หญิงสูงวัยคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับทำจมูกฟุดฟิดดมกลิ่นอาหารที่ลอยมา
“จะเป็นไปได้อย่างไร บ้านซ่งยากจนจะตายไป ขนาดลูกชายอย่างเจ๋อหมิงยังต้องหยุดเรียน เพื่อทำงานหาเงินมาช่วยจุนเจือครอบครัวเลย” หญิงอีกคนพูดขึ้นมาอย่างไม่เห็นด้วย
“ฉันคิดว่าต้องเป็นฝีมือนังอวี้เหมยแน่นอน ไม่รู้ว่าหล่อนไปขโมยเนื้อของใครมาอีก ไม่ได้การแล้ว ฉันต้องไปแจ้งเรื่องนี้กับหัวหน้าสักหน่อย ไม่ใช่ว่าหล่อนแอบไปขโมยเนื้อจากคลังของคอมมูนเหรอ เห็นทีคราวนี้นังอวี้เหมยต้องถูกลงโทษแน่นอน”
หญิงวัยกลางคนที่ถูกขโมยไข่ไก่พูดขึ้นมา
ชาวบ้านต่างคิดไปต่าง ๆ นานา แต่สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องการก็คือหาเรื่องให้ซ่งอวี้เหมยถูกลงโทษ เพราะการขโมยของจากคลังของคอมมูนไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย
คิดได้อย่างนั้นแต่ละคนต่างก็อยากจะเอาหน้า ก่อนจะพากันวิ่งที่คอมมูน เพื่อไปฟ้องหัวหน้าหลิวหรือหลิวฉางเหอ ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานคอมนูนที่นี่ และมีอำนาจเหนือหัวหน้าหมู่บ้านมาก เพื่อให้มาจัดการซ่งอวี้เหมย
ส่วนซ่งอวี้เหมยเองก็คิดได้ว่า หากมีใครได้กลิ่นอาหารที่เธอทำคงจะเกิดเรื่องอีกแน่ จึงตัดสินใจเก็บทุกอย่างเข้าไปในมิติ แล้วรีบทำความสะอาดครัวอย่างเร่งด่วน
“นังอวี้เหมย ออกมาเดี๋ยวนี้นะ” เสียงหญิงวัยกลางคนตะโกนเรียกดังมาจากหน้าบ้าน
“นั่นไงคิดไว้ไม่มีผิดเลย”
หญิงสาวพูดและถอนหายใจ นับเป็นช่วงเส้นยาแดงผ่าแปดจริง ๆ ที่เธอรีบเก็บของทั้งหมดเข้ามิติได้ทัน ไม่เช่นนั้นผลลัพธ์คงเลวร้ายเกินที่คิดแน่
‘ฉันยิ่งเป็นที่เกลียดชังของชาวบ้าน เห้อ...แล้วเมื่อไรฉันจะหลุดพ้นสถานการณ์พวกนี้เสียที’
เธอได้แต่คิดในใจอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะกวาดตามองความเรียบร้อย แล้วเดินออกไปที่หน้าบ้านตามเสียงเรียก
“ยกโขยงกันมาทำไมนักหนาเนี่ย หรือจะบอกว่าฉันไปหาเรื่องใครอีก” หญิงสาวถามออกไปเสียงดัง สายตาก็กวาดมองทุกคนเพื่อขอคำตอบ
“หล่อนไปขโมยอาหารจากในคลังมาใช่ไหม หรือไม่ก็คงต้องไปขโมยเงินของบ้านไหนไปซื้ออาหารมาแน่ ไม่อย่างนั้นพวกฉันจะได้กลิ่นอาหารจานเนื้อ โชยออกมาจากบ้านหล่อนได้อย่างไร” หญิงจากบ้านถังรีบพูดอย่างรู้ดี แล้วชี้เข้าไปในบ้านในใจก็หมายจะเข้าไปค้นให้เห็นกับตา
ซ่งอวี้เหมยกวาดตามองทุกคนอีกครั้ง ก่อนจะมาหยุดที่ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่มีรูปร่างอ้วนท้วม และเธอจำได้ทันทีว่าเขาคือหัวหน้าหน่วยงานของที่นี่ ชื่อว่าหลิวฉางเหอ และเขายังเป็นพ่อของนางเอกนิยายเรื่องนี้อีกด้วย
“หัวหน้าหลิว คุณคิดว่าฉันทำอย่างที่คนพวกนี้ไปรายงานหรือเปล่า” หญิงสาวถามอย่างตรงประเด็นทันที
“ฉันก็มาตามหน้าที่ เพราะบ้านซ่งหรือจะมีเงินซื้อเนื้อมาทำอาหาร ยิ่งเธอด้วยแล้ว ฉันก็ไม่อยากเชื่อ คนในหมู่บ้านรู้ดีว่าเธอนั้นมีนิสัยอย่างไร แต่ถ้าเธอบอกว่าไม่ได้ทำ เธอยินดีให้ตรวจค้นไหมล่ะ ทุกคนจะได้รู้ความจริง”
หลิวฉางเหอที่มักทำตัวเป็นผู้ใหญ่อบอุ่นเสมอ แม้จะพูดเหมือนหาทางออกให้ แต่ความจริงแล้วเขาก็อยากเข้าไปค้นหาหลักฐานเหมือนกัน
“แล้วถ้าในบ้านฉันไม่มีอาหารจานเนื้อหรือเนื้อหมูเลยแม้แต่เศษเสี้ยวล่ะ หัวหน้าหลิวและชาวบ้านจะรับผิดชอบอย่างไร ต่อให้ที่ผ่านมาฉันจะทำตัวน่ารังเกียจขนาดไหนก็ยอมรับทุกครั้ง แต่ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาใส่ร้ายในเรื่องที่ไม่ได้ทำหรอกนะ”
ซ่งอวี้เหมยถามอย่างกดดัน สายตาเธอจ้องมองทุกคนโดยไม่หลบ โดยเฉพาะหัวหน้าหลิว
“เอ่อ...” หลิวฉางเหอถึงกับพูดไม่ออกตอบไม่ได้ เขาหันไปมองหน้าชาวบ้านที่ไปรายงานสลับไปมาเพื่อตัดสินใจ
บทส่งท้าย ใครว่าฉันเป็นนางร้ายตัวประกอบหานเจี้ยนกั๋วไม่รอให้อีกฝ่ายเข้าที่หลบกำบังตัวได้ทัน เขายิงไปที่ขาของหัวหน้าหลิวอย่างแม่นยำ รวมถึงลูกน้องคนอื่น ต่างก็ยิงลูกน้องของหลิวฉางเหอ จนทำให้พวกมันล้มลงไปกองกับพื้นและนอนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด“แกกล้าทำอย่างนี้ได้ยังไง รู้มั้ยว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ หากไม่อยากเดือดร้อน ก็ถอนตัวออกไปซะ” หัวหน้าหลิวพูดออกมาอย่างเดือดดาล เขาพยายามบีบบังคับให้อีกฝ่ายปล่อยตนเองไป โดยอ้างคนที่อยู่ในเงามืด“รู้สิ รู้ด้วยว่าหัวหน้าของพวกแกใหญ่แค่ไหน แต่ก็ไม่ใหญ่ไปกว่ากฎหมายหรอกนะ พวกแกกล้าดีอย่างไร ถึงมาขายสิ่งเสพติดพวกนี้ มอมเมาชาวบ้านจนทำให้ทุกคนเดือดร้อน บางคนถึงขั้นฆ่าคนอื่นตายก็ยังมี พวกแกเห็นแค่เงินเพียงน้อยนิด แล้วยอมทำสิ่งชั่วร้ายอย่างนี้เนี่ยนะ เลวจริง ๆ” หานเจี้ยนกั๋วด่ากลับอย่างเดือดดาล ที่ดูเหมือนว่าหลิวฉางเหอยังไม่สำนึกกับสิ่งที่กระทำ“ฮ่า ๆ ช่วยไม่ได้ ในเมื่อพวกมันโง่เอง ของพวกนี้ก็มีราคาแพง แต่อยากซื้อไปเสพอีก จะมาโทษฉันก็ไม่ได้หรอกนะ แต่แกคอยดูเถอะ นายใหญ่ต้องจัดการพวกแกให้สิ้นซากแน่ ไม่รู้หรือไงว่า สินค้าในครั้งนี้มีมูลค่ามากขนาดไหน” หล
ดวงตาของชายหนุ่มเฉียบคมไม่ว่อกแว่ก เหมือนนักล่าที่รู้แน่แล้วว่าปลายทางจะเจออะไร และต่อให้จะบาดเจ็บอย่างไร เขาปฏิญาณกับตัวเองว่า จะต้องมีชีวิตรอดกลับไปพบเจอเธอให้ได้ และหวังว่าลูกน้องทุกคน จะปลอดภัยเหมือนกัน ถึงแม้ว่านี่จะเป็นช่วงกลางวัน แต่ทว่าหานเจี้ยนกั๋วก็ไม่รู้สึกเกรงกลัวสิ่งใด เพราะนี่คือภารกิจสำคัญที่เขาต้องทำ และต่อให้เป็นภูเขาท้ายหมู่บ้านที่ไม่ค่อยมีใครสัญจร หรือขึ้นมาแถวนี้มากนัก แต่ก็ยังคงมีคนมาหาของป่าอยู่นั่นทำให้มีนายทหารต้องไปตักเตือน และบอกให้รีบลงมาโดยที่สั่งห้ามไม่ให้บอกเรื่องนี้กับใคร“หมายความว่าอย่างไรผู้กอง ตอนนี้หมู่บ้านเราเกิดอะไรขึ้น ทำไมจึงพาเจ้าหน้าที่มากันเยอะขนาดนี้” หัวหน้าหมู่บ้านที่รู้ข่าวก็รีบวิ่งมาอย่างหน้าตาตื่น และถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ผมกำลังปฏิบัติการกวาดล้างคนทำผิดกฎหมายครับ หากหัวหน้าหมู่บ้านไม่อยากติดรางแห่ไปด้วย ก็พาชาวบ้านลงไปให้หมด แล้วปิดเรื่องนี้ให้เงียบที่สุด อย่าคิดว่าผมไม่รู้เรื่องที่หัวหน้าหมู่บ้านรู้ว่า คนบ้านหลิวทำอะไรไว้ เพียงแค่เพราะกลัวอำนาจของหัวหน้าหลิว คุณเลยไม่กล้าเปิดเผยเรื่องนี้” ชายหนุ่มปรายตามองอย่างเย็นชา แต่ก็เข้าใจไ
กวาดล้างพวกค้ายาเสพติดวันต่อมา...หลิวฉางเหอมั่นใจว่าจะไม่มีใครรู้เรื่องที่เขาทำ แต่เพราะกลัวปัญหาจะตามมาเลย ตัดสินใจขนย้ายสินค้าผิดกฎหมายพวกนี้ ก่อนวันนัดหมายหนึ่งวัน“ฉันคิดว่าควรขนของกันวันนี้เลย ขนไปก่อนหน้าหนึ่งวันดีกว่าขนไปพรุ่งนี้แล้วเกิดปัญหาขึ้นมา” เขาพูดขึ้นกับลูกน้องที่รออยู่ตรงนี้เมื่อลูกน้องได้ยินต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงขยับขึ้นมาอีกหนึ่งวันในการส่งสินค้า“มันจะดีเหรอครับหัวหน้า การส่งสินค้าเร็วหนึ่งวันก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป ยิ่งส่งไปกับเสบียงอาหารด้วย ผมกลัวว่าจะเกิดปัญหานะครับ” ลูกน้องคนหนึ่งอดพูดขึ้นมาไม่ได้ เขารู้สึกไม่ดีที่จะต้องขนสินค้าก่อนกำหนดการ แล้วรู้สึกว่างานครั้งนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด“แกจะกลัวอะไรวะ มีคนของนายใหญ่ปะปนอยู่ในกลุ่มขนเสบียงอาหารครั้งนี้ ฉันมองว่าการที่เราเลื่อนกำหนดการมาหนึ่ง วันมันน่าจะดีกว่า เกิดพรุ่งนี้มีปัญหาขึ้นมาตอนที่เราขนสินค้า แบบนั้นมันน่าจะเกิดปัญหามากกว่านะ” หลิวฉางเหอยังคงยืนหยัดความคิดของตนเอง แล้วบอกว่าเริ่มทยอยขนสินค้าไปวันนี้เป็นการดีกว่า“ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่เจ้านายเลย อย่างไรพวกผมก็ยินดีทำตามคำสั่งอย
ลูกค้าที่เคยทำการค้าร่วมกับซ่งอวี้เหมยและแม่ของเธอ รีบพูดขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนเข้าใจ แต่ก็ยังปิดบางเรื่องที่พวกเธอทำการค้าในตลาดมืดไว้“ใช่แล้ว ฉันก็ทำการค้ากับคนบ้านซ่ง ก่อนที่พวกเธอจะเปิดร้านนี้กันเสียอีก” ลูกค้าอีกคนพูดสนับสนุนขึ้นมา และดูจะไม่ค่อยพอใจหลิวซูหรงสักเท่าไร“การที่เธอมาพูดแบบนี้ ไม่เท่ากับว่าใส่ร้ายครอบครัวบ้านซ่งหรอกเหรอ หรือว่าอิจฉาที่เห็นคนอื่นได้ดีกว่า”“นั่นสิ ฉันเองก็คิดอย่างนั้น”ตอนนี้ไม่ใช่ว่ามีลูกค้าเพียงแค่คนเดียวที่ออกหน้าให้คนบ้านซ่ง แต่กลับมีจำนวนไม่น้อยเลยที่พูดแทนหญิงสาวส่วนหานเจี้ยนกั๋วก็เดินมาอยู่เคียงข้างหญิงอันเป็นที่รัก และมองไปทางหลิวซูหรงด้วยสายตาที่ไม่พอใจ ในใจก็คิดว่า ‘คงต้องจัดการกวาดล้างคนบ้านตระกูลหลิวจริงจังสักที’“เป็นไปได้อย่างไรกัน แกจะมีคนรักมากขนาดนี้เชียวหรือ ทำไมทุกคนถึงพูดออกหน้าให้แกล่ะ” หลิวซูหรงถามออกไปอย่างตกใจ เธอแทบจะไม่เชื่อกับเหตุการณ์ตรงหน้า เธอไม่นึกไม่ฝันเลยว่าซ่งอวี้เหมยจะมีคนรักมากขนาดนี้“ฉันไม่คิดเลยนะว่าคนเราโง่แล้วยังอวดฉลาดอีก ฉันไม่รู้หรอกว่าอะไรทำให้เธอใส่ร้ายฉันได้ขนาดนี้ อีกทั้งเรื่องราวที่เกิดขึ้น มันก็ผ่านไปแล
โง่แล้วยังอวดฉลาดมุมหนึ่งของถนน หลิวซูหรงยืนมองมาทางหน้าร้านบ้านซ่งด้วยสายตาโกรธแค้น เธอไม่เข้าใจว่าทำไมซ่งอวี้เหมย ถึงได้มีเงินมากขนาดนี้ มากจนได้เปิดร้านอาหารบ้านซ่งที่ไม่เล็กเลย“นังซ่งอวี้เหมยมันทำอะไรกันแน่ ถึงได้มีเงินมาเปิดร้านอาหารใหญ่โตขนาดนี้” หลิวซูหรงไม่คิดเลยว่าช่วงเวลาที่เธอไม่อยู่ ศัตรูคู่แค้นจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมากขนาดนี้“หรือว่ามันแอบทำเรื่องผิดกฎหมาย เลยทำให้คนบ้านซ่งมีเงินมาเปิดร้าน จนทำให้ทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แบบนี้เราควรไปแจ้งทางการดีไหมนะ” สุ่ยฟางพูดขึ้นมาอีกคน เธอไม่คาดคิดเหมือนกันว่า ซ่งอวี้เหมยจะมีความเป็นอยู่เจริญรุ่งเรืองอย่างนี้ ในขณะที่ตนถูกส่งไปที่ค่ายกักกันและถูกใช้แรงงานเยี่ยงทาส‘น่าเจ็บใจนัก ทำไมฉันถึงต้องไปอยู่ในสภาพอย่างนั้น แล้วดูนังนั่นสิ มันกลับมีชีวิตที่ดีขึ้น มีร้านค้าใหญ่โต แถมได้ยินว่ามันยังซื้อบ้านในเมืองอีก ทำไมชีวิตที่ดีแบบนี้ ถึงไม่เป็นของฉันกันนะ' เธอคิดในใจอย่างเจ็บแค้น อย่างไรคราวนี้ ก็ต้องหาทางเอาคืนอีกฝ่ายให้จงได้“ที่เธอพูดออกมามันน่าคิดนะ ตั้งแต่ฉันเกิดมาก็เห็นอยู่แล้วว่า บ้านซ่งไม่ได้ร่ำรวยอะไร ค่อนข้างไปทางยากจนกว
กินอาหารพร้อมกันทั้งสองบ้านซ่งอวี้เหมยยิ้มออกมา ความจริงแล้วเธอไม่ได้เหนื่อยอะไรเลย กับการที่ทำให้ครอบครัวมีความสุข และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ก็รู้ดีว่าคนในยุคนี้ที่อายุเท่าเธอนั้น ควรที่จะแต่งงานมีครอบครัวได้แล้ว บางครอบครัวลูกสาวอายุสิบห้าสิบหกปีก็ให้แต่งงานแล้ว ซึ่งตอนนี้เธอเองก็อายุสิบแปดปีแล้ว จะว่าไปก็ควรจะมีครอบครัวเหมือนกับลูกสาวบ้านอื่นได้แล้วแต่อย่าลืมว่าซ่งอวี้เหมยคนนี้ เป็นหญิงสาวที่มาจากยุคปัจจุบัน ดังนั้นการแต่งงานในอายุเพียงสิบแปดปีนั้น จึงไม่ได้อยู่ในหัวของเธอเลย เนื่องจากชาติก่อน หญิงสาวบางคนอายุสี่สิบปียังไม่แต่งงานเลยก็มี บางคนอยู่แบบโสด ๆ สวย ๆ รวย ๆ ตลอดชีวิตก็ยังมีเยอะแยะ“เอาเถอะค่ะ ฉันคุยกับผู้กองแล้วว่าขอเวลาอีกสักหน่อย ให้พวกเราสองคนศึกษากันให้มากกว่านี้ เมื่อถึงเวลานั้นหากความรู้สึกยังเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ก็ค่อยมาตกลงเรื่องแต่งงานกันอีกครั้ง” หญิงสาวตอบกลับไปเพื่อให้พ่อแม่สบายใจ“ดีแล้วลูก อย่างไรก็ต้องศึกษากันให้ดีก่อน หากหลังจากนี้ความรู้สึกบอกว่าไม่ใช่ ก็ยังเป็นสหายกันได้ แต่ถ้ารีบแต่งงานแล้วเกิดหย่าร้างขึ้นมา ก็คงเป็นขี้ปากชาวบ้านอยู่ดี” ซ







