Masukจนทำให้หลินเม่ยเม่ยขนลุกขนพอง แต่ก็ยอมตอบรับโดยดี
“ค่ะ” หญิงสาวตอบรับแล้วเดินมานั่งลง และตักอาหารเข้าปากอย่างไม่อิดออด
หลินเพ่ยหรานหันมาสบตากับแม่ของเธอด้วยความพอใจ ที่เห็นอีกฝ่ายกินอาหารที่พวกเธอทำ
ไม่นานเฉินต้าเฟยก็มาถึง ชายหนุ่มนั่งลงไม่ไกลจากหลินเพ่ยหราน เพราะยังมั่นใจว่าเจ้าสาวของตนเองคือเธอ
แต่ขณะนั้นเอง หลินเม่ยเม่ยก็มีอาการร้อนรุ่ม จนเธอเริ่มอยู่ไม่เป็นสุข และรีบเอ่ยขอตัวจากทุกคน “ฉันรู้สึกไม่สบายตัว ขอกลับเข้าไปในห้องก่อนนะคะ”
“พี่ใหญ่ พี่เป็นอะไรไป ให้ฉันไปส่งพี่ดีไหมคะ เกิดล้มขึ้นมาจะอันตรายได้นะคะ” หลินเพ่ยหรานบอกอย่างเห็นใจ และพยายามเข้าไปพยุงพี่สาวที่เคยจงเกลียดจงชัง
“ถ้าอย่างนั้นลูกก็พาพี่เม่ยเม่ยไปพักที่ห้องก่อนก็ได้ เดี๋ยวตรงนี้แม่เก็บกวาดเอง” เจียงซื่อพูดและยิ้มมุมปากอย่างยินดี เมื่อเห็นว่าแผนการดำเนินไปอย่างที่เธอต้องการทุกอย่าง เธอมั่นใจแล้วว่าเจ้าสาวในครั้งนี้ ต้องเป็นหลินเม่ยเม่ยเท่านั้น
“ค่ะแม่” หลินเพ่ยหรานรับคำ แล้วพยุงพี่สาวไปที่ห้องทันที
จากนั้นเจียงซื่อก็หันมามองเฉินต้าเฟยด้วยความพอใจ เพราะชายหนุ่มก็เริ่มมีอาการแล้วเหมือนกัน เธอจึงตัดสินใจพยุงร่างของชายหนุ่มมาที่ห้องของหลินเม่ยเม่ย
พอมาถึงก็พบร่างหญิงสาวนอนห่มผ้าอยู่บนเตียง จึงจับเฉินต้าเฟยไปไว้บนเตียงเหมือนกัน จากนั้นก็เดินออกมาพร้อมกับปิดประตูอย่างแน่นหนา เธอแอบฟังเสียงภายในห้องพักใหญ่ เมื่อได้ยินสิ่งที่ต้องการแล้ว จึงรีบเดินออกมาหน้าบ้าน ก่อนจะร้องโวยวายว่า
“แย่แล้ว เม่ยเม่ยกำลังแย่งว่าที่เจ้าบ่าวของเพ่ยหราน ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว”
เสียงร้องของเธอดังไม่น้อย จึงดึงดูดความสนใจของชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาได้ไม่ยาก จนหลายคนหยุดฟังและมีคนบางคนเดินเข้ามาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เกิดอะไรขึ้นเหรอเจียงซื่อ หล่อนร้องโวยวายทำไม” ชาวบ้านคนหนึ่งถามขึ้น
“ก็เม่ยเม่ยน่ะสิ ยั่วยวนว่าที่เจ้าบ่าวของเพ่ยหราน ตอนนี้ทั้งสองอยู่ในห้องด้วยกัน ฉันไม่อยากจะนึกถึงเลยว่าเกิดอะไรขึ้น” เธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและแสร้งบีบน้ำตาออกมาด้วย เพื่อเรียกร้องความสนใจของคนแถวนั้น
“จะเป็นไปได้ยังไง เม่ยเม่ยไม่ใช่คนอย่างนั้นสักหน่อย ยังไงฉันก็ไม่เชื่อหรอกนะ” ผู้หญิงคนหนึ่งที่พอจะรู้จักนิสัยหลินเม่ยเม่ยรีบพูดค้านออกมา เธอเชื่อว่าด้วยนิสัยของหญิงสาว ไม่สามารถ ทำเรื่องอย่างว่าแบบนี้ได้อยู่แล้ว เธอไม่เชื่อคำพูดของเจียงซื่อหรอก นอกจากจะเห็นด้วยตาตนเอง
“ถ้าไม่เชื่อ อย่างนั้นก็ตามฉันไปดูเลยสิ ฉันก็ไม่ได้อยากจะใส่ร้ายเม่ยเม่ยหรอกนะ เพราะอย่างไรฉันก็เลี้ยงเธอมาตั้งแต่เล็ก เธอก็เหมือนลูกสาวคนหนึ่งของฉันเหมือนกัน” เจียงซื่อเสแสร้งแกล้งพูดเสียงเศร้า ๆ เพื่อให้ชาวบ้านพวกนี้เชื่อถือ
“ถ้าอย่างนั้นเธอก็นำเข้าไปสิ บ้านเธอใครจะกล้าบุกเข้าไปละ” ชาวบ้านอีกคนได้เสนอให้เจียงซื่อ เป็นฝ่ายเดินนำเข้าไปที่ห้องหลินเม่ยเม่ย
เมื่อเห็นว่าแผนการลุล่วงไปด้วยดี เจียงซื่อจึงยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะปาดน้ำตาทิ้งแล้วเดินนำเข้าไปในบ้านเพื่อจะพาทุกคนไปที่ห้องของหลินเม่ยเม่ย
คนเป็นแม่สามีตอบกลับ พร้อมกับยิ้มให้กับลูกสะใภ้อย่างอ่อนโยนกู้อี้หนิงมองหลินเม่ยเม่ยอย่างอ่อนโยน ก่อนหน้านี้ครอบครัวสายรองของสามี เมื่อได้ยินว่าสะใภ้ที่แต่งเข้ามาคือชาวบ้านธรรมดา ต่างก็ไม่มีใครยอมรับ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป เมื่อทุกคนเห็นความสามารถของหลินเม่ยเม่ย ต่างก็ยอมรับเธออย่างง่ายดาย“ดีแล้วค่ะแม่ พวกเราไม่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันนานแล้ว” หญิงสาวพูดอย่างสดใสและยิ้มให้แม่สามี แล้วจัดโต๊ะต่อเพื่อจะได้กินอาหารร่วมกัน สายตาก็เหลือบมองลูกทั้งสองไปด้วยแต่ทว่ายังไม่ทันที่จะจัดโต๊ะเสร็จ ครอบครัวของสหายก็มาถึงแล้ว ตอนแรกที่โทรไปหาสหาย เธอคิดว่าพวกเขาจะไม่มาเสียอีก แต่ที่ไหนได้ กลับมาถึงอย่างเร็ว ทำให้เด็ก ๆ ได้เล่นกันอย่างมีความสุข ส่วนผู้ใหญ่ก็ไปนั่งคุยกันด้วยเรื่องทั่วไป เพราะบ้านนี้มีกติกาอยู่แล้วว่า ห้ามคุยเรื่องงานในวันรวมตัว หากเรื่องนั้นไม่สำคัญจริง ๆ หลินเม่ยเม่ยหลังจากจัดเตรียมทุกอย่างแล้ว เธอก็มานั่งข้างสามี แล้วมองภาพของลูก ๆ กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนานด้วยสายตาที่มีความสุข จนเมิ่งเฟยเทียนอดไม่ได้ที่จะพูดหยอกล้อภรรยาที่รัก“มองอย่างนั้นเม่ยเม่ยอยากจะมีลูกเพิ่มเหรอ”“ถ้าบอกว
ตอนพิเศษ 2 ครอบครัวอบอุ่นหลังจากคืนนั้นนับว่าทั้งสองประสบความสำเร็จ เพราะหลินเม่ยเม่ยได้ตั้งท้องจริง ๆ อย่างที่หวังไว้ อีกทั้งเธอยังตั้งท้องแฝดอีกด้วยนี่จึงสร้างความดีใจให้กับสามีและทุกคนเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งซูผิงเนี่ยนที่เพิ่งคลอดเจ้าก้อนแป้งไปไม่นาน ยังต้องรีบมาแสดงความยินดีกับสหายรัก เพราะรู้ดีว่าหลินเม่ยเม่ยนั้นอยากมีลูกเพื่อเป็นทายาทให้ตระกูลเมิ่งมากแค่ไหนเมื่อวันเวลาผ่านไป จวบจนเจ้าก้อนแป้งทั้งสองได้ลืมตาดูโลกใหม่ สองสามีภรรยาต่างก็ทั้งดีใจและเห่อลูกมาก เพราะคนโตคือลูกชาย คนเล็กคือลูกสาวหลินเม่ยเม่ยดูแลลูกทั้งสองด้วยตัวเอง แต่เธอก็ยังคงทำงานไปด้วย โดยให้ลูกน้องเอาเอกสารมาให้ที่บ้าน ในช่วงสามเดือนแรกที่คลอดลูกออกมา เธอแลกของเด็กเล็กในระบบด้วยเหรียญออกมาหลายอย่าง รวมถึงเครื่องมืออุปกรณ์ปั๊มนม ซึ่งเมื่อเธอจำเป็นที่จะต้องไปทำงานที่สำนักงาน ก็ยังสามารถปั๊มนมไว้ให้ลูกทั้งสองคนดื่มได้ซึ่งลูกทั้งสองคนก็มีพ่อและแม่สามีที่เห่อหลานทั้งสองอย่างมาก คอยช่วยดูแลตอนที่เธอไปทำงาน จวบจนวันเวลาผ่านไปห้าปี“แม่กลับมาแล้ว” เสียงสดใสของลูกสาวดังขึ้น เมื่อเห็นว่าแม่ของเธอกลับมาแล้ว“ว่าอย่างไ
เมิ่งเฟยเทียนดึงนิ้วออก ก่อนจะขยับขึ้นมาจูบเธออย่างดูดดื่ม จูบของเขาทำให้หลินเม่ยเม่ยแทบหมดลมหายใจ“เม่ยเม่ยคงพร้อมแล้ว คราวนี้พี่จะทำลูกของเราแล้วนะ”เมิ่งเฟยทียนกระซิบบอกอย่างอ่อนหวานเมิ่งเฟยเทียนจับขาของภรรยาแยกออกจากกันให้กว้างกว่าเดิม จากนั้นเขาก็คุกเข่าแทรกตัวเข้ากลางหว่างขาเรียวสวย มือหนายกสะโพกมนขึ้นมาตรงหน้า ก่อนจะเสียบใส่แก่นกายใหญ่ยักษ์เข้าไปในร่องเสียวทีเดียวจนมิด ทำให้หลินเม่ยเม่ยสะดุ้งสุดตัว เพราะทั้งจุกและเสียวในเวลาเดียวกัน“อื้อ พี่เฟยเทียนอย่าแกล้งน้องสิคะ มันจุกนะ”เธอบอกสามีเสียงสั่นพร้อมกับใช้มือดันอกแกร่งของเขาไว้ใบหน้าแง่งอนเล็ก ๆ ของภรรยา ทำให้เมิ่งเฟยเทียนยิ้มให้กับความน่ารักของเธอ“ก็เมียพี่น่ารักน่าแกล้งนี่ครับ” เขาบอกออกไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะค่อย ๆ ดึงแก่นกายออกมาเล็กน้อยแล้วกระแทกกลับเข้าไปเน้น ๆ สองสามครั้ง เพื่อให้ภรรยาได้ปรับตัวและคุ้นชิน“ซี๊ดดดด เสียว” เสียงครางอย่างเสียวซ่านจากปากหลินเม่ยเม่ยดังออกมา ทำให้เขารู้ว่าเธอพร้อมแล้วสำหรับการทำลูกในคืนนี้“เม่ยเม่ย วันนี้พี่ทำลูกของเรานะ น้องอยากได้ลูกชายหรือลูกสาวครับ” เมิ่งเฟยเทียนกระซิบถามด้วยความรักใคร
ตอนพิเศษ 1 อยากมีลูกครอบครัวของหลินเม่ยเม่ยเหมือนจะมีความสุขดี เพราะเธอประสบความสำเร็จทั้งเรื่องงานและเรื่องครอบครัว แต่ลึก ๆ ในใจเธอก็อดที่จะอิจฉาสหายไม่ได้ ตอนนี้ซูผิงเนี่ยนก็ท้องโตขึ้นมาจนเห็นได้อย่างชัดเจน ใบหน้าของคนตั้งครรภ์อิ่มเอิบมาก“เมื่อไรเธอจะมีทายาทให้ตระกูลเมิ่งล่ะเม่ยเม่ย ตอนนี้ทุกอย่างก็พร้อมแล้วไม่ใช่เหรอ” ซูผิงเนี่ยนถามสหายในวันหนึ่งที่หลินเม่ยเม่ยแวะเข้ามาที่ร้านอาหาร“ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากมีนะ ฉันก็อยากมีลูก แต่ยังไม่ถึงเวลาละมั้ง” หญิงสาวตอบสหายกลับไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มโดยที่เธอไม่รู้เลยว่าตอนนั้นเองสามีที่รักภรรยามากจึงได้มารับภรรยากลับบ้าน เลยได้ยินความในใจของเธอ เขายกยิ้มออกมาเพราะเขาก็มีความต้องการมีลูกเหมือนเธอ‘คืนนี้พี่จะมอบลูกให้เธอนะ เม่ยเม่ย’ เมิ่งเฟยเทียนบอกภรรยาอยู่ในใจ ก่อนจะเดินเข้าไปหาเธอ“อ้าวพี่เฟยเทียน มารับฉันกลับบ้านเหรอคะ” หลินเม่ยเม่ยหันมาเห็นสามีก็ทักทายอย่างยิ้มแย้ม“ครับ และแม่บอกว่าให้สั่งอาหารสักสองสามอย่างกลับไปเป็นมื้อเย็นด้วยครับ” ชายหนุ่มบอกกับภรรยาและยิ้มให้เธอเล็กน้อย เพราะถ้าเวลามีคนอื่นอยู่ด้วย เขาก็ยังคงท่าทางเคร่งขรึมน่าเกรงขา
‘เจ้านายอย่าพูดแบบนั้นสิ ฉันเขินนะ ถึงฉันเป็นระบบก็มีหัวใจนะคะ’ เสี่ยวฟางไม่อยากเข้าโหมดซาบซึ้งจนเกินไป เลยพูดคล้ายกับหยอกล้อออกมาแทนหลินเม่ยเม่ยยิ้มออกมาเล็กน้อย แม้ว่าเธอจะมีผู้ช่วยส่วนตัวอย่างเสี่ยวฟางแล้วก็ตาม แต่เธอก็มีเลขาส่วนตัวเพื่อคอยช่วยงานเหมือนกัน และนั่นก็คือคนที่แม่สามียกให้ ก่อนหน้านี้ผู้ช่วยคนนี้ก็ไม่ค่อยพอใจที่จะทำงานกับเธอ แต่เพราะเห็นแล้วว่าหญิงสาวมีความสามารถเกินกว่าที่คิดไว้มาก เลยยอมรับตัวตนคุณนายน้อยคนนี้อย่างเต็มหัวใจหลินเม่ยเม่ยนั่งทำงานเงียบ ๆ อีกพักใหญ่ เพราะพรุ่งนี้เธอจะต้องไปประมูลสัมปทานที่ดินของรัฐเพิ่ม เพื่อเอาไว้สำหรับสร้างห้างสรรพสินค้า ที่จะมีต่างชาติเข้ามาร่วมทุนด้วย การทำงานของเธอในครั้งนี้ นับว่าสร้างชื่อเสียงให้หญิงสาวพอสมควร และการเรียนภาษาที่จะใช้สื่อสารกับต่างชาติ เธอก็ให้เสี่ยวฟางสอน จนพูดได้อย่างคล่องแคล่วก่อนหน้านี้เคยมีข่าวลือว่า คุณนายน้อยตระกูลเมิ่ง ที่เป็นภรรยาผู้กองเมิ่งนั้น ด้อยความสามารถ เรียนหนังสือก็ไม่จบ ความสามารถก็ไม่มี ทำได้เพียงเปิดร้านอาหารเท่านั้นแต่เมื่อวันเวลาผ่านไปไม่กี่ปี เธอก็ทำให้คนทั่วไปที่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับเธอ ต
บทส่งท้าย ความรักที่ถูกเติมเต็ม (จบ)หลังจากนั่งคุยกับสหายจนพอใจแล้วเธอก็ขอตัวกลับ วันนี้เฉินเม่ยเม่ยเดินทางกลับบ้านเลย โดยไม่เข้าไปที่สำนักงานของสามีแล้ว เมื่อกลับมาถึงบ้านเมิ่งแล้วเดินไปที่ห้องรับแขก ก็พบพ่อกับแม่สามีนั่งรออยู่ โดยมีสามีของเธอที่กลับบ้านเร็วนั่งอยู่ด้วย“มีอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมถึงนั่งเหมือนรอการกลับมาของฉันเลยล่ะ” เธอถามออกไปตามที่คิด“เม่ยเม่ยมานั่งก่อนเถอะ พ่อกับแม่มีเรื่องจะบอก” นายพลเมิ่งกวักมือให้ลูกสะใภ้มานั่งข้างลูกชาย ก่อนจะสบตากับภรรยาแล้วพูดออกมา ถึงสิ่งที่เขาและเธอปรึกษากันมาหลายวันแล้ว“พ่อกับแม่ต้องการให้อาเทียนและเม่ยเม่ยเข้ามาดูกิจการของตระกูลเมิ่ง เพราะหลายเดือนมานี้ พ่อเห็นถึงความสามารถของลูกทั้งสองคน ในการดูแลกิจการส่วนตัว จึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่พ่อแม่จะมอบทุกอย่างให้ลูกทั้งสองดูแล เรื่องนี้พ่อกับแม่ปรึกษากันมาพักใหญ่แล้ว พ่อกับแม่อยากจะหยุดพักงานแล้วไปเที่ยวกันบ้าง เหนื่อยมานานแล้ว” น้ำเสียงที่นายพลเมิ่งพูดออกมานั้น มีทั้งความจริงจัง และหยอกล้อในตอนท้าย“ใช่แล้ว ให้แม่ไปเที่ยวบ้างเถอะนะ แม่ดูแลกิจการมาตั้งแต่ยังสาวจนแก่ขนาดนี้ ตอนนี้แม่จึงอยากใช้ช
จากนั้นทั้งสองจึงนั่งปรึกษากัน ในเรื่องที่จะเปิดร้านขายอาหาร แต่จะเปิดร้านขายอะไรบ้างนั้น คงต้องดูทำเลที่ได้มาเสียก่อน แต่ทว่าตอนนี้หลินเม่ยเม่ยยังไม่เคยไปที่ห้องแถวนั้นเลย คงต้องรอสามีให้พาไปก่อน ถึงจะมาหาสหายอีกครั้งเพื่อพาไปดูร้านด้วยกันหลายวันต่อมา...หลินเม่ยเม่ยพอใจกับห้องแถวที่ครอบครัวสามีม
นายพลเมิ่งบอกและยิ้มให้ลูกสะใภ้อย่างอบอุ่น ส่วนในใจนั้นคิดอย่างโหดเหี้ยมว่า ‘ดีที่ก่อนวันแต่งงานไม่ได้เกิดเรื่องอย่างที่คิด ไม่อย่างนั้นคนบ้านหลินและบ้านเฉินคง ไม่มีที่อยู่แล้ว’ หลินเม่ยเม่ยรู้สึกเกรงใจจึงมองสามีอีกครั้ง พอเห็นเมิ่งเฟยเทียนยิ้มอบอุ่นและพยักหน้าให้ เธอเลยตัดสินใจรับของขวัญชิ้นนี้มา
ของรับขวัญที่แสนแพงเมิ่งเฟยเทียนนอนตะแคงข้างมองภรรยาตนเองที่หลับอยู่ด้วยความรู้สึกที่อิ่มเอมในหัวใจ เขาไม่คาดฝันมาก่อนเลยว่าจะได้แต่งงานกับผู้หญิงตรงหน้า แต่ในเมื่อได้เธอมาอยู่ในอ้อมแขนแล้ว เขาก็จะไม่มีวันปล่อยเธอไปอีกเป็นอันขาดหลินเม่ยเม่ยบิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนจะลืมตาตื่นขึ้นมา เมื่อพบว่าชายที
ประกายตาของเมิ่งเฟยเทียนมีความโหดเหี้ยมฉายออกมา แต่เพียงแค่ชั่วขณะเดียวเท่านั้นก็ปรับมาเป็นปกติ เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย แต่ทว่าสายตากลับไม่ยิ้มเลย แล้วพูดเสียงขึ้นดัง ๆ เพื่อให้ทุกคนได้ฟังอย่างชัด ๆ ว่า“ในเมื่อของหมั้นนี้ผมยกให้เจ้าสาว ถ้าอย่างนั้นไม่ว่าเธอต้องการจะเอาไปที่ไหน ก็แล้วแต่เธอ คนอื่นไม่







