LOGINบทที่ 3 ไม่ขอเล่นบทนางร้ายไร้สมอง! ขณะที่โอวหยางฉางอันกำลังตั้งปณิธานอยู่ในใจ ก็ไม่วายจะโดนพระเอกของเรื่องตะโกนใส่ตามเคย “มัวนั่งบื้ออยู่ทำไม มาขอโทษคุณหนูโม่เหลียนเดี๋ยวนี้!” คราวนี้นางก็เข้าใจเรื่องราวทุกอย่างแล้ว เหลือบมองไปยังคนพูดที่เป็นพระเอกของเรื่องด้วยสายตาเรียบเฉย ยามนี้นางถึงเพิ่งสังเกตเห็นหญิงสาวที่เขาประคองไว้ในอ้อมแขนชัด ๆ ดวงหน้าของอีกฝ่ายเรียกได้ว่าสวยมาก ยิ่งผนวกเข้าด้วยกันกับนัยน์ตากลมโตราวคู่นั้นยิ่งดูงดงามเหมือนรูปลักษณ์ที่บรรยายไว้ในนิยายเป๊ะ ๆ ทำให้นางเข้าใจโดยพลันว่าหญิงสาวคนนี้คือ ‘โม่เหลียน’ นางเอกของเรื่องนี้เเน่นอน! โอวหยางฉางอันในตอนนี้ไม่ใช่แค่ตกเป็นเป้าสายตาของฝูงชน แต่ยังถูกแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน คนที่ยืนอยู่ข้างเดียวกับนางมีแค่สาวใช้เพียงคนเดียวเท่านั้น ผิดกับอีกฝ่ายที่มีคนอยู่ข้างมากมาย... ‘เฮอะ! ก็แค่พวกประจบสอพลอ พอหมดประโยชน์ก็หนีหายกันหมด’ พราวฟ้าหัวเราะหยันคนเหล่านั้นอยู่ในใจ ในอดีตเจ้าของร่างเดิมก็เคยมีมิตรสหายอยู่มากมาย แต่พอถึงคราวที่จวนตระกูลโอวหยางตกต่ำ ทุกคนต่างก็ตีตัวออกห่างทำราวกับเป็นคนแปลกหน้าไปจนหมด สถานการณ์ตอนนี้ ยิ่งนางเงียบ เซี่ยสวีหานยิ่งไม่พอใจ มันเหมือนกับว่าโอวหยางฉางอันไม่เห็นโม่เหลียนอยู่ในสายตาเลยสักนิด “โอวหยางฉางอัน! เจ้าหูหนวกหรือ ข้าบอกให้รีบมาขอโทษคุณหนูโม่เหลียนเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ก็ทำตามที่ข้าบอกเสีย นี่ก็เพื่อตัวของเจ้าเองทั้งนั้น!” “หุบปาก!! คำก็ขอโทษ สองคำก็ขอโทษ ทำไมข้าต้องขอโทษด้วย! เพื่อตัวของข้าอย่างนั้นรึ? หึ อย่าพูดให้น่าขันไปหน่อยนักเลย” คำพูดเหล่านั้น ทำให้โอวหยางฉางอันคนใหม่เริ่มมีอารมณ์ขึ้นมาบ้างแล้ว นางอุตส่าห์ตั้งมั่นว่าจะใช้ชีวิตที่สองให้คุ้มค่า จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น ไม่สร้างศัตรูกับผู้ใด จะได้ไม่ต้องมาตกตายด้วยน้ำมือของเว่ยจิ่งหนาน เดิมทีนางตั้งใจจะคืนวาสนาระหว่างพระเอกกับนางเอกให้กลับคืนสู่เส้นทางเดิม ไม่คิดเข้าไปพัวพันหรือแย่งชิงสิ่งใดจากโม่เหลียนอีก แต่ดูเหมือนว่าสวรรค์จะไม่เข้าข้างนางแล้ว! ปกติตามเนื้อหานิยายเดิม เซี่ยสวีหานเป็นบุรุษผู้รักสงบ เยือกเย็น ไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งเร้ารอบข้าง และไม่ใช่คนช่างพูดช่างจา แต่ยามนี้เขากลับเสียความสุขุมนั้น ระเบิดโทสะอย่างเกรี้ยวกราดออกมาต่อหน้าคนมากมาย ยอมเสียตัวตนที่สร้างมาตลอดหลายปีเพียงเพื่อสตรีคนเดียว นางไม่อยากจะจินตนาการเลยว่า... หากโอวหยางฉางอันตัวจริงยังอยู่จะเจ็บปวดมากเพียงใด ที่ต้องมาเป็นสนามรองรับอารมณ์เหล่าตัวเอกแบบนี้ แม้นางจะพยายามบอกว่าตัวเองไม่ใช่โอวหยางฉางอันตัวจริง แต่คำพูดลำเอียงจนชัดเจนของเขาก็ทำให้นางอารมณ์ขึ้นไม่น้อย “สตรีใจโฉดขี้ขลาดเช่นเจ้ากล้าทำแต่ไม่กล้ายอมรับผิดหรือ? เสียดายจริง ๆ ที่เกิดมาเป็นลูกของอดีตท่านแม่ทัพโอวหยาง!” ไม่เพียงแค่เซี่ยสวีหานเท่านั้น บรรดาลูกหลานขุนนางรอบข้างต่างพากันชี้หน้าประณามนางด้วยความหยาบคาย ราวกับนางไปพรากชีวิตใครตาย ทั้งที่ในความจริงแล้ว คนที่เพิ่งก้าวขาสู่ปรโลกคือโอวหยางฉางอันตัวจริงต่างหาก! ไม่ใช่โม่เหลียนที่กำลังแสร้งตีหน้าเศร้า ตัวสั่นเทาราวกับลูกแมวตกน้ำในตอนนี้! พราวฟ้าข่มตาลงช้า ๆ พลางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เดิมทีเซี่ยสวีหานคือบุตรชายของรองแม่ทัพเซี่ย มือขวาคนสนิทที่บิดาของโอวหยางฉางอันไว้วางใจที่สุด แต่เมื่อสิบปีก่อนกลับเกิดโศกนาฏกรรมขึ้น เมื่อรองแม่ทัพเซี่ยผู้เป็นเสาหลักเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลได้เสียชีวิตลงในสนามรบ แม่ทัพโอวหยางด้วยความเวทนา ไม่อยากเห็นเด็กน้อยวัยสิบปีต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า จึงรับเซี่ยสวีหานมาเลี้ยงดูและฝึกปรือวิชาในค่ายทหารตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้โอวหยางฉางอันได้พบกับเขา... จากครั้งหนึ่งก็กลายเป็นความบ่อยครั้ง จนก่อเกิดเป็นความรู้สึกดี ๆ ตอนแรกทั้งคู่สนิทกันดั่งพี่น้องแท้ ๆ แต่ด้วยบารมีของท่านแม่ทัพโอวหยาง เซี่ยสวีหานในวัยสิบหกปีจึงได้รับโอกาสเข้าไปศึกษากับราชครูร่วมกับเหล่าเชื้อพระวงศ์ และที่นั่นเองคือที่ที่เขาได้พบกับ ‘โม่เหลียน’ บุตรีผู้เพียบพร้อมเพียงคนเดียวของราชครูโม่ ด้วยอากัปกิริยาอันอ่อนหวานและความเฉลียวฉลาดของนาง ทำให้เซี่ยสวีหานตกหลุมรักนางตั้งแต่แรกพบ ต่อมาเซี่ยสวีหานจึงขีดเส้นชัดเจนว่าสำหรับเขาและโอวหยางฉางอันเป็นได้แค่พี่น้อง ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้ โอวหยางฉางอันที่ทราบเรื่องนี้เข้าก็เกิดความไม่พอใจ จึงคิดสรรหาเรื่องมากลั่นแกล้งโม่เหลียนไม่หยุดไม่หย่อน ทว่าด้วยการพร่ำสอนจากบิดาที่เป็นผู้เที่ยงธรรม ทำให้โอวหยางฉางอันใสซื่อจนไร้เล่ห์เหลี่ยม คิดแผนการร้ายได้เพียงการกลั่นแกล้งเล็กน้อยตามประสาเด็กเอาแต่ใจ นางไม่เคยรู้เลยว่าทุกแผนการของนางล้วนแต่มีช่องโหว่ ทำให้โม่เหลียนที่ฉลาดหลักแหลมกว่าตลบหลังอยู่ตลอด แล้วมันก็ทำให้นางกลายเป็นนางร้ายในสายตาผู้คน เซี่ยสวีหานต้องข่มกลั้นความรำคาญใจทุกครั้งที่นางปรากฏตัวเข้ามาขัดขวาง เเต่เพราะคำว่า ‘กตัญญู’ ต่อผู้มีพระคุณที่ค้ำคออยู่ ทำให้ไม่สามารถลงมือจริง ๆ กับนางได้ กระทั่งเมื่อสามปีก่อนเกิดเรื่องไม่คาดฝัน...
บทส่งท้าย ตอนจบอันงดงามของนางร้ายกับตัวร้าย!สามปีต่อมาหากจะเอ่ยถึงสตรีที่เป็นที่อิจฉาริษยามากที่สุดในเมืองหลวง คงไม่มีผู้ใดไม่รู้จักพระชายาแห่งตำหนักเว่ยอ๋องโอวหยางฉางอัน... สตรีผู้ครั้งหนึ่งเคยถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม และตกเป็นหัวข้อซุบซิบนินทาของผู้คน กลับพลิกชะตาจนกลายเป็นหญิงที่เหล่าสตรีทั้งเมืองต่างริษยา นอกจากจะครอบครองหัวใจของเว่ยอ๋องผู้เย็นชาได้แต่เพียงผู้เดียวแล้ว นางยังเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมชื่อดังหลายแห่งที่มีรายได้มหาศาล อีกทั้งยังมีบุตรชายตัวน้อยที่น่ารักน่าชังดั่งก้อนแป้งนึ่งเหนือสิ่งอื่นใด...ตลอดสามปีที่ผ่านมา เว่ยจิ่งหนานไม่เคยรับอนุแม้แต่คนเดียว คำสัญญาที่เคยให้ไว้ เขากลับทำได้จริงทุกถ้อยคำณ ตำหนักชิงเยว่ กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยคลุ้งไปทั่วตำหนัก บนโต๊ะอาหารราคาแพงเต็มไปด้วยสำรับเลิศรส ทว่าในยามนี้กลับมีเจ้าก้อนแป้งน้อยคนหนึ่งกำลังทำหน้าตาเคร่งเครียดราวกับกำลังรบพุ่งกับศัตรูตัวฉกาจ“อ้ามมม!”เด็กชายตัวอวบอ้วนแก้มกลมแดงระเรื่อในชุดผ้าไหมสีฟ้ารีบตักโจ๊กเข้าปากอย่างรีบร้อน จนข้าวหกเลอะเต็มแก้มโอวหยางฉางอันถึงกับกุมขมับ“เฉินเฉิน กินช้า ๆ หน่อยสิลูก!”เด็กชายวัยสอง
บทที่ 19 จากนางร้ายสู่พระชายาตัวร้าย!วันต่อมา ต่อมาอีก และวันต่อ ๆ มาอีก เว่ยจิ่งหนานก็ขยันโผล่หน้ามาช่วยหยิบจับนั่นนี่จนกลายเป็นภาพชินตาของพวกบ่าวไพร่ช่วงแรกพวกเขาต่างพากันกลัวหัวหด แต่พอผ่านไปนานวันเข้า กลับกลายเป็นว่าทุกคนดันเข้ากันได้ดีกับเว่ยจิ่งหนานเสียอย่างนั้นและแน่นอนว่าผลกระทบหลังจากนั้นมันช่างน่าหงุดหงิดซะเหลือเกิน!ตอนนี้พวกบ่าวไพร่แทบจะมองไม่เห็นหัวนางอยู่ในสายตาแล้วด้วยซ้ำ! พอจะเริ่มงานทีก็มีแต่คำว่า ‘ท่านอ๋อง’ ติดปาก จะไปซ่อมประตูตรงนู้นก็ต้องวิ่งไปถามความเห็นท่านอ๋อง จะไปซ่อมหลังคาตรงนี้ก็ต้องรบกวนท่านอ๋องช่วยตัดสินใจ จนโอวหยางฉางอันเริ่มจะแยกไม่ออกแล้วว่า ใครกันแน่ที่เป็นเจ้านายของพวกเขา!แต่เอาเถิด...ถ้าไม่ได้เขามาช่วยแบ่งเบาภาระ มีหวังโรงเตี๊ยมคงไม่ได้เปิดในเร็ววันแน่“ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อันใดกัน”ครั้นได้ยินเสียงเอ่ยทักจากทางด้านหลัง โอวหยางฉางอันก็เตรียมจะหันหน้าไปหาเขา แต่ทว่าจังหวะนั้นนางก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่เข้ามาโอบกายนางเอาไว้ เมื่อก้มหน้ามองลงไปจึงเห็นว่าเป็นเสื้อคลุมของเว่ยจิ่งหนาน เขาถอดของตัวเองออกมาคลุมให้ พร้อมกับบอกว่า “ระวังเป็นหวัด”“ท่าน...” ด
บทที่ 18 ตัวร้ายตื้อรักนางร้าย!เซี่ยสวีหานถึงกับหน้าถอดสี หยาดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผม ถ้านิสัยของเว่ยอ๋องเป็นไปตามที่ข่าวลือว่าไว้ เขาเชื่อว่าอีกฝ่ายทำจริงแน่เซี่ยสวีหานรีบโค้งคำนับ“กระหม่อมต้องขออภัยหากทำสิ่งใดให้ท่านโกรธเคือง แต่กระหม่อมเพียงมีเรื่องสำคัญอยากจะถามคุณหนูโอวหยางพ่ะย่ะค่ะ”น้ำเสียงของเขาค่อนข้างตะกุกตะกัก ก่อนจะกลับมายืนหลังตรง พลางมองไปที่โอวหยางฉางอันราวกับกำลังอ้อนวอน เนื่องจากเรื่องที่เขาอยากจะถามไม่ได้มีเท่านี้เว่ยอ๋องมิได้ตอบคำถามในทันที เขาเพียงปรายหางตามองสตรีข้างกายด้วยแววตาที่อ่านยากเรื่องอยากจะถาม? เขาก็ถามไปแล้วหรือ หรือมีเรื่องอื่นอีก?โอวหยางฉางอันครุ่นคิดในใจนางค่อย ๆ แกะมือของเว่ยจิ่งหนานที่โอบเอวนางไว้ออกอย่างสุภาพ ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับอดีตคู่หมั้น“หากมีสิ่งใดจะถามก็ถามมาตรงนี้เถอะ”นางกล่าวเสียงเรียบขณะนำมือขึ้นมากอดอก รอฟังคำถามของเขาเซี่ยสวีหานมีท่าทีอึกอัก เขาเหลือบมองไปที่เว่ยจิ่งหนานสลับมองโอวหยางฉางอันความจริงแล้วเขาอยากรู้ว่าความสัมพันธ์ของนางกับเว่ยอ๋องเป็นอย่างไรกันแน่ เป็นอย่างที่นางเคยกล่าวในห้องทรงพระอักษรต่อหน้าฝ่าบาทหรือไม่ ย
บทที่ 17 อ๋องปีศาจประกาศสิทธิ์!งานเลี้ยงถูกจัดขึ้นยิ่งใหญ่กว่าทุกปีท่านผ่านมา ขุนนางทุกคนต่างก็นั่งประจำตำแหน่งของตนอย่างเป็นระเบียบ โอวหยางฉางอันก็เช่นเดียวกัน นางนั่งอย่างสงบเสงียมทำตัวให้กลมกลืนไปกับบรรยากาศ ไม่อยากเป็นที่สนใจนัก ทว่าในบรรดาตำแหน่งขุนนางทั้งหลาย มันกลับมีตำแหน่งหนึ่งที่ยังคงเว้นว่าง ซึ่งเป็นตำแหน่งใกล้กับบัลลังก์มังกรมากที่สุด“ที่นั่งนั่นเป็นของใครหรือ ข้าเพิ่งเคยเห็น” ปกติโต๊ะจะถูกจัดเตรียมไว้พอดีกับขุนนาง แต่ในครานี้มันกลับเกินมาหนึ่งที่นั่ง แถมที่นั่งตรงนั้นยังดูหรูหรากว่าของพวกเขาอีก“ข้าก็ไม่มั่นใจเช่นเดียวกัน เห็นว่าน่าจะเป็นท่านอ๋องสักพระองค์”คำซุบซิบนินทาแม้จะเบาเพียงใด ก็ไม่สามารถเล็ดลอดไปจากหูของโอวหยางฉางอันได้ ถ้าให้นางเดา ที่ว่างตรงนั้นน่าจะมีไว้สำหรับเว่ยจิ่งหนาน“ฮ่องเต้เสด็จ!”ทันท่วงทีที่เหล่าผู้คนได้ยินถ้อยคำประกาศเกล้า พวกเขาก็ลุกขึ้นยืนอย่างพร้อมเพรียง ชั่วอึดใจต่อมา ชายผู้ปกครองแผ่นดินก็ย่างกรายเข้ามาในท้องพระโรง วันนี้เขามาในชุดสีเหลืองอร่ามงามตา ลวดลายมังกรทะยานฟ้าถูกปักเย็บมาอย่างประณีตแต่แทนที่ผู้คนจะตกใจกับอัญมณีที่ฝังอยู่บนเนื้อผ้าท
บทที่ 16 เมื่อดอกบัวขาวถูกกระชากหน้ากาก!เพียงแค่คืนเดียว ข่าวกลุ่มอันธพาลที่บุกมาทำลายโรงเตี๊ยมถูกจัดการลงแล้วแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ทว่าสิ่งผู้คนให้ความสนใจมากที่สุดคือผู้ว่าจ้างที่อยู่เบื้องหลังการทำลายในครั้งนี้ว่ากันว่านางคือ ‘คุณหนูเเซ่โม่’ คนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นสตรีอันดับหนึ่งของเมืองหลวง...ณ เรือนของโม่เหลียนเพล้ง!“กรี๊ดดด ใคร! ใครมันเป็นคนปล่อยข่าวนี้!”ข่าวพัดโหมกระพือมาถึงหูโม่เหลียนอย่างรวดเร็ว นางกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกวาดแจกันมูลค่าหลายร้อยตำลึง ของรักของหวงที่เซี่ยสวีหานเป็นคนซื้อให้ตกลงพื้นจนแตกกระจาย แต่แค่นี้มันก็ไม่สามารถลดความร้อนรุ่มอยู่ในอกได้นางตรงดิ่งไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง สายตาพิโรธปราดมองเครื่องประทินโฉมราคาแพงที่จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ นางไม่รอช้ารีบคว้าสิ่งที่ขวางหน้าเอามาขว้างลงพื้นทันทีเพล้ง!“คุณหนูพอเถอะเจ้าค่ะ”“กรี๊ดดด ออกไป! ข้าบอกให้ออกไป!”ตุบ!หนิงเอ๋อร์พยายามเข้าไปห้าม แต่ก็ถูกโม่เหลียนคว้าหวีขว้างใส่หน้าอย่างแรงหนิงเอ๋อร์เจ็บจนอยากจะร้องไห้ ทว่าด้วยตำแหน่งของนางที่เป็นถึงบ่าวรับใช้ข้างกาย จึงไม่สามารถปล่อยให้คุณหนูอยู่ตามลำพ
บทที่ 15 ตัวร้ายตกหลุมรักนางร้ายเสียแล้วตอนนี้เข้าสู่ยามซวีแล้ว โรงหมอในเมืองหลวงต่างปิดกันหมด ทำให้นางไม่มีทางเลือกอื่น“เอ่อ...เช่นนั้นกลับจวนหม่อมฉันก่อนดีหรือไม่เพคะ ที่นั่นมีหมอประจำตระกูลอยู่ หรือไม่ท่านอ๋องจะกลับไปที่วังหลวง ให้หมอหลวงจัดการบาดแผลให้ บาดแผลนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ไม่รู้ว่าฝีมือของหมอในจวนจะดีเท่าในวังหลวงหรือไม่ ยังดีที่ในตอนนี้ห้ามเลือดให้หยุดไหลได้แล้ว ถ้ากลับวังหลวงคงใช้เวลาประมาณหนึ่งเค่อ แต่ถ้ากลับจวนตระกูลโอวหยางคงหนึ่งก้านธูป”“เจ้าใช้ข้าเสียคุ้มขนาดนี้ แต่ไม่คิดจะรับผิดชอบกันเลยงั้นหรือ ไม่คิดว่าคุณหนูโอวหยางจะ...”“ก็ได้เพคะ กลับจวนหม่อมฉันก็ได้!”.....ณ จวนตระกูลโอวหยางทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ประตูจวน โอวหยางฉางอันก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ผิดปกติของบ่าวรับใช้ โดยเฉพาะพ่อบ้านถังกับเสี่ยวถิงถิงที่ยืนรอต้อนรับนางอยู่หน้าตระตูทางเข้า พวกเขาเอาแต่จ้องมองนางสลับเว่ยจิ่งหนานด้วยสีหน้าอ่านยาก“มีอะไรงั้นหรือ” โอวหยางฉางอันเลิกคิ้วถาม“คือว่า...มีแขกมาขอพบ เขารออยู่ด้านในแล้วขอรับ” พ่อบ้านถังตอบอย่างกระอักกระอ่วน“ใครมาในยามนี้กัน” ลำพังแค่รับมือกับเว่ยจิ่







