LOGINเธอสะดุดสายตากับเขาตั้งแต่แรกเห็น ความมีเสน่ห์ของเรือนกายแข็งแกร่งชวนให้ใจสาวสั่นไหว เขาเป็นบุรุษเพศที่น่าดึงดูดที่สุดเท่าที่เคยพานพบมา รูปร่างสูงสง่า ผิวขาวจัด ดวงตาคมเข้มสีนิล รับกับขนตาดกหนาที่เรียงกันสวยงามแม้แต่สตรีเพศยังต้องอิจฉา
จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหยักลึกได้รูป คางเรียว คิ้วคมเข้ม รูปร่างกำยำหาชายใดเปรียบ ภาพทุกอย่างจับไปทั่วเรือนร่างของเขาชัดเจน เหมือนเธอได้ยืนมองดูเขาอยู่ตรงหน้า แต่เหนือจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ทำให้หัวใจสาวสะท้านแล้ว ความรู้สึกพิเศษที่ไม่เคยเกิดกับชายใดมาก่อน ก็ทำให้เธออยากมอบกายใจให้เขาเพียงผู้เดียว
ขณะอยู่บนเวทีเธอส่งใจถึงเขาทุกลมหายใจเข้าออก รับรู้ว่าเขากำลังส่งใจถึงเธอทุกห้วงคำนึงด้วยเช่นกัน เขาคือคนที่ใช่สำหรับเธอ แต่เธอไม่มีสิทธิ์เพราะเป็นแค่นางรำคนหนึ่ง จะมองตรงๆ ไม่รู้ว่าเขาอยู่ส่วนไหนของท้องพระโรงเพราะมันมืดมิดมาก ได้แต่ตั้งใจเต้นให้เต็มที่ หวังลึกๆ ให้เขาถูกใจเพียงเท่านั้น
การแสดงจบลงแล้ว สุลต่านหนุ่มยังมองเรือนร่างที่ลับหายไปไม่วาง เมื่อความสว่างไหวเข้ามาแทนที่ความมืดที่ปกคลุมบนเวทีและทั่วท้องพระโรง
หญิงสาวหายไปเสียแล้ว อีซาลดกล้องลงวางบนโต๊ะด้านหน้าด้วยความเสียดาย
“ท่านถอนใจยาวเชียวนะ” รอฮิมล้อเพื่อนอย่างรู้ใจ
“อยากเจอเธอไหมล่ะ” รอฮิมแกล้งหยั่งเชิงถาม
“เรานึกว่าท่านจองตัวเธอไปแล้วเสียอีก”
อีซาหยั่งถามเพื่อนไม่แตกต่างกัน เสียงหัวเราะถูกใจเปล่งออกมาจากสหายรัก
“ไม่ต้องจอง เดี๋ยวเราจะจัดให้ท่านเอง”
“เราอยากเชิญเธอมาทานอาหารสักมื้อ”
“แค่อาหารมื้อเดียวเองเหรอ”
รอฮิมกระเซ้าเพื่อน อีซาหัวเราะถูกใจเมื่อเพื่อนรู้ทัน
เมื่อมาเลย์น่าลงจากเวที การิมซึ่งเป็นคนสนิทของสุลต่านรอฮิมรีบเชิญให้หญิงสาวไปรับของกำนัลต่อหน้าพระที่นั่ง มาเลย์น่าใจเต้นแรง หากไม่ใช่เพราะจะได้รับของกำนัลจากเจ้าของงาน แต่เพราะคนที่นั่งอยู่เคียงข้างเจ้าของงานมีอิทธิพลทำให้ใจสาวสั่นไหวยิ่งนัก
สายตาคมกริบมองเรือนร่างงามที่เดินตามการิมมาทางเบื้องหลัง สุลต่านหนุ่มใจเต้นแรงจนผิดจังหวะ เขานั่งรอจนเกือบจะหมดความอดทนแม้เพียงไม่กี่นาทีแต่กลับนานนักในความรู้สึก
มาเลย์น่ายอบกายถวายความเคารพ ดวงหน้างามมิกล้าเงยหน้ามองตรงๆ จนเมื่อการิมบอกให้หญิงสาวรับของจากสุลต่านรอฮิม เธอจึงได้ก้าวไปรับด้วยความประหม่า หากประหม่าต่อสายตาอีกคนที่เธอรับรู้ว่าเขามองอยู่ ดวงตาคมหวานเหลือบมองเพียงน้อย สบกับดวงตาคมเข้มสีนิล เหมือนประกายไฟสีเงินกระทบร่างทั้งสองให้ตะลึงงัน ความคุ้นเคยและบางอย่างในหัวใจเรียกร้องให้อยากชิดใกล้กันและกัน
อีซาอยากดึงร่างงามมาสวมกอดเพื่อรับขวัญ มาเลย์น่าก็อยากเข้าสู่อ้อมกอดของเขา อ้อมกอดที่เธอรอคอยมานานแสนนาน แต่ทั้งสองเพียงแค่คิดเท่านั้น
เมื่อรับของกำนัลเสร็จ มาเลย์น่าจึงตามการิมกลับไปยังห้องพักที่จัดเอาไว้ให้ อีซายังมองตามร่างงามไปจนสุดตา
“อีกไม่นานเกินรอ”
รอฮิมบอกเพื่อนอีกครั้ง อีซาเพียงแต่ยิ้มรับ ไม่พูดอันใดออกมา
ในที่สุดงานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของสุลต่านรอฮิมสิ้นสุดลง แขกเกียรติยศที่มาร่วมแสดงความยินดีต่างเข้าพักยังตำหนักรับรอง เหล่าข้าราชบริพารรวมถึงพสกนิกรต่างถวายพระพรให้จงทรงพระเจริญทั่วราชอาณาจักร
หลังจบงาน มาเลย์น่าได้รับการทาบทามให้ไปสัมภาษณ์ออกทีวี เพราะความสามารถอันโดดเด่นของเธอ ซึ่งหญิงสาวไม่ขัดข้อง
หลังจากส่งมาเลย์น่าเข้าห้องพักแล้ว การิจึงมาเข้าเฝ้าสุลต่านทั้งสองที่ตำหนัก เขาเล่าเรื่องมาเลย์น่าให้ทั้งสองพระองค์ฟังอย่างละเอียดโดยไม่ปิดบัง คิดว่าโซฟียะห์เพื่อนรักคงไม่ว่าอะไรหากหลานสาวจะได้ถวายตัวให้สุลต่านผู้สูงศักดิ์แห่งประเทศที่ร่ำรวยไปด้วยแร่ทองคำเช่นนี้
การิมเล่าว่า มาเลย์น่า มีชื่อเล่นว่าฮันนี่ เป็นหลานสาวของเพื่อนสนิท ได้รับการคัดเลือกให้มาเต้นหน้าพระที่นั่ง เนื่องจากเขาเป็นคนส่งสาส์นไปบอกโซฟียะห์ผู้เป็นเพื่อน พร้อมกับนางได้ส่งหลานสาวเข้ามาแข่งขันในครั้งนี้ แล้วก็ไม่ผิดหวัง มาเลย์น่าสามารถทำได้ดี ได้รับคะแนนเป็นเอกฉันท์จากกรรมการที่เขาแต่งตั้งให้คัดสรรหญิงสาวแต่ละคน ที่จะได้มีโอกาสมาเต้นรำหน้าที่ประทับในงานเฉลิมฉลองครั้งนี้
มาเลย์น่าใจเต้นแรงอีกครั้ง เมื่อลุงการิมเพื่อนของยายมาเชิญให้เธอไปรับประทานอาหารว่างกับสุลต่านอีซาที่ตำหนักรับรอง
องค์สุลต่านเป็นถึงประมุขครองประเทศผู้สูงศักดิ์ ทรงให้เกียรติเชิญเธอเช่นนี้ถือว่าเป็นบุญยิ่งนัก
หญิงสาวคัดเลือกชุดที่คิดว่าสวยที่สุด ดวงหน้าหวานยิ้มกว้างเมื่อสัมผัสถึงไออุ่นแห่งเสน่หาของคนที่กำลังรอคอยเธออยู่ ร่างระหงกลมกลึงตามการิมไปยังตำหนักรับรองขององค์สุลต่านอีซา เพียงไม่ถึงสิบนาที ก็มาถึงตำหนักงดงามที่ประดับตกแต่งหรูหราอลังการ หญิงสาวรู้สึกว่าตัวเองเล็กนิดเดียวเมื่ออยู่ในตำหนักใหญ่โตเช่นนี้
มาเลย์น่าถวายความเคารพสุลต่านอีซาด้วยความนอบน้อม การิมที่เดินมาส่งขอตัวทันทีที่หมดหน้าที่ของตัวเอง ทั้งห้องจึงมีแค่เธอและเขาเท่านั้น
อีซามองร่างงามด้วยความเสน่หา เขาไม่เคยสนใจหญิงสาวคนใดเท่านี้มาก่อน แม้ว่าจะมีนางในฮาเร็มที่เป็นบรรณาการจากข้าราชบริพารและกษัตริย์ต่างเมืองมากมายเพียงใดก็ตาม
ดวงตาคมกล้าสีนิลเปล่งประกายระยับ มองไล้ไปทั่วเรือนร่างงามด้วยความชื่นชม มาเลย์น่ารู้สึกใจสั่นจนถึงกับประหม่า ร่างงามสวมชุดสีเขียวตองอ่อน มีผ้าคลุมปิดบังใบหน้าบางเบา ดวงตาทั้งคู่สบกันเนิ่นนาน เหมือนต่างรอคอยกันและกันมาแสนนาน หญิงสาวหลบตาเหลียวมองรอบกายด้วยความขัดเขิน เธอพบว่าในตำหนักกลับไม่มีใครสักคนเดียว มีเพียงแค่เธอกับเขาเท่านั้น และหาได้มีอาหารอย่างที่บอกไม่
มาเลย์น่ายอมรับว่าตอนที่เต้นโชว์หน้าที่พระทับ เธอตั้งใจเต้นให้เขาดูเพียงคนเดียว หญิงสาวเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ยังเห็นเขามองนิ่งๆ ไม่เปล่งวาจาอันใดออกมา เธอเห็นเขาเปลี่ยนชุดเป็นชุดสบายๆ โดยใส่เสื้อคลุมทับด้านใน มีลักษณะเป็นเสื้อคลุมสั้นแค่เข่า และมีผ้าพาดไหล่สีทองอีกผืนที่มองแล้วสวยงามแปลกตาเพียงเท่านั้น แต่บนศีรษะหาได้โพกผ้าเหมือนครั้งอยู่ในท้องพระโรง ทำให้มองเห็นเส้นผมดำสนิทเหมือนดวงตาคมเข้มสีนิลคู่นั้น
“มาหาเราสิ”
มาเลย์น่าตื่นจากภวังค์ เมื่อเขาพูดออกมาเป็นประโยคแรก หลังจากที่มองเธออยู่นาน เสียงทุ้มนุ่มหูแม้จะแสดงถึงอำนาจน่าเกรงขามแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นทุ้มลึกตราตรึงในหัวใจ
“พระองค์ต้องการให้หม่อมฉันมาทานอาหารว่างเป็นเพื่อนหรือเพคะ”
มาเลย์น่ายังไม่เดินไปหาเขาตามคำเรียกขาน แต่กลับถามเสียงสั่นด้วยความประหม่าแทน เธอขาสั่นเพราะดวงตาคมกล้าสีนิลที่เปล่งประกายกล้าอยู่เบื้องหน้า
อีซาเลิกคิ้วคมเข้มขึ้นมองหญิงสาวเบื้องหน้านิ่งๆ คิดว่าเธอน่าจะรู้ว่าเขาต้องการอะไร ถึงได้เชิญตัวมาเช่นนี้ หากแม้เธอจะเป็นหญิงสาวที่ทำให้เขารู้สึกพิเศษเพียงใด แต่ด้วยอาชีพของเธอแล้ว หญิงสาวน่าจะรู้ดีว่าเขาต้องการสิ่งใดในเวลานี้
มาเลย์น่ายืนนิ่งเหมือนต้องมนตร์สะกด เมื่อร่างสูงเหยียดยืนขึ้นจากแท่นที่ประทับ เดินลงมาหาร่างงามด้วยฝีเท้ามั่นคง ร่างระหงเหมือนรอคอยอ้อมแขนอบอุ่นกำยำนั้น มือใหญ่รวบร่างกลมกลึงเอาไว้อย่างรวดเร็ว
ดวงตาสวยหวานเหมือนกวางน้อยที่ตื่นกลัว ทำให้อีซาแย้มยิ้มอารมณ์ดีกว่าเดิมนัก มือของเขาเชยคางมนให้สบสายตาตรงๆ ดวงตาคมหวานสบกับดวงตาคมเข้มนิ่งนาน หัวใจสองดวงเต้นเร้ากระหน่ำแทบปะทุออกมานอกอก
“ได้สิ เดี๋ยวฉันจะป้อนให้”เขาทำในสิ่งที่หญิงสาวคิดว่า คงไม่เคยทำให้หญิงคนใดมาก่อน มือใหญ่แกะเปลือกกุ้งออกจนหมด กุ้งตัวโตถูกงับเอาเข้าไปในปากของเขาทันที“ฝ่าบาท...”หญิงสาวประท้วงอย่างมีแง่งอน ครั้นเห็นทรงปอกทานเสียเอง แต่ต้องเปลี่ยนเป็นเสียงอู้อี้ทันทีเมื่อริมฝีปากหยักหนาทาบทับลงมา รสชาติของกุ้งสดเนื้อหวานอร่อยผ่านเข้ามาในลำคอทันที มือแกร่งลูบไล้เรือนร่างกลมกลึงหนักหน่วง กุ้งแสนอร่อยตกถึงท้องไปแล้วแต่เรียวปากอุ่นร้อนยังดูดกลืนความหวานในโพรงปากไม่คลาย“อือ... ฝ่าบาท”หญิงสาวหอบหายใจสะท้าน เมื่อเขาปลดปล่อยเรียวปากอวบอิ่มเป็นอิสระ“อร่อยไหมกุ้งสดที่ฉันป้อนให้”คำกระเซ้าแสนหวานทำให้หญิงสาวค้อนให้เสียวงใหญ่ หลบสายตาคมสีนิลเสไปมองทิวทัศน์รอบกายแทน“ถ้าไม่ตอบแปลว่าอร่อย เดี๋ยวต้องป้อนอีกหลายคำ”คนเอาแต่ใจไม่รอให้คนหลบหน้าได้ทันตั้งตัว ริมฝีปากหยักหนาประทับลงมาอีกครั้งพร้อมกับกุ้งเนื้อหวานสดอร่อยถูกป้อนเข้ามาในปากของเธอโดยวิธีที่เธอเคยทำให้เขาตอนที่อยู่ในตำหนักของเขาที่ประเทศโซโมโรส“ตกลงว่าอร่อยหรือเปล่า ไม่ตอบสักที รอนานแล้วนะ”มือใหญ่ใช้นิ้วหัวแม่โป้งคลึงเคล้นกลีบปากหวานฉ่ำไปมาเบาๆ ดวงตาจ
ลุตฟียักคิ้วเจ้าเล่ห์ให้มามะ มามะหันไปมองสบตาพาตีเมาะหวานหยด แค่มองตา... ทั้งสองก็รู้ใจ โดยไม่ต้องคบกันให้ยาวนาน เหมือนองค์สุลต่านเจ้าเหนือหัวกับพระราชินีมาเลย์น่าที่สบตากันครั้งแรกก็ตกหลุมรักกันและกันโดยไม่ต้องรู้จักกันยาวนานเลยสุลต่านอีซาพาพระราชินีคู่กายไปฮันนีมูนยังเกาะส่วนตัวที่ประเทศไทย เขาชอบประเทศไทยเพราะเป็นประเทศที่สวยงาม อุดมไปด้วยธรรมชาติ คนไทยยิ้มง่ายเป็นมิตรและจริงใจ เป็นประเทศที่เขาอยากมาเที่ยวชมบ่อยครั้ง“ฮันนี่เพิ่งรู้ว่าพระองค์มีเกาะส่วนตัวที่ประเทศไทยด้วยเพคะ”มาเลย์น่ารู้สึกตื่นตาตื่นใจ มองบ้านพักตากอากาศหลังสวยสีขาวอยู่กลางเกาะ“เกาะแห่งนี้เป็นเกาะที่เสด็จพ่อทรงซื้อให้เสด็จแม่”เขาพูดเพื่อรำลึกความหลัง เพราะแม่ของเขาเป็นคนไทย บิดาจึงซื้อเกาะแห่งนี้เอาไว้ให้พักผ่อนครั้นเสด็จมาเที่ยวประเทศไทย“ฝ่าบาท ฮันนี่อยากเดินเล่นรอบหาดจังเพคะ”“ได้สิ ฉันก็อยากเดินออกกำลังกายอยู่เหมือนกัน”มือใหญ่กุมมือเรียวบางพาเดินไปตามหาดทรายขาวสะอาดที่มองเป็นไปสุดชายฝั่งทะเล ผืนทรายสีขาวสะอาดปลิวว่อนไปตามสายลมที่พัดผ่าน ลมโชยพัดไปทั่วบริเวณหาดเอาไอของน้ำทะเลมากระทบผิวกายแต่กลับให้ความรู้สึ
ผ้าคลุมศีรษะเข้าชุดกันกับชุดที่สวมใส่ซึ่งประดับด้วยเพชรเม็ดงามองค์สุลต่านอีซาทรงฉลองพระองค์ด้วยชุดสีทองอร่ามเช่นเดียวกับหญิงสาว บนศีรษะของพระองค์สวมมงกุฎทองคำฝังเพชรงดงาม ทรงทอดพระเนตรหญิงสาวอย่างตกตะลึง แขกเหรื่อผู้มีเกียรติต่างชื่นชมในความงามของมาเลย์น่า ขณะที่หญิงสาวเดินออกมาเข้าพิธีกับองค์สุลต่านอานนท์และโซฟียะห์กุมมือกันแนบแน่น รู้สึกปลาบปลื้มในความโชคดีของหลานสาว ส่วนโซเฟียผู้เป็นมารดาถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความเปี่ยมสุขเมื่อเห็นบุตรสาวเพียงคนเดียวเป็นฝั่งเป็นฝากับกษัตริย์ผู้เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมเช่นนี้ครอบครัวทางด้านบิดาของมาเลย์น่าต่างยินดีกับความโชคดีของหลานสาวคนสวยเป็นที่สุดหลังจากเสร็จพิธีอภิเษกสมรสอันยิ่งใหญ่ องค์สุลต่านได้ร่วมต้อนรับแขกผู้มีเกียรติที่ต่างอวยพรกันอย่างเนืองแน่น จนพิธีเป็นอันสิ้นสุดลงในที่สุด เหล่าพสกนิกรของประเทศต่างแสดงความยินดีกันท่วมท้น ราษฏรในประเทศเฉลิมฉลองกันสามวันสามคืน ก่อนที่สุลต่านอีซาและพระราชินีมาเลย์น่าจะทรงส่งแขกบ้านแขกเมืองกลับประเทศ“ไม่คิดว่าเธอจะกลายมาเป็นมเหสีของท่าน”สุลต่านรอฮิมเป็นเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่หลังจากแขกบ้านแขกเมืองกลับ
“เรามีเรื่องสำคัญที่จะแจ้งให้ทราบอีกก็คือ...”ร่างสูงสง่าของสุลต่านอีซายืนขึ้น พร้อมกับหันไปมองด้านข้างที่ประทับด้วยรอยยิ้ม มาเลย์น่าเดินออกมาด้วยชุดสีทองอร่ามสวยงามแปลกตา ข้าราชบริพารมองอย่างตกตะลึงในความงามของหญิงสาว จนเงียบกริบไปทั่วท้องพระโรงอีกครั้ง“เราจะอภิเษกกับมาเลย์น่า หญิงสาวอันเป็นที่รักของเราเพียงคนเดียวในเร็ววันนี้ และเธอคือมเหสีคู่กายของเรา เป็นองค์รานีคนต่อไปของโซโมโรสต่อจากเสด็จแม่” เสียงยินดีถ้อยคำว่า“ทรงพระเจริญๆ” กึกก้องไปทั่วตำหนักกลางมาเลย์น่ามองสบสายพระเนตรคมเข้มสีนิลด้วยความเปี่ยมสุขยิ่งนัก มือใหญ่กุมมือเรียวไว้แนบแน่นบ่งบอกถึงความรักแท้ที่ไม่คลายของเขาสุไลมานสำนึกผิดที่ตัวเองคิดปองร้ายพี่ชาย แต่พี่ชายหาได้จับประหารชีวิตไม่ นอกจากจะตัดเขาออกจากการมีสิทธิ์ในบัลลังก์เท่านั้น รวมถึงนายพลสุกรีถูกปลดออกจากตำแหน่ง ถอดยศ ไม่มีหน้าที่ในกองทัพอีก เขาได้ขอร้องพี่ชายเอาไว้ เมื่อนึกถึงหญิงสาวอีกคนที่เขาหลงรักโดยไม่รู้ตัวร่างสูงของสุไลมานทอดสายตามองร่างระหงที่ยืนเหม่อลอยอยู่เบื้องหน้า“อยู่ร่า...”อยู่ร่าถอนเท้าหนีด้วยความตระหนก แต่แขนกำยำรั้งเอาไว้อย่างรวดเร็ว เพื่อไม่
“ปากดีนักนะอยู่ร่า เธอกล้าว่าฉันบ้าเช่นนั้นเรอะ”น้ำเสียงโกรธกริ้วทำให้เธอเดาอารมณ์เขาแทบไม่ถูก ลำแขนแกร่งรวบเอวคอดติดกับร่างเปลือยเปล่าใบหน้าหล่อเหลากดจุมพิตบดคลึงเร่าร้อน ร่างระหงสั่นสะท้านดิ้นหนี ความวาบหวามแล่นเข้ามาจับจิต กลิ่นกายและสัมผัสคุ้นเคยทำให้เธอไม่อาจปฏิเสธเขาได้สักครั้ง แม้จะปากแข็งเพียงใดก็ตาม“อย่า...” เสียงห้ามเริ่มสั่นไม่มั่นคง มือเรียวพยายามแกะมือหนาที่รัดร่างเปลือยของเธอออกแต่ไม่เป็นผลเพราะยิ่งแกะเขายิ่งรัดแน่นขึ้น“คิดจะหนีไปไหน รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีวันหนีพ้น”เขากระซิบเสียงวางอำนาจที่ริมหู หญิงสาวส่ายหน้าหนีขนลุกชันไปทั่วทั้งร่างร่างสูงคุกเข่าลงเบื้องล่างรั้งสะโพกผายให้หยุดนิ่ง ริมฝีปากร้อนรุ่มขบเม้มก้นงอนงามเพื่อหยอกเย้า หญิงสาวสะดุ้งเหลียวมามองด้านหลังใบหน้าแดงซ่าน“อย่าทำแบบนี้เลย” เสียงวอนสั่นจนขาดเป็นห้วง เธอรับรู้ว่ากำลังจะพ่ายแพ้เขาอีกแล้วเขาไม่นำพายังคงขบกัดความนุ่มนิ่มของเนื้อนวลต่อไป หญิงสาวยิ่งดิ้นหนี เขายิ่งมีอารมณ์ มือหนาตีก้นงอนงามด้วยความมันเขี้ยวพร้อมกับขยำเคล้นคลึงหนักหน่วงขึ้นอยู่ร่ากัดริมฝีปากจนเจ็บ พยายามระงับเสียงคราง เหมือนเขาจะรู้ เขาอยาก
เขาเก็บความสงสัยนี้ไว้คนเดียวตลอด เพื่อจะเร่งสืบหาความจริง แต่ความจริงกลับมาปรากฏให้เขารับรู้ในที่สุด“ท่านเลวมากที่ทำเช่นนี้”ดุลยายืนขึ้นเต็มความสูงดวงตาสีเทาเหล็กมองไฟซาเขม็ง“คุยกันก่อน ส่วนเรื่องไฟซา ฉันคิดว่าเธอควรจะจับไปขังไว้ก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะทำเช่นไร”อีซาเตือนหนุ่มน้อยตรงหน้าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดุลยาระงับความโกรธเกลียดไว้จนสุดขั้ว ก่อนที่จะสั่งให้ลูกน้องพาไฟซาไปขังคุกเอาไว้ก่อน“ฝ่าบาทต้องการที่จะให้กระหม่อมช่วยอะไร บางทีคำพูดที่บอกว่าพระองค์โหดร้ายและอยากกวาดล้างพวกเราให้สิ้นซากอาจไม่จริงก็เป็นได้”ดุลยาทรุดกายลงนั่ง เขารู้สึกเหนื่อยใจยิ่งนักกับตำแหน่งหัวหน้าเผ่า แต่เขาจะต้องนำพาชนเผ่าให้อยู่รอดให้จงได้ “ความจริงเราอยากคุยกับบิดาของเธอนานแล้ว”อีซาเลี่ยงคำเรียกที่จะเรียกดุลยาว่าเด็กน้อย คำนามที่สุลต่านอีซาเรียกทำให้ดุลยามองสบตาคมกล้าสีนิลด้วยดวงตาพึงพอใจยิ่งกว่าเก่า“ท่านพ่อและกระหม่อมอยากเจรจากับพระองค์ แต่พระองค์ไม่เคยให้เราเจรจาด้วย สาส์นที่ส่งไปก็หายไปเหมือนอากาศ”อีซาหรี่ตามองเด็กหนุ่มตรงหน้านิ่งงันไปเล็กน้อย เขาหันไปมองคนสนิททั้งสองรวมถึงอาเหม็ดเหมือนเข้าใจอะไรๆ







