Masukอรุณแห่งวันใหม่เข้ามาเยือน นิลลนายกมือกุมศีรษะ เพราะอาการปวดตุบบริเวณขมับ เปลือกตาค่อยๆ เปิดออกรับแสง ภาพทุกอย่างเริ่มชัดเจน ร่างบางลุกนั่งดวงตาเบิกกว้าง สีหน้าตื่นตระหนก กวาดตามองโดยรอบด้วยความสับสน ที่นี่ที่ไหน มาอยู่ได้ยังไง แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่
ห้องกว้างเตียงสีเสา พื้นถูกปูด้วยกำมะหยี่ปักลวดลายงดงาม เครื่องเรือนเป็นทองคำแทบทั้งหมด ผ้าม่านสีไข่ไก่ เธอลุกยืนสะบัดศีรษะไล่ความมึนงง ก้าวยาวมาถึงหน้าต่างรูดม่านออก มองเบื้องหน้าเป็นโอเอซิสขนาดใหญ่ เห็นสาวๆ ทั้งผิวขาว ผิวน้ำผึ้ง กำลังเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน บางคนสวมชุดราวกับนักเต้นระบำ ในดินแดนภารตะ รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นน่ามอง มือบางยกทาบอก นี่ตนเองกำลังฝันอยู่หรือเปล่า
แอด...
เสียงประตูห้องเปิดออกนิลลนาหันมอง เห็นชายรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้านี่เคยเห็นมาก่อน นัยน์ตาสีอำพันยังคงมีมนต์ขลัง อย่างน่าประหลาดเช่นเคย วันนี้เขาสวมชุด คล้ายชุดประจำชาติชาวอินเดีย เรียกว่ากรุต้า ยิ่งทำให้ชวนมองมากขึ้น แต่ทว่าเธอไม่เคยคิดสนใจเลยสักนิด ว่าชายคนนี้จะหล่อเหลา หรือเป็นใครมาจากไหน เพราะเหตุการณ์ที่เผชิญคือการถูกกักขังอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้
"คุณจับฉันมาใช่ไหม ที่นี่ที่ไหน ทำไมต้องจับฉันมาด้วย ปล่อยฉันออกไปนะ!” หญิงสาวพ่นถ้อยคำออกมาด้วยความเดือดดาล
ทรงยกพระหัตถ์เพื่อห้ามปราม เห็นนางหอบโยนเมื่อยิงคำถามชุดใหญ่ ผิวแก้มเริ่มแดงปลั่งเพราะความโกรธ กษัตริย์มาซาฮาฟทรงแย้มพระโอษฐ์
“ไม่ต้องยิงคำถามกับเราขนาดนั้นก็ได้ เรายินดีตอบทุกคำถามอยู่แล้ว”
นิลลนากรอกตาเล็กน้อย จ้องมองชายแปลกหน้าอย่างจับผิด เธอเคยตบหน้าเขา หรือนี่คิอการแก้แค้น ทำยังไงดีจะโดนฆ่าหมกทรายอยู่ที่ซากวัยอย่างนั้นเหรอ ไม่ได้แล้วเธอต้องอ่อนเข้าไว้
“ฉันอยากรู้ว่าคุณเป็นใคร แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“อยากรู้ว่าเราเป็นใครนะเหรอ” พระองค์ทรงย้อนถามแล้วเลิ่กพระขนง
“ก็ใช่นะสิ”
กษัตริย์มาซาฮาฟทรงยกพระกรกอดพระอุระ ดูท่าสาวน้อยคนนี้จะดื้อดึงกว่าที่คิด
“เราเป็นคนพาตัวเจ้ามาที่นี่เอง ที่นี่คือพระราชวังแวนเดอเลีย”
“อะไรนะ!” นิลลนาร้องลั่นด้วยความตกใจ นี่เธออยู่ในวังแวนเดอเลียเหรอ สถานที่ที่ไม่มีนักท่องเที่ยวคนไหนสามารถมาเยือน เพราะไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้า
“ตกใจอะไรรึ ปกติเจ้าชอบไม่ใช่หรือสถานที่ต้องห้าม”
“ฉันไม่เข้าใจเลย...” คนตัวเล็กส่ายหน้าสับสน “คุณพาตัวฉันมาที่นี่ทำไม แล้วตกลงคุณเป็นใครกันแน่”
กษัตริย์มาซาฮาฟนิ่งครู่หนึ่งแล้วทอดพระเนตรหญิงสาว ยิ่งพิศยิ่งแปลกใจ คราแรกพระองค์ต้องการสั่งสอน เพราะนางบังอาจตบพระพักตร์ แต่ตอนนี้กลับคิดอีกอย่าง ริมฝีปากบางแต่ช่างพูดหากจุมพิตจะหวานหรือไม่ ผิวแก้มแดงปลั่งจนน่าสูดกลิ่นหอม
ปกติพระองค์ไม่เคยพาตัวสตรีนางใดมา โดยไม่ได้รับความยินยอมพร้อมใจ แต่สำหรับนางเป็นกรณิพิเศษ นางคงดีใจหากรู้ว่าพระองค์คือผู้ใด
“เราต้องการตัวเจ้าเป็นนางสนม ที่นี่เจ้าจะได้ทุกอย่างที่ต้องการ ทั้งทรัพย์สมบัติ และตัวข้า แค่เพียงเจ้าเอ่ยปากออกมาเท่านั้น เราจะให้”
นะ...นางสนม บ้าบอคอแตกอะไร ตกลงผู้ชายคนนี้เป็นใครกันแน่
“คุณพูดอะไรออกมา นางสนมอะไรฉันไม่เข้าใจ!” นิลลนาถามเสียงสั่น
“เจ้ายังไม่รู้อีกรึว่าเราเป็นใคร เราคือกษัตริย์แห่งประเทศซากวัย มาซาฮาฟ จาเมียร์”
ไม่จริงใช่ไหม มือบางยกขึ้นปิดปากหากฝันขอให้ตื่นขึ้นเถิด เพราะตอนนี้หัวใจมันสั่น ใช่จากใบหน้าหล่อเหลาของชายแปลกหน้า แต่มาจากความกลัวต่างหาก เธอจ้องมองดวงตาเบิกกว้าง ส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อคำพูดนั้น
“ไม่จริงหรอกคุณโกหก!”
ก่อนพระองค์ได้ตรัส เสียงฝีเท้าดังแว่วพร้อมด้วยราชองครักษ์อัสลันหยุดยืน เขาก้มศีรษะทำความเคารพสายตาชำเลืองมองสาวชาวไทยเล็กน้อย แล้วให้ความสนใจต่อองค์กษัตริย์
“ฝ่าบาทวันนี้ตอนบ่ายสามโมง ท่านรัฐมนตรีอาริกมันขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”
“อืม เรารู้แล้ว”
“เกล้ากระหม่อมขอทูลลาพะยะค่ะ” อัสลันเดินเลี่ยงออกมา ใจอดเป็นห่วงหญิงชาวไทยไม่น้อย
ทรงหันมาสนพระทัยต่อนางอีกครั้ง
ร่างบางสั่นเทาด้วยความหวาดหวั่น บุรุษผู้นี้คือกษัตริย์แห่งซากวัยจริงๆ ไม่อยากเชื่อ เหมือนฝันนี่เธอกำลังเผชิญหน้ากับพระองค์อยู่
“เราคุยกันมาหลายประโยคแล้ว ข้าอยากรู้ว่าเจ้าชื่ออะไร” พระสุรเสียงทุ้มแต่ทรงอำนาจ ทำเอาคนถูกถามจำต้องมองสบตา
“เอ่อ... หม่อมฉันชื่อนิลลนาเพคะ” เธอตอบตะกุกตะกักเพราะไม่เชี่ยวชาญคำราชาศัพท์มากนัก
“อืม” ทรงสาวพระบาทเข้าหา ร่างบางผงะถอยหลังตามสัญชาตญาณ ทรงหยุดแล้วทอดพระเนตร “คำตอบของเจ้าล่ะคืออะไร”
“พระองค์หมายถึงเรื่องอะไรเพคะ”
“เรื่องที่เราต้องการให้เจ้าเป็นสนมน่ะสิ”
สนมงั้นเหรอ เธอรู้สึกเหมือนตนเองถูกตบหน้า ต่อให้หล่อปานเทพบุตรมาจุติจากสวรรค์ หากต้องเป็นนางเล็กนางน้อยเพื่อสนองตัณหาผู้ชายแล้วได้ทรัพย์ ยอมกัดก้อนเกลือหรือโสดจนตาย อีกอย่างเธอไม่ใช่หมูในอวยเห็นเงินทองหรือคนหล่อแล้วกระโจนเข้าหา ต่อให้เป็นกษัตริย์ใหญ่สักแค่ไหนก็ไม่สนหรอก ไม่ได้รักใคร่ชอบพอกันมาก่อน แถมยังลักพาตัวตามอำเภอใจใครจะยอม ศักดิ์ศรีถึงมันกินไม่ได้แต่ไม่ยอมเสียเด็ดขาด
“หม่อมฉันขอทูลตามตรงนะเพคะ หม่อมฉันไม่ต้องการเป็นสนมของพระองค์” เธอยืนยันหนักแน่น สบพระเนตรอย่างไม่เกรงกลัว
กษัตริย์มาซาฮาฟรู้สึกราวกับพระองค์ถูกตบพระพักตร์ครั้งที่สอง ขนาดรู้ว่าพระองค์เป็นใครนางก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธ แถมยังแสดงสีหน้าหนักแน่น ไม่เคยมีสตรีนางใดทำกับพระองค์เช่นนี้มาก่อนเลย
“เจ้าแน่ใจรึที่พูดออกมา”
“หม่อมฉันแน่ใจเพคะ”
พระวรกายสูงใหญ่ก้าวประชิดอย่างรวดเร็ว คว้าเรียวแขนกระชากจนร่างบางปะทะแผงพระอุระกว้าง นิลลนาตระหนกใช้มือผลักดันสุดแรงแล้วดิ้นรน
“พระองค์จะทำอะไรหม่อมฉัน!” เธอร้องถาม
“หากเราเข้าใกล้เจ้ามากกว่านี้ บางที... เจ้าอาจจะเปลี่ยนคำพูด” สุรเสียงทุ้มกระซิบข้างใบหู
“หม่อมฉันไม่มีวันเปลี่ยนคำพูดเด็ดขาด ปล่อยหม่อมฉันนะเพคะ พระองค์ไม่มีสิทธิ์ทำอะไรหม่อมฉัน หม่อมฉันไม่ใช่ประชาชนของประเทศนี้ พระองค์ไม่แม้แต่จะมีสิทธิ์กักขังหน่วงเหนียวหม่อมฉันด้วย!”
คำพูดแสดงถึงเจตนา นึกโมโหครามครั้นเหตุใดนางถึงได้ดื้อดึงนัก แค่พระองค์พึงใจ ไม่ว่าสตรีนางใดต่างปรารถนาในตัวพระองค์ทั้งนั้น
“ต่อให้เจ้าไม่ใช่ประชาชนของประเทศนี้ แต่ถ้าหากเจ้าเหยียบย่างเข้ามาบนผืนแผ่นดินเรา เราก็มีสิทธิ์ทำอะไรตามใจเหมือนกัน!”
นิลลนากัดฟันข่มความกลัว นี่หรือกษัตริย์ที่ทุกคนพากันพูดถึง ทำไมมันช่างแตกต่างจากที่ได้ยินมามากนัก พระองค์ทรงเอาแต่พระหทัย แถมยังไม่มีเหตุผลเสียอีก
“พระองค์ทรงต้อนรับแขกจากประเทศอื่นเช่นนี้หรือเพคะ ฉุดมาเมื่อต้องการ อยากทำอะไรก็ทำ พระองค์ทรงปกครองประชาชนได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีความเมตตาเลยสักนิด!"
กษัตริย์มาซาฮาฟทรงกริ้ว เมื่อได้ยินถ้อยคำไม่รื่นพระกันต์ ไม่เคยมีหญิงใดต่อปากต่อคำแถมยังวิจารณ์การปกครองของพระองค์มาก่อน
“นี่เจ้ากล้าว่าข้างั้นหรือ”
“หม่อนฉันกล้าสิเพคะ ในเมื่อพระองค์ทำไม่ถูกต้อง!”
“นิลลนา!” ทรงตวาด พระพักตร์เริ่มแดงเพราะทรงกริ้ว
คนตัวเล็กสั่นสะท้านเมื่อพระกรรัดร่างกายเธอแน่นขึ้น หญิงสาวหาทางเอาตัวรอดด้วยการดิ้นรน แต่ทว่าพระวรกายพระองค์ไม่สะท้านสะเทือน
“ปล่อยหม่อมฉันนะเพคะ หากพระองค์ไม่ต้อนรับ หม่อมฉันจะกลับประเทศไทย!”
“ข้าไม่ให้เจ้ากลับหรอกนิลลนา เจ้าจะต้องอยู่ที่นี่ ในเมื่อเจ้าเลือกปฏิเสธข้า ข้าก็มีวิธีอื่น” ทรงกัดพระทนต์แล้วปล่อยร่างบางรั้งข้อมือให้เดินตาม
นิลลนากวาดตามองรอบๆ เห็นนางกำนัลพากันมองมาแล้วก้มศีรษะทำความเคารพ พระองค์กำลังพาเธอไปยังที่แห่งใด เสียงฝีเท้านับร้อย เสียงปืนดังก้องจนเธอสะดุ้งยกมือปิด ฝ่าบาททรงหันพระเศียรแววพระเนตรดุดัน
“จะพาหม่อมฉันไปไหนเพคะ หม่อมฉันไม่ไป!” คนตัวเล็กดื้อดึงพยายามแกะพระหัตถ์ออก
พระองค์ไม่ฟังเสียงลากร่างบางมายังลานกว้างด้านหน้า รั้งให้ขึ้นเวทีไว้สำหรับสอนทหาร อัสลันยกมือเพื่อหยุดการฝึกก้มศีรษะทำความเคารพแล้วหลบมายืนอยู่ด้านหลัง อดแปลกใจเหตุใดพระองค์ถึงพาตัวหญิงไทยมายังสถานที่แห่งนี้แถมดูท่าทางนางหวาดกลัวนัก
ไมค์ถูกส่งมา กษัตริย์ซาฮาฟจอใกล้พระโอษฐ์หันมองคนตัวเล็กกำลังขัดขืน เพื่อให้ข้อมือหลุดพ้นจากพันธนาการ พระวรกายสูงใหญ่ทรงยืนสง่าท่ามกลางทหารนับพัน
“เรามีเรื่องจะประกาศ เนื่องจากพวกเจ้าทุกคนฝึกหนักมาตลอดปี เรามีของขวัญพิเศษจะมอบให้”
ร่างบางถูกรั้งให้มายืนด้านหน้า “สตรีนางนี้จะเป็นเครื่องผ่อนคลายสำหรับพวกเจ้า”
เสียงทหารโห่ร้องกึกก้องด้วยความยินดี นิลลนาตาโตหันมองเห็นมุมพระโอษฐ์กระตุกขึ้น
“พระองค์ทรงตรัสอะไรออกไป!” เธอถามน้ำตาเริ่มคลอ ภาษาที่ใช้เป็นภาษาถิ่นซึ่งเธอไม่เข้าใจเลย
อัสลันอดรนทนไม่ได้เลยขยับใกล้กระซิบแผ่ว พอเธอได้ยินน้ำตาไหลรินออกมาไม่ขาด ร่างกายแทบทรุดกองกับพื้น
“ข้าให้เจ้าเลือกแล้วนิลลนา แต่เจ้าเลือกจะปฏิเสธ มันช่วยไม่ได้”
“พระองค์ไม่มีสิทธิ์ทำกับหม่อมฉันเยี่ยงนี้ หม่อนฉันไม่ใช่ทาส หม่อมฉันไม่ใช่ประชาชนของพระองค์” หญิงสาวตัดพ้อทั้งน้ำตา
“เจ้าหายไปคนเดียว ประเทศอื่นคงไม่มีใครมานั่งสงสัยข้าหรอก” กษัตริย์ทรงตรัสแล้วแย้มสรวลเยือกเย็น
สองเท้าก้าวลงจากรถจิ๊บนิลลนากวาดตามองรอบๆ หัวใจกำลังเต้นระรัวด้วยความสุข น้ำตาไหลรินจนอาบแก้ม ทุกอย่างเกิดขึ้นเองโดยที่เธอไม่เข้าใจเลย สุดท้ายแล้วบิดายอมให้เธอมาซากวัยหลังจากพยายามขอร้องท่านหลายครั้ง เธออยากไขปริศนาเรื่องชายแปลกหน้าซึ่งพบในความฝันทุกค่ำคืน นิลลนาขมวดคิ้วจ้องมองป้ายชื่อโรงแรมขนาดใหญ่เบื้องหน้า โรงแรมไฮดริกคนตัวเล็กรีบก้าวเข้าด้านใน เธอหลังตาลงภาพหลายอย่างกำลังประดังเข้ามาในหัวเต็มไปหมด“พ่อคะ แม่คะ นิลเคยมาพักที่นี่” เธอบอกกับบิดามารดา มั่นใจความรู้สึกนี้ ในฝันก็เช่นเดียวกันคนตัวเล็กวิ่งเข้าหาลิฟท์แล้วกดสู่ชั้นที่ต้องการ เธอหยุดยืนหน้าห้องซึ่งตนเองเคยพัก มือบางยกขึ้นปิดปากส่ายหน้าด้วยความรู้สึกอัดอั้น“นิลเคยพักที่ห้องนี้ นิลได้พบกับเขา ผู้ชายที่นิลฝันทุกคืน”วิชยุทธมองดูลูกน้ำตาคลอ ความทรงจำกำลังกลับมา“แคนยาส...” หญิงสาวละเมอถึงชื่อสถานที่แล้วหันหลังวิ่งออกไปทันที“นิลจะไปไหน!” ดาริกาเพื่อนสาวร้องเรียก“ดาตามนิลไปหน่อย”ดาริกาวิ่งตามด้วยความเป็นห่วง คว้าข้อมือเพื่อน“นิลตั้งสติหน่อย จะไปไหนกันแน่” เธอรีบเตือน“ดา ฉันจะไปแคนยาส ฉันต้องไปที่นั้น”“จะไปทำไม”“ฉันไม่ร
อัสลันถอนหายใจเฮือกใหญ่ จะมีความหวังบ้างไหม นี่ก็นานแล้วแต่คนเบื้องหลังยังคงไม่ลืมเหตุการณ์นั้นเลย เขาอยากให้พระนางรอดชีวิตกลับมาเหลือเกิน อยากเห็นฝ่าบาททรงมีความสุขเฉกเช่นผู้อื่นบ้าง“ฝ่าบาท!”เสียงร้องเรียก พร้อมด้วยร่างหญิงสาว สะดุ้งสุดตัวลุกนั่งยามวิกาล ประตูห้องนอนเปิดออก วิชยุทธและภรรยาตรงเข้ามาหาบุตรสาว ด้วยความเป็นห่วงนิราพรเช็ดเหงื่อตามใบหน้าลูก แล้วมองด้วยความสงสาร หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่แทบขาดใจ ไม่อยากเห็นลูกทรมานเช่นนี้เลย คนฝันร้ายลืมตาตื่นในสภาพโทรมเหงื่อ สีหน้าตระหนก“เป็นอะไรนิล ฝันร้ายอีกแล้วเหรอลูก” เธอถามแม้รู้แก่ใจ“พ่อคะ แม่คะ นิลฝันเห็นผู้ชายคนเดิมอีกแล้ว เขาเป็นใครกันแน่ นิลสับสนไปหมดแล้ว นิลยังฝันเห็นพระราชวัง ผู้คนมากมายอีก นิลฝันว่านิลไปอยู่ที่นั้น ได้รับแต่งตั้งเป็นพระสนมอีกด้วย เกิดเรื่องมากมายจนนิลเล่าแทบไม่ถูก ทำไมนิลถึงฝันประหลาดแบบนี้คะ!” นิลลนาบอกเสียงสั่น สับสนกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นวิชยุทธลูบศีรษะบุตรสาวแผ่วเบา “มันเป็นแค่ความฝันลูกอย่าคิดอะไรมากเลย”“แต่พ่อคะ ทำไมนิลต้องฝันเห็นผู้ชายคนเดิมตลอดเวลาด้วย”“ลูกคงชอบเขาล่ะมั้ง เลยจดจำไว้ในสมอง พอหลับเลยเ
คนถูกดุไม่ตอบโต้ เวลาของเขายังมีอีกมาก รอให้ถึงห้องหอที่ฝ่าบาทจัดไว้เสียก่อน จะคิดทบต้นทบดอกเสียทีเดียวให้สมกับการรอคอยมานานรถม้าจอดเทียบหน้าตึกสไตล์ยุโรป มันใหญ่มากทีเดียว บรรยากาศโดยรอบร่มรื่นที่สำคัญหากขึ้นด้านบน เขาคงมองเห็นตำหนักสุริยะง่ายๆ อัสลันสำรวจโดยรอบเห็นทางลอดเพื่อเชื่อมไปยังวังหลวงฝ่ายในเขาพอเข้าใจแล้ว ฝ่าบาทไม่อยากให้เขาต้องพบเจอความวุ่นวายเลยให้มาอยู่ที่นี่ และยังอำนวยความสะดวกในการทำงาน อีกทั้งเผื่อเกิดเรื่องฉุกเฉินไว้อีก“ข้ามาส่งท่านแค่นี้ ที่เหลือท่านต้องไปต่อเองแล้วล่ะท่านอัสลัน” ซากานแกล้งเย้า“ข้ารู้แล้วซากาน เจ้ากลับไปได้แล้ว”“ท่านแน่ใจหรือว่าจะให้ข้ากลับ ข้าอยู่เป็นเพื่อนท่านได้นะ”“รีบกลับไปเลย นี่คือคำสั่ง!” อัสลันชักฉุน“ได้ขอรับ” ซากานเคลื่อนรถม้าออกจากตัวตึกราชองครักษ์หนุ่มมองรถม้าเคลื่อนหายลับจากสายตาแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนเหลือบมองเจ้าสาวซึ่งกำลังหันหลังเดินเข้าเรือนหอ เวลานี้หากให้นางเดินเองกว่าจะถึงห้องคงอีกนาน จัดการเองดีกว่า“ว้าย!” หญิงสาวร้องเมื่อถูกอุ้มเหนือพื้น “ท่านอัสลัน จะทำอะไรเจ้าคะ”“เลิกเรียกท่านได้แล้วนาเดีย เรียกชื่อข้าเฉยๆ เถอะ”
นิลลนามองพาสปอร์ตในมือ กับตั๋วเครื่องบินสำหรับกลับเมืองไทย ความจริงมันเป็นเรื่องปกติ หากต้องกลับบ้าน แต่กระนั้นมีบางอย่างแปลกๆ ซึ่งเธอไม่เข้าใจ ถามบิดาหลายครั้ง ท่านกลับเอาแต่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมตอบ ทั้งเรื่องใบปลิว เรื่องที่เธอฟื้นขึ้นมาริมแม่น้ำ แล้วเหตุผลในการตามหาเธอที่ซากวัยของบิดาอีก ไม่มีใครให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ได้เลยอีกอย่างที่เธอรู้สึกขัดแย้งจนถึงตอนนี้ ภาพใบหน้าของชายคนหนึ่ง ซึ่งเธอมักฝันถึงทุกค่ำคืน เธอคุ้นเคย อบอุ่น และอยากโอบกอดเมื่อเห็นหน้า ทั้ง ๆ ไม่รู้จักกันมาก่อนเสียงประกาศจากทางสายการบินดังขึ้น วิชยุทธหันมาทางบุตรสาว“ไปเถอะลูก”“ค่ะพ่อ”เธอก้าวตามบิดาอย่างเงียบๆ จนกระทั่งอยู่บนเครื่อง หัวใจมันวูบขึ้นมาเหมือนตนเองตกจากที่สูง ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมา ให้ความรู้สึกเหมือนตนเองกำลังถ่ายภาพ กินอาหารพื้นเมือง จับจ่ายใช้สอยอย่างสนุกสนาน มือบางยกกุมขมับอาการปวดแล่นพล่าน“นิลเป็นอะไรลูก”“ปวดหัวค่ะพ่อ”วิชยุทธจับให้ลูกเอนกายลงนอน เขายังไม่อยากให้ลูกจดจำอะไรได้ในเวลานี้“นอนพักก่อนลูก”เธอหลับตาลงตามความต้องการของบิดา เครื่องทยานสู่ท้องฟ้า นิลลนาฝันถึงใครบางคนอีกครั้ง ใบหน
หลังจากวางสายเพื่อนวิชยุทธตัดสินใจไปสถานทูต แต่เวลานี้ภรรยาอาการไม่ดีนัก เอาแต่นั่งเหม่อลอย แล้วเขาไม่อยากให้แห่กันหมด เรื่องในครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญ บุตรสาวคงไม่เหมาะสมกับการเป็นราชินีของประเทศนี้ ควรให้นิลกลับบ้านอย่างเงียบที่สุดเสียดีกว่า“ดา” วิชยุทธเรียกชื่อเพื่อนลูก ดาริกาหันมาตามเสียง“คะพ่อ”“หนูมาคุยกับพ่อแป๊บนึงได้ไหม”“ได้ค่ะ” ดาริกาปลีกตัวออกมาจากพี่ชาย แม้ณัฐพลสงสัยแต่จำต้องเก็บงำเอาไว้วิชยุทธชอบพอในตัวดาริกาพอดู เพื่อนลูกคนนี้เป็นคนดีไม่เคยทิ้งบุตรสาว ตั้งแต่ยัยนิลหายตัวไป ดาริกาช่วยติดตามเสมอ เฝ้าโทษว่าเป็นความผิดตน พอรู้ว่าเกิดเรื่องร้ายแรงยังช่วยปลอดโยนดูแลภรรยาเขาอีกด้วย“ดา พ่อฝากให้หนูพาแม่กลับไปที่ไทยก่อนได้ไหม พ่อมีธุระต้องจัดการที่นี่ก่อน”“มีเรื่องอะไรเหรอคะพ่อ ดาได้ยินพ่อคุยโทรศัพท์เมื่อครู่เหมือนจะมีเรื่อง” เธอไม่อยากถามตรงๆ และไม่แน่ใจว่าเกิดเรื่องอะไรหรือเปล่า ได้ยินแค่แว่วมาว่าสถานทูตโทรติดต่อ“พ่อบอกหนูได้แต่ช่วยเก็บเป็นความลับด้วย”“ได้ค่ะพ่อ”“เพื่อนพ่อที่สถานทูตโทรมาบอกว่าเจอยัยนิลแล้ว”“อะไรนะคะ!” ดาริการ้องลั่นสีหน้าตื่นตระหนก ทำให้คนในสนามบินหันม
ร่างสูงใหญ่เปิดประตูก้าวเข้าห้องทรงอักษร เขาเห็นฝ่าบาทยังคงทรงงานอยู่ในห้องเช่นทุกวัน อัสลันถอนหายใจเฮือกใจหยุดยืนตรงหน้าพระองค์ กษัตริย์ทรงวางปากกา แล้วแหงนพระพักตร์ ทอดพระเนตรราชองครักษ์“ดึกมากแล้วอัสลัน ทำไมเจ้ายังไม่ไปพักผ่อนอีก” ทรงถาม“วันนี้กระหม่อมมีเวรดึกพะยะค่ะ”“จริงด้วยสินะ เราลืมไปเสียสนิท”“แล้วเหตุใดฝ่าบาทถึงไม่ทรงบรรทม ฝ่าบาทโหมงานหนักมากเกินไประวังจะประชวรเอาเสียก่อนพะยะค่ะ” อัสลันทูลเตือน“ข้าไม่เป็นอะไรหรอก ข้าแข็งแรงจะตาย”อัสลันมองพระองค์แล้วรู้สึกสะท้อนในอก ตั้งแต่พระสนมนิลลนาหายสาบสูญ ฝ่าบาทแทบไม่ยอมบรรทม เอาแต่ทรงงานจนพระวรกายเริ่มทรุดโทรม เขาเป็นห่วงแต่ไมอาจทำอะไรได้เลย เพราะฝ่าบาทไม่ฟังผู้ใด ยามพระองค์บรรทมเขามักได้ยินเสียงครางแผ่ว เสียงพระกรรแสงสะท้อนถึงด้านนอกห้อง เหตุนี้ฝ่าบาทจึงไม่ยอมพักผ่อนอีกเลย“ฝ่าบาททรงอย่าลืมว่าพระวรกายพระองค์สำคัญต่อชาวซากวัยมากแค่ไหน หากฝ่าบาททรงประขวร ประชาชนและข้าราชบริพารย่อมไม่อาจวางใจได้ ฝ่าบาท... หากไม่ทรงพักผ่อนเช่นนี้ กระหม่อมคงถูกตำหนิที่ไม่อาจดูแลฝ่าบาทได้” อัสลันชักแม่น้ำทั้งห้า เพราะอยากให้พระองค์ทรงเห็นแก่พระวรกายองค







