LOGINเช้าวันต่อมา ลลินมาถึงสถานีก่อนเวลาประชุม
เป็นเหตุการณ์หายากจนโจถึงกับยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายภาพไลลินยกมือแตะใบหน้าเขา“ฉันก็รักคุณค่ะ”คีรินนิ่งไปเธอยิ้มทั้งน้ำตา“ฉันรักคีริน ไม่ใช่เพียงคำริน”“…”“รักคนที่กลัว แต่ยังวิ่งเข้าหาฉันทุกครั้ง”“…”“และรักคนที่ยอมให้ฉันเห็นว่า เขาเองก็ต้องการคนดูแลเหมือนกัน”คีรินก้มหน้าลงริมฝีปากของทั้งสองสัมผัสกันอย่างอ่อนโยนไม่มีเสียงคนในร้านไม่มีไซเรนไม่มีสายตาของคนแปลกหน้ามีเพียงห้องนอนที่ปลอดภัย แสงไฟสลัว และมือสองข้างซึ่งยังคงจับกันอยู่จูบครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความหวาดกลัวว่าจะไม่มีวันพรุ่งนี้มันเป็นการยืนยันว่า พวกเขาต้องการมีวันพรุ่งนี้ร่วมกันเมื่อลลินเผลอขยับเข้าหา คีรินสะดุ้งเล็กน้อยเพราะแผ่นหลังเจ็บเธอรีบถอย“ขอโทษค่ะ”“ไม่ใช่ความผิดคุณ”เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนนิ่วหน้าจากแรงสะเทือนลลินส่ายหน้า“ยังจะหัวเราะอีก”“ผมมีความสุขครับ”เธอช่วยเขาขยับหมอนให้อยู่ในท่าที่ไม่กดหลังจากนั้นจึงเอนศีรษะพิงไหล่ด้า
เกือบเที่ยงคืน แพทย์จึงอนุญาตให้ลลินกลับบ้านวศินจัดรถกับคนขับมารับ และยืนยันให้พยาบาลติดตามไปดูแลช่วงแรกคีรินไม่ได้อุ้มลลินตามที่เคยทำเขาเดินอยู่ข้างกัน มือหนึ่งจับแขนเธอเบา ๆ ส่วนอีกข้างกดบริเวณลำตัวเพื่อประคองแผ่นหลังตนเองลลินเดินได้ แต่ยังอ่อนแรงทั้งคู่จึงพยุงกันไปทีละก้าวระหว่างนั่งรถกลับ ไม่มีใครพูดถึงอดีตในทันทีลลินเอนศีรษะพิงเบาะคีรินนั่งข้างกัน มือยังจับมือเธออยู่ไฟถนนเคลื่อนผ่านใบหน้าของทั้งสองเป็นระยะ“ฉันจำได้ทั้งหมดแล้วค่ะ”ลลินกล่าวในที่สุดคีรินหันมอง“คืนที่คณะละครถูกทำลาย?”“ค่ะ”“ครูคำปัน…”“เสียชีวิตเพราะเข้ามาปกป้องลินหลวง”เธอกำมือแน่น“พิลาศจันทร์เป็นคนสั่งให้เผาเครื่องดนตรี แต่มีผู้ชายอีกคนอยู่หลังม่าน เขาเป็นคนทำให้ไฟลามทั่ววัง”คีรินนิ่งฟัง“เห็นหน้าไหม”“ไม่ชัดค่ะ ฉันเห็นแค่ลูกประคำดำในมือเขา”ลลินตอบ“แต่เสียงเขา…”“เสียงเขาทำไม”
ลลินลืมตาขึ้นในห้องฉุกเฉินแสงสีขาวเหนือศีรษะทำให้ต้องกะพริบตาหลายครั้งมีเสียงเครื่องมือแพทย์เสียงพยาบาลและมือของคีรินซึ่งยังจับอยู่“ลลิน”เขาโน้มตัวเข้ามาดวงตาแดงและสีหน้าซีดจากความเครียดกับความเจ็บปวดที่แผ่นหลัง“คุณกลับมาแล้ว”ลลินพยายามพูด“คีริน…”เสียงแหบจนแทบไม่ได้ยินชายหนุ่มหลับตาเพียงครู่หนึ่ง ราวกับต้องใช้แรงทั้งหมดควบคุมความรู้สึกไม่ให้พังลงต่อหน้าเธอเมื่อเปิดตาอีกครั้ง เขากล่าวเพียงว่า“อย่าทำแบบนี้อีกนะครับ”ไม่มีคำสารภาพรักไม่มีบทสนทนายาวคีรินก้มหน้าผากลงแตะหลังมือเธอ แล้วรีบถอยให้แพทย์เข้ามาตรวจลลินมองเขาแม้ไม่พูดออกมา เธอก็รู้ว่าเขากลัวเพียงใดและรู้ว่า ความรู้สึกของทั้งสองชัดเจนเกินกว่าจะต้องรีบประกาศท่ามกลางความวุ่นวายในโรงพยาบาล• • •แพทย์ไม่พบสารพิษในเลือดความดันต่ำและระดับออกซิเจนที่ลดลงในช่วงหนึ่งกลับมาปกติแล้วแต่ไม่มีสิ่งใดอธิบาย
พิลาศจันทร์หันกลับไปมองสมุดในอ้อมแขนลินหลวงความริษยาทำให้เสียงเตือนภายในใจเบาลง“เผาเครื่องดนตรี”นางออกคำสั่งครูคำปันเงยหน้าขึ้น“เจ้านาง!”“ทำลายบทเพลงทั้งหมด”ทหารคนหนึ่งยกด้ามหอกขึ้นลินหลวงพยายามเข้าขวางครูคำปันพลิกตัวมาบังลูกสาวด้ามหอกกระแทกด้านหลังศีรษะเขาเต็มแรงเสียงดังทึบร่างของครูคำปันล้มลงต่อหน้าลูกสาว“พ่อ!”ลินหลวงทรุดลง ประคองศีรษะบิดาไว้บนตักเลือดไหลออกมาตามพื้น“พ่อ มองลูกสิ”ครูคำปันพยายามลืมตามือที่สั่นยกขึ้นแตะแก้มลูกสาว“บทเพลง…”เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน“อย่าให้…หายไป…”มือของเขาตกลงลมหายใจหยุดนิ่งเสียงของลินหลวงกรีดร้องออกมาคำรินกระแทกตัวออกจากทหาร“ปล่อยข้า!”พิลาศจันทร์ยืนมองจากระเบียงความตกใจปรากฏบนใบหน้านางไม่ได้สั่งให้ฆ่าแต่เมื่อลดสายตาลงและเห็นคำรินพยายามวิ่งไปหาลินหลวง ควา
คำถามของคีรินยังค้างอยู่กลางอากาศพิมพ์ดาวนิ่งค้างเสียงผู้คนรอบตัวดังอื้ออึง พนักงานกำลังโทรเรียกรถพยาบาล ลูกค้าหลายคนถอยออกจากโต๊ะ ขณะที่วศินกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพยายามกันคนซึ่งยกโทรศัพท์ขึ้นบันทึกภาพแต่สำหรับคีริน เสียงทั้งหมดเหมือนอยู่ไกลออกไปเขาได้ยินเพียงลมหายใจแผ่วเบาของลลินในอ้อมแขนมือหนึ่งประคองท้ายทอยเธอ อีกมือวางอยู่บนแก้มเพื่อให้แน่ใจว่าเธอยังหายใจความกลัวบีบรัดกลางอกเขาเพิ่งยืนมองเธอล้มลงจากอีกฝั่งถนน มองเห็นทุกอย่างผ่านกระจกใสของร้าน แต่ไปถึงตัวเธอไม่ได้ เพราะรถติดเป็นแถวกับสัญญาณไฟกั้นอยู่ระหว่างกลางความรู้สึกนั้นเหมือนการยืนอยู่อีกฟากของประตูซึ่งเปิดไม่ได้เหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อนเหมือนครั้งหนึ่งเขาเคยได้ยินผู้หญิงคนหนึ่งร้องเรียกชื่ออยู่หลังกำแพงไฟ และไปถึงนางช้าเกินไปคีรินหันกลับไปมองพิมพ์ดาวหญิงสาวส่ายหน้า ใบหน้าซีดลงไม่ต่างจากคนบนพื้น“ฉันไม่ได้ตั้งใจให้มันเร็วขนาดนี้”คำพูดหลุดออกมาโดยไม่ทันคิดคีรินชะงักวศินซึ่งยืนอยู่ใกล้ที่สุดได้ยินชัดเจน เขาหันไปสั่งเจ้าหน้าที่ทันที“กันเธอไว้ อย่าให้ออกจากร้าน”พิมพ์ดาวมองคนสองคนซึ่งกำลังขยับเข้ามา“อย่าเข้า
ขณะเดียวกัน รถของคีรินติดอยู่บนถนนอีกฝั่งของร้านแถวรถยาวจนแทบไม่ขยับ แม้ร้านอาหารอยู่ห่างจากเขาเพียงไม่ถึงร้อยเมตรวศินนั่งอยู่ข้างคนขับ กำลังโทรคุยเรื่องงาน แต่คีรินไม่ฟังสายตาของเขามองผ่านกระจกรถไปยังหน้าร้านฝั่งตรงข้ามจากตำแหน่งนี้ เขามองเห็นโต๊ะติดกระจกซึ่งลลินส่งรูปมาให้ตอนแรกเห็นเพียงเธอนั่งอยู่ตรงข้ามพิมพ์ดาวจากนั้นลลินก็ยกมือแตะหน้าอกแก้วบนโต๊ะล้มลงร่างของเธอพยายามลุก ก่อนเสียสมดุลคีรินตัวแข็ง“จอดรถ”คนขับหันมา“ตรงนี้จอดไม่ได้ครับ”“ลลินล้ม!”เขาปลดเข็มขัดทันทีวศินหันไปมองผ่านกระจกและเห็นร่างหญิงสาวทรุดอยู่ในร้าน“คีริน รอสัญญาณไฟ—”ชายหนุ่มเปิดประตูลงจากรถ“หลังนายยังไม่หาย!”คีรินไม่ได้ฟังเขาวิ่งไปตามช่องระหว่างรถซึ่งติดอยู่กลางถนนเสียงแตรดังขึ้นรอบตัวรถจักรยานยนต์คันหนึ่งเบรกกะทันหันเมื่อเขาวิ่งตัดหน้าคีรินหันหลบ แรงบิดตัวทำให้ความเจ็บจากรอยช้ำกลางห







