LOGINความเงียบที่ปกคลุมห้องทำงานบนชั้น N ในขณะนี้ ไม่ใช่ความเงียบสงัดทั่วไป แต่มันคือความเงียบที่หนักอึ้งและบีบคั้นจนได้ยินเสียงหยดน้ำค้างที่เกาะอยู่นอกหน้าต่างไหลรินลงมาเป็นทางยาว ลิลิธรู้สึกเหมือนก้อนเนื้อในอกซ้ายกำลังประท้วงด้วยการเต้นรัวจนเจ็บปวด เธอนั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนโซฟาหนังราคาแพงที่สัมผัสของมันในยามนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนพื้นผิวของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่กำลังโอบรัดตัวเธอไว้
สายตาของเธอจ้องมองไปยังหน้าจอมือถือที่ยังคงบันทึกวิดีโออยู่ มันว่างเปล่า บนโซฟาฝั่งตรงข้ามที่สายตาของเธอมองเห็นชายหนุ่มรูปงามนั่งอยู่ กลับไม่มีเงาร่างใดๆ ปรากฏในเลนส์กล้อง มีเพียงพนักพิงโซฟาที่บุ๋มลงไปตามน้ำหนักที่กดทับลงมาเท่านั้น "ต-ต้อนรับน้องใหม่ ใช่ไหมคะ? แผนกไอทีทำเอฟเฟกต์ใส่แอปฯ กล้องให้บอสมาแกล้งหนูใช่ไหม?" ลิลิธพยายามเค้นยิ้มที่ดูเหมือนการแยกเขี้ยวด้วยความกลัวมากกว่าความขบขัน "พี่แก้วบอกว่าบอสชอบความสันโดษ แต่ไม่เห็นบอกเลยว่าบอสชอบเล่นมุก มุกแวมไพร์แบบนี้" ธีเอนหลังพิงพนักโซฟา ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายขัดกับบรรยากาศที่กำลังจะระเบิดออก เขาหมุนแหวนเงินบนนิ้วนางข้างซ้ายช้าๆ ดวงตาสีเข้มคู่นั้นไม่ได้ฉายแววอาฆาต แต่มันกลับมีความลุ่มลึกและเยือกเย็นจนคนมองรู้สึกเหมือนกำลังจะจมลงไปในมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้ง "ผมไม่ใช่คนมีอารมณ์ขันขนาดนั้นครับลิลิธ" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่กังวานไปทั่วห้อง "และบริษัทเราก็ไม่ได้งบประมาณเยอะพอจะจ้างทีมงานมาทำโฮโลแกรมเรียลไทม์เพื่อแกล้งพนักงานใหม่แค่คนเดียวหรอกนะ มันไม่คุ้มค่าเหนื่อยเลยว่าไหม?" เขาลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าของเขาดูสง่างามแต่ก็น่าเกรงขามในคราวเดียวกัน เขาก้าวเดินไปยังหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นแสงไฟจากตึกสูงในกรุงเทพฯ ราวกับทะเลดวงดาวที่อยู่เบื้องล่าง แสงจากหลอดไฟนีออนบนเพดานกะพริบถี่ๆ หนึ่งครั้งก่อนจะดับลง ทิ้งให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดสลัวที่มีเพียงแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์และแสงจันทร์ที่ลอดผ่านเมฆครึ้มเข้ามา "ที่ผมเรียกคุณมาคืนนี้ เพราะผมต้องการ 'ดวงตา' ของคุณ" ธีหันกลับมามองเธอ เงาของเขาที่ทาบลงบนพื้นพรมสีแดงดูยาวและบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไปจากรูปร่างมนุษย์ "ตลอดเวลาสิบปีที่บริษัทนี้ตั้งอยู่ ผมต้องใช้ชีวิตอยู่ในเงามืด คอยบงการทุกอย่างผ่านซองเอกสารและคนสนิทเพียงไม่กี่คน เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่นั้น 'บอดสนิท' ต่อตัวตนของผม" ลิลิธรู้สึกถึงความเย็นที่แล่นปราดไปตามกระดูกสันหลัง เมื่อเจ้าค้างคาวตัวน้อยบินมาเกาะที่พนักพิงโซฟาข้างหูเธอ มันเอียงคอมองเธอด้วยดวงตาสีแดงก่ำตัวจิ๋ว ราวกับกำลังประเมินค่าของเหยื่อสาว "คุณมองเห็นผมตั้งแต่วันแรกที่ขึ้นลิฟต์มา นั่นหมายความว่าประสาทสัมผัสของคุณมีบางอย่างที่ต่างออกไป" เขาเดินกลับมาหาเธอ หยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะรับแขกตัวสั้นที่กั้นกลางระหว่างเขากับเธอ "เลขาคนก่อนๆ ทำงานได้แค่ส่งเอกสารตามหน้าที่ แต่เธอ เธอสามารถ 'มองเห็น' และ 'ได้ยิน' ในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้" ธีโน้มตัวลงมาหาเธอเล็กน้อยจนใบหน้าของเขาอยู่ในระดับสายตาของหญิงสาว กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่เย็นเยือกราวกับหิมะปะทะเข้ากับจมูกของเธอ ลิลิธสัมผัสได้ถึงความกดดันที่รุนแรงจนแทบจะขยับตัวไม่ได้ แม้แต่จะกะพริบตาเธอยังไม่กล้า "งานของคุณต่อจากนี้จะไม่ใช่แค่เลขาที่นั่งทำเอกสารในลิ้นชักคนเดียวอีกต่อไป" เขาพูดพลางเอื้อมมือมาหยิบซองจดหมายสีดำที่เธอเก็บไว้ขึ้นมาฉีกออกเบาๆ "คุณต้องเป็น 'ตัวแทน' ของผมในโลกที่ผมก้าวออกไปไม่ได้ในตอนกลางวัน เป็นหูเป็นตา และเป็นมือเท้าให้ผมในเรื่องที่ละเอียดอ่อนกว่าแค่การส่งซองเอกสารพวกนี้" เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของลิลิธที่กำลังสั่นไหวด้วยความสับสน "ถ้าคุณตกลง เงินเดือนของคุณจะถูกปรับขึ้นเป็นห้าเท่าจากปัจจุบัน และผมรับรองว่าคุณจะมีความมั่นคงในชีวิตยิ่งกว่าใครในประเทศนี้" รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลานั้น "แต่ถ้าคุณปฏิเสธ ผมคงปล่อยให้คนที่รู้ 'ความลับ' ของผมเดินออกจากห้องนี้ไปแบบปกติไม่ได้ คุณพอจะเข้าใจความหมายของคำว่า 'ความลับที่ตายไปพร้อมกับเจ้าตัว' ไหมครับ?" ลิลิธรู้สึกเหมือนหัวใจของเธอจะหลุดออกมาจากอก ความมั่นคงและเงินทองที่เธอใฝ่ฝันมาตลอดกำลังวางอยู่ตรงหน้าคู่กับมัจจุราชที่ดูดีที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมาในชีวิต เธอเหลือบมองซองเอกสารบนโต๊ะ แล้วมองกลับมาที่ดวงตาของชายที่เรียกตัวเองว่าแวมไพร์ "ข-ขอถาม หนึ่งคำถามได้ไหมคะ?" ลิลิธพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่นไปมากกว่านี้ "เอกสารที่ฉันต้องไปส่งทุกคืน มันคืออะไรกันแน่? แล้วเพชรสีแดงนั่น มันคืออะไร?" ธีหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงที่ฟังดูนุ่มนวลแต่ก็น่าขนลุก "ช่างสังเกตดีนี่ เพชรนั่นน่ะเหรอ? มันคือผลผลิตจากการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าน่ะ ส่วนเอกสารพวกนั้น มันคือ 'สัญญา' ที่มนุษย์บางคนยอมขายบางอย่างเพื่อแลกกับความสำเร็จที่บริษัทเรามอบให้ไงล่ะ" เขายืดตัวตรงขึ้นแล้วมองนาฬิกาบนผนัง "เอาล่ะ เวลาเลิกงานของเลขาปกติหมดลงแล้วลิลิธ แต่เวลาทำงานในฐานะ 'คนสนิท' ของผมกำลังจะเริ่มขึ้น คุณมีเวลาตัดสินใจจนกว่าเข็มนาทีจะหมุนไปถึงเลขหก" เขากล่าวพลางเดินไปที่โต๊ะทำงานแล้วหยิบไวน์แดงขึ้นมาเทใส่แก้วคริสตัลอย่างใจเย็น "จะยอมรับหน้าที่นี้ หรือจะให้ผมช่วย 'ลบ' ความทรงจำที่น่ากลัวนี้ทิ้งไปพร้อมกับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตของคุณดีล่ะ?"ความเงียบที่โรยตัวลงมาในห้องนั่งเล่นนั้นช่างบีบคั้น มันเป็นความเงียบที่มีเพียงเสียงหอบหายใจอย่างทุรนทุรายของเรนิตาและเสียงเข็มนาฬิกาที่เดินไปข้างหน้าอย่างไม่รอใคร ลิลิธจ้องมองกระจกบานเล็กที่ถูกทิ้งอยู่บนพรม มันไม่ได้แตกกระจาย ทว่าเงาสีดำที่วนเวียนอยู่ในนั้นกลับดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ตามความหวาดกลัวของเจ้าของห้อง เรนิตาซบหน้าลงกับฝ่ามือที่เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ร่างกายของเธอสั่นเทิ้มจนลิลิธเกรงว่าเธอจะแตกสลายไปจริงๆ ในวินาทีนั้นเอง ลิลิธเหลือบมองไปยังชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหลังดาราสาว ธีรภัทรยังคงยืนนิ่งสนิท ท่าทางของเขาดูสูงส่งและเย็นชาดุจรูปสลัก ทว่าเมื่อแสงสว่างรำไรจากภายนอกส่องมากระทบเสี้ยวหน้าของเขา ลิลิธกลับสังเกตเห็นบางอย่างที่ต่างออกไป แววตาของเขาไม่ได้มีความสะใจหรือความโหดเหี้ยม มันเรียบเฉย ทว่ากลับแฝงไปด้วยความเหนื่อยหน่ายที่ลึกซึ้ง ราวกับเขาเคยเห็นฉากโศกนาฏกรรมเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่านับพันครั้งจนมันกลายเป็นเรื่องปกติที่น่าเศร้าใจ เขาไม่ได้เร่งรัดเอาคำตอบด้วยท่าทีคุกคาม แต่เขากลับรอคอยอย่างอดทนเหมือนผู้ใหญ่ที่กำลังมองดูเด็กที่หลงทาง "เลือกสิครับ เรนิตา" เสียงของธีรภ
โถงห้องนั่งเล่นกว้างขวางภายในเพนท์เฮาส์หรูที่ควรจะดูสง่างาม กลับให้ความรู้สึกเหมือนศาลเจ้าที่ถูกทิ้งร้าง แสงสว่างเพียงน้อยนิดที่ลอดผ่านผ้าม่านไม่ได้ช่วยให้ห้องนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้น กลิ่นหอมหวานเอียนของดอกลิลลี่ที่วางอยู่ตามมุมห้องกำลังแปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นอับชื้นที่น่าอึดอัด ลิลิธพยายามระงับอาการมือสั่นขณะที่จ้องมองดาราสาวตรงหน้า ผิวพรรณของเรนิตาที่เคยดูเปล่งปลั่งในนิตยสาร บัดนี้กลับดูหยาบกร้านและซีดเทาเหมือนขี้ผึ้งที่กำลังละลาย"ความสุข งั้นเหรอ?" เรนิตาหัวเราะออกมา แต่มันเป็นเสียงสำลักที่ฟังดูแห้งผากราวกับไม่มีน้ำลายอยู่ในลำคอแม้แต่หยดเดียว "ชื่อเสียง เงินทอง ทุกคนก้มหัวให้ฉัน นั่นไม่ใช่ความสุขหรือไง?"เธอพยายามจะยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม แต่มือที่สั่นเทากลับทำให้น้ำหกกระเซ็นลงบนชุดเดรสไหมราคาแพง ลิลิธเห็นความอัปยศพาดผ่านดวงตาที่ลึกโหลของดาราสาวเพียงวูบเดียว ก่อนที่มันจะถูกแทนที่ด้วยความโหยหาที่ดูน่าเวทนา"บอกเธอสิลิลิธ" เสียงของธีรภัทรดังขึ้นข้างใบหูของหญิงสาว เขาไม่ได้ขยับตัวจากจุดที่ยืนอยู่หลังโซฟาของเรนิตา แต่เขากลับโน้มใบหน้าลงมาจนแทบจะชิดกับกลุ่มผมของดาราสาว "บอกเธอว่าความสุขที่แลกมาด้วย
แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้ากว้างขึ้นทุกที รถลีมูซีนสีดำสนิทเลี้ยวเข้าสู่ย่านพักอาศัยระดับหรูที่เงียบสงัดจนน่าประหลาดใจ ภายในรถที่ปิดม่านทึบ ลิลิธยังคงนั่งตัวเกร็งพลางกุมซองหนังสีดำไว้ในอุ้งมือที่ชื้นเหงื่อ คำถามมากมายพรั่งพรูอยู่ในหัว แต่เธอกลับไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวแรงๆ เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งของธีรภัทรเอนหลังพิงเบาะ หลับตาลงอย่างสงบนิ่งราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ไร้ลมหายใจ"บอสคะ แล้วถ้าเรนิตาเธอยัง 'สภาพดี' บอสจะต่อสัญญาให้เธอใช่ไหมคะ?" ลิลิธตัดสินใจถามทำลายความเงียบ เสียงของเธอเบาหวิวเมื่อนึกถึงดาราสาวที่เคยเห็นในจอโทรทัศน์ ผู้หญิงที่เพียบพร้อมไปด้วยชื่อเสียงและเสน่ห์ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงหนึ่งใน 'หมาก' ของแวมไพร์หนุ่มคนนี้ธีรภัทรไม่ลืมตา แต่กลับมีรอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก "คำว่า 'สภาพดี' ของผมกับของมนุษย์มันต่างกันนะลิลิธ มนุษย์มองที่รูปลักษณ์ภายนอก ผิวพรรณ หรือความนิยม แต่ผมมองที่ 'ภาชนะ' ว่ามันยังเหลือพื้นที่ให้บรรจุพลังงานได้อีกแค่ไหน ถ้าดวงวิญญาณของเธอเหี่ยวเฉาจนไม่สามารถรองรับ 'พร' ของผมได้อีก การต่อสัญญาก็คือการทิ้งของเสียดีๆ นี่เอง"รถค่อยๆ ชะลอตัวและหยุดลงที่หน้าเพนท์เ
"บอสคะ แล้วอายุขัยที่ว่านั่น บอสเอาไปทำอะไรเหรอคะ?" ลิลิธถามขึ้นเบาๆ เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกสู่โถงจอดรถชั้นใต้ดินที่ถูกปิดกั้นไว้เป็นส่วนตัวธีรภัทรก้าวเดินออกจากลิฟต์ตรงไปยังรถลีมูซีนสีดำสนิทที่จอดรออยู่เพียงคันเดียว ท่ามกลางความสลัวของไฟนีออนชั้นใต้ดิน ร่างของเขาดูราวกับหลอมรวมไปกับความมืดได้ทุกเมื่อ เขาหยุดฝีเท้าลงหน้าประตูรถที่ถูกเปิดออกโดยชายในชุดสูทสีเทาเข้มคนหนึ่งซึ่งลิลิธไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน"ไซมอน นี่ลิลิธ เลขาคนใหม่ของฉัน" ธีรภัทรแนะนำสั้นๆไซมอน พนักงานขับรถวัยกลางคนที่มีใบหน้าเรียบเฉยจนดูเหมือนหุ่นยนต์ก้มหัวทักทายลิลิธเล็กน้อย "ยินดีที่ได้พบครับ คุณลิลิธ"ธีรภัทรก้าวเข้าไปนั่งด้านในก่อนจะผายมือให้ลิลิธตามเข้าไป เมื่อประตูปิดลง ความเงียบสงัดก็ครอบงำไปทั่วห้องโดยสารที่ถูกบุด้วยกำมะหยี่สีเข้ม ธีรภัทรหยิบกล่องสีดำสี่หลี่ยมเล็กๆ ออกมาจากที่เก็บของภายในรถแล้วเปิดมันออก จากนั้นเขาห็หยิบผลึกสีแดงนั้นขึ้นมาถือไว้ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ แสงไฟสีนวลในรถทำให้มันดูเหมือนดวงตาของอสุรกายที่กำลังจ้องมองกลับมา"มนุษย์มักจะยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการในเวลาอันสั้นครั
กริ๊ก เสียงปิดประตูดังขึ้นเบาๆ เมื่อเธอเดินทางมาถึงหน้าโรงแรมคาร์ดอนเนียในเวลา 06:50 น. ตรงตามที่ตกลงกันไว้ บรรยากาศของโรงแรมหรูระดับห้าดาวในช่วงเช้ามืดดูเงียบเหงาแต่ทว่าเต็มไปด้วยความกดดันแปลกๆ ลิลิธกระชับซองหนังสีดำในมือแน่น ความเย็นของมันยังคงย้ำเตือนถึงสัมผัสของ 'บอส' เมื่อคืนนี้ "เชิญทางนี้ครับ คุณลิลิธ" ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสนิท—ธีรภัทร—ปรากฏตัวขึ้นจากมุมมืดของโถงทางเดินโรงแรม ราวกับเขาหลอมรวมอยู่กับเงาของเสาหินอ่อนมาตั้งแต่ต้น ลิลิธสะดุ้งเล็กน้อยแต่พยายามคุมสติให้มั่น ผิวของเขาดูขาวซีดยิ่งกว่าเมื่อคืนเมื่อต้องแสงไฟสีนวลของโรงแรม และเขายังคงไม่มีเงาสะท้อนบนพื้นหินอ่อนที่ขัดจนเงาวับ "บอส มาถึงนานแล้วเหรอคะ?" "ผมไม่ต้องนอนเหมือนมนุษย์ครับ" เขาตอบสั้นๆ พร้อมกับเดินนำไปทางห้องรับรองพิเศษที่อยู่ชั้นบนสุด "จำไว้นะลิลิธ ในที่ประชุมนี้ คุณไม่ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็น หน้าที่ของคุณคือถ่ายทอดคำพูดของผมออกไปให้ชัดเจนที่สุด และห้ามเปิดซองหนังนั่นจนกว่าผมจะสั่ง" พรึ่บ! ประตูบานคู่ของห้องรับรองถูกเปิดออกโดยพนักงานโรงแรมที่ดูไร้วิญญาณ ภายในห้องนั้นมีชายวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขา
"ห้าเท่า.."ลิลิธพึมพำออกมาเบาๆ จนเกือบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ เธอจ้องมองหยดไวน์สีแดงเข้มที่เกาะอยู่ข้างแก้วในมือของธีรภัทร มันดูราวกับหยาดเลือดที่สดใหม่ท่ามกลางแสงไฟสลัว.. ดวงตาของเธอสั่นไหวเมื่อมองไปยังนาฬิกาบนผนังที่เข็มนาทีกำลังเคลื่อนเข้าใกล้เลขหกเข้าไปทุกที ความเงียบในห้องทำงานทำให้เสียง ติ๊ก ต่อก ของนาฬิกาดังชัดเจนราวกับเสียงกลองศึกที่รัวกระชั้นชั่งน้ำหนักระหว่าง 'อิสรภาพที่ว่างเปล่า' กับ 'พันธนาการที่มั่งคั่ง'"ทำไมต้องเป็นฉันคะ?"เธอรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มที่ไร้เงาในกระจก แผ่นหลังของเธอเหยียดตรงด้วยความเครียดขึง มือที่ประสานกันบนตักบีบเข้าหากันจนเห็นเส้นเลือดชัดเจน"ถ้าบริษัทนี้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น บอสจะหาคนที่มี 'ตาทิพย์' หรืออะไรแบบนั้นมาทำงานให้ก็น่าจะไม่ยากนี่คะ ทำไมถึงเลือกเลขาธรรมดาๆ ที่เพิ่งทำงานได้แค่อาทิตย์เดียว แถมยังมาสายตั้งแต่วันแรกแบบฉัน?"ธีรภัทรวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเสียงดัง แกร๊ก เบาๆ เขาโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย แสงไฟนีออนที่กะพริบถี่ๆ สะท้อนให้เห็นรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของเขา มันเป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ดูถูก แต่กลับดูเหมือนเขากำลังชื่นชมในความกล้าที่







