LOGINกริ๊ก
เสียงปิดประตูดังขึ้นเบาๆ เมื่อเธอเดินทางมาถึงหน้าโรงแรมคาร์ดอนเนียในเวลา 06:50 น. ตรงตามที่ตกลงกันไว้ บรรยากาศของโรงแรมหรูระดับห้าดาวในช่วงเช้ามืดดูเงียบเหงาแต่ทว่าเต็มไปด้วยความกดดันแปลกๆ ลิลิธกระชับซองหนังสีดำในมือแน่น ความเย็นของมันยังคงย้ำเตือนถึงสัมผัสของ 'บอส' เมื่อคืนนี้ "เชิญทางนี้ครับ คุณลิลิธ" ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสนิท—ธีรภัทร—ปรากฏตัวขึ้นจากมุมมืดของโถงทางเดินโรงแรม ราวกับเขาหลอมรวมอยู่กับเงาของเสาหินอ่อนมาตั้งแต่ต้น ลิลิธสะดุ้งเล็กน้อยแต่พยายามคุมสติให้มั่น ผิวของเขาดูขาวซีดยิ่งกว่าเมื่อคืนเมื่อต้องแสงไฟสีนวลของโรงแรม และเขายังคงไม่มีเงาสะท้อนบนพื้นหินอ่อนที่ขัดจนเงาวับ "บอส มาถึงนานแล้วเหรอคะ?" "ผมไม่ต้องนอนเหมือนมนุษย์ครับ" เขาตอบสั้นๆ พร้อมกับเดินนำไปทางห้องรับรองพิเศษที่อยู่ชั้นบนสุด "จำไว้นะลิลิธ ในที่ประชุมนี้ คุณไม่ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็น หน้าที่ของคุณคือถ่ายทอดคำพูดของผมออกไปให้ชัดเจนที่สุด และห้ามเปิดซองหนังนั่นจนกว่าผมจะสั่ง" พรึ่บ! ประตูบานคู่ของห้องรับรองถูกเปิดออกโดยพนักงานโรงแรมที่ดูไร้วิญญาณ ภายในห้องนั้นมีชายวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาดูเป็นนักธุรกิจที่มั่งคั่ง สวมสูทเนื้อดีและนาฬิกาหรู ทว่าเมื่อลิลิธเพ่งมองดูดีๆ เธอจึงสังเกตเห็นว่าชายคนนั้นกำลังสั่น สั่นด้วยความกลัวที่ไม่อาจปกปิดได้ "คุณวรนาถ" ธีรภัทรเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยจนน่ากลัว เขาเดินไปนั่งที่หัวโต๊ะตำแหน่งที่ว่างเปล่าในสายตาของคนทั่วไป แต่ลิลิธมองเห็นเขานั่งลงอย่างสง่างาม ชายที่ชื่อวรนาถมองมาทางลิลิธด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะมองไปที่เก้าอี้หัวโต๊ะที่ว่างเปล่าในสายตาของเขา เหงื่อเม็ดเป้งผุดพรายขึ้นบนหน้าผากของเขาทั้งที่แอร์ในห้องเย็นเฉียบ "ข-ขอบคุณที่มาตามนัดครับ ท่าน" วรนาถพูดกับความว่างเปล่าด้วยเสียงที่สั่นเครือ ธีรภัทรหันมาทางลิลิธแล้วพยักหน้าเล็กน้อย เป็นสัญญาณให้เธอเริ่มทำหน้าที่ 'ปาก' ของเขา "บอสบอกว่า ขอบคุณที่คุณวรนาถรักษาคำพูดเรื่องสัญญาในไตรมาสที่ผ่านมาค่ะ" ลิลิธพูดออกไป พยายามทำเสียงให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ใจจะสั่นจนแทบจะควบคุมไม่อยู่ วรนาถ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังที่มักจะปรากฏตัวบนหน้าสื่อด้วยท่าทางมั่นใจ บัดนี้เขากลับดูเล็กลงไปถนัดตาเมื่อต้องเผชิญหน้ากับ 'ความว่างเปล่า' ที่ทรงพลัง มือที่สวมนาฬิกาแบรนด์หรูสั่นเทาขณะรวบรวมความกล้าเงยหน้ามองลิลิธ หญิงสาวเพียงคนเดียวที่เขามองเห็นในฝั่งตรงข้ามของโต๊ะเจรจา "ค-ครับ ผมยินดีที่ท่านพอใจ" วรนาถตอบกลับเสียงสั่น เขารู้สึกได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากเก้าอี้หัวโต๊ะ แม้ดวงตาของเขาจะเห็นเพียงเบาะหนังที่เรียบตึงไม่มีร่องรอยของการกดทับก็ตาม "แต่ว่า เรื่องสัญญาฉบับใหม่ที่ส่งไป ผมอยากจะขอกราบเรียนท่าน คือช่วงนี้ตลาดค่อนข้างผันผวน" ธีรภัทรที่นั่งกอดอกอยู่อย่างสง่างามเอียงคอเล็กน้อย ดวงตาสีเข้มจดจ้องไปที่ใบหน้าของวรนาถราวกับกำลังอ่านทุกความลับที่ซ่อนอยู่ภายใต้เหงื่อเม็ดเป้งนั้น เขาไม่ได้ขยับตัวแม้แต่นิด ทว่าเงาที่ทอดยาวบนพื้นพรมกลับขยับไหวไปมาเหมือนมีชีวิต "บอกเขาไปลิลิธ" เสียงทุ้มต่ำของธีรภัทรกระซิบสั่งอย่างแผ่วเบา แต่กลับกังวานชัดเจนในโสตประสาทของหญิงสาว "ว่าความผันผวนของมนุษย์ ไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับการบิดพริ้วสัญญาที่ลงนามด้วย 'สิ่งนั้น' ไปแล้ว" ลิลิธสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่มหาศาลซึ่งแผ่ออกมาจากชายหนุ่มข้างกาย เธอพยายามคุมจังหวะการหายใจให้สม่ำเสมอที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะถ่ายทอดคำพูดนั้นออกไป "บอสบอกว่า ความผันผวนในโลกของคุณไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับการเปลี่ยนแปลงสัญญาค่ะ โดยเฉพาะเมื่อสัญญาฉบับนี้ถูกยืนยันด้วย 'สิ่งนั้น' ไปแล้ว" คำว่า 'สิ่งนั้น' ทำให้วรนาถสะดุ้งสุดตัวจนเผลอปัดช้อนเงินบนโต๊ะร่วงลงพื้น เคร้ง! เสียงโลหะกระทบพื้นหินอ่อนดังก้องไปทั่วห้อง วรนาถรีบก้มลงเก็บด้วยท่าทางลนลาน ใบหน้าของเขาซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด เขาจำได้ดีว่า 'สิ่งนั้น' ที่ลิลิธเอ่ยถึงหมายความว่าอย่างไร มันคือเพชรสีเลือดที่เขาเคยรับมาตามคำสั่งของธีรภัทรเมื่อสามปีก่อน เพื่อแลกกับที่ดินผืนงามใจกลางเมืองที่กำลังทำเงินมหาศาลให้เขาอยู่ในตอนนี้ "ค-ครับ! ผมเข้าใจแล้ว! ผมไม่ได้จะบิดพริ้ว!" วรนาถละล่ำละลักพูด "เพียงแต่ ผมอยากขอขยายระยะเวลาส่งมอบ 'ผลผลิต' ออกไปอีกเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น" ธีรภัทรยกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความเมตตา เขาหยิบซองหนังสีดำบนโต๊ะขึ้นมา แล้วเลื่อนมันไปข้างหน้าลิลิธอย่างเชื่องช้า ปลายนิ้วของเขาสัมผัสหลังมือของหญิงสาวเพียงชั่วครู่ แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกน้ำแข็งกรีดผ่านผิวหนัง "เปิดมัน" ธีรภัทรส่งสัญญาณ ลิลิธทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย เธอแกะตราครั่งรูปค้างคาวออกอย่างระมัดระวัง ภายในนั้นไม่มีแผ่นกระดาษข้อความใดๆ มีเพียงวัตถุสีแดงเข้มขนาดเท่าเมล็ดทับทิมที่เปล่งประกายลึกลับท่ามกลางความมืดสลัว เมื่อวรนาถเห็นสิ่งที่อยู่ในซองหนัง เขาก็ถึงกับทรุดตัวลงกับพนักเก้าอี้ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด "นี่คือ คำเตือนเหรอครับ?" วรนาถกระซิบถามอย่างสิ้นหวัง "บอกเขาไป" ธีรภัทรลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างสูงโปร่งของเขาบังแสงไฟจากโคมระย้าจนห้องดูมืดลงกว่าเดิม "ว่านี่ไม่ใช่คำเตือน แต่นี่คือ 'ดอกเบี้ย' สำหรับความคิดที่จะต่อรอง" ลิลิธจ้องมองวัตถุสีแดงในมือ มันดูเหมือนเพชร แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนมันกำลัง 'เต้น' อยู่ตามจังหวะชีพจรของใครบางคน เธอเงยหน้ามองวรนาถที่ตอนนี้ดูเหมือนคนกำลังจะขาดใจตาย "บอสบอกว่า นี่ไม่ใช่คำเตือนค่ะคุณวรนาถ แต่มันคือดอกเบี้ยที่คุณต้องชดใช้ สำหรับการพยายามต่อรองสัญญาในครั้งนี้" พนักงานเสิร์ฟหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องพร้อมรถเข็นอาหารเช้า เขาเดินผ่านธีรภัทรไปราวกับผ่านธาตุอากาศ โดยไม่รู้เลยว่าเขากำลังก้าวเข้าสู่สมรภูมิของสิ่งเหนือธรรมชาติ "เอ่อ ขอประทานโทษครับ อาหารเช้าที่สั่งไว้ได้แล้วครับ" พนักงานหนุ่มเอ่ยด้วยรอยยิ้มซื่อๆ เขาจัดวางจานอาหารลงบนโต๊ะอย่างแคล่วคล่อง ทว่าเมื่อเขาเดินมาถึงฝั่งที่ลิลิธนั่งอยู่ เขากลับชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นซองหนังและวัตถุสีแดงนั้น "นั่น ทับทิมสวยดีนะครับคุณผู้หญิง" ลิลิธรีบปิดซองหนังทันที หัวใจเต้นรัวแรงด้วยความตระหนก เธอเหลือบมองธีรภัทรที่ยืนอยู่ข้างพนักงานคนนั้น ชายหนุ่มแวมไพร์เพียงแค่ปรายตามองพนักงานคนนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะโบกมือเบาๆ เป็นเชิงให้พนักงานคนนั้นออกไปจากห้อง เมื่อประตูห้องปิดลงอีกครั้ง ความกดดันที่ถูกกดทับไว้ก็ระเบิดออกมาอีกครั้ง วรนาถก้มหน้าลงกับโต๊ะ พร่ำคำขอโทษซ้ำไปซ้ำมาราวกับคนเสียสติ "พอแล้วลิลิธ เราจบธุระกับเขาแล้ว" ธีรภัทรหันมาทางเธอ "ตามผมออกมา เรายังมีที่ที่ต้องไปต่อ" ลิลิธลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง แม้ขาของเธอจะยังสั่นอยู่บ้าง เธอเก็บซองหนังใส่กระเป๋าแล้วเดินตามเงาของธีรภัทรที่มุ่งหน้าไปยังทางออก ทิ้งให้นักธุรกิจผู้มั่งคั่งนั่งจมอยู่กับความหวาดกลัวเพียงลำพังในห้องที่เย็นเฉียบ ขณะที่เดินอยู่ในโถงทางเดินโรงแรม ลิลิธที่เดินตามหลังธีรภัทรมาติดๆ ก็อดไม่ได้ที่จะถามออกไปเบาๆ "บอสคะ'ดอกเบี้ย' ที่ว่านั่น มันคืออะไรกันแน่คะ? ทำไมคุณวรนาถถึงได้ดูกลัวขนาดนั้น?" ธีรภัทรหยุดเดินแล้วหันกลับมามองเธอ ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำชั่วครู่ก่อนจะกลับเป็นสีดำสนิทตามเดิม "มันคือส่วนหนึ่งของ 'อายุขัย' ที่เขาเคยทำสัญญาไว้ครับลิลิธ" เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ "อ-อายุขัย?!" "ใช่ครับ..อายุขัย" ธีรภัทรหันมายิ้มให้กับลิลิธหลังจากตอบข้อสงสัยให้เธอ คำพูดอันแสนเรียบง่ายนั้นมันทำให้ชีพจรของเธอเต้นรัวด้วยความรู้สึกกลัวอย่างช่วยไม่ได้ "งานวันนี้ทำได้ดีมากครับ ถือว่าเป็นบททดสอบก็แล้วกัน" "งั้นก็...ไปที่ที่ต่อไปกันเถอะครับ ลิลิธ"ความเงียบที่โรยตัวลงมาในห้องนั่งเล่นนั้นช่างบีบคั้น มันเป็นความเงียบที่มีเพียงเสียงหอบหายใจอย่างทุรนทุรายของเรนิตาและเสียงเข็มนาฬิกาที่เดินไปข้างหน้าอย่างไม่รอใคร ลิลิธจ้องมองกระจกบานเล็กที่ถูกทิ้งอยู่บนพรม มันไม่ได้แตกกระจาย ทว่าเงาสีดำที่วนเวียนอยู่ในนั้นกลับดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ตามความหวาดกลัวของเจ้าของห้อง เรนิตาซบหน้าลงกับฝ่ามือที่เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ร่างกายของเธอสั่นเทิ้มจนลิลิธเกรงว่าเธอจะแตกสลายไปจริงๆ ในวินาทีนั้นเอง ลิลิธเหลือบมองไปยังชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหลังดาราสาว ธีรภัทรยังคงยืนนิ่งสนิท ท่าทางของเขาดูสูงส่งและเย็นชาดุจรูปสลัก ทว่าเมื่อแสงสว่างรำไรจากภายนอกส่องมากระทบเสี้ยวหน้าของเขา ลิลิธกลับสังเกตเห็นบางอย่างที่ต่างออกไป แววตาของเขาไม่ได้มีความสะใจหรือความโหดเหี้ยม มันเรียบเฉย ทว่ากลับแฝงไปด้วยความเหนื่อยหน่ายที่ลึกซึ้ง ราวกับเขาเคยเห็นฉากโศกนาฏกรรมเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่านับพันครั้งจนมันกลายเป็นเรื่องปกติที่น่าเศร้าใจ เขาไม่ได้เร่งรัดเอาคำตอบด้วยท่าทีคุกคาม แต่เขากลับรอคอยอย่างอดทนเหมือนผู้ใหญ่ที่กำลังมองดูเด็กที่หลงทาง "เลือกสิครับ เรนิตา" เสียงของธีรภ
โถงห้องนั่งเล่นกว้างขวางภายในเพนท์เฮาส์หรูที่ควรจะดูสง่างาม กลับให้ความรู้สึกเหมือนศาลเจ้าที่ถูกทิ้งร้าง แสงสว่างเพียงน้อยนิดที่ลอดผ่านผ้าม่านไม่ได้ช่วยให้ห้องนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้น กลิ่นหอมหวานเอียนของดอกลิลลี่ที่วางอยู่ตามมุมห้องกำลังแปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นอับชื้นที่น่าอึดอัด ลิลิธพยายามระงับอาการมือสั่นขณะที่จ้องมองดาราสาวตรงหน้า ผิวพรรณของเรนิตาที่เคยดูเปล่งปลั่งในนิตยสาร บัดนี้กลับดูหยาบกร้านและซีดเทาเหมือนขี้ผึ้งที่กำลังละลาย"ความสุข งั้นเหรอ?" เรนิตาหัวเราะออกมา แต่มันเป็นเสียงสำลักที่ฟังดูแห้งผากราวกับไม่มีน้ำลายอยู่ในลำคอแม้แต่หยดเดียว "ชื่อเสียง เงินทอง ทุกคนก้มหัวให้ฉัน นั่นไม่ใช่ความสุขหรือไง?"เธอพยายามจะยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม แต่มือที่สั่นเทากลับทำให้น้ำหกกระเซ็นลงบนชุดเดรสไหมราคาแพง ลิลิธเห็นความอัปยศพาดผ่านดวงตาที่ลึกโหลของดาราสาวเพียงวูบเดียว ก่อนที่มันจะถูกแทนที่ด้วยความโหยหาที่ดูน่าเวทนา"บอกเธอสิลิลิธ" เสียงของธีรภัทรดังขึ้นข้างใบหูของหญิงสาว เขาไม่ได้ขยับตัวจากจุดที่ยืนอยู่หลังโซฟาของเรนิตา แต่เขากลับโน้มใบหน้าลงมาจนแทบจะชิดกับกลุ่มผมของดาราสาว "บอกเธอว่าความสุขที่แลกมาด้วย
แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้ากว้างขึ้นทุกที รถลีมูซีนสีดำสนิทเลี้ยวเข้าสู่ย่านพักอาศัยระดับหรูที่เงียบสงัดจนน่าประหลาดใจ ภายในรถที่ปิดม่านทึบ ลิลิธยังคงนั่งตัวเกร็งพลางกุมซองหนังสีดำไว้ในอุ้งมือที่ชื้นเหงื่อ คำถามมากมายพรั่งพรูอยู่ในหัว แต่เธอกลับไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวแรงๆ เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งของธีรภัทรเอนหลังพิงเบาะ หลับตาลงอย่างสงบนิ่งราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ไร้ลมหายใจ"บอสคะ แล้วถ้าเรนิตาเธอยัง 'สภาพดี' บอสจะต่อสัญญาให้เธอใช่ไหมคะ?" ลิลิธตัดสินใจถามทำลายความเงียบ เสียงของเธอเบาหวิวเมื่อนึกถึงดาราสาวที่เคยเห็นในจอโทรทัศน์ ผู้หญิงที่เพียบพร้อมไปด้วยชื่อเสียงและเสน่ห์ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงหนึ่งใน 'หมาก' ของแวมไพร์หนุ่มคนนี้ธีรภัทรไม่ลืมตา แต่กลับมีรอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก "คำว่า 'สภาพดี' ของผมกับของมนุษย์มันต่างกันนะลิลิธ มนุษย์มองที่รูปลักษณ์ภายนอก ผิวพรรณ หรือความนิยม แต่ผมมองที่ 'ภาชนะ' ว่ามันยังเหลือพื้นที่ให้บรรจุพลังงานได้อีกแค่ไหน ถ้าดวงวิญญาณของเธอเหี่ยวเฉาจนไม่สามารถรองรับ 'พร' ของผมได้อีก การต่อสัญญาก็คือการทิ้งของเสียดีๆ นี่เอง"รถค่อยๆ ชะลอตัวและหยุดลงที่หน้าเพนท์เ
"บอสคะ แล้วอายุขัยที่ว่านั่น บอสเอาไปทำอะไรเหรอคะ?" ลิลิธถามขึ้นเบาๆ เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกสู่โถงจอดรถชั้นใต้ดินที่ถูกปิดกั้นไว้เป็นส่วนตัวธีรภัทรก้าวเดินออกจากลิฟต์ตรงไปยังรถลีมูซีนสีดำสนิทที่จอดรออยู่เพียงคันเดียว ท่ามกลางความสลัวของไฟนีออนชั้นใต้ดิน ร่างของเขาดูราวกับหลอมรวมไปกับความมืดได้ทุกเมื่อ เขาหยุดฝีเท้าลงหน้าประตูรถที่ถูกเปิดออกโดยชายในชุดสูทสีเทาเข้มคนหนึ่งซึ่งลิลิธไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน"ไซมอน นี่ลิลิธ เลขาคนใหม่ของฉัน" ธีรภัทรแนะนำสั้นๆไซมอน พนักงานขับรถวัยกลางคนที่มีใบหน้าเรียบเฉยจนดูเหมือนหุ่นยนต์ก้มหัวทักทายลิลิธเล็กน้อย "ยินดีที่ได้พบครับ คุณลิลิธ"ธีรภัทรก้าวเข้าไปนั่งด้านในก่อนจะผายมือให้ลิลิธตามเข้าไป เมื่อประตูปิดลง ความเงียบสงัดก็ครอบงำไปทั่วห้องโดยสารที่ถูกบุด้วยกำมะหยี่สีเข้ม ธีรภัทรหยิบกล่องสีดำสี่หลี่ยมเล็กๆ ออกมาจากที่เก็บของภายในรถแล้วเปิดมันออก จากนั้นเขาห็หยิบผลึกสีแดงนั้นขึ้นมาถือไว้ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ แสงไฟสีนวลในรถทำให้มันดูเหมือนดวงตาของอสุรกายที่กำลังจ้องมองกลับมา"มนุษย์มักจะยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการในเวลาอันสั้นครั
กริ๊ก เสียงปิดประตูดังขึ้นเบาๆ เมื่อเธอเดินทางมาถึงหน้าโรงแรมคาร์ดอนเนียในเวลา 06:50 น. ตรงตามที่ตกลงกันไว้ บรรยากาศของโรงแรมหรูระดับห้าดาวในช่วงเช้ามืดดูเงียบเหงาแต่ทว่าเต็มไปด้วยความกดดันแปลกๆ ลิลิธกระชับซองหนังสีดำในมือแน่น ความเย็นของมันยังคงย้ำเตือนถึงสัมผัสของ 'บอส' เมื่อคืนนี้ "เชิญทางนี้ครับ คุณลิลิธ" ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสนิท—ธีรภัทร—ปรากฏตัวขึ้นจากมุมมืดของโถงทางเดินโรงแรม ราวกับเขาหลอมรวมอยู่กับเงาของเสาหินอ่อนมาตั้งแต่ต้น ลิลิธสะดุ้งเล็กน้อยแต่พยายามคุมสติให้มั่น ผิวของเขาดูขาวซีดยิ่งกว่าเมื่อคืนเมื่อต้องแสงไฟสีนวลของโรงแรม และเขายังคงไม่มีเงาสะท้อนบนพื้นหินอ่อนที่ขัดจนเงาวับ "บอส มาถึงนานแล้วเหรอคะ?" "ผมไม่ต้องนอนเหมือนมนุษย์ครับ" เขาตอบสั้นๆ พร้อมกับเดินนำไปทางห้องรับรองพิเศษที่อยู่ชั้นบนสุด "จำไว้นะลิลิธ ในที่ประชุมนี้ คุณไม่ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็น หน้าที่ของคุณคือถ่ายทอดคำพูดของผมออกไปให้ชัดเจนที่สุด และห้ามเปิดซองหนังนั่นจนกว่าผมจะสั่ง" พรึ่บ! ประตูบานคู่ของห้องรับรองถูกเปิดออกโดยพนักงานโรงแรมที่ดูไร้วิญญาณ ภายในห้องนั้นมีชายวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขา
"ห้าเท่า.."ลิลิธพึมพำออกมาเบาๆ จนเกือบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ เธอจ้องมองหยดไวน์สีแดงเข้มที่เกาะอยู่ข้างแก้วในมือของธีรภัทร มันดูราวกับหยาดเลือดที่สดใหม่ท่ามกลางแสงไฟสลัว.. ดวงตาของเธอสั่นไหวเมื่อมองไปยังนาฬิกาบนผนังที่เข็มนาทีกำลังเคลื่อนเข้าใกล้เลขหกเข้าไปทุกที ความเงียบในห้องทำงานทำให้เสียง ติ๊ก ต่อก ของนาฬิกาดังชัดเจนราวกับเสียงกลองศึกที่รัวกระชั้นชั่งน้ำหนักระหว่าง 'อิสรภาพที่ว่างเปล่า' กับ 'พันธนาการที่มั่งคั่ง'"ทำไมต้องเป็นฉันคะ?"เธอรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มที่ไร้เงาในกระจก แผ่นหลังของเธอเหยียดตรงด้วยความเครียดขึง มือที่ประสานกันบนตักบีบเข้าหากันจนเห็นเส้นเลือดชัดเจน"ถ้าบริษัทนี้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น บอสจะหาคนที่มี 'ตาทิพย์' หรืออะไรแบบนั้นมาทำงานให้ก็น่าจะไม่ยากนี่คะ ทำไมถึงเลือกเลขาธรรมดาๆ ที่เพิ่งทำงานได้แค่อาทิตย์เดียว แถมยังมาสายตั้งแต่วันแรกแบบฉัน?"ธีรภัทรวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเสียงดัง แกร๊ก เบาๆ เขาโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย แสงไฟนีออนที่กะพริบถี่ๆ สะท้อนให้เห็นรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของเขา มันเป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ดูถูก แต่กลับดูเหมือนเขากำลังชื่นชมในความกล้าที่







