LOGINม่สามีกับลูกสะใภ้ ได้ทำการเลือกดูผ้าไหมชั้นดี ซึ่งไม่เคยมีใครในเมืองหลวงรู้เลยว่านี่คือกิจการของนางเอง มันคือสิ่งที่นางได้รับเป็นของขวัญแต่งงาน จากพี่ชายคนที่สี่ ซึ่งเขาไม่เคยที่จะออกมาสู่โลกภายนอกเท่าใดนัก หากอยากพบคุณชายสี่สกุลถาน ต้องได้รับเชื้อเชิญเท่านั้น จึงจะเข้าไปในเขตเรือนที่ตั้งอยู่บนเขาสูง แต่กระนั้นเพราะรักในครอบครัวชาติที่แล้ว พี่สี่ของนางมุ่งลงจากเขามา พบกับจุดจบของชีวิตพร้อมกับทุกคนในครอบครัว ชาตินี้นางจะไม่มีวันให้เกิดเรื่องเช่นนั้นอีก
“ท่านป้า”
จ้าวฮูหยิน ยิ้มค้างไปในทันที ก่อนจะแสดงสายตาเอือมระอาออกมา หากนางมิใช่องค์หญิงใหญ่ นางก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่าจะมีสตรีบ้านใด ใส่ใจในตัวบุตรชายนางหรือไม่ นี่ขนาดแต่งงานออกหน้าอย่างยิ่งใหญ่ ยังมีคนอยากแต่งเข้ามาเป็นอนุอีกหรือ บ้านจะสงบก็คือมีเพียงหญิงเดียวในบ้าน ถ้ามีสองสามี่ขึ้นมาเมื่อใด ก็ยากจะอยู่ได้อย่างสงบ แต่คนที่เรียกนางอยู่ในตอนนี้ มีสามีแล้วแท้ ๆ ยังคิดจะสอดแทรกทำให้ครอบครัวผู้อื่นร้าวฉาน ไร้การอบรมเสียจริง
“พระชายาลู่ มีสิ่งใดกับข้าหรือ”
จ้าวฮูหยิน หันกลับไปเอ่ยกับผู้ที่เรียกขาน ส่วนถานไห่ชินนั้น ได้ลุกขึ้นย่อกายให้แก่พระชายาในลู่อ๋อง ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ แม่สามีดังเดิม
“อวิ๋นอิง คารวะท่านป้าจ้าวเจ้าค่ะ”
คำเรียกขานที่ดูสนิทกัน ทำให้มีเสียงวิบซิบดังขึ้นเป็นระลอก ใครบ้างไม่รู้ว่าพระชายาลู่ เคยเป็นหญิงในดวงใจของท่านแม่ทัพจ้าว แม้ว่านางจะแต่งเข้าจวนลู่อ๋องแล้ว ก็ยังคงเป็นสตรีที่ท่านแม่ทัพจ้าว ให้ความสำคัญอยู่มาก
“พระชายาลู่ ข้าคงไม่อาจเอื้อมที่จะให้เจ้าเรียกขานเช่นนั้น มันดูสนิทกันจนเกินไปนะ”
คำพูดของจ้าวฮูหยิน ทำให้พระชายาลู่ ถึงกับหน้าม่านไปเลยทีเดียว และต่อให้นางเป็นพระชายา ก็เพียงพระชายาของอ๋องต่างแซ่ จะทัดเทียมสตรีตรงหน้า ที่เป็นถึงองค์หญิงได้อย่างไร แม้ว่าทุกวันนี้พระนาง จะให้ผู้คนเรียกขาน ในฐานะฮูหยินท่าราชครู แต่อย่างไรก็ยังคงความสูงศักดิ์อยู่วันยังค่ำ
“อวิ๋นอิง ขออภัยต่อจ้าวฮูหยินด้วยเจ้าค่ะ พอดีว่าข้ามาดูผ้าไปตัดชุด สำหรับงานวันเกิดขององค์ชายรองเจ้าค่ะ”
แม้ว่าปากจะพูดกับจ้าวฮูหยิน ทว่าสายตานั้นกลับมองเลยไปที่หญิงสาวอีกคน ที่ตอนนี้กำลังลูบไล้บนเนื้อผ้าไหมสีเข้ม มองเท่านี้ก็รู้ว่าผ้าพับนั้นมีราคาสูง และยังเป็นไหมชั้นดีหาอยากยิ่งอีกด้วย
“เช่นนั้นก็ตามสบายเถิด”
จ้าวฮูหยินไม่คิดใส่ใจต่อหญิงสาวอีก นางหันกลับไปสนใจเลือกผ้าช่วยลูกสะใภ้ โดยไม่เห็นสายตาของพระชายาลู่ ที่จับจ้องอยู่กับพับผ้าที่ลุกสะใภ้ของนางให้ความสนใจ
“ผ้าพับนั้นหากฮูหยินน้อยจ้าวยังไม่ตัดสินใจเลือก ขอให้มันกับข้าได้หรือไม่”
พระชายาลู่ เอ่ยปากขอออกไปตรง ๆ แต่ในน้ำเสียงมันคือการแย่งชิงอย่างชัดเจน ถานไห่ชิน เหลือบตามองอีกฝ่ายครู่หนึ่ง ก่อนที่นางจะหันไปยังเถ้าแก่เนี้ย ที่ยืนกลืนน้ำลายเหนียวข้นลงคอ นางก็แค่เจ้าของในนามเท่านั้น เจ้าของร้านตัวจริง ก็คือคนที่กำลังลูบไล้ผ้าพับนั้นอยู่ต่างหาก
“ได้สิเจ้าค่ะ”
ทุกสายตาหันมองไปที่ฮูหยินน้อยจ้าว ที่อยู่ ๆ ก็ยอมสละผ้าพับที่ดีที่สุดให้ผู้อื่นไปอย่างง่ายดาย ทั้งที่มันอยู่ในมือนางแล้วแท้ ๆ จ้าวฮูหยินคิดที่จะเอ่ยทัดทาน ทว่ามือบอบบางของสะใภ้รัก วางบนหลังมือของนางเสียก่อน หญิงสาวคลี่ยิ้มน้อย ๆ เป็นการปลอบโยนแม่สามี ก่อนจะหันไปหาเถ้าแก่เนี้ยอีกครั้ง พร้อมกับกวักมือเรียกให้นำผ้าพับนี้ ไปมอบให้กับพระชายาลู่
“ขอบใจฮูหยินน้อยจ้าวยิ่งนัก หากผ้าพับนี้ ได้ตัดชุดให้แก่ท่านอ๋องสวมใส่ คงสง่ามากทีเดียว”
“ยินดีเจ้าค่ะ ด้วยท่านแม่ทัพนั้นสง่าโดยกำเนิด จะสวมใส่สิ่งใดก็มิอาจกลบความสง่างามนั้นได้เจ้าค่ะ จะผ้าเนื้อรองลงมาสักระดับก็มิใช่เรื่องใหญ่เจ้าค่ะ”
จ้าวฮูหยิน ยิ้มอย่างพึงพอใจ เมือ่ได้ยินคำพูดของสะใภ้รัก มันต้องได้อย่างนี้สิ! ข่มได้ก็ข่มไปเลย ไยต้องยินยอมให้ผู้อื่นกดศีรษะ อย่างไม่รู้ยำเกรงด้วย
“นั่นสินะ! นักรบย่อมมีความองอาจ ช่างเป็นวาสนาของฮูหยินน้อยจ้าวนัก ที่ได้เคียงบุราเช่นท่านแม่ทัพจ้าว”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่...เราเลือกผ้าให้ท่านพ่อกับท่านพี่ต่อดีหรือไม่เจ้าคะ ขอตัวนะเจ้าคะพระชายาลู่”
หญิงสาวตอบรับอีกฝ่าย ด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ก่อนจะหันไปพูดกับแม่สามี และกล่าวขอตัวกับสตรีในดวงใจของสามีอย่างสุภาพ
“ข้าก็ต้องขอตัวก่อนเจ้าค่ะ”
เมื่อถูกไล่กลาย ๆ มีหรือที่พระชายาลู่ จะอาจหายแบกหน้าทนให้ถูกหยามหมิ่น หญิงสาวเดินไปเลือกผ้าอีกสองสามพับ ก่อนจะไปรอจ่ายเงิน แต่ก็มิวายจับจ้องไปยังพับผ้า ที่เถ้าแก่เนี้ย นำมาให้สตรีบ้านจ้าวดูใหม่ มันไม่ได้ด้อยไปกว่าของในมือนางเลยสักนิด หรืออาจเหนือกว่าด้วยซ้ำไป...น่าเจ็บใจนัก!
“เรียนพระชายา ทั้งหมดนี้ห้าร้อยตำลึงเงินเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ!”
พระชายาลู่ เอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงแตกตื่น และมันมิได้เบาแม้แต่น้อย น้ำเสียงนั้นดังพอที่จะเรียกทุกสายตา หันกลับมามองที่นางเป็นจุดเดียว
“ผ้าเพียงไม่กี่พับ ไยจึงแพงนักเล่า”
“ผ้าพับอื่นนั้นราคามิได้มากมายอันใดเจ้าค่ะ แต่พับที่พระชายาต้องการเป็นพิเศษนั้น ราคาสูงถึงสี่ร้อยตำลึงเจ้าค่ะ”
เถาแก่เนี้ย วางมือที่ผ้าพับซึ่งนางช่วงชิงมา นี่...หากนางรู้ว่าราคาสูงถึงเพียงนี้ มีหรือนางจะเอามาครอบครอง
“พระชายาจะยังรับอยู่หรือไม่เจ้าคะ”
เป็นน้ำเสียงที่เข้มกว่าคราแรกหลายเท่าตัว ใครบ้างไม่รู้ว่าการฉกฉวยแย่งชิงสิ่งของมา หากไม่ยอมที่จะจ่าย ย่อมเป็นสิ่งที่จะถูกตำหนิจากเจ้าของร้าน และสายตาของผู้คนมากมาย หากนางไม่แย่งมาจากถานไห่ชิน นางก็ไม่ต้องจ่ายด้วยราคาโหดขนาดนี้ และเมื่อเอามาแล้วจะไม่จ่าย ย่อมเสียหน้าไปถึงจวนอ๋อง และคงเป็นที่ครหาไปอีกยาวนาน
“ข้าพกเงินสดมาไม่เพียงพอ ส่งไปที่จวนอ๋อง พร้อมกับใบเรียกเก็บเงิน ข้าจะจ่ายให้ตามราคาที่ว่ามา”
“ได้เจ้าค่ะ”
อวิ๋นอิง สูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ นางไม่เคยต้องอับอายขายหน้าเยี่ยงนี้มาก่อนเลย ร้ายผ้าชุ่ยผิงเป้นที่ขึ้นชื่อว่าสินค้าดี และราคาสูง แต่ไม่คิดว่าแค่ผ้าพับเดียวที่หายาก จะมีราคาสูงถึงสี่ร้อยตำลึง ทำมาจากไหมสวรรค์หรืออย่างไรกัน!
หนึ่งเดือนต่อมา ณ จวนสกุลถาน เมืองหูเหอ ถานไห่ชินที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านเกิดได้เพียงสองวัน กำลังยืนอ่านจดหมายจากม้าเร็ว ด้วยใบหน้าที่ผ่อนคลายยิ่งนัก ทุกอย่างมันเหมือนจะจบง่ายดายเหลือเกิน ทั้งที่ผ่านมาในชาติก่อน นางประสบกับความเจ็บปวดสาหัสเหลือเกิน แต่มาวันนี้ บทที่มันจะจบลง ก็ง่ายราวพลิกฝ่ามือ ทุกอย่างสำหรับนางในชาตินี้ มันสะดวกไปเสียหมด ราวกับถูกปูทางเอาไว้แล้วเป็นอย่างดี มิเว้นแม้แต่สามีที่ไม่เหมือนเดิม “เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ” แม่ทัพหนุ่มก้าวเข้ามายืนซ้อนหลังภรรยา ก่อนจะสอดแขนโอบกอดนางจากด้านหลัง คางหนาโน้มลงเกยบนไหล่มน “ท่านแม่ทัพมีสิ่งใดเจ้าคะ” ถานไห่ชินไม่ได้ตอบสามี ทว่านางกลับเลือกที่จะถามเขาแทน แน่นอนว่าความเปลี่ยนไปของสามี ทำให้นางไม่คิดที่จะวางใจอันใดทั้งนั้น หรือเพราะข่าวเรื่องอวิ๋นอิง ถูกจับคุมขังในคุกหลวงรอวันประหาร จากการสมคบคิดกับกบฏกัน เขากำลังจะแก้แค้นนางเช่นนั้นรึ! “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่วางใจใสตัวข้าไห่ชิน แต่ข้าขอยืนยันต่อเจ้ากับลูก...” “ลูก!” หญิงสาวดิ้นขลุกขลัก เพื่อที่จะออกจากอ้อมแขนของเขา ทว่าท
“อย่าเสียเวลา หากเจ้าไม่ก้าวลงจากบัลลังก์ ข้าก็จะเป็นคนไปนำตัวเจ้าลงมาเอง” ลู่เจี้ยนชี้นิ้วตรงไปยังคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ก่อนจะขยับเท้า เตรียมที่จะขึ้นไปทำตามที่พูด เขาไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรอีกแล้ว ในเมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้ สิ่งเดียวที่ต้องทำ คือช่วงชิงทุกอย่างมาไว้ในมือ นั่นคือหนทางเดียวที่เขาจะรอด “เสด็จพ่อ! หากมอบบัลลังก์ให้แก่ข้า ข้าจะปกป้องท่านเองพ่ะย่ะค่ะ” “หึ ๆ เจ้าเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม รักษาชีวิตของเจ้าเองให้รอดก่อนเถิด ค่อยคิดการใหญ่” ถานเค่อหลาง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ร่างสูงสง่าก้าวออกมายืนอยู่หน้าบัลลังก์ โดยในมือมีทวนยาวสีเงินวาบวับ สายตาของเขาจับจ้องไปยังเหล่าผู้กระหายอำนาจ เรื่องในวันนี้ เป็นหนึ่งในแผนการ ที่น้องสาวของเขาได้ส่งข่าวมา ก่อนที่ลู่เจี้ยนและอวิ๋นอิง จะก้าวพ้นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงเสียอีก “เจ้าคนแซ่ถาน! เจ้า!” องค์ชายรองชี้ตรงไปยังบุตรชายพ่อค้า นี่มันอะไรกัน ไยถานเค่อหลางจึงมาอยู่ที่นี่ แค่สกุลพ่อค้าหลวง ไยจึงทำตัวห้าวหารเยี่ยงนักรบ “เด็กน้อยเยี่ยงเจ้า ที่เอาแต่เฝ้าหวังใช้สกุลสตรีไต่เ
เจ็ดวันต่อมา ณ โถงใหญ่ตำหนักหลวง ฮ่องเต้ทรงออกว่าราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทว่ายังทรงนั่งอ่านฎีกาอยู่ที่เดิม ยังมิทรงขยับเขยื้อนไปที่ใด โดยมีขันทีคนสนิทยืนคอยพัดวีอยู่ข้าง ๆ ความเงียบภายในห้องพลันถูกทำลายลง เมื่อองค์ชายรองก้าวเข้ามา โดยที่ไม่มีขันทีขานชื่อก่อนเข้าเฝ้า “เจ้าเข้ามาเยี่ยงนี้ ข้าควรคิดเช่นไรดี” ฮ่องเต้ทำเพียงช้อนสายตาเหลือบมองพระโอรส ก่อนจะก้มลงตรวจทานฎีกาต่อ เพราะทรงรู้อยู่แล้วว่ากำลังจะเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง “เจ้าอย่าเสแสร้ง ใครบ้างไม่รู้ว่าเจ้าคือตัวปลอม ที่สวมหน้ากากหนังมนุษย์ มานั่งแทนตำแหน่งของเสด็จพ่อ” องค์ชายรองเปิดประเด็นอย่างไม่อ้อมค้อม เรื่องที่ฮ่องเต้ทรงพระประชวนหนัก จนถึงขั้นหาตัวแทนพระองค์ ออกมานั่งว่าราชการแทน เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างเล่าลือกันถ้วนหน้า ส่วนคนที่ว่าราชการหลังม่านแท้จริง คือฮองเฮา สตรีที่คิดรวบทุกอย่างไว้ในมือ “หึ ๆ เยี่ยงนั้นรึ!” ฮ่องเต้เอ่ยกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ติดเย้ยหยัน ใช่แล้วเรื่องการเจ็บป่วยของเขา ก็คือตัวเขาที่ตั้งใจปล่อยมันออกไป เรื่องมันควรจะสิ้นสุดได้แล้ว “อู๋ก
สิบวันต่อมา ณ เมืองหลวง ภายในคุกหลวง ร่างที่คดคู้อยู่มุมห้องขัง มันดูสั่นเทิ่มอย่างคนขลาดกลัว ทว่าอาการนั่นของเขานิ่งลง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา นี่มิใช่ฝีเท้าของผู้คุม แต่เป็นคนที่ฝึกยุทธขั้นสูง เวลานี้หมดช่วงเข้าเยี่ยมแล้ว และนับตั้งแต่เขาถูกนำเข้ามาในคุกหลวงแห่งนี้ แม้แต่บ่าวเก่าสักคนยังไม่มีแวะเวียนมาหาเลย “ท่านอ๋อง ข้าน้อยมารับตัวท่านขอรับ” เสียงที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้น ความสลัวลางภายในคุกอันอับชื้น ทำให้ชายหนุ่มผู้เคยสูงศักดิ์ พยายามเพ่งสายตามอง ว่าเป็นผู้ใดกัน ที่เข้ามาหาเขา “ข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร ว่านี่หาใช่แผนการของผู้ใด” ในสถานการณ์อันล้อแหลมเช่นนี้ มีหรือเขาจะเชื่อผู้ใดง่าย ๆ การช่วงชิงอำนาจที่กำลังร้อนระอุ ย่อมยากที่จะวางใจผู้ใดได้ “ไทเฮาส่งข้าน้อยมาขอรับ” เมื่อได้ยินว่าเป็นผุ้ใด ที่ส่งคนมารับตัวเขา ชายหนุ่มจึงยันตัวลุกขึ้นยืน ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อที่สกปรกมอมนั้นอย่างถือดี เคร้ง! เพียงดาบเดียว โซ่เหล็กเส้นใหญ่พลันขาดสะบั้น ประตูถูกชายผู้นั้นเปิดออกกว้าง ก่อนที่จะเบี่ยงตัวเปิดทางให้แก่ลู่อ๋อง ลู่เจ
คณะเดินทางของคุณหนูสกุลอวิ๋น รถม้าที่ควรเดินทางต่อไปยังหูเหอ กลับบ่ายหน้าเข้าสู่เส้นทางเมืองหลวง โดยมีคนขององค์ชายใหญ่เป็นผู้ควบคุมการเดินทางในครานี้ อวิ๋นอิงลอบมองไปที่รุ่ยผิง ซึ่งเอาแต่นั่งเงียบงัน นางไม่ได้เอ่ยถามเรื่องที่เกิดขึ้นในค่ำคืนที่ผ่านมา คงมีเพียงช่วงแรกที่นางแสร้งทำเป็นโวยวาย กับการที่ต้องกลับเมืองหลวง ซึ่งรุ่ยผิงก็ยังคงทำหน้าที่ปลอบโยนเช่นเดิม แต่มันต่างตรงที่รุ่ยผิงดูจิตใจเลื่อนลอยอยู่บ่อยครั้งเท่านั้นเอง “คุณหนูนอนพักสักหน่อยนะเจ้าคะ” เมื่อเห็นผู้เป็นนายเอาแต่เงียบ รุ่ยผิงที่เพิ่งรู้สึกว่าตนเองหลงลืมหน้าที่ ได้เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง “ข้าไม่ง่วง เจ้าพักเถอะ ไม่ต้องเฝ้าข้าหรอก อย่างไรเสียเราก็คงต้องกลับเข้าเมืองหลวงอยู่ดี ไม่มีสิ่งใดที่ข้าต้องคิดทำอีกแล้ว” แม้ว่านางอยากจะขัดขืน เรื่องที่ต้องกลับเมืองหลวง แต่นี่คือพระบัญชาจากองค์ชายใหญ่ ผู้ใดจาจหาญขัดขวางได้ แม้ว่าองค์ชายใหญ่จะยังไม่ได้รับตำแหน่งเป็นองค์รัชทายาท แต่เท่านี้ก็รู้แล้วว่าทุกอย่างจะเป็นไปในทิศทางใด สิ่งที่นางต้องขบคิด คือทำอย่างไรให้ครอบครัว รอดพ้นไปจากการช่วงชิง
ทางด้านลานพักของจ้าวตงเสวียน แม่ทัพหนุ่มไม่ได้คิดที่จะออกห่างจากรถม้าของภรรยา แม้ว่าตอนที่เขาแสร้งหลับใหล ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เฝ้าระวังเสียเมื่อไหร่ แต่เมื่อทุกอย่างจบลงด้วยฝีมือของคนขับรถม้า และสาวใช้ข้างกายภรรยา เขาจึงแสร้งหลับด้วยฤทธิ์ยานั้นต่อไป จนถานหลี่เช่อออกจากที่พักไป เขาไม่คิดเดาว่าไปที่ใด เพราะรู้อยู่แล้ว หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงละทิ้งภรรยา มุ่งตรงไปปกป้องหญิงในดวงใจ แต่เพราะนี่คือเขาในปัจจุบัน แม้มดสักตัว เขาก็จะไม่ให้เฉียดใกล้ภรรยา “ท่านแม่ทัพ ไม่คิดที่จะไปดูสักหน่อยจริง ๆ หรือขอรับ” สื่อเจ่าเอ่ยถามผู้เป็นนาย ด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน เขาไม่อยากเชื่อว่าท่านแม่ทัพ ที่ดูห่วงใยในตัวของคุณหนูอวิ๋น จะเพิกเฉยต่ออันตรายที่คืบคลานเข้าหานางได้ “นายหญิงของเจ้าคือใคร” “แน่นอนว่าต้องเป็นฮูหยินน้อยสิขอรับ” “นั่นคือคำตอบที่เจ้าต้องจดจำเอาไว้ให้ดี อย่าได้คิดเอาผู้อื่นมาตีเสมอนาง” แม่ทัพหนุ่มไม่ได้ขยายความในคำพูด เพราะเขารู้จักคนของตนเองดี ว่าหน้าที่คือสิ่งสำคัญ หากว่าเขาบอกชัดแล้วไม่ทำ สื่อเจ่ารู้ดีว่าจะเกิดสิ่งใดตามมา แม่ทัพหนุ่ม
ยามสาย ณ ห้องโถงใหญ่ เรือนหลัก ท่านราชครูจ้าวกับจ้าวฮูหยิน ต่างพากันนั่งรอการมาของลูกสะใภ้ ทั้งคู่ชะเง้อคอจนยืดยาว ด้วยข่าวที่ได้รับรู้ ว่าเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา บุตรชายได้ร่วมห้องกับลุกสะใภ้ นับเป็นข่าวดีอะไรเยี่ยงนี้ พวกเขามีแววจะได้เป็นปู่ย่า เพราะเท่าที่รู้มาอีก คือบุตรชายไม่มีการส่งยาห้า
แม่ทัพหนุ่มไม่ได้เร่งเร้าจนเกินไป เขาค่อย ๆ เคลื่อนกายลงต่ำ จนใบหน้าไปหยุดยังเนินอาบอูม ที่มีเส้นขนอ่อนนุ่มเพียงบางเบา “กรี๊ด!!!” หญิงสาวหวีดร้องเสียงหลง เมื่อปลายลิ้นอุ่นร้อนของสามี ตวัดผ่านเนินเนื้อนั้นอย่างเชื่องช้า ก่อนที่นิ้วเรียวยาว จะคลี่เปิดกลีบเนื้อบางให้เปิดออก อ่าห์!!! ห
“ถานไห่ชิน เจ้ากำลังหมิ่นข้าที่เป็นสามี” แม่ทัพหนุ่มใช้มือคว้าคางเล็ก พร้อมดันให้เงยขึ้น สบเข้ากับดวงตาดุกร้าว ที่สะท้อนแสงเทียนในห้อง มันเต็มไปด้วยแววแห่งบุรุษเพศ ดวงตาที่ฉ่ำเยิ้มจากฤทธิ์สุรา กระพริบปริบ ๆ เมื่อเห็นแววตาที่ต่างจากทุก ๆ วัน อื้อ... ทว่ายังไม่ทันที่จะได้อ้าปากถามสิ่
“ไยข้าต้องทนด้วยเจ้าคะ” หญิงสาวหรือจะยอมถอย ในเมื่อเขาจงใจให้นางอับอาย ในเรื่องของค่ำคืนที่ผ่านมา แล้วทำไมนางจะปล่อยโอกาสให้หลุดลอย การแต่งงานที่ได้ร่วมห้องกับสามีอย่างเต็มตัว มันคือความมั่นคงแรกของการปกครองบ่าวไพร่ ในเมื่อเขาไม่ปฏิเสธที่จะบอกใครต่อใคร ว่านางคือของเขา ไยนางจะต้องปฏิเสธอำนาจ







