เข้าสู่ระบบอวี้หวนถูกโจรชั่วลักพาตัวและกระทำเรื่องต่ำช้า กรีดหน้านางเป็นรอยบาก เมื่อถูกช่วยตัวออกมาได้ ครอบครัวสามีก็รังเกียจ ถูกห้ามไม่ให้เจอบุตรชาย ชีวิตบัดซบแบบนี้ นางขอให้เป็นนิยายเพียงเก้าตอนได้หรือไม่
ดูเพิ่มเติม"คำอธิษฐานของอวี้หวน"
“ข้าขออธิษฐานให้เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงนิยายเก้าบทได้หรือไม่
หากเรื่องที่ข้าเผชิญมาไม่ใช่นิยาย เช่นนั้นแล้วข้าขอให้ตนสามารถกลับไปแก้ไขชีวิตในอดีตได้หรือไม่”
…
..
.
หากนี่คือนิยายเรื่อง…
ดั่งกลีบบุปผากลางเหมันต์
๑
ข้าไม่เชื่อว่าเทพเซียนมีจริง ไม่เชื่อว่าใครจะทำให้คำอธิษฐานของข้าเป็นจริงได้ หากเทพเซียนมีจริง ข้าคงไม่ติดบ่วงกรรมอยู่ที่นี่มาเป็นแรมปี
สหายร่วมชะตากรรมของข้ากล่าวว่า…
‘เรากำลังชดใช้กรรมกันอยู่’
ซึ่งข้าก็ตั้งคำถามขึ้นมาว่า…
‘ต้องชดใช้กรรมไปถึงเมื่อใด หนึ่งปีแล้วเหตุใดจึงไม่มีใครช่วยเราให้หลุดพ้นจากบ่วงกรรมนี้เสียที’
จนกระทั่งเวลาผ่านมาถึงช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ ข้าถึงเริ่มเปลี่ยนความคิด
หรือเทพเซียนจะตอบรับคำอธิษฐานของข้าแล้ว!
“กรี๊ด! ปล่อยข้า”
เสียงกรี๊ดที่ดังขึ้นอยู่เรือนใกล้ ๆ ทำให้ข้าชะงักมือที่กำลังขุดดินปลูกผัก
“กรี๊ด! ไอ้ชั่ว ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้”
“อวี้หวน อย่ามอง”
ข้าละสายตาจากเรือนที่เกิดเสียงกรี๊ดมาขุดดินต่อ ชะตาชีวิตแบบนั้นใช่ว่าข้าไม่เคยเผชิญมาก่อน
โดนกระทำย่ำยีติดกันเป็นเดือนจากบุรุษมากหน้าหลายตาก็โดนมาแล้ว ข้าในตอนนี้ไม่ควรสงสารใครทั้งสิ้นนอกจากตัวเอง
“เหลียนจื่อ เมื่อคืนข้าฝันถึงบุตรชายข้า”
เหลียนจื่อที่กำลังขุดดินอยู่ชะงักไปโดยพลัน นางเงยหน้าที่มีรอยบากขนาดใหญ่ทำลายความงามบนใบหน้าเช่นเดียวกับข้า สบตากันนิ่ง
“แล้วอย่างไรต่อ”
“เมื่อวานตอนที่ข้าไปเก็บฟืนในป่าตรงรอยต่อทางเข้าฐานโจรชั่ว ข้ารู้สึกว่ามีคนกำลังอยู่ด้านนอก เจ้าว่าเป็นโจรหรือว่าคนที่จะมาช่วยพวกเรา”
ข้า เหลี่ยนจื่อและสตรีอายุน้อยอีกหลายคนถูกโจรร้ายจับมาไว้ในค่ายโจรนานนับปีแล้ว
พวกเราพยายามหนีออกจากค่ายโจรแล้ว แต่สุดท้ายก็ถูกจับมาไว้ที่เดิมพร้อมลงโทษสถานหนัก
เฆี่ยนตี กระทำชำเรา หัวใจของพวกเราแตกสลายไปตั้งแต่วันแรกที่ถูกจับตัวมาไว้ที่นี่
ที่ยังมีลมหายใจอยู่ตอนนี้เพราะยังหวังว่าจะเจอคนที่รักอีกสักครั้งก่อนตาย
“เจ้ากำลังทำให้ข้ามีความหวัง”
เหลียนจื่ออยากเจอมารดาอีกสักครั้ง เพราะเหตุนี้นางจึงไม่คิดปลิดชีพตนเองเหมือนสตรีคนอื่นที่ถูกจับมาไว้ที่นี่ ส่วนข้าก็หวังจะเจอบุตรชายอีกสักหน
ก่อนข้าถูกจับมาที่นี่เขาอายุ 2 หนาวแล้ว หากข้านับเวลาไม่ผิดแล้วล่ะก็ ยามนี้เข้าเพิ่งเข้า 3 หนาว
“ครั้งนี้ลองหวังดู ข้าเชื่อว่ากำลังจะมีคนมาช่วยพวกเรา วันก่อนข้ายกอาหารไปให้หัวหน้าโจร มันพูดว่าลูกสมุนถูกทหารของแม่ทัพคนใหม่ประจำเมืองสะกดรอยตามมา พวกมันต้องมีหนาวสันหลังกันบ้างละ”
เหลียนจื่อปักพรวนลงดินดัง ‘ปึก’
“เหตุใดเจ้าไม่บอกข้าให้เร็วกว่านี้”
“ทำไม หรือว่าเจ้าจับสังเกตอันใดได้อีกเช่นกัน”
เหลียนจื่อแสดงสีหน้ารู้สึกผิด ข้าเดาว่านางรู้สึกผิดที่ปิดบังเรื่องนี้กับข้า
“ก็ข้าแอบขโมยกำไลเจ้าโจรชั่วไปฝังดินเอาไว้ หากข้ารู้ความเคลื่อนไหวนี้จะได้เอามาไว้กับตัวอย่างไรเล่า”
โจรขโมยของโจรบาป แล้วการขโมยของโจรที่ไปลักขโมยของชาวบ้านมานับว่าบาปมหันต์หรือไม่
“ฝังเยอะหรือไม่”
ข้าโยนคุณธรรมในจิตใจทิ้งไปแล้วถามถึงจำนวน พวกโจรทำชั่วกับเราไว้มาก หากจะบาปก็ให้บาปที่ต้นเรื่อง
“มากอยู่ หากออกไปจากที่นี่ได้ ชีวิตไม่ลำบากอย่างแน่นอน ข้าขอโทษที่ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเจ้า”
ข้าโบกมือไม่ใส่ใจเรื่องเล็กน้อยนี้
“ช่างเถิด เจ้าไปขุดมาติดตัวเอาไว้ ตั้งแต่เราหน้าบากก็ไม่มีใครมาล่วงเกินเราอีก เจ้าโจรชั่วจับไม่ได้แน่นอน”
เหลี่ยนจื่อพยักหน้ารับด้วยความกระตือรือร้น จากนั้นเราสองคนก็พรวนดินที่จะทำการเพาะปลูกต่อ
เสียงกรี๊ดร้องของสตรีที่ถูกจับมาใหม่เงียบไปแล้ว ข้าสันนิษฐานว่านางอาจสลบไป หรือไม่ก็ยอมจำนนเพราะสู้บุรุษวัยกลัดมันไม่ได้
หากกล่าวว่าการที่โดนบากหน้าจนเสียโฉมเป็นข้อดีที่ทำให้ปลอดภัยจากการโดนกระทำชำเราก็กล่าวไม่เต็มปาก
แต่เพราะข้าและเหลียนจื่อเสียโฉมแบบนี้จึงไม่มีใครมายุ่มย่ามกับพวกเรา
จากที่โดนจับมัดมือมัดเท้าเอาไว้เหมือนสตรีวัยเยาว์คนอื่น เราสองคนถูกปล่อยตัวเป็นอิสระ มีหน้าที่ทำอาหารให้ทุกคนในค่ายโจร รวมถึงซักผ้า ปลูกผัก หาบน้ำ ผ่าฟืน
ตอนที่ข้าไปหาฟืนในป่านั้นเองถึงสังเกตเห็นความผิดปรกติบางอย่าง
ข้ามีความหวังว่าจะได้ออกไปจากที่นี่ แต่ก็มีความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว
ป่าแห่งนี้ข้าพยายามหนีหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยสำเร็จเพราะถูกวางค่ายกลไว้หลายชั้น
ยามนี้ข้าเริ่มกังวลว่าจะมีใครผ่านด่านค่ายกลมากมายเข้ามาช่วยพวกเราในนี้ได้หรือไม่
“หัวหน้า!”
ข้าหลุดจากภวังค์ความคิดเมื่อได้ยินเสียงตื่นตระหนกคนสนิทของหัวหน้าโจร
“มีเรื่องแน่!”
ข้าเอ่ยด้วยความดีใจ เหลียนจื่อเองก็มีท่าทีไม่ต่างกัน
มีไม่บ่อยที่โจรชั่วจะแสดงท่าทางตื่นตระหนกเช่นนี้ ความหวังที่จะได้ออกไปจากที่นี่กลับมาเปี่ยมล้นอีกครั้ง
“ไปเก็บฟืนกัน ข้าฝังเอาไว้ชายป่าด้านโน้น”
“อือ” ข้าพยักหน้ารับ
พยายามซ่อนความตื่นเต้นดีใจเอาไว้ เดินไปหยิบตะกร้าใส่ฟืนแล้วเดินเข้าไปหาโจรป่าคนหนึ่งที่ยืนเฝ้าเรือนของสตรีที่ถูกจับกุมเอาไว้
“มีอะไรนางอัปลักษณ์!”
โจรหน้าเต็มไปด้วยฝุ่นเส้นผมเกรอะกรังตะคอกถาม ท่าทางหงุดหงิดจนข้าถอยห่างเขาหนึ่งก้าว
“เราจะไปเก็บฟืนเจ้าค่ะ”
โจรหรี่ตามองข้าสลับกับเหลี่ยนจื่อ ไม่นานก็โบกมือหนึ่งครั้งแล้วกล่าวว่า…
“ไสหน้าอัปลักษณ์ของเจ้าไปเสีย!”
ข้าจะไม่ถือโทษในคำพูดนี้ของเจ้า อย่าให้ถึงทีของพวกเราบ้างก็แล้วกัน
ไม่ว่าจะ ‘ความฝัน’ หรือสิ่งที่ข้ารู้สึก ‘ผิดปรกติ’ ตรงบริเวณรอยต่อของป่า
สัญญาณทั้งสองอย่างทำให้ข้าเริ่มมีความหวังที่จะออกไปจากนรกขุมนี้!
๙บุปผาดอกนี้บานแล้ว‘อวี้เจินระวังสะดุดล้ม’‘พี่ฉงฉงวางใจ ข้าไม่สะดุดหรอก…โอ๊ย!’ไม่ทันขาดคำ อวี้เจินในวัย 12 หนาวที่ยังวิ่งเล่นเหมือนเด็กน้อยก็สะดุดชายกระโปรงตนล้มเสิ่นฉงชือที่ออกปากห้ามรีบโยนตำราที่อยู่ในมือ วิ่งเข้าไปหาอวี้เจินด้วยความรวดเร็ว‘อวี้เจิน เป็นอย่างไรบ้าง’อวี้เจินมองสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยของเสิ่นฉงชือในวัย 17 หนาว ลืมความเจ็บปวดที่อยู่ตรงหัวเข่าไปชั่วขณะจนเสิ่นฉงชือต้องถามอีกครั้ง‘อวี้เจิน พี่ถามเจ้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง เหตุใดเอาแต่มองหน้าพี่เช่นนี้’ปากเสิ่นฉงชือดุอวี้เจินก็จริง แต่กลบความห่วงใยในดวงตาไม่มิด ความห่วงใยนี้หญิงสาวรับรู้ได้อย่างชัดเจน‘ข้าไม่เป็นไร…เฮือก!’อวี้เจินปฏิเสธ ทว่าในตอนที่นางเลิกกระโปรงขึ้นแล้วเห็นเข่าตนถลอกก็ตกใจจนสะดุ้งโหยงไม่นานดวงตาก็เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา หยาดน้ำใสไหลอาบใบหน้า เบะปากตอนเงยหน้ามองเสิ่นฉงชือ‘ข้าขอคืนคำเจ้าค่ะ…ซี๊ด~เจ็บ!’‘พี่จะพาเจ้าไปล้างแผล’ชายหนุ่มเอ่ยเพียงเท่านั้นก็อุ้มร่างบางขึ้นพานางไปยังเรือนใหญ่ ระหว่างทางเห็นสาวใช้เดินผ่านมาก็ตะโกนบอกพวกนางให้เตรียมน้ำสะอาดและยาสมานแผลพวกนางต่างตกอกตกใจเพราะไม่เคยเห็นคุณชายมีท่าทาง
๘แต่งงานกับข้านะเจ้าคะ“กลับมาอยู่ด้วยกันสักทีนะเด็ก ๆ ของข้า”ภาพตรงหน้าทำข้าน้ำตารื้นขอบตาจนต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเบา ๆ“เป็นความดีใจปนความเศร้าเจ้าค่ะ บ่าวก็รู้สึกไม่ต่างจากฮูหยิน”สาวใช้คนสนิทของข้ากล่าวเสริม ซึ่งคำพูดของนางทำข้าเห็นต่างจนต้องส่ายหน้าในใจไม่! ข้ากับเจ้ารู้สึกไม่เท่ากันอย่างแน่นอนพวกเขาไม่ได้จากกันเพียงห้าปีนี้เท่านั้น แล้วที่ห่างกันก็ไม่ใช่เพียงระยะทางแต่เป็นความตาย!“ฮูหยิน…”ข้าดึงสายตาจากภาพตรงหน้า ชูนิ้วแนบริมฝีปากห้ามไม่ให้สามีส่งเสียงดังสามีข้าที่ไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับนิมิตเลยทำสีหน้างงงวยเล็กน้อย แต่ก็ยอมให้ข้าดึงแขนพาเดินออกไปจากเรือนรับแขก“ทำไมหรือฮูหยิน ทำลับ ๆ ล่อ ๆ ด้านในเกิดอันใดขึ้น เสี่ยวฉงชือมามิใช่หรือ”“กำลังปรับความเข้าใจกับเจินเอ๋อร์อยู่เจ้าค่ะ เราอย่าเข้าไปยุ่งตอนนี้เลย ท่านพี่หิวหรือไม่ ข้าจะพาไปทานอะไรที่เรือนของข้า”สามีของข้าเป็นอาจารย์ที่เข้มงวดกับลูกศิษย์เคร่งเรื่องวัยวุฒิ แต่พออยู่กับข้าแล้วจะมีความเป็นเด็กหนุ่ม“ฮะ ฮูหยินกล่าวอันใดเช่นนั้น ชวนพี่ตอนกลางวันเช่นนี้เลยหรือ”ข้าห้ามความเขินอายจนปวดแก้มไปหมด ยื่นมือไปตีไหล่เขา
๗ใจพี่บอบบางกว่าที่คิด“ก่อนจะให้คำตอบท่าน ข้าขอสนทนากับท่านเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่เจ้าคะ”ข้ารู้ว่าพี่ฉงชือกำลังเฝ้ารอเอาคำตอบ แต่คำถามนี้ไม่ถามไม่ได้จริง ๆ“อีกแล้ว ขอสนทนาส่วนตัวกับใครเมื่อใดได้มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นตลอดเลย”พี่ฉงชือทำหน้าสงสัย จนกระทั่งท่านแม่เดินออกไปจากห้องเหลือเพียงเราสองคนแล้ว ข้าจึงกล่าวอย่างไม่ปิดบัง“ครั้งก่อนตอนข้าขอท่านแม่สนทนาเป็นการส่วนตัวด้วยก็คือกงซาน พี่ฉงชือทราบหรือไม่ว่าเขาเป็นใคร”เสิ่นฉงชือไม่แสดงท่าทางแปลกใจราวกับว่าเขาทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว“พี่ทราบเรื่องนี้คร่าว ๆ จากท่านลุง ยอมรับว่าตกใจไม่น้อย แต่นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พี่กลับมาแคว้นต้าหยวน อวี้เจินเปลี่ยนชะตาชีวิตพี่สาวเจ้าโดยการไม่ให้นางแต่งกับกงซานใช่หรือไม่”ข้าบีบมือตนเองแน่น ที่แท้เขาก็ทราบเรื่องนี้จริง ๆ ในนิมิตข้าทำผิดกับเขาเพียงนั้นจะให้ข้าทนมองหน้าเขาได้อย่างไร หากเขาไม่ทราบเรื่องในนิมิตก็ว่าไปอย่างแต่นี่…“อวี้เจินอย่าคิดฟุ้งซ่าน”ข้าชะงักไปทันทีเมื่อโดนประโยคนี้ เขาพูดเหมือนกับว่าเดาความคิดข้าออก“พี่ฉงชือ…”“วันนั้นเจ้าถามพี่ว่าผมสีดอกเลาได้มาอย่างไร วันนี้พี่จะบอกเจ้าทั้งหม
๖ใจสตรีเปลี่ยนเร็วยิ่งกว่าสิ่งใด‘ไยใจร้ายกับพี่เช่นนี้อวี้เจิน เจ้าทิ้งเราไปหาครอบครัว แล้วเราไม่ใช่ครอบครัวเจ้าหรือ’‘กลับมาหาพี่อวี้เจิน อย่าทิ้งกันไปแบบนี้…ฮึก! ฟื้นสิอวี้เจิน ฟื้นมาคุยกับพี่สตรีใจร้าย ฟื้นเดี๋ยวนี้…’เฮือก!ข้าสะดุ้งเฮือก จิตใจทนรับความเจ็บปวดไม่ไหวจนกลไกการปกป้องร่างกายทำงาน ปลุกข้าให้ตื่นมาจากความฝันอันน่าเศร้าหมอง“ฝันอีกแล้ว…”ไม่สิ! จะว่าฝันก็ไม่ถูกในเมื่อเรื่องทั้งหมดมาจากนิมิตเชื่อหรือไม่ ข้าเห็นนิมิตของตนเองในอีกห้าปีข้างหน้ารู้ว่าตนจะตายอย่างไรรู้ว่าใครคือคนที่เลือกเป็นคู่ชีวิตและรู้ว่าตนปฏิบัติตัวเช่นไรต่อสามีและลูกน้อยก่อนตายเดิมทีข้าคิดว่าตนได้เห็นนิมิตเพราะสวรรค์อยากให้ข้าช่วยเหลือพี่สาวผู้มีโชคชะตาน่าอดสูหลังจากที่ช่วยนางให้ผ่านพ้นเรื่องราวเหล่านั้นได้แล้ว ข้าถึงได้มีเวลามาคิดเรื่องของตนเองซึ่งตอนนั้นประจวบเหมาะกับข้ากำลังอยู่ในช่วงปักปิ่น ข้าเฝ้ารอให้เสิ่นฉงชือมาร่วมงานนี้ด้วยแต่แล้วเขาก็ผิดสัญญาไม่มาร่วมงานปักปิ่น มิหนำซ้ำยังปล่อยให้ข้ารอเขาต่ออีกสองปีข้าอยากโกรธเขาให้นานกว่านี้ แต่พอเห็นภาพนิมิตในความฝันนี้อีกครั้ง ที่เคยวางแผนไว้เป็นลำดับ











