เข้าสู่ระบบครึ่งก้านธูปต่อมา จ้าวฮูหยินพร้อมลูกสะใภ้ เดินออกจากร้านผ้า เพื่อไปยังร้านเครื่องประดับต่อ แต่ระหว่างเส้นทาง ทั้งคู่ต่างพากันชี้ชวน ให้ดูสินค้าชาวบ้านนำมาขาย ถานไห่ชิน รู้ดีว่าร้านเล็ก ๆ เหล่านี้ น้อยนักจะมีโอกาสถูกซื้อหาจากคนชั้นสูง แต่สำหรับนางที่เกิดในตระกูลพ่อค้า ย่อมมองออกว่าสินค้าใดมีคุณภาพมากพอ ที่จะต่อยอดให้ได้พลกำไรงาม หญิงสาวทำเพียงขยับนิ้วเล็กน้อย ให้คนของบิดาที่คอยตามอารักขา จัดการซื้อหาสินค้านั้น เพื่อไปทำการต่อยอด ถือเป็นการช่วยพ่อค้ารายย่อย ให้มีรายได้ที่มั่นคง
“ท่านแม่ จะรังเกียจหรือไม่เจ้าคะ หากข้าจะมอบปิ่นไม้นี้ให้ท่านแม่เจ้าค่ะ”
หญิงสาวหยิบปิ่นไม้ ที่แกะสวยลายอ่อนช้อย เป็นผีเสื้อโบยบินเหนือดอกเหมยกุ้ย ลวดลายเล็ก ๆ นี้ ต้องใช้ฝีมือและเวลายิ่งนัก กว่าจะทำออกมาได้สักชิ้น ดูจากคนขายแล้ว เป็นคนที่มีความละเอียดอ่อน และสิ้นค้าที่วางขายอยู่ ก็มิได้มีหลายชิ้นมากนัก สำหรับฝีมือแกะสลัก นั่นเท่ากับว่าเวลาที่เสีย แทบไม่คุ้มค่าเลยสำหรับราคาเพียงเท่านี้
“ปิ่นนี้งามนัก ไยแม่ต้องรังเกียจด้วยเล่า”
จ้าวฮูหยิน รับปิ่นจากมือลูกสะใภ้มาพินิจ งานไม้นี้นับว่ายอดเยี่ยมนัก จ้าวฮูหยินยกปิ่นไม้ขึ้นปักบนผม ก่อนจะคลี่ยิ้มเอ็นดูให้กับสะใภ้รัก นางไม่มีบุตรสาว เมื่อมีสะใภ้รักเข้ามาในบ้าน นางก้มอบความเอ็นดูให้มากล้น เมื่อก่อนต้องคอยกางปีกปกป้องชินจากบุตรชาย แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ลูกสะใภ้ของนาง รู้ถึงคุณค่าและอำนาจในมือ นางวางใจไปกว่าครึ่งแล้วในตอนนี้
“ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ ที่ไม่เคยมองว่าการเป็นลูกพ่อค้าของข้า คือสิ่งน่ารังเกียจ”
“เด็กโง่ ไม่มีพ่อค้า ราชวงศ์หรือชนชั้นสูง จะจับจ่ายสิ่งใช้สอยมาได้จากที่ใดกันเล่า”
“เจ้าค่ะ”
ถานไห่ชินรับคำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ไร้ความเย็นชาเช่นอยู่ต่อหน้าสามี ก่อนที่นางจะเหลือบไปเห็นบุรุษผู้หนึ่งท่ามกลางฝูงชน จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากสามีของนางเอง และไม่ห่างจากนางกับแม่สามีไป ก็คือยอดดวงใจของเขา ที่กำลังยืนแสดงความเริงร่าอยู่ยังร้านเครื่องประดับเงิน แวบหนึ่งที่ใบหน้างามเฉิดฉายหันมาที่นาง มันมีความเยาะหยันอยู่ในสายตาและรอยยิ้มนั้น
‘หึ ๆ ยิ้มให้เต็มที่อวิ๋นอิง เพราะข้าจะให้เจ้าได้ยิ้มเช่นนี้ได้อีกไม่นานนัก!’
“เราไปดูขนมกันตรงนั้นดีกว่าไห่ชิน”
จ้าวฮูหยินที่เห็นทุกอย่างโดยตลอด เอ่ยชักชวนลูกสะใภ้ ให้เดินไปยังร้านขนม ที่อยู่อีกฝากถนน โดยที่ถานไห่ชินไม่ลืมให้คนของนาง จัดการจ่ายค่าปิ่น และยังเหมาไม้สลักทั้งหมดในร้าน พร้อมกับเพิ่มเงินให้อีกเท่าหนึ่งของราคาสิ้นค้าทั้งหมด
ทว่า! ฮี่ ๆ กั๊บ! กั๊บ! กรี๊ด!!! เสียงกีบเท้าม้าวิ่งสุดกำลัง สลับกับเสียงผู้คนกรีดร้องอย่างเสียขวัญ ม้าคลั่ง! และมันอยู่ในระยะประชิดเหลือเกิน ซึ่งตอนนี้จ้าวฮูหยินและตัวนางเอง ยืนอยู่กลางถนนพอดิบพอดี
“ท่านแม่ระวัง!”
หญิงสาวเลือกที่จะผลักแม่สามี เข้าสู่อ้อมแขนของลั่วอิงสาวใช้ของนาง เพราะในจังหวะนี้ คงมีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่จะรอด นางผู้เคยตายมาแล้วจะเกรงกลัวอันใด กับภัยที่อยู่ตรงหน้า หมับ! หวืด! ความรู้สึกเดียวที่ถานไห่ชินได้รับรู้อยู่ในตอนนี้ คือสายลมที่พัดผ่านใบหน้าไปอย่างรวดเร็ว ปนกลิ่นไอที่ไม่คุ้นเคย และกลิ่นสาบของอาชาตัวใหญ่ที่พุ่งผ่าน เฉียดผ่านร่างนางไปเพียงเสี้ยวเท่านั้น
“เจ้าคนต่ำช้า! กล้าโอบกอดสตรีอื่นที่มิใช่ภรรยา แล้วปล่อยน้องสาวข้าเสียงอันตรายเพียงลำพัง หากวันนี้ข้ามิสั่งสอนเจ้าให้ดี อย่าได้เรียกข้าว่าถานเค่อหลางเลย”
หญิงสาวที่คราแรกหดแขนอยู่แนบอกของชายผู้ที่นางไม่ทันมองหน้า บัดนี้แขนเรียวคลี่แยกโอบกอดรัดร่างหนาเอาไว้อย่างรู้สึกปลอดภัย เช่นเดียวกับเจ้าของร่าง ที่รัดแขนโอบกอดตอบนางให้แน่นขึ้นอย่างหวงแหน
“พี่สาม...”
หญิงสาวอดน้ำตารื่นขึ้นมาไม่ได้ พร้อมเอ่ยเรียกพี่ชายเสียงสั่น ชาติที่แล้วพี่ชายเดินทางไปไกลถึงต่างแคว้น ทว่าเพียงก้าวเท้ากลับเข้ามาในแผ่นดินนี้ ความตายก็พรากเขาไปในทันที ตามโทษที่ถูกใส่ความประหารทั้งตระกูล หญิงสาวซุกใบหน้าสะอื้นอยู่กับอกของพี่ชาย ซึ่งตอนนี้นางรับรู้ได้ว่าร่างหนากำลังสั่นเทิ้ม อย่างคนโกรธจัด
“จ้าวตงเสวียน! เจ้าช่างบังอาจหยามหมิ่นสกุลถานของข้านัก!”
ไม่มีคำตอบที่มอบให้น้องสาว ทว่ากลับเป็นชื่อของใครอีกคน ที่หลุดออกมาจากปากของถานเค่อหลาง สายตาดุกร้าวแดงฉานราวมัจจุราช จับจ้องไปที่น้องเขยของเขา ที่โอบกอดหญิงอื่นที่มิใช่น้องสาวของเขาเอาไว้อย่างหวงแหน สตรีผู้นั้นเขาเห็นชัดว่านางไม่มีโอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บเลย ต่างจากน้องสาวของเขา ที่อยู่ในจุดที่ยากจะหลีกหนีไปได้ หากเขาพุ่งออกมาคว้าตัวนางไม่ทัน น้องสาวของเขาจะต้องบาดเจ็บสาหัสอย่างแน่นอน
“คุณชาย ชูเหมยดูแลคุณหนูไม่ดี โปรดลงโทษเจ้าค่ะ”
ชูเหมยคุกเข่าลงต่อหน้าสองพี่น้อง ด้วยนางอยู่ในความชุลมุน จึงพุ่งออกมาปกป้องนายสาวมิทัน หากจะว่าไปเพียงเอื้อมมือเท่านั้น นางก็จะได้ตัวคุณหนูแล้ว แต่คุณชายนั้นว่องไวกว่านัก
“ข้าเห็นแล้ว ว่าเจ้าทำสุดความสามารถ ลุกขึ้นเถอะ! คนที่ควรถูกตำหนิหาใช่เจ้าชูเหมย”
ชายหนุ่มเอ่ยกับสาวใช้ ด้วยน้ำเสียงที่ยังคงความเย็นเยียบ สายตาของเขายังจับจ้องไปที่น้องเขย ซึ่งยืนมองตอบกลับเขา ด้วยแววตาอมหิตมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และนั่นทำให้ชายหนุ่มกระชับร่างน้องสาวให้แน่นขึ้นอีกเท่าตัว อีกทั้งยังเลื่อนมือดันศีรษะของนางให้แนบกับอกเขา มิให้หันไปมองภาพบาดตานั่น
ด้วยเขารู้จิตใจของน้องสาวดี ว่ารักในตัวน้องเขยเขามากแค่ไหน ถ้านางเห็นสามีโอบกอดหญิงอื่นอย่างถนอม คงเสียใจมากกว่าที่เป็นอยู่อีกนับเท่าทวีคูณ สู้ให้นางอยู่ในการปกป้องของเขา จะเป็นการดีกว่าที่เห็นภาพต่ำช้านั้น
“พี่สาม ข้ามิเป็นไรเจ้าค่ะ เพียงตกใจไปบ้างเท่านั้นเจ้าค่ะ”
หญิงสาวอู้อี้อยู่กับอกของพี่ชาย นางอยากบอกเขาเหลือเกิน ว่าชายผู้นั้นไม่ได้มีผลต่อใจของนางเช่นเมื่อก่อนแล้ว
“แค่ปลายขนของเจ้าถูกลูบผ่าน ข้าก็ไม่ต้องการให้มันเป็นเช่นนั้น”
ชายหนุ่มเอ่ยกับน้องสาว ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนยิ่งนัก แม้ว่าใจจะกรุ่นโกรธต่อน้องเขยแค่ไหน เขาก็จะไม่มีวันให้อารมณ์นั้นมาลงที่น้องสาวเพียงคนเดียได้ เขาเลี้ยงถนอมนางมาทั้งชีวิต แต่กลับถูกคนอื่นทำลายน้ำใจจนยับเยิน แบบนี้แล้วยังจะให้เขานิ่งเฉยได้อย่างไร...
หนึ่งเดือนต่อมา ณ จวนสกุลถาน เมืองหูเหอ ถานไห่ชินที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านเกิดได้เพียงสองวัน กำลังยืนอ่านจดหมายจากม้าเร็ว ด้วยใบหน้าที่ผ่อนคลายยิ่งนัก ทุกอย่างมันเหมือนจะจบง่ายดายเหลือเกิน ทั้งที่ผ่านมาในชาติก่อน นางประสบกับความเจ็บปวดสาหัสเหลือเกิน แต่มาวันนี้ บทที่มันจะจบลง ก็ง่ายราวพลิกฝ่ามือ ทุกอย่างสำหรับนางในชาตินี้ มันสะดวกไปเสียหมด ราวกับถูกปูทางเอาไว้แล้วเป็นอย่างดี มิเว้นแม้แต่สามีที่ไม่เหมือนเดิม “เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ” แม่ทัพหนุ่มก้าวเข้ามายืนซ้อนหลังภรรยา ก่อนจะสอดแขนโอบกอดนางจากด้านหลัง คางหนาโน้มลงเกยบนไหล่มน “ท่านแม่ทัพมีสิ่งใดเจ้าคะ” ถานไห่ชินไม่ได้ตอบสามี ทว่านางกลับเลือกที่จะถามเขาแทน แน่นอนว่าความเปลี่ยนไปของสามี ทำให้นางไม่คิดที่จะวางใจอันใดทั้งนั้น หรือเพราะข่าวเรื่องอวิ๋นอิง ถูกจับคุมขังในคุกหลวงรอวันประหาร จากการสมคบคิดกับกบฏกัน เขากำลังจะแก้แค้นนางเช่นนั้นรึ! “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่วางใจใสตัวข้าไห่ชิน แต่ข้าขอยืนยันต่อเจ้ากับลูก...” “ลูก!” หญิงสาวดิ้นขลุกขลัก เพื่อที่จะออกจากอ้อมแขนของเขา ทว่าท
“อย่าเสียเวลา หากเจ้าไม่ก้าวลงจากบัลลังก์ ข้าก็จะเป็นคนไปนำตัวเจ้าลงมาเอง” ลู่เจี้ยนชี้นิ้วตรงไปยังคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ก่อนจะขยับเท้า เตรียมที่จะขึ้นไปทำตามที่พูด เขาไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรอีกแล้ว ในเมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้ สิ่งเดียวที่ต้องทำ คือช่วงชิงทุกอย่างมาไว้ในมือ นั่นคือหนทางเดียวที่เขาจะรอด “เสด็จพ่อ! หากมอบบัลลังก์ให้แก่ข้า ข้าจะปกป้องท่านเองพ่ะย่ะค่ะ” “หึ ๆ เจ้าเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม รักษาชีวิตของเจ้าเองให้รอดก่อนเถิด ค่อยคิดการใหญ่” ถานเค่อหลาง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ร่างสูงสง่าก้าวออกมายืนอยู่หน้าบัลลังก์ โดยในมือมีทวนยาวสีเงินวาบวับ สายตาของเขาจับจ้องไปยังเหล่าผู้กระหายอำนาจ เรื่องในวันนี้ เป็นหนึ่งในแผนการ ที่น้องสาวของเขาได้ส่งข่าวมา ก่อนที่ลู่เจี้ยนและอวิ๋นอิง จะก้าวพ้นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงเสียอีก “เจ้าคนแซ่ถาน! เจ้า!” องค์ชายรองชี้ตรงไปยังบุตรชายพ่อค้า นี่มันอะไรกัน ไยถานเค่อหลางจึงมาอยู่ที่นี่ แค่สกุลพ่อค้าหลวง ไยจึงทำตัวห้าวหารเยี่ยงนักรบ “เด็กน้อยเยี่ยงเจ้า ที่เอาแต่เฝ้าหวังใช้สกุลสตรีไต่เ
เจ็ดวันต่อมา ณ โถงใหญ่ตำหนักหลวง ฮ่องเต้ทรงออกว่าราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทว่ายังทรงนั่งอ่านฎีกาอยู่ที่เดิม ยังมิทรงขยับเขยื้อนไปที่ใด โดยมีขันทีคนสนิทยืนคอยพัดวีอยู่ข้าง ๆ ความเงียบภายในห้องพลันถูกทำลายลง เมื่อองค์ชายรองก้าวเข้ามา โดยที่ไม่มีขันทีขานชื่อก่อนเข้าเฝ้า “เจ้าเข้ามาเยี่ยงนี้ ข้าควรคิดเช่นไรดี” ฮ่องเต้ทำเพียงช้อนสายตาเหลือบมองพระโอรส ก่อนจะก้มลงตรวจทานฎีกาต่อ เพราะทรงรู้อยู่แล้วว่ากำลังจะเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง “เจ้าอย่าเสแสร้ง ใครบ้างไม่รู้ว่าเจ้าคือตัวปลอม ที่สวมหน้ากากหนังมนุษย์ มานั่งแทนตำแหน่งของเสด็จพ่อ” องค์ชายรองเปิดประเด็นอย่างไม่อ้อมค้อม เรื่องที่ฮ่องเต้ทรงพระประชวนหนัก จนถึงขั้นหาตัวแทนพระองค์ ออกมานั่งว่าราชการแทน เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างเล่าลือกันถ้วนหน้า ส่วนคนที่ว่าราชการหลังม่านแท้จริง คือฮองเฮา สตรีที่คิดรวบทุกอย่างไว้ในมือ “หึ ๆ เยี่ยงนั้นรึ!” ฮ่องเต้เอ่ยกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ติดเย้ยหยัน ใช่แล้วเรื่องการเจ็บป่วยของเขา ก็คือตัวเขาที่ตั้งใจปล่อยมันออกไป เรื่องมันควรจะสิ้นสุดได้แล้ว “อู๋ก
สิบวันต่อมา ณ เมืองหลวง ภายในคุกหลวง ร่างที่คดคู้อยู่มุมห้องขัง มันดูสั่นเทิ่มอย่างคนขลาดกลัว ทว่าอาการนั่นของเขานิ่งลง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา นี่มิใช่ฝีเท้าของผู้คุม แต่เป็นคนที่ฝึกยุทธขั้นสูง เวลานี้หมดช่วงเข้าเยี่ยมแล้ว และนับตั้งแต่เขาถูกนำเข้ามาในคุกหลวงแห่งนี้ แม้แต่บ่าวเก่าสักคนยังไม่มีแวะเวียนมาหาเลย “ท่านอ๋อง ข้าน้อยมารับตัวท่านขอรับ” เสียงที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้น ความสลัวลางภายในคุกอันอับชื้น ทำให้ชายหนุ่มผู้เคยสูงศักดิ์ พยายามเพ่งสายตามอง ว่าเป็นผู้ใดกัน ที่เข้ามาหาเขา “ข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร ว่านี่หาใช่แผนการของผู้ใด” ในสถานการณ์อันล้อแหลมเช่นนี้ มีหรือเขาจะเชื่อผู้ใดง่าย ๆ การช่วงชิงอำนาจที่กำลังร้อนระอุ ย่อมยากที่จะวางใจผู้ใดได้ “ไทเฮาส่งข้าน้อยมาขอรับ” เมื่อได้ยินว่าเป็นผุ้ใด ที่ส่งคนมารับตัวเขา ชายหนุ่มจึงยันตัวลุกขึ้นยืน ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อที่สกปรกมอมนั้นอย่างถือดี เคร้ง! เพียงดาบเดียว โซ่เหล็กเส้นใหญ่พลันขาดสะบั้น ประตูถูกชายผู้นั้นเปิดออกกว้าง ก่อนที่จะเบี่ยงตัวเปิดทางให้แก่ลู่อ๋อง ลู่เจ
คณะเดินทางของคุณหนูสกุลอวิ๋น รถม้าที่ควรเดินทางต่อไปยังหูเหอ กลับบ่ายหน้าเข้าสู่เส้นทางเมืองหลวง โดยมีคนขององค์ชายใหญ่เป็นผู้ควบคุมการเดินทางในครานี้ อวิ๋นอิงลอบมองไปที่รุ่ยผิง ซึ่งเอาแต่นั่งเงียบงัน นางไม่ได้เอ่ยถามเรื่องที่เกิดขึ้นในค่ำคืนที่ผ่านมา คงมีเพียงช่วงแรกที่นางแสร้งทำเป็นโวยวาย กับการที่ต้องกลับเมืองหลวง ซึ่งรุ่ยผิงก็ยังคงทำหน้าที่ปลอบโยนเช่นเดิม แต่มันต่างตรงที่รุ่ยผิงดูจิตใจเลื่อนลอยอยู่บ่อยครั้งเท่านั้นเอง “คุณหนูนอนพักสักหน่อยนะเจ้าคะ” เมื่อเห็นผู้เป็นนายเอาแต่เงียบ รุ่ยผิงที่เพิ่งรู้สึกว่าตนเองหลงลืมหน้าที่ ได้เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง “ข้าไม่ง่วง เจ้าพักเถอะ ไม่ต้องเฝ้าข้าหรอก อย่างไรเสียเราก็คงต้องกลับเข้าเมืองหลวงอยู่ดี ไม่มีสิ่งใดที่ข้าต้องคิดทำอีกแล้ว” แม้ว่านางอยากจะขัดขืน เรื่องที่ต้องกลับเมืองหลวง แต่นี่คือพระบัญชาจากองค์ชายใหญ่ ผู้ใดจาจหาญขัดขวางได้ แม้ว่าองค์ชายใหญ่จะยังไม่ได้รับตำแหน่งเป็นองค์รัชทายาท แต่เท่านี้ก็รู้แล้วว่าทุกอย่างจะเป็นไปในทิศทางใด สิ่งที่นางต้องขบคิด คือทำอย่างไรให้ครอบครัว รอดพ้นไปจากการช่วงชิง
ทางด้านลานพักของจ้าวตงเสวียน แม่ทัพหนุ่มไม่ได้คิดที่จะออกห่างจากรถม้าของภรรยา แม้ว่าตอนที่เขาแสร้งหลับใหล ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เฝ้าระวังเสียเมื่อไหร่ แต่เมื่อทุกอย่างจบลงด้วยฝีมือของคนขับรถม้า และสาวใช้ข้างกายภรรยา เขาจึงแสร้งหลับด้วยฤทธิ์ยานั้นต่อไป จนถานหลี่เช่อออกจากที่พักไป เขาไม่คิดเดาว่าไปที่ใด เพราะรู้อยู่แล้ว หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงละทิ้งภรรยา มุ่งตรงไปปกป้องหญิงในดวงใจ แต่เพราะนี่คือเขาในปัจจุบัน แม้มดสักตัว เขาก็จะไม่ให้เฉียดใกล้ภรรยา “ท่านแม่ทัพ ไม่คิดที่จะไปดูสักหน่อยจริง ๆ หรือขอรับ” สื่อเจ่าเอ่ยถามผู้เป็นนาย ด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน เขาไม่อยากเชื่อว่าท่านแม่ทัพ ที่ดูห่วงใยในตัวของคุณหนูอวิ๋น จะเพิกเฉยต่ออันตรายที่คืบคลานเข้าหานางได้ “นายหญิงของเจ้าคือใคร” “แน่นอนว่าต้องเป็นฮูหยินน้อยสิขอรับ” “นั่นคือคำตอบที่เจ้าต้องจดจำเอาไว้ให้ดี อย่าได้คิดเอาผู้อื่นมาตีเสมอนาง” แม่ทัพหนุ่มไม่ได้ขยายความในคำพูด เพราะเขารู้จักคนของตนเองดี ว่าหน้าที่คือสิ่งสำคัญ หากว่าเขาบอกชัดแล้วไม่ทำ สื่อเจ่ารู้ดีว่าจะเกิดสิ่งใดตามมา แม่ทัพหนุ่ม
“ข้ามิได้แล้งน้ำใจ แต่ข้าก็เป็นคนที่รักษาคำพูด” ถานไห่ชินที่ยืนมองคู่ต่อสู้ กำลังตกอยู่ในสภาพสิ้นหวัง จึงได้เอ่ยขึ้นอย่างคนที่ไม่คิดอาฆาตใด ๆ แต่นางก็พร้อมที่จะไม่ปล่อยผ่านเช่นเดียวกัน ในเมื่อกล้าเข้ามาหาเรื่องถึงชานเรือนขนาดนี้ นางจะปล่อยไปง่าย ๆ มันจะใช่หรือ “จะหยามหมิ่นกันเกินไ
“เราควรที่จะรอดูไปก่อน เรื่องสามีภรรยา เรายุ่งมากไป จะไม่เป็นการดี” ท่านราชครู ยังคงทัดทานความคิดของภรรยาอยู่ดังเดิม เขามีหรือจะไม่เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของนาง แต่เขาก็ยังอยากที่จะให้โอกาสบุตรชาย ได้รู้คิดด้วยตนเองสักหน่อย การที่ยอมให้สตรีอื่นมาเยือนถึงจวนในเกือบทุกวัน ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่
แม่ทัพหนุ่มที่หันใบหน้าไปยังทางเข้าลานฝึก ย่อมเห็นชัดในสายตาว่าภรรยา ได้ยืนมองมาที่เขากับหญิงสาวตรงหน้า ทว่านางกลับนิ่งเฉยไม่คิดที่จะโวยวายใด ๆ เช่นภรรยาบ้านอื่น มิหนำซ้ำนางยังเดินจากไปอย่างไม่แยแสต่อการกระทำของเขาเลยแม้แต่น้อย “สื่อเจ่า ไปจัดการบางอย่างให้ข้า” แม่ทัพหนุ่มสั่งการก
“ฝ่าบาท! เรื่องนี้กระหม่อมอยากให้ทรงพิจารณาอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงที่ใช้ รวมถึงสายตาของท่านมหาเสนาบดี เต็มไปด้วยแรงกดดันอย่างเห็นได้ชัด คนไร้สามารถที่เกิดมาโชคดีได้นั่งบัลลังก์ เพราะมีแม่ที่อำมหิต ช่วงชิงอำนาจในวังหลังมาได้ และผลักดันโอรสของตัวเงอขึ้นที่สูง คิดที่จะกำจัดสกุลหลัวของเขา







