Share

บทที่ 7 รักษาตัว

Author: JustMoonLight
last update publish date: 2026-10-13 12:03:13

ณ.เรือนฮวาอวี่ บรรยากาศมืดมนเมื่อคืนจางหายไป เนื่องจากคุณหนูสี่อากาศดีขึ้น เมื่อนายท่านเฉินและเฉินฮูหยินเดินไปจากเรือนแล้ว เจียอิงจึงนอนหลับเพื่อพักฟื้นร่าง เจ็บป่วยครั้งนี้จากประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยอันน้อยนิด แต่ทฤษฎีแน่นจึงสรุปได้ว่า มีอาการไข้ หนาวสั่น ไอจาม มีน้ำมูกไหลและหายใจไม่ออกปวดเหมื่อยตามแขนขาเกิดจากกล้ามเนื้อขาดออกซิเจนไปเลี้ยง เฉินเหม่ยอิงน่าจะเป็นไข้หวัดมานานแล้วทำให้ปอดอักเสบติดเชื้อ หากเป็นอีกโลกในยุคปัจจุบัน ผู้ป่วยแบบนี้ปกติต้องพ่นยา เพื่อขยายหลอดลมเพื่อให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวกร่วมกับการจัดท่านอนที่เหมาะสมเพื่อให้ ปอดทำงานได้ดีขึ้น เมื่อคืนจับได้ว่า จ้าวเฟิงอี้ญาติผู้พี่ของเฉินเหม่ยอิงคงใช้วิธีฝังเข็มแทนการพ่นยา แพทย์แผนจีน การฝังเข็มช่างน่าอัศจรรย์ ดูเหมือนการแพทย์ที่นี่ไม่เลวร้ายอย่างที่ตนเคยคิดสงสัย

เฉินเจียอิงขอหมอนหลายใบมาซ้อนกันจัดท่านอนยกตัวช่วงบนขึ้นและเงยศีรษะเล็กน้อย หลี่มามาและสาวใช้ทั้งหลายทำตามคำสั่งทั้งที่ไม่เข้าใจ เฉินเจียอิงจึงอธิบายว่า “นอนราบทำให้น้ำมูกไหลมาปิดทางเดินหายใจ ทำให้ข้าหายใจไม่ออก จึงนอนหลับไม่สนิท หากนอนแบบนี้จะทำให้หายใจง่ายขึ้น”

หลี่มามาที่เฝ้าอาการของเฉินเหม่ยอิงมานาน และรู้ว่าเด็กน้อยทรมานจากการไอจามและน้ำมูกไหลจนนอนหลับไม่สนิท ยามนี้นางจึงยืนมองเด็กน้อยลงไปนอนและลุกขึ้นมาจัดหมอนและนำผ้าห่มมาหนุนและลงไปนอนต่อ แต่ยังคงไม่พอใจ จึงเสนอความช่วยเหลือว่า “มิสู้คุณหนูนอนแล้วบอกให้บ่าวยัดผ้าไปหนุนตรงที่คุณหนูนอนสบายดีไหมเจ้าคะ”

เฉินเจียอิงมองสาวใช้หลายคนมองนางด้วยสีหน้าประหลาดจึงเผยยิ้มเก้อเขินออกมา “นั่นสิเหตุใดข้าจึงคิดไม่ได้นะ เช่นนั้งคงต้องรบกวนหลี่มามาแล้ว”

หลี่มามามีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย คุณหนูสี่เหตุใดดูเกรงใจผู้อื่นไม่เหมือนเมื่อก่อน แต่เมื่อคิดได้ว่าหนึ่งสัปดาห์นี้พวกนางต้องลำบากกันมาก คุณหนูคงจะซาบซึ้งใจที่พวกนางดูแลอย่างดี จึงแสดงความเกรงใจออกมา หลี่มามาคิดด้วยความปลื้มใจแต่ภายนอกยังคงช่วยยัดผ้าตามที่คุณหนูของนางต้องการ เมื่อเห็นคุณหนูบอกให้พอนางจึงหยุด ยืนเฝ้าคุณหนูของตนสักพักเห็นคุณหนูหายใจไม่ติดขัดอีกจึงวางใจลงได้ ก่อนจะหันไปสั่งเซียงจูและเซียงเจินว่า “พวกเจ้าเฝ้าดูแลคุณหนูสี่ให้ดี ข้าจะไปดูเตรียมอาหารไว้สำหรับยามอู่ส่วนคุณหนูรองน่าจะมาเยี่ยมคุณหนูสี่ยามเว่ยไม่ก็ยามเซิน ไม่น่าจะมายามนี้ พวกเจ้าไม่ต้องกังวล”

“เจ้าค่ะหลี่มามา” เซียงจูและเซียงเจินรับคำ

เฉินเจียอิงนอนหลับเต็มที่ตื่นมาอีกทีก็ถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว สาวใช้ปรนนิบัตินางอยู่ด้านข้างอย่างดีถึงสี่คน แม้จะมีคนเฝ้ามองตัวเองกินอาหารเยอะแบบนี้จะไม่คุ้นชิน แต่รสชาติอาหารอร่อยกลมกล่อม ทำให้เฉินเจียอิงกินไปได้เยอะทั้งๆ ที่ยังมีอาการเจ็บคออยู่ มิน่าเล่าหลังจากหลี่มามาตาย เฉินเหม่ยอิงในนิยายแทบจะตายตามไปด้วย อาหารทุกมื้อที่หลี่มามาผู้นี้เป็นผู้ลงครัวทำให้เฉินเหม่ยอิงกินอร่อยแบบนี้นี่เอง และช่างบังเอิญนี่ก็เป็นรสชาติที่เฉินเจียงอิงชื่นชอบเช่นกัน

หลี่มามามองคุณหนูสี่ของนางกินอาหารได้มากขึ้นจึงวางใจได้ลง มื้อนี้นางทำแต่ของโปรดของคุณหนู โชดดีที่คุณหนูชอบกินอาหารรสอ่อนจึงเหมาะสมกับอาการเจ็บป่วยของคุณหนูพอดี เห็นสาวใช้ปรนนิบัติคุณหนูบ้วนปากเช็ดหน้าเช็ดมือเสร็จจึงพูดว่า “เมื่อครึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้ คุณชายใหญ่และคุณชายจ้าว มาเยี่ยมคุณหนูในห้องนี้เจ้าค่ะ แต่คุณหนูนอนหลับลึกพวกเขาจึงไม่ให้บ่าวปลุก คุณชายจ้าวบอกว่าหากคุณหนูตื่นแล้วให้ส่งคนไปตามเขาอีกที ยังต้องฝังเข็มซ้ำเจ้าค่ะ”

“ได้สิแต่ยามนี้ข้าเหนียวตัว คงเป็นเพราะร้อนจนเหงื่อออก ข้าอยากเช็ดตัวเปลี่ยนชุด” เฉินเจียอิงบ่น

“ได้เจ้าค่ะ คุณหนูป่วยไข้ย่อมต้องเพิ่มถ่านให้ห้องอุ่นมากหน่อยเจ้าค่ะ หากปล่อยให้อากาศเย็นประเดี๋ยวคุณหนูจะหายใจไม่ออกอีก” เซียงเจินเอ่ยอธิบาย ส่วนเซียงจูก็รีบนำชุดและนำอ่างน้ำผสมน้ำอุ่นมาช่วยเช็ดตัวให้เจ้านายของตนอย่างคล่องแคล่ว

เฉินเจียอิงมองสาวใช้สองคนรุมเช็ดตัวตนเอง อยู่หลังม่านบนเตียงนอนแล้วต้องถอนหายใจ ปลอบใจตัวเองว่าคิดซะว่าตนเองคือผู้ป่วยเด็กคนหนึ่ง ไม่ต้องอาย

เมื่อเปลี่ยนชุดเสร็จ นั่งให้เซียงจูหวีผมก่อนขอให้เซียงจูถักเปียสองข้างเวลานอนจะได้ไม่ทับผม ซึ่งสาวใช้ผู้นี้ก็เปียผมอย่างคล่องแคล่ว เสียงสาวใช้ด้านนอกแจ้งว่า “คุณชายจ้าวมาแล้วเจ้าค่ะ”

หลี่มามาจึงออกไปต้อนรับและพาจ้าวเฟิงอวิ๋นเข้ามาห้องนอนด้านใน หนุ่มน้อยร่างสูงโปร่งค่อนข้างไปทางผอมจนเกินไป ใบหน้าเรียวยาว จมูกโด่งเป็นสัน โหนกแก้มสูงแก้มตอบเบ้าตาลึกตาโตเรียวยาวคิ้วเข้มหนา ปากสวยได้รูป บุรุษผู้นี้เกือบจะหล่อมาก แต่ผอมเกินไปสักหน่อย เฉินเจียอิงแอบวิจารณ์ผู้อื่นในใจ

เมื่อเห็นสาวใช้คำนับผู้มาใหม่เสร็จ เฉินเจียอิงจึงคิดได้ว่า “แย่แล้ว ต้องคำนับยังไงสำหรับคุณหนูผู้หนึ่ง” แต่แล้วก็จึงได้ว่าตนเองป่วยอยู่บนเตียง จึงทำเพียงก้มหน้าหลบตา พูดให้น้อยแล้วกันจะได้ไม่ผิดพลาด

“อาการของอิงเอ๋อร์ ยามนี้เป็นอย่างไรบ้าง” จ้าวเฟิงอวิ๋นถามเด็กน้อยด้วยเสียงอ่อนโยน

“มีอาการไอแห้งเจ้าค่ะ แต่น้ำมูกไม่ไหลแล้วรู้สึกเจ็บคอ แต่กินอาหารได้เจ้าค่ะ”

“อ่อ พี่ชายขอตรวจชีพจรเจ้าสักหน่อยนะ”

เฉินเจียอิงจึงเอนตัวลงนอนวางแขนข้างกายให้ตรวจอย่างว่าง่าย

“...” จ้าวอวิ๋นเฟิงห้ามไม่ทัน จึงเห็นเฉินเหม่ยอิงนอนลงไปแล้ว ความจริงนั่งตรวจก็ได้ แต่เมื่อเห็นญาติผู้น้องมองเขาคล้ายเจ้าชักช้า มัวทำอะไรอยู่ เขาจึงมองหาเกาอี้ สาวใช้ผู้หนึ่งขยับยกเก้าอี้มาข้างเตียงเขาจึงนั่งลงและตรวจจับชีพจรที่ข้อมือเด็กน้อย

“ช่วงนี้เจ้ายังไม่หายป่วย อาจจะมีไข้ต่ำๆ ต้องอดทนดื่มยาไปอีกสักพัก ส่วนเรื่องฝังเข็มวันนี้ฝังซ้ำอีกครั้งก็พอ” เอ่ยจบก็กางผ้าที่มีเข็มหลายขนาดลงข้างกายเด็กน้อย ก่อนจะกระแอม “เจ้าผู้ใดก็ได้มาคลายเสื้อของอิงเอ๋อร์ให้ข้า”

เจียอิงได้ยินก็ลุกขึ้นนั่งและขยับสาบเสื้อให้แยกคลายออก ก่อนล้มตัวลงนอนหงายอีกครั้ง

“......” จ้าวอวิ๋นเฟิงเพิ่งเคยใกล้ชิดกับญาติผู้น้องคนนี้ครั้งแรก เด็กคนนี้ช่างไม่เหมือนใครจริงๆ เขาจึงเอื้อมมือไปแหวกเสื้อช่วงอกด้านบนก่อนจะหยิบเข็มมาเตรียมฝังเข็ม

“ท่านไม่ลนไฟเข็มฆ่าเชื้อก่อนหรอ”

จ้าวอวิ๋นเฟิงชะงัก คำพูดของนางแปลกประหลาดเล็กน้อยแต่เขากลับเข้าใจ “อิงเอ๋อร์วางใจได้ เข็มเหล่านี้สะอาดไม่เคยใช้กับผู้ใดมาก่อน เมื่อใช้เสร็จข้าจะนำไปทำความสะอาดต่อในภายหลัง”

เฉินเจียอิงเมื่อครู่ลืมตัวเผลอถามออกไป แต่จะให้เขานำเข็มที่มีเชื้อโรคมาฝังให้ตนเอง เจียอิงไม่อาจทนได้ เด็กน้อยจึงหลับตาไม่อยากมอง แม้อยากรู้วิธีฝังเข็มแต่ไม่อยากเห็นตอนเข็มปักที่หน้าอกของตัวเองแม้ไม่เจ็บอย่างที่คิดแค่จี๊ดๆ แต่บางจุดก็เจ็บพอสะดุ้ง แต่เฉินเจียอิงก็กัดฟันอดทนจนเสร็จ

“เสร็จแล้ว” จ้าวอวิ๋นเฟิงแยกเข็มที่ใช้แล้วเก็บในผ้าอีกผืนที่มีสีต่างกัน เมื่อเก็บของเสร็จเห็นเด็กน้อยลุกขึ้นมานั่งมองตนเองอยู่จึงเอ่ยปากถามเด็กน้อยด้วยความสงสัย

“เจ้าไปได้ท่านอนประหลาดแบบนั้นมาจากไหน”

เฉินเจียอิงเม้มปากหลบตาเหลือบไปทางซ้ายก่อนตอบว่า “ข้าแค่ลองนอนแล้วให้หลี่มามาเอาผ้าหนุนไปเรื่อย ท่านั้นหายใจโล่งดีเลยนอนแบบนั้นเจ้าค่ะ”

“เจ้ากำลังโกหก” จ้าวอวิ๋นเฟิงคิดในใจแต่ไม่เปิดเผยโดยการพูดออกมา

“คุณหนูรองมาเจ้าค่ะ” สาวใช้ด้านนอกเอ่ย หลี่มามาและสาวใช้อีกสองคนรีบออกไปต้อนรับ เจียอิงขยับตัวพิงหัวเตียงก่อนจะมองไปยังผู้มาใหม่อย่างสนใจ

สาวน้อยผู้มีเรือนร่างงดงาม มวยผมสองข้างมีเครื่องเงินรูปผีเสื้อประดับผม ดวงตากลมโตหางตายกสูง ผิวขาวละเอียด ปากสีแดงฉ่ำดุจลูกเชอรี่เดินเข้ามาในห้อง ย่อตัวคำนับจ้าวอวิ๋นเฟิงอย่างน่ามอง เฉินเจียอิงรีบจดจำท่าย่อคำนับทันที “น้องสาวคำนับพี่เฟิงอวิ๋นเจ้าค่ะ”

“หรูเอ๋อ์ตามสบายเถอะ พี่เพิ่งฝังเข็มให้อิงเอ๋อร์เสร็จกำลังจะกลับไปท่องตำราต่อ”

เฉินเจียอิงรีบถามว่า “การสอบเซียงซื่อหรือฮุยซือเจ้าคะ”

“อัยยะ เจ้าเด็กคนนี้รู้จักสนใจเรื่องการสอบของเหล่าพี่ชายเสียแล้ว” เฉินเหม่ยหรูพูดพร้อมรอยยิ้มก่อนมานั่งเก้าอี้ข้างเตียงของน้องสาว

จ้าวเฟิงอวิ๋นตอบว่า “การสอบฮุ่ยซื่อ อิงเอ๋อร์ถามทำไมหรือ”

เด็กน้อยเม้มปากกรอกตาไปทางซ้าย ก่อนจะตอบอ้อมแอ้มว่า “ข้าแค่สงสัยเจ้าค่ะ เห็นผู้อื่นบอกว่าพี่ชายทั้งสองเตรียมสอบแต่ไม่รู้ว่าเจาเรียกว่าสอบอะไร”

“เจ้าโกหก” จ้าวเฟิงอวิ๋นคิดในใจแต่ไม่พูด

“อิงเอ๋อร์พี่เฟิงอวิ๋นไม่ใช่ธรรดานะ การสอบเซียงซื่อพี่ชายก็ได้ครองตำแหน่งเจี้ยหยวน การสอบฮุ่ยซื่อคราวนี้คงจะได้อันดับหนึ่งอีกครั้ง น่าจะได้ครองตำแหน่งฮุ่ยหยวนอย่างแน่นอน”

“ฮุ่ยหยวนไม่ใช่เขา ต้องเป็นหงลู่” เด็กน้อยพึมพำพูดด้วยใจไม่อยู่กับตัว

“เอ๊ะ อิงเอ๋อร์เจ้ารู้จักหลูหงลู่ได้อย่างไร แต่คนบ้านนอกผู้นั้นอย่างไรเสียก็ไม่อาจสู้พี่เฟิงอวิ๋นของเราได้หรอก พี่สาวจะบอกเจ้า พี่เฟิงอวิ๋นเก่งกาจมาก ได้ตำแหน่งเสี่ยวซานหยวนจากเขตุลั่วหยางมาแล้วสิบปีมานี้มีเพียงพี่เฟิงอวิ๋นที่ทำได้”

“อิงเอ๋อร์เคยได้ยินจากปากคนอื่นเจ้าค่ะ ว่านหานลู่ผู้นี้เก่งมากแต่จำไม่ได้แล้วว่าได้ยินมาจากผู้ใด” เฉินเจียอิงตอบอ้อมแอ้ม หลบตาเหลือบไปทางซ้ายอย่างไม่รู้ตัว

เด็กน้อยผู้นี้กำลังโกหกอีกแล้ว จ้าวเฟิงอวิ๋นอมยิ้ม ก่อนจะหันไปพูดกับเฉินเหม่ยหรูว่า “ไม่ใช่สิบปีมานี้หรอก เมื่อสามปีก่อนก็มีคนผู้หนึ่งจากโยวโจวสอบได้เสี่ยวซานหยวนเช่นกัน ช่างบังเอิญที่คนผู้นั้นคือหลูหงลู่ ที่อิงเอ๋อร์เพิ่งพูดถึงไป”

“เช่นนั้นเขาก็ไม่น่ามาสอบปีนี้พร้อมกับพี่ชายทั้งสองหรอกมั้งเจ้าคะ” เฉินเหม่ยหรูพูดอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะหันมาถามน้องสาวของนางว่า “อิงเอ๋ออยากกินอะไร เบื่อหรือไม่ พี่จะให้คนนำพิณมาให้เจ้าบรรเลงแก้เบื่อดีไหม”

“อย่าเพิ่งดีกว่าเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้เล่นมานานนิ้วคงจะแข็งหมดแล้วยามนี้ข้าอยากนอนพักอย่างเดียวเจ้าค่ะ” เฉินเจียอิงยิ้มแหยก่อนตอบ

เด็กน้อยโกหกอีกแล้ว จ้าวเฟิงอวิ๋นมองอย่างขบขันกิริยาของเด็กคนนี้ ก่อนจะพูดว่า “อิงเอ๋อร์ต้องนอนพักมากๆ เช่นนั้นพี่ชายของตัวลาไปท่องตำราต่อ”

เฉินเหม่ยหรูรีบลุกขึ้นย่อคำนับอย่างสวยงามก่อนจะเอ่ย “เซียงหลินเจ้าเดินไปส่งคุณชาย”

จ้าวอวิ๋นเฟิงปฏิเสธเป็นพิธีก่อนจะเดินจากไปโดยมีหลีมามาและเซียงหลินสาวใช้ของเฉินเหม่ยหรูเดินตามไปส่งที่หน้าเรือน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • บำบัดรักต่างมิติ   บทที่ 9 พยายามปรับตัว

    เฉินเหม่ยอิงตื่นมาด้วยอาการไอและกระหายน้ำ เซียงเจินรีบเข้ามาปรนนิบัติเจ้านายของนางทันที เมื่อได้พักผ่อนเต็มที่ อาการป่วยยังไม่หาย แต่ยามนี้ไม่มีน้ำมูกแล้ว เมื่อได้จิบชาดอกไม้หอมกรุ่นจิตใจจึงสดชื่นขึ้นมา“บ่าวช่วยพาคุณหนูไปนั่งบนตั่งข้างหน้าต่างดีไหมเจ้าคะ” เซียงจูเสนอ นางสังเกตเห็นว่ายามนี้คุณหนูของนางมีสีหน้าเศร้าหมอง อาจจะกำลังเบื่อ เมื่อเห็นคุณหนูสี่พยักหน้าตกลงจึงยิ้มอย่างดีสาวใช้ทั้งสองช่วยกันประคองเด็กน้อยไปนั่งข้างหน้าต่าง สวนดอกไม้ข้างหน้าต่างยามนี้โดนหิมะขาวโพลนปกคลุมไปทั่ว สีขาวของหิมะกระจายสุดสายตา เซียงเจินย้ายกระถางไฟมาเข้าใกล้คุณหนูสี่เพื่อเพิ่มความอบอุ่น ส่วนเซียงจูนำผ้าห่มมาคลุมตัวคุณหนูของนางเพิ่มก่อนจะรีบชวนคุยว่า“ตำราฝึกเขียนอักษรที่คุณหนูอยากได้ วันนี้คุณชายใหญ่ให้คนนำมามอบให้คุณหนูแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูอยากอ่านไหมเจ้าคะ”เฉินเจียอิงมองทิวทัศน์ด้านนอกก่อนจะถอนหายใจ ต่อไปนี้ตนคือเฉินเหม่ยอิงคงต้องปรับตัวพยายามเป็นคนผู้นี้ให้ได้ โชคดีที่เด็กวัยแปดขวบนิสัยยังเปลี่ยนแปลงได้ เฉินเหม่ยอิงต้องคิดว่าตนเองเป็นเฉินเหม่ยอิงได้แล้ว หากแม้แต่ตัวเองยังคิดว่าไม่ใช่ ผู้อื่นก็อาจจะคิ

  • บำบัดรักต่างมิติ   บทที่ 8 พยายามเปลี่ยนแปลง

    เฉินเจียอิงนั่งใจลอย เรื่องในนิยายเฉินเหม่ยหรูเข้าเรียนที่สำนักศึกษาหลงอิ่นถังตั้งแต่อายุ12 ยามนั้น หงลู่น่าจะขึ้นปีสองของสำนักศึกษาหลงอิ่นถังแล้ว สถานการณ์ของเฉินเหม่ยหรูและหลูหงลู่ในสำนักศึกษาคือต่างคนต่างอยู่ คนผู้หนึ่งคือคุณหนูตระกูลใหญ่ที่มีผู้คนห้อมล้อม ส่วนอีกคนเป็นเพียงนักเรียนทุนที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม ทั้งสองคนรู้จักกันเพียงชื่อ แต่ไม่เคยสนใจกันและกัน หลูหงลู่ จะประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงที่สุดในฐานะจอมหงวนที่มีอายุน้อยในขณะที่เขายังเรียนไม่จบจากสำนักศึกษา และเขาจะมีชื่อเสียงอีกครั้งเมื่อเขาเปลี่ยนไปใช้แซ่ของพ่อที่แท้จริงและกลายเป็นทายาทคนโตของตระกูลดังขั้นหนึ่ง หงลู่ผู้นี้คือพี่ชายคนโตของนางเอกหงอวี้การสอบฮุ่ยซื่อครั้งนี้จะเป็นการสร้างชื่อเสียงให้หลูหงลู่เป็นครั้งแรกโดยผลสอบออกมาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนจ้าวเฟิงอวิ๋นและเฉินหย่งฉีได้ลำดับสองและลำดับสิบ คนทั้งหมดได้สอบเตี้ยนซื่อพร้อมกันอีกครั้ง และผลสุดท้ายผู้ที่ได้เป็นจอมหงวนก็คือหงลู่ จ้าวเฟิงอวิ๋นเป็นปังเหยียน ตู้เหอจิ่นได้เป็นทั่นฮวา ส่วนเฉินหย่งฉีได้ตำแหน่งเอ่อร์เจี่ย เฉินเจียอิงจำไม่ได้แล้วว่าลำดับที่เท่าไหร่ เพราะตอนนั้

  • บำบัดรักต่างมิติ   บทที่ 7 รักษาตัว

    ณ.เรือนฮวาอวี่ บรรยากาศมืดมนเมื่อคืนจางหายไป เนื่องจากคุณหนูสี่อากาศดีขึ้น เมื่อนายท่านเฉินและเฉินฮูหยินเดินไปจากเรือนแล้ว เจียอิงจึงนอนหลับเพื่อพักฟื้นร่าง เจ็บป่วยครั้งนี้จากประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยอันน้อยนิด แต่ทฤษฎีแน่นจึงสรุปได้ว่า มีอาการไข้ หนาวสั่น ไอจาม มีน้ำมูกไหลและหายใจไม่ออกปวดเหมื่อยตามแขนขาเกิดจากกล้ามเนื้อขาดออกซิเจนไปเลี้ยง เฉินเหม่ยอิงน่าจะเป็นไข้หวัดมานานแล้วทำให้ปอดอักเสบติดเชื้อ หากเป็นอีกโลกในยุคปัจจุบัน ผู้ป่วยแบบนี้ปกติต้องพ่นยา เพื่อขยายหลอดลมเพื่อให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวกร่วมกับการจัดท่านอนที่เหมาะสมเพื่อให้ ปอดทำงานได้ดีขึ้น เมื่อคืนจับได้ว่า จ้าวเฟิงอี้ญาติผู้พี่ของเฉินเหม่ยอิงคงใช้วิธีฝังเข็มแทนการพ่นยา แพทย์แผนจีน การฝังเข็มช่างน่าอัศจรรย์ ดูเหมือนการแพทย์ที่นี่ไม่เลวร้ายอย่างที่ตนเคยคิดสงสัยเฉินเจียอิงขอหมอนหลายใบมาซ้อนกันจัดท่านอนยกตัวช่วงบนขึ้นและเงยศีรษะเล็กน้อย หลี่มามาและสาวใช้ทั้งหลายทำตามคำสั่งทั้งที่ไม่เข้าใจ เฉินเจียอิงจึงอธิบายว่า “นอนราบทำให้น้ำมูกไหลมาปิดทางเดินหายใจ ทำให้ข้าหายใจไม่ออก จึงนอนหลับไม่สนิท หากนอนแบบนี้จะทำให้หายใจง่ายขึ้น”หลี่มามา

  • บำบัดรักต่างมิติ   บทที่ 6 ชีวิตนางร้าย

    เช้าวันต่อมาเฉินเจียอิงลืมตาขึ้นมา ก่อนจะกวาดสายตามองรอบกาย เห็นม่านมุ้งคลุมเตียงและลวดลายไม้สลักสวยงาม ยังคงเหมือนก่อนที่นางจะหลับตานอนเมื่อคืน รอบกายยังคงเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลียนแปลง จึงหลับตาลงอย่างอ่อนแรง เมื่อคืนก่อนจะหลับตาลงนอนแอบหวังเอาไว้ว่า เมื่อตื่นขึ้นมายามเช้า ทุกอย่างอาจเป็นแค่ความฝันไปเท่านั้นเฉินเจียอิงหลับตานอนต่ออีกพักใหญ่ เมื่อรู้สึกหิวน้ำจนคอแห้ง จึงพูดขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า “น้ำ ขอน้ำกินหน่อย”“คุณหนูตื่นแล้ว” เสียงตื่นเต้นและยินดีดังขึ้น ก่อนจะเห็นภาพสาวใช้สองคนช่วยกันเปิดม่านมุ้งเก็บ และแบ่งหน้าที่กันคนหนึ่งช่วยประคองคุณหนูของพวกนางลุกขึ้น อีกคนรินน้ำชาจากในกา นำมาเป่าให้คลายร้อนอย่างใส่ใจ ก่อนจะนำมาป้อนให้คุณหนูของพวกนางดื่มปกติเฉินเจียอิงไม่ชอบรสชาติขมฝาดของชา จึงมักดื่มเพียงน้ำเปล่า แต่ชาที่สาวใช้ผู้นี้ยกมาป้อนให้นางดื่มเป็นกลิ่นดอกไม้หอมกรุ่น ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด จึงส่งสายตาอ้อนวอนขอดื่มเพิ่มอีกอย่างน่าสงสาร“เซียงจูเจ้าไปรินน้ำชามาให้คุณหนูสี่ดื่มเพิ่มอีก” สาวใช้ที่ประคองเฉินเจียอิงอยู่บอกกับสาวใช้อีกคนด้วยน้ำเสียงเร่ง คล้ายไม่ได้ดังใจชื่อสาวใ

  • บำบัดรักต่างมิติ   บทที่ 5 ทะลุมิติมาอยู่ในยุคโบราณ

    เฉินเหม่ยหรูเป็นคุณหนูรองที่นายท่านเฉินหยางกวงเลี้ยงดูด้วยการตามใจ อีกทั้งนางยังมีท่านป้าเป็นถึงพระชายาเอกผิงอันอ๋อง ทำให้มีชื่อเสียงสูงส่งในเหล่าคุณหนูตระกูลใหญ่ คนที่เฉินเหม่ยหรูนับว่าเป็นสหายคนสนิทคือ เซียนจู่สุยมู่ชิง ดังนั้นเฉินเหม่ยหรูจึงมีนิสัยเย่อหยิ่งเอาแต่ใจตนเอง คนที่เข้าตานางมีไม่กี่คน และคนที่นางใส่ใจด้วยใจจริงมีเพียงพี่น้องและเหล่าลูกพี่ลูกน้องของนางเท่านั้นเฉินเหม่ยอิงเป็นน้องสาวที่เฉินเหม่ยหรูรักมากที่สุด น้องสาวของนางมีหน้าตาน่ารักและฉลาดเฉลียวตั้งแต่เด็ก รู้จักประจบเอาใจผู้อื่น ยามที่นางเอาแต่ใจตนเองดวงตากลมโตจะเปล่งประกายไร้เดียงสา ทำให้เฉินเหม่ยหรูขัดใจน้องสาวผู้นี้ไม่ได้สักเรื่องเฉินเหม่ยหรูตำหนิสาวใช้ข้างกายน้องสาวและหลี่มามาอย่างรุนแรง หลี่มามาผู้นี้เป็นคนของตระกูลเถียน แม้เฉินเหม่ยหรูจะเกรงใจมารดาเลี้ยงอยู่บ้าง แต่พวกนางดูแลน้องสาวของนางได้ไม่ดี ที่ควรตำหนิก็ต้องตำหนิ ก่อนจะเดินไปนั่งข้างเตียงเฉินเหม่ยอิงอย่างเป็นห่วง เอื้อมมือไปลูบไล้ใบหน้าน้องสาวอย่างรักใคร่“คราวหน้าหากพวกเจ้าดูแลน้องสาวของข้าได้ไม่ดีอีก ข้าจะไปพูดกับท่านพ่อ ให้ท่านพ่อจัดการเปลี่ยนคนในเรือ

  • บำบัดรักต่างมิติ   บทที่ 4 เจ็บป่วยครั้งใหญ่

    เฉินเจียงอิงขยับตัว ความรู้สึกเจ็บปวดกระจายไปทั่วร่าง จนต้องส่งเสียงร้องครางด้วยความเจ็บปวดออกมาเบาๆ“คุณหนูสี่รู้สึกตัวแล้วเร็วเข้า เจ้าให้คนวิ่งไปบอกนายท่านและฮูหยิน” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งพูดด้วยความตื่นเต้น แต่เฉินเจียอิงอยากลืมตาขึ้นมองก็ยกเปลือกตาขึ้นไม่ได้ รู้สึกว่าเปลือกตาหนักอึ้งเกินกว่าจะยกไหว ในใจเฉินเจียอิงจึงเริ่มรู้สึกหวาดกลัวไม่ใช่ว่าอุบัติเหตุทำให้ตาบอดไปแล้วหรอกนะ เมื่อคิดได้ดังนั้นเฉินเจียอิงจึงร้องไห้ออกมา ทั้งความเจ็บปวดที่เผชิญอยู่ทั้งความหวาดกลัวที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองบาดเจ็บระดับไหนมีผ้ามาซับน้ำตาให้เจียอิงอย่างอ่อนโยนและมีเสียงปลอบแผ่วเบา “คุณหนูของบ่าวไม่ร้องนะเจ้าคะ อีกหนึ่งถ้วยชานายท่านและฮูหยินคงจะรีบมาหาคุณหนูอย่างแน่นอน”คราวนี้เฉินเจียอิงจึงค้นพบว่ามีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น ทำไมผู้หญิงคนนี้จึงพูดด้วยภาษาที่แปลกไป คำพูดเหมือนภาษาในนิยายย้อนยุคที่ตนเองเพิ่งอ่านจบ นี่คงจะยังอยู่ในความฝันยังไม่รู้สึกตัวสินะ มิน่าจึงยังลืมตาไม่ขึ้น เฉินเจียอิงคิดได้เช่นนี้ความหวาดกลัวจึงคลายลงเสียงฝีเท้าของหลายคนเดินเข้ามาใกล้นางอย่างร้อนรน เฉินเจียอิงนอนฟังอย่างสงสัย คนพวกนี้เป

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status