INICIAR SESIÓNเฉินเจียอิงนั่งใจลอย เรื่องในนิยายเฉินเหม่ยหรูเข้าเรียนที่สำนักศึกษาหลงอิ่นถังตั้งแต่อายุ12 ยามนั้น หงลู่น่าจะขึ้นปีสองของสำนักศึกษาหลงอิ่นถังแล้ว สถานการณ์ของเฉินเหม่ยหรูและหลูหงลู่ในสำนักศึกษาคือต่างคนต่างอยู่ คนผู้หนึ่งคือคุณหนูตระกูลใหญ่ที่มีผู้คนห้อมล้อม ส่วนอีกคนเป็นเพียงนักเรียนทุนที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม ทั้งสองคนรู้จักกันเพียงชื่อ แต่ไม่เคยสนใจกันและกัน หลูหงลู่ จะประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงที่สุดในฐานะจอมหงวนที่มีอายุน้อยในขณะที่เขายังเรียนไม่จบจากสำนักศึกษา และเขาจะมีชื่อเสียงอีกครั้งเมื่อเขาเปลี่ยนไปใช้แซ่ของพ่อที่แท้จริงและกลายเป็นทายาทคนโตของตระกูลดังขั้นหนึ่ง หงลู่ผู้นี้คือพี่ชายคนโตของนางเอกหงอวี้
การสอบฮุ่ยซื่อครั้งนี้จะเป็นการสร้างชื่อเสียงให้หลูหงลู่เป็นครั้งแรกโดยผลสอบออกมาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนจ้าวเฟิงอวิ๋นและเฉินหย่งฉีได้ลำดับสองและลำดับสิบ คนทั้งหมดได้สอบเตี้ยนซื่อพร้อมกันอีกครั้ง และผลสุดท้ายผู้ที่ได้เป็นจอมหงวนก็คือหงลู่ จ้าวเฟิงอวิ๋นเป็นปังเหยียน ตู้เหอจิ่นได้เป็นทั่นฮวา ส่วนเฉินหย่งฉีได้ตำแหน่งเอ่อร์เจี่ย เฉินเจียอิงจำไม่ได้แล้วว่าลำดับที่เท่าไหร่ เพราะตอนนั้นมัวแต่สนใจตู้เหอจิ่น ผู้เป็นพระเอกรองของนิยายเรื่องนี้ และการสอบครั้งนี้จะทำให้ตระกูลเฉินไม่ค่อยพอใจหลูหงลู่มากนัก เนื่องจากเขามีโอกาศสอบตั้งแต่สามปีก่อนหน้าแล้วแต่เขาไม่ได้เข้าร่วมการสอบ เขาดันเลือกมาสอบปีนี้ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่คนตระกูลเฉินเข้าร่วมการสอบ โดยเฉพาะเฉินเหม่ยหรูที่คิดว่าญาติผู้พี่ของตนต้องได้เป็นจอมหงวนอย่างแน่นอนจึงคุยโม้ไปทั่ว เมื่อผลไม่เป็นอย่างที่คุยไว้จึงรู้สึกเสียหน้าและไม่พอใจหลูหงลู่ และพาลไปถึงหลูหงอวี้ด้วย ปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ นางเอกน่าจะกำลังเข้าเมืองหลวงเพื่อมาฉลองปีใหม่ร่วมกับพี่ชาย ซึ่งหลังปีใหม่นางเอกของเรื่องหลูหงอวี้ ไปสมัครเข้าเรียนที่สำนักศึกษาหลงอิ่นถัง จึงโดนเฉินเหม่ยหรูหาเรื่องทำลายชื่อเสียง ความขัดแย้งของคนทั้งคู่จึงเริ่มขึ้นนับแต่วันนั้น “อิงเอ๋อร์....เฉินเหม่ยอิง นี่น้องเหม่อลอยไปถึงไหน หรือว่าง่วงนอนแล้ว พี่สาวจะได้กลับเรือนฮุ่ยฮวาก่อน” เฉินเหม่ยหรูเขย่าแขนน้องสาว นางเรียกอยู่หลายครั้งกว่าเฉินเหม่นอิงจะรู้สึกตัว “อิงเอ๋อร์แค่คิดอะไรเพลินไปสักหน่อยเจ้าค่ะ กำลังคิดว่าทำไมพี่หญิงรองต้องอยากให้ญาติผู้พี่สอบได้ตำแหน่งจอมหงวนขนาดนั้นล่ะเจ้าคะ” “ใครก็อยากให้พี่ชายหรือน้องชายเป็นจอมหงวนทั้งนั้นล่ะ” “แต่ญาติผู้พี่ไม่เหมือนผู้อื่น เขาไม่คิดจะเข้ารับราชการแค่มาสอบลองวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาเท่านั้นไม่แน่ว่าตอนสอบเตี้ยนซื่อญาติผู้พี่จะแผ่วฝีมือลง เพื่อจะได้หนีกลับไปเมืองลั่วหยางง่ายขึ้นก็ได้ ใครๆ ก็รู้ว่าญาติผู้พี่อยากเป็นหมอรักษาคน เขาอาจจะหนีไปเรียนกับหมอเทวดาผู้เป็นท่านตาของเขาต่อ ก็ได้นะเจ้าคะ” เฉินเจียอิงพยายามหาคำพูดหว่านล้อม ให้พี่สาวอย่าหวังสูงถึงตำแหน่งจอมหงวน เพื่อในอนาคตจะลดความขัดแย้งของนางเอกกับพี่สาว เหตุการณ์จะได้ไม่รุนแรงนัก “น้องสาวไปสนิทกับพี่เฟิงอวิ๋น จนรู้มากขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ หึ พี่สาวไม่คุยกับเจ้าแล้ว นี่คงเพราะดื่มยาไปเยอะ พี่สาวรู้สึกว่าอิงเอ๋อร์แปลกไป” เฉินเจียอิงชะงัก ก่อนจะหันไปดึงแขนของเฉินเหม่ยหรูเข้ามากอดอย่างออดอ้อน งัดวิชาลูกคนเล็กมาใช้ทันที “ถึงจะแปลกอย่างไร อิงเอ๋อร์ก็เป็นน้องสาวของพี่หญิงรองเสมอ ในโลกนี้พี่หญิงรองมีแค่อิงเอ๋อร์เท่านั้นล่ะเจ้าค่ะที่รักพี่หญิงรองที่สุด” “ดูสิ ป่วยขนาดนี้แต่กลับยังปากหวานออดอ้อนได้อยู่อีก” เฉินเหม่ยหรูจิ้มหน้าผากของเฉินเหม่ยอิงก่อนจะเผยยิ้มเอ็นดู “มาเถอะ พี่สาวจับเจ้านอนพักดีกว่า ประเดี๋ยวเย็นนี้พี่สาวจะมาเยี่ยมเจ้าอีก” เฉินเหม่ยหรูพูดก่อนจะจับเฉินเหม่ยอิงลงนอน เฉินเจียอิงยอมนอนตามใจของเฉินเหม่ยหรู ก่อนพูดว่า “พี่สาวเจ้าคะ คนบ้านนอกเหล่านั้น คำนี้พี่อย่าพูดดูถูกพวกเขาเลยเจ้าค่ะ ใครได้ยินจะมองพี่สาวในแง่ไม่ดีนะเจ้าคะ พวกเขาใช้ชีวิตอย่างลำบาก สอบเพื่อหวังตำแหน่งมาเลี้ยงดูครอบครัว ไม่เหมือนพวกเราไม่เคยเดือดร้อนเรื่องใด ไม่เข้าร่วมการสอบก็สามารถเข้าทำงานในราชสำนักได้” “ได้ พี่สาวรับปากจะไม่พูดให้คนอื่นได้ยิน ดูสิ ป่วยคราวนี้ถึงกับรู้จักเอ่ยปากสั่งสอนพี่สาวเสียแล้ว” เฉินเจียอิงหลับตาและคิดในใจ ฉันจะสอนเธอทุกวัน เผื่อบางทีจะเปลี่ยนแปลงนิสัยของเธอได้บ้าง เฉินเหม่ยหรูนั่งรออยู่เป็นเพื่อนจนน้องสาวหลับสนิทจึงเดินกลับเรือนฮุ่ยอวี่ เมื่อคิดไปถึงคำพูดของน้องสาวที่ว่า ในโลกนี้มีเพียงน้องสาวที่รักนางที่สุด อดอมยิ้มไม้ได้ เด็กคนนี้ไปหาคำพูดดีๆ อย่างนี้มาจากที่ไหนนะ แต่ฟังแล้วช่างรู้สึกอบอุ่นหัวใจเหลือเกิน หากพี่ไคหยางพูดกับนางแบบนี้บ้างไม่รู้ว่า ตนเองจะมีความสุขมากขนาดไหน จ้าวเฟิงอวิ๋น เมื่อกลับถึงเรือนจี๋อวี่หันมาพูดกับคนสนิทว่า “กุ้ยเส้า เจ้าไปที่สำนักกว่างเฉาดูว่าปิดประกาศรายชื่อผู้มีสิทธสอบฮุ่ยซื่อหรือยัง หากมีเจ้าช่วยคัดลอกมาให้ข้าหนึ่งใบ คัดมาให้ครบทุกรายชื่อเลยนะ” “ได้ขอรับ” กุ้ยเส้ารับคำก่อนจากไปอย่างรวดเร็ว “คุณชายใหญ่ให้กุ้ยเส้าไปคัดรายชื่อมาทำไมหรือขอรับ คัดเพียงแค่รายชื่อและลำดับสอบของคุณชายใหญ่และคุณชายหย่งฉีก็น่าจะพอแล้วนี่ขอรับ” กุ้ยเหลียง บ่าวรับใช้คนสนิทอีกคนของจ้าวเฟิงอวิ๋นเอ่ยปากถามอย่างสงสัย “ข้าแค่คิดว่า หากคนผู้นั้นมาสอบพร้อมข้าจริง ข้าคงไม่จำเป็นต้องออมมือแล้ว ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าคนผู้นั้นจะเก่งกาจขนาดไหน” เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเฉินเหม่ยอิงรู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร จึงต้องให้กุ้ยเส่าไปตรวจสอบว่าที่เฉินเหม่ยอิงพูดเป็นเรื่องจริงหรือไม่ “เมื่อครู่มีสารจากซื่อจื่อผิงอันอ๋องเขียนสารเชิญคุณชายไปพักที่จวนผิงอันอ๋องอีกแล้วขอรับ” กุ้ยเหลียงบอกเจ้านายของตน และยื่นสารเปิดผนึกให้เจ้านายอ่าน จ้าวเฟิงอวิ๋นเหยียดยิ้ม ตอนที่เขากำลังจะมาสอบเซียนซื่อ ท่านพ่อของเขาจ้าวเจียงหวายได้ส่งสารไปจวนผิงอันอ๋อง ยามนั้นกลับไม่มีสารตอบกลับ ในขณะที่จวนตระกูลเฉินแค่เพียงได้รับข่าวว่าเขาสอบผ่านได้เสี่ยวซานหยวนของลั่วหยางแล้ว ต้องเข้ามาเตรียมสอบเซียนซื่อในเมืองหลวง ก็ให้เฉินหย่งฉีเดินทางไปลั่วหยางด้วยตัวเอง เพื่อชวนและรับเขามาพักที่จวนตระกูลเฉิน ผู้ใดจริงใจกว่ากันมองที่การกระทำก็รู้ ห้าปีก่อนสุยไคหยางโดนวางยาพิษ ท่านป้าใหญ่จ้าวเจียงเหวินพาบุตรชายไปขอร้องมารดาของเขาเพื่อให้ท่านตาที่ได้ชื่อว่าเป็นหมอเทวดารักษา แม้ไม่อาจรักษาจนหายขาดแต่ก็สามารถรักษาชีวิตไว้ได้ ท่านป้าใหญ่ที่มีฐานะเป็นพระชายาเอกผิงอันอ๋องกลับไม่พอใจ ที่บุตรชายต้องมีอาการปวดศีรษะทุกครั้งที่มีอากาศหนาว จึงพาบุตรชายซื่อจื่อผิงอันอ๋องจากไป และไม่ติดต่อกับจวนตระกูลจ้าวอีก ราวกับว่าตระกูลจ้าวเป็นผู้วางยาพิษบุตรชายของพระนางเสียได้ หากเขารู้ก่อนว่าจ้าวเจียงหวายผู้เป็นบิดาจะเขียนจดหมายหาพระชายาเอกผิงอันอ๋องผู้เป็นป้าของเขา ที่จ้าวเฟิงอวิ๋นคงห้ามก่อนแล้ว แต่อย่างไรคนเหล่านี้ก็เป็นผู้สูงศักดิ์ ไม่อาจไม่อยากนับญาติ และก็ไม่ควรเป็นศัตรู จึงถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย “กุ้ยเหลียงเจ้าช่วยเขียนสารแทนข้า อีกสองวันข้าจะไปเยี่ยมเยียนคำนับพระชายาเอกผิงอันอ๋องถึงจวนของผิงอันอ๋องด้วยตัวเอง” “ขอรับคุณชายใหญ่” กุ้ยเหลียงรับคำ จ้าวเฟิงอวิ๋นจึงกลับไปท่องตำราต่ออย่างขยัน แม้เขาไม่อยากเข้ารับราชการ แต่เขาก็ไม่อาจจะทำให้ตระกูลจ้าวขายหน้าได้ ยิ่งมีคนเก่งมาร่วมในการสอบยิ่งท้าทายมากขึ้น นี่คือความคิดของจ้าวเฟิงอวิ๋นณ. หอเว่ยเต้าเจิงเซียง สุยไคหยางกำลังเดินตามเสี่ยวเอ้อร์พาเขาและสหายขึ้นไปที่ชั้นสองเพื่อเข้าห้องพิเศษ เขาเดินผ่านห้องหนึ่งที่มีเสียงคนพูดคุยกันอยู่หลายคน แต่ที่ทำให้เขาหยุดและยืนมองเข้าไปด้านในห้องนั้นเพราะเขาได้ยินเสียงหัวเราะกระจ่างใสของเด็กน้อยผู้หนึ่ง ที่เมื่อหลายวันก่อนยังพูดคุยและโดนเขารังแกจนดูน่าสงสารแต่ยังฝืนยิ้มส่งให้เขา วันนี้เด็กน้อยหัวเราะอย่างเต็มที่ ดูสดใสคล้ายดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์กำลังเบ่งบานรับแสงตะวัน ช่างงดงามโดดเด่นและดูไร้เดียงสาน่าทะนุถนอมอย่างยิ่ง แต่ที่ทำให้เขารู้สึกไม่ดีคือดูเหมือนเด็กน้อยผู้นี้มีความสุขเบิกบานมากเวลาที่ไม่ได้อยู่ต่อหน้าเขา สุยไคหยางจึงรู้สึกหงุดหงิดใจเล็กน้อย เด็กคนนี้ถึงกับปฏิเสธเขาเพื่อมากินอาหารที่นี่เองหรือ“คำนับซื่อจื่อผิงอันอ๋อง” จ้าวเฟิงอวิ๋นนำคำนับตามธรรมเนียมก่อน เฉินหย่งฉีจึงหันไปส่งสายตาเตือนน้องๆ และคำนับตามธรรมเนียมเช่นกัน เฉินเหม่ยอิงหุบยิ้มก้มหน้าคำนับอย่างนอบน้อมก่อนจะขยับไปอยู่ด้านหลังเฉินหย่งฉี อย่างต้องการหลบหน้าคน จ้าวเฟิงอวิ๋นแอบเหลือบตามองเห็นจนได้ และเขาต้องฝืนกลั้นยิ้มกับกิริยาของเด็กน้อยสุยไคหยางก้มหน้ารับคำทักทายอย
ณ.จวนผิงอันอ๋อง ยามนี้สุยไคหยางกำลังต้อนรับแขก โดยแขกคนนี้คือผู้ที่นับได้ว่าเป็นสหายสนิทคนเดียวของเขา ตู้เหอจิ่น บุตรชายคนที่สี่ของใต้เท้าตู้ ตู้อี้ฮุ่ย ท่านอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ซึ่งเป็นคนสำคัญของราชสำนัก“ข้าไม่นึกเลยว่าปีนี้ เจ้าจะยอมกลับมาเมืองฉางอันเพื่อเข้าร่วมการสอบเป็นขุนนางในราชสำนัก” สุยไคหยางเปิดปากคุยกับสหายด้วยท่าทีผ่อนคลายอย่างหาได้ยาก“ข้าผัดผ่อนมาหลายปี ตาแก่ผู้นั้นกำลังจะคลั่งใจตาย ข้าจึงต้องฝืนใจกลับมา” ตู้เหอจิ่นตอบด้วยรอยยิ้มฝาดเฝื่อน“พวกพี่ชายเจ้าไม่หวาดระแวงเจ้ากันใหญ่หรือที่เจ้ากลับมาเมืองฉางอันในครั้งนี้”“นอกจากพี่ใหญ่ผู้นั้นของข้า ที่เหลือไม่กล้ามีอะไรกับข้าหรอก ตำแหน่งตู้จิ้งโหว ตาแก่นั่นตกลงยกให้พี่ใหญ่ของข้าเป็นผู้สืบทอดต่อแล้ว”“มิน่าเล่า เจ้าจึงยินยอมกลับมา นี่แสดงว่าจวนตู้จิ้งโหวยามนี้สงบลงดีแล้วสินะ”“อืม ข้ายื่นข้อเสนอกับตาแก่ว่าหากเขาอยากให้ข้ากลับมาฉางอัน เขาห้ามก้าวก่ายชีวิตของข้า หากข้าอยากรับตำแหน่งในราชสำนักข้าจะสอบเข้าด้วยตัวข้าเอง”“ดี เจ้ายังคงมีปณิธานเป็นของตนเองไม่เปลี่ยน ข้านึกว่ามีผู้คนยกย่องเจ้าว่าเป็นสุดยอดนักกวีวัยเยาว์แล้วเจ้าจะเปลี่ยน
เช้าวันต่อมาต้นยามเหมา เฉินหย่งฉี เฉินหย่งฝูและจ้าวเฟิงอวิ๋นฝึกวรยุทเสร็จเหงื่อท่วมร่างคนทั้งสาม จึงย้ายเข้ามาในเรือนจี๋อวี่เพื่อใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดร่างกายและเปลี่ยนชุดใหม่ ปกติหากเป็นวันอื่น ทั้งสามคนต่างแยกย้ายกันไปทำธุระของแต่ละคนต่อ แต่วันนี้ทั้งสามคนตั้งใจจะไปคำนับทักทายนายท่านเฉินและเฉินฮูหยินด้วยกันเช้านี้เฉินเหม่ยหรูมาถึงเรือนใหญ่ก่อนผู้ใด ด้านข้างมีเจียงมามาติดตามมาด้วย เฉินเหม่ยอิงเตรียมข้าวกล่องห่อผ้ามาให้เฉินหยางกวงเช่นเดิม“วันนี้เป็นข้าวปั้นด้านในมีไส้เนื้อและแตงกวาดองเจ้าค่ะ กระบอกนี้คือน้ำแกงไก่เจ้าค่ะ” เฉินเหม่ยอิงคิดอย่างเสียดายที่ไม่มีสาหร่ายไม่เช่นนั้นคงจะอร่อยมากกว่านี้ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่นางยังไม่มีโอกาสได้ออกไปเที่ยวตลาดในเมืองฉางอันเลย ทำให้วัตถุดิบในการทำอาหารมีอยู่อย่างจำกัด เฉินเหม่ยอิงไม่มีเมนูใหม่ๆ ให้ทำมากนักจึงเลือกทำแต่อาหารง่ายๆ และเรียนทำอาหารดั้งเดิมจากหลี่มามา ตอนนี้เฉินเหม่ยอิงเพิ่งค้นพบตัวเองว่าชื่นชอบการทำอาหารมาก เมื่อคนที่ได้กินอาหารที่ตนทำแล้วชมว่าอร่อย จะรู้สึกมีความสุขมาก จนทำให้แม้ต้องตื่นแต่เช้าก็ไม่รู้สึกทรมาน อีกอย่างคล้ายนาฬิกาชีวิตขอ
ณ.เรือนฮุ่ยอวี่ เช้าวันต่อมาเฉินอุตส่าห์ยหรูตื่นแต่เช้าเรียกเซียงหลินและเซียงหลันเข้ามาปรนนิบัติตนเพื่อเตรียมตัวไปคำนับทักทายบิดาและมารดาตั้งแต่เช้าเป็นวันแรก เมื่อวานเฉินเหม่ยหรูเรียนรู้งานจากเถียนชิงเหยียนอย่างตั้งใจ นางจึงรับรู้ได้ว่าหัวหน้าคนงานในสวนลู่อันมีปัญหาไม่ใช่น้อย แต่เพราะเป็นคนเก่าคนแก่ของมารดาตน เถียนชิงเหยียนจึงอ่อนข้อให้หัวหน้าคนงานผู้นี้มาโดนตลอด แต่เฉินเหม่ยหรูไม่ใช่คนแบบมารดาเลี้ยง เฉินเหม่ยหรูไม่คิดว่าการเห็นแก่หน้าคนที่จากไปนานแล้ว กลับสร้างความลำบากให้คนที่ยังอยู่ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บหัวหน้าคนงานผู้นี้ไว้จึงปลดหัวหน้าคนงานออกอย่างเฉียบขาดซึ่งเถียนชิงเหยียนก็ไม่ห้ามยังเอ่ยอีกว่า สวนลู่อันแห่งนี้ต่อไปต้องเป็นที่ของเฉินเหม่ยหรู ดังนั้นเฉินเหม่ยหรูทำอะไรย่อมได้ เถียนชิงเหยียนแค่พยายามทำให้มันมีกำไรงอกเงยเพิ่มขึ้นเพื่อสะสมสินเดิมของเฉินเหม่ยหรูให้เพิ่มพูนขึ้นเท่านั้น เมื่อเฉินเหม่ยหรูแต่งงานออกเรือนไปจะได้มีหน้ามีหน้าตาและมีทรัพย์สินของตนเองให้ใช้ ไม่ต้องคอยมองสีหน้าคนบ้านของสามีในอนาคต เห็นได้ชัดว่าเถียนชิงเหยียนเหน็ดเหนื่อยเพื่อลูกเลี้ยงอย่างนางจากใจจริง เฉิน
ภายในเรือนชิงอวี่ เถียนชิงเหยียนสอนเฉินเหม่ยหรูเกี่ยวกับการทำบัญชี การดูแลสวนลู่อัน จำนวนคนงานและผลผลิต ส่วนคารวะฉินหย่งฝูนั่งคัดลอกบัญชี เฉินเหม่ยอิงรู้สึกว่าตนไม่มีประโยชน์ แต่เมื่อเหลือบมองเห็นหลี่มามาจึงมีความคิดที่ตัวเองจะทำประโยชน์เพื่อคนอื่นได้แล้วเฉินเหม่ยอิงผู้นี้ นอกจากจะมีความรู้การพยาบาลแล้ว ยังชื่นชอบการทำอาหารอีกด้วย แต่ในโลกแห่งนี้นางไม่รู้ว่ามีวัตถุดิบอะไรบ้าง คงต้องแสร้งเป็นเด็กน้อยให้หลี่มามาสอนทำอาหารเสียแล้ว ในเมื่อหลีมามาทำอาหารอร่อย เฉินเหม่ยอิงจะได้เรียนรู้การทำอาหารแบบใหม่ไปด้วย จึงหันไปขอร้องหลี่มามาว่า“ใกล้เวลาอาหารกลางวันแล้ว หลี่มามาช่วยสอนข้าทำอาหารสักอย่างได้ไหม ข้าอยากเรียนทำอาหารเพื่อนำมาให้ท่านแม่และพี่หญิงรองและพี่ชายสามกิน”หลี่มามาอมยิ้ม “ได้สิเจ้าคะ หากคุณหนูอยากเรียนจริงๆ บ่าวจะสอนคุณหนูทำอาหารหลายๆ อย่างเลยเจ้าค่ะ”เถียนชิงเหยียนเงยหน้าจากการสอนเฉินเหม่ยหรู หันมามองบุตรสาวของตนด้วยแววตาอบอุ่น “แม่จะรอกินอาหารฝีมือของเหม่ยอิงละกันนะ”เฉินเหม่ยหรูมองน้องสาวอย่างพิจารณาก่อนจะเอ่ยว่า “พี่สาวต้องให้คนไปขอยาจากพี่เฟิงอวิ๋นไว้ก่อนดีหรือไม่ กินยากันไว้
เฉินเหม่ยอิงตื่นนอนตอนเช้าของเช้าวันถัดมาด้วยท่าทางไม่แจ่มใส หลังจากกลับจวนผิงอันอ๋องแล้ว ได้นึกทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ดูเหมือนเหตุการณ์ยังคงเหมือนเดิมเฉินเหม่ยอิงผู้นี้ยังคงเรียนหมากล้อมกับสุยไคหยาง พี่หญิงรองจึงใกล้ชิดกับสุยไคหยางมากขึ้น โชคดีที่เมื่อวานไม่ได้พบกับสุยหลี่เค่อ เวลาอีกสามปีต่อจากนี้เมืองหลวงจะวุ่นวาย ทำให้พวกนางสองพี่น้องต้องเข้าไปอยู่ในจวนผิงอันอ๋องชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยจนกว่าสุยเทียนหวงพ่อของสุยไคหยางจะขึ้นครองบัลลังก์ หลังจากนั้นตระกูลเฉินจะขึ้นเป็นตระกูลอันดับหนึ่งแทนตระกูลเหอเฉินเหม่ยอิงทบทวนเนื้อหาในนิยาย หากการเมืองวุ่นวายอีกสามปี ทำไมเถียนชิงเหยียนจึงยินยอมให้บุตรสาวของนางไปอยู่กับพระชายาเอกจ้าวเจียงเหวิน ในเมื่อตระกูลเถียนน่าจะปลอดภัยกว่า แม้ท่านยายจะไม่ชอบหน้ามารดาและเฉินเหม่ยอิงเพราะเป็นแม่เลี้ยงที่แต่งมาภายหลัง แต่ท่านตา ท่านลุงและท่านป้าสะใภ้กับเอ็นดูเฉินเหม่ยอิงมาก เห็นได้จากตอนท้ายที่โดนเนรเทศไปเป็นทาส ท่านลุงใหญ่เถียนรับนางไปดูแลติดตามกองทัพของเขา พี่ชายสามของนาง เฉินหย่งฝูที่พิการก็ได้ตระกูลเถียนดูแลอย่างดีหลี่มามาเห็นคุณหนูเหม่อลอยจึงถามอย







