เข้าสู่ระบบการได้เกิดใหม่อีกครั้งนับว่าดีมากแล้ว แต่เขาไม่หวังว่าจะได้อะไรติดตัวมาพระเจ้าจะใจดีกับเขาขนาดนั้นเลยหรือ แต่จะว่าไป เขาก็มีความโชคดีอยู่บ้าง ในขณะที่หลินตงหยางเดินขึ้นไปบนภูเขา และหัวเราะให้กับความคิดอันไร้สาระของตัวเองอยู่นั้น ก็มีฝูงหมูป่าวิ่งมาด้วยความรวดเร็ว มันพุ่งมาทางเขา ด้วยความตกใจหลินตงหยางกระโดดหลับตาทันที แต่ดูเหมือนว่าเขาจะกระโดดสูงมากไปหน่อยทำให้ตอนนี้เขาขึ้นมาอยู่บนต้นไม้ใหญ่ หลังจากที่ฝูงหมูป่าวิ่งผ่านไปแล้ว เขาถึงได้รู้ตัวว่าตอนนี้ตัวเองได้ขึ้นมาอยู่บนต้นไม้แล้ว
“เพ้ย ขึ้นมาได้ยังไง อาจจะเป็นเพราะว่าเราตกใจก็ได้ ว่ากันว่าคนที่ตกใจมักทำอะไรโดยไม่คาดคิดเสมอ แล้วเมื่อกี้เราจะหลับตาทำไมกัน โธ่เอ๊ย น่าจะยิงหมูป่า”
ในตอนที่บ่นกับตัวเองอยู่นั้น บนต้นไม้ใหญ่ก็มีงูเหลือมขนาดใหญ่เลื้อยเข้ามาหาหลินตงหยาง และมันเลื้อยมาตรงหน้าของเขา จากนั้นก็หันมาแลบลิ้นสองแฉกของมันด้านหน้าหลินตงหยาง ด้วยความตกใจ ทำให้เขาตกลงมาจากต้นไม้ทันที และในตอนนั้นเอง ความสามารถเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ได้เริ่มปรากฏออกมา เขาไม่เพียงแต่สามารถลงมายืนบนพื้นได้ด้วยความปลอดภัย แต่เขายังค้นพบว่าเขาสามารถใช้วิชาตัวเบาได้อีกด้วย หลังจากที่ลองใช้วิชาตัวเบาหลายครั้งจนแน่ใจว่านี่ไม่ใช่ความฝัน หลินตงหยางก็หัวเราะอย่างมีความสุข ในที่สุดพระเจ้าก็ฟังเสียงของเขา และมอบสิ่งดี ๆ ที่เขาสร้างขึ้นมาให้กับเขาด้วย
เมื่อแน่ใจแล้วว่าตัวเองมีวิชาตัวเบา เขาก็เริ่มใช้มันทันที จากนั้นไม่นานก็มาถึงใจกลางของป่า ภูเขาแห่งนี้อุดมสมบูรณ์มาก บริเวณนี้ยังมีเห็ดหยางตู่เกิดขึ้นอยู่จำนวนมาก นอกจากเห็ดหยางตู่แล้ว เขายังเก็บเห็ดหลินจือได้จากต้นไม้ที่ยืนต้นตาย ความสูงไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป เมื่อเขามีวิชาตัวเบา เก็บเห็ดหยางตู่จนหมดแล้ว หลินตงหยางก็ออกเดินต่อทันทีด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสุขใจ
หลินตงหยางวิ่งวุ่นไปทั่วป่าพร้อมตะกร้าเห็ดที่อยู่บนหลัง จากนั้นก็ล่าไก่ฟ้า กระต่ายป่า เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยมามากแล้ว เขาจึงรีบกลับบ้านทันที ด้วยความดีใจที่ตัวเองมีความสามารถเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้ลืมกินมื้อกลางวัน
หลังจากที่วิ่งวุ่นไปทั่วทั้งป่ามาเกือบครึ่งค่อนวัน พอเดินกลับมาถึงบ้านก็รู้สึกหิวขึ้นมาทันที หลินเหมยเจียงค่อนข้างแปลกใจที่ลูกชายกลับมาเร็วกว่าปกติ ทั้งที่ตอนนี้เป็นเวลาต้นยามเว่ยเท่านั้น
“เหตุใดถึงกลับมาเร็วเช่นนี้เล่า เกิดอะไรขึ้นหรือไม่”
“ตะกร้าเต็มแล้วขอรับท่านแม่ แล้วข้าก็ได้ไก่ฟ้ากับกระต่ายป่ามาพอสมควร แล้วก็ท่านแม่ ท่านมาดูนี่สิ” หลินตงหยางเรียกมารดาด้วยท่าทางลึกลับ
“อะไรกันเจ้าลูกคนนี้ทำท่าทางลึกลับอะไรกัน”
“ท่านแม่ ท่านมาดูนี่สิขอรับว่าข้าได้อันใดมารับรองว่าเป็นของดีแน่นอนขอรับ” หลินตงหยางโบกมือเรียกมารดาด้วยท่าทางลึกลับ
“ไหนกันเจ้ามีอะไรให้แม่ดู หรือว่าวันนี้บุตรชายที่แสนดีของข้าได้พบเจอกับวาสนาอันยิ่งใหญ่ ไหนเอามาให้แม่ดูหน่อยสิ”
“นี่ขอรับท่านแม่”
“หยางเอ๋อร์ นี่…มัน นะ...นี่ …มัน ใช่เห็ดหลินจือหรือไม่”
“ข้าคิดว่าใช่ขอรับ ถึงแม้ข้าจะไม่เคยพบเห็นมาก่อน แต่ข้ายังหวังว่ามันจะใช่ ท่านแม่เราเข้าเมืองไปตอนนี้ดีหรือไม่ขอรับ ถ้าเกิดขายเห็ดนี่ได้ ข้าก็อยากจะซื้อเกวียนล่อสักหน่อย อีกหน่อยข้าเข้าไปขายของในเมืองจะได้ไม่ต้องเดินแบก ถ้าหากว่าข้าล่าสัตว์บนภูเขาได้ จะได้ไม่ลำบากตอนเอาไปขาย หรือท่านแม่กับน้องสาวจะเข้าเมืองไปซื้อผ้า ซื้อของ จะได้สะดวกด้วยขอรับ”
“แต่ว่าวันนี้ มันจะค่ำแล้วนะลูก แม่ว่าค่อยไปพรุ่งนี้ดีหรือไม่”
“เช่นนั้นเอาตามที่ท่านแม่ว่ามาขอรับ แล้วนี่น้องสาวไปที่ใดแล้ว”
“แม่ให้นางนอนกลางวันน่ะ เอาของเข้าไปเก็บเถอะ”
เช้าวันต่อมา สามแม่ลูกเดินเข้าเมืองแต่เช้าตรู่ หลินเหมยเจียงมีตะกร้าเห็ดหยางตู่อยู่บนหลัง หลินตงหยางจูงมือน้องสาวเดินตามหลังมารดาเข้าเมืองเพื่อนำของป่าที่หามาได้ไปขาย ตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่กำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากที่หลินตงหยางถูกนางฉีกุ้ยเถียนทุบตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังจากหายดีแล้วหลินตงหยางก็เปลี่ยนไปจากเดิมแทบเป็นคนละคนกัน นี่คือสิ่งที่คนอื่นรู้สึก แต่ความจริงแล้วไม่มีใครรู้ว่าที่เป็นแบบนี้เพราะหลินตงหยางนี้ไม่ใช่หลินตงหยางต่างหาก
หลังจากเดินมาเป็นเวลา 1 ชั่วยาม ทั้งสามคนก็มาถึงตัวเมืองจากนั้นก็มุ่งหน้าไปที่โรงเตี๊ยมสกุลโจว เพื่อนำเห็ดหยางตู่ไปขาย เสี่ยวเอ้อร์ที่ทำหน้าที่รับซื้อเมื่อเห็นสามแม่ลูกมา เขาก็รีบไปแจ้งหลงจู๊ทันที
“น้องชายหลินเจ้ามาแล้ว วันนี้มีอันใดมารึ เจ้ารอสักครู่ เสี่ยวหลิ่วกำลังไปตามหลงจู๊”
“ขอบคุณพี่ชายเหลียง ขอรับ ข้าเอาเห็ดหยางตู่มาส่ง”
“เห็ดหยางตู่รึ ไม่ใช่ว่าเมื่อวันก่อนเจ้าบอกว่าหมดแล้วไม่ใช่หรือ ดี ดีจริง ๆ หลงจู๊กำลังปวดหัวอยู่เลย วันนี้จะมีงานเลี้ยงต้อนรับ นายอำเภอคนใหม่ เจ้ามาได้ทันเวลาพอดี”
“พอดีข้าไปเจอมาในป่าที่ลึกไปอีกขอรับ เลยได้มาเท่านี้”
“เท่านี้ก็ดีแล้ว”
“ไหน ๆ เจ้าหนูหลิน มีอันใดมาขายรึวันนี้”
“คารวะหลงจู๊ขอรับ”
“คารวะหลงจู๊เจ้าค่ะ”
“โอ้ สาวน้อยเจ้าก็มาด้วยรึ วันนี้ตามท่านแม่กับพี่ชายเจ้ามาเที่ยวละสิ”
“เจ้าค่ะท่านลุงหลงจู๊”
“วันนี้ข้ามีเห็ดมาส่งเช่นเคยขอรับ”
“ขอบใจเจ้าที่ไม่ลืมนึกถึงโรงเตี๊ยมของเรา”
“ข้าจะลืมได้เช่นไรเล่าขอรับ เอาไว้หากข้าโชคดี จะเอาหมูป่ามาขายนะขอรับ”
“โอ้ ดี ดีมาก ข้าขออวยพรให้เจ้าโชคดีล่วงหน้า”
“ขอบคุณท่านมากขอรับ”
หลังจาก ทักทายหลงจู๊และรับเงิน 15 ตำลึง เรียบร้อยแล้วหลินตงหยางก็บอกลาและพาท่านแม่กับน้องสาวเดินมุ่งหน้าไปยังโถงยาของเมือง
“ท่านพ่อ ท่านพ่อขอรับ ลิ่วเป่าหิว" ทำหน้าตาน่าสงสารประหนึ่งว่าอดอาหารมาสามวัน“ชีเป่าก็หิว หิวมากเลย ท่านพ่อดุพุงของชีเป่าสิขอรับ ยุบหมดแล้ว”หลินตงหยางก้มมองน้องชายที่สูงเลยหัวเขาของเขามานิดหน่อย เขาได้แต่ส่ายหน้ามิใช่ว่าเอ่ยปากเรียกเขาว่าท่านพ่อเสียงดังขนาดนี้คงเห็นว่ามีสตรีมองเขาหรือพยายามจะเดินเข้ามาหาเขาตามเคย บางครั้งเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าในยุคโบราณเช่นนี้ที่สตรีควรสงบเสงี่ยมรักนวลสงวนตัวนั้นกล้าแสดงออกและให้ท่าบุรุษตั้งแต่เมื่อใดกัน บางครั้งเขารู้สึกรังเกียจการกระทำเช่นนี้มาก เพียงแต่ถ้าเกิดไม่ล้ำเส้นกันมากเขาทำได้แค่ปล่อยไปเท่านั้น แต่ถ้าหากมีใครกล้าล้ำเส้นเขาก็ไม่กลัวว่าจะตอบโต้กลับทันที เพียงแต่รับผลกระทบที่ตามมาให้ได้ก็แล้วกัน“ถึงจะมีลูกแล้วข้าก็ไม่ขัดหรอกนะ ไม่ได้พาภรรยามาด้วยเสียหน่อย พวกเจ้าว่าหรือไม่” สตรีสองสามคนบนชั้นสองของโรงน้ำชาต่างคุยกันหัวเราะคิกคัก“เจ้าไม่กลัวว่าเขาจะมีภรรยาอยู่แล้วรึ นางอาจไม่ได้มาด้วย เจ้าดูสิเด็กสองคนนั้นเป็นฝาแฝดใช่หรือไม่ หน้าตาก็น่ารักไม่หยอกเลยเชียว”“ข้าสนใจพ่อของเด็กหาได้สนใจเด็กไม่ อีกอย่างนะ เด็กไม่ได้เกิดมาจากท้องของข้าเสียหน่อยใครจะ
“ลิ่วเป่า วันนี้พี่ใหญ่จะออกไปข้างนอกหรือไม่” ชีเป่า“ไปสิ พี่ใหญ่จะต้องไปตรวจโรงหมักกับหอสุราในเมือง” ลิ่วเป่าทำหน้ามุ่ยตอบคู่แฝดของตน“ท่านพ่อทิ้งพวกเราไปเที่ยวกับท่านแม่ ไม่ให้พวกเราไปด้วย พี่หญิงใหญ่ก็อยู่ค่ายทหาร พี่รองก็อยู่เมืองหลวง ตอนนี้พี่สี่กับพี่ห้าเองก็ไปอยู่เมืองหลวงกับพี่รอง ทั้งที่เมื่อก่อนพี่สี่แทบจะไม่ห่างพวกเราเลย เฮ้อ เหลือแค่พี่ใหญ่แล้ว” ชีเป่า“แย่แล้ว แย่แล้ว ชีเป่า ตอนนี้พี่ใหญ่ก็อายุเยอะแล้วยังมิได้แต่งงาน หากพี่ใหญ่แต่งงานล่ะ แต่งงานก็ต้องมีลูกน่ะสิ เช่นนั้นแล้ว … เช่นนั้นแล้วพวกเราก็ไม่เหลือผู้ใดน่ะสิ ไม่เอาข้าไม่ให้พี่ใหญ่แต่งงาน” ลิ่วเป่า“ใช่ พี่ใหญ่จะแต่งงานไม่ได้ ข้าไม่ยอม เกิดพี่ใหญ่แต่งสตรีร้ายกาจเข้าจวนมาจะทำเช่นไรเล่า” ชีเป่า“เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด” ลิ่วเป่าชูมือขึ้นสูงพลางโบกกำปั้นน้อยๆ ของตัวเองไปมาหลินตงหยางไม่ได้รู้เลยว่าน้องชายของตัวเองวางแผนร้ายกันอยู่ เดิมทีเขาไม่ต้องการแต่งงานอยู่แล้วหากไม่เจอใครที่เขาพึงใจและใครคนนั้นต้องเป็นคนจิตใจดี มีเมตตา อัธยาศัยดี ร่าเริง ส่วนเรื่องฐานะนั้นเขาไม่ได้สนใจ ของเพียงแค่ช่ว
“มันก็จริงเพคะ”“เจ้าอยู่รับสำรับกับป้าก่อน ประเดี๋ยวเสด็จลุงของเจ้าก็จะมาแล้ว”“เพคะ”“เมอเมอ ไปแจ้งห้องเครื่องให้เตรียมอาหารให้กับเจ้าสามหู่ด้วย อย่าปล่อยให้เจ้าพวกนี้หิวโหย”“เพคะฮองเฮา”เช้าวันต่อมาอู่เป่าพร้อมด้วยเจ้าเสือทั้งสามตัวออกจากจวนหลังจากที่เหวินหยางไปเข้าประชุมเช้าที่ท้องพระโรง หนึ่งเด็กหญิงกับสามเสือเดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ทำเอาชาวบ้านอกสั่นขวัญแขวนไปตามๆ กัน จะแจ้งเจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถแจ้งได้เนื่องจากเสือทั้งสามตัวใส่เสื้ออาญาสิทธิ์ ทำให้ผู้คนในเมืองหลวงเดาสถานะของเด็กหญิงได้ไม่ยาก“นั่นใช่บุตรสาวของชินอ๋องหรือไม่”“ย่อมใช่อยู่แล้ว หาไม่แล้วผู้ใดจะมีเสือมาด้วยกัน เจ้าลืมไปแล้วหรือไม่ตอนที่พระชายาชินอ๋องแต่งเข้ามา ในขบวนสินเดิมเจ้าสาวมีอันใดบ้าง ไม่ใช่ว่ามีทั้งเสือทั้งหมาป่ารึ”“นั่นน่ะสิ ข้าเองก็ลืมไปเสียสนิท”“จะว่าไปแล้วตลอดเวลาที่พวกเราคิดว่าชินอ๋องเป็นพวกตัดแขนเสื้อที่ไหนได้แอบซุ่มแต่งพระชายาอีกทั้งมีบุตรธิดาถึงสามคน”“จ้านผิงอ๋องตงหยาง บุตรชายคนโตนั้นเป็นบุคคลที่มากความสามารถ ที่พวกเราได้มีเหล้ารสชาติดีดื่มก็เพราะจ้านผิงอ๋องเลยนะเจ้าว่าหรือไม่”“ฮ่า ฮ่า ฮ่า นั
ลมหนาวพัดผ่านอากาศเริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ โรงเรียนได้ประกาศหยุดเรียนแล้วเหล่าสหายของอู่เป่าต่างก็เดินทางกลับบ้านกันไปหมด ที่เหลือก็มีเพียงสหายในหมู่บ้านไม่กี่คนเท่านั้นอีกทั้งพวกเขาก็ต้องทำงานช่วยพ่อแม่ที่บ้าน อู่เป่าที่เป็นคนว่างงานเลยรู้สึกเบื่อขึ้นมาทันที ซื่อเป่านั้นรับหน้าที่ดูแลน้องชายฝาแฝด ใช่แล้วทุกคนฟังไม่ผิดอู่เป่ามีน้องชายฝาแฝดที่ท่านแม่เพิ่งจะคลอดออกมาตอนนี้น้องชายทั้งสองมีอายุเพียง 6 เดือนเท่านั้น น้องหกมีชื่อว่าอี้เฟยฉี น้องเจ็ดอี้เฟยเทียน แต่ละวันซื่อเป่าจะวุ่นวายอยู่กับการเลี้ยงน้องชายทั้งสอง เพราะพี่ใหญ่ต้องดูแลเรื่องเงินๆ ทองๆ พี่รองเป็นขุนนางที่เมืองหลวง พี่หญิงใหญ่อยู่ชายแดน เหล่าสหายก็กลับบ้านหมด“เฮ้อ พี่ชายเอ้อร์หู่ พี่ชายซานหู่ พี่ชายซื่อหู่ ข้าเบื่อจังเลย บนภูเขาก็ไม่มีอะไรสนุกๆ ให้เล่นแล้ว พวกเราจะทำอันใดกันดี ข้าไม่ชอบฤดูหนาวเลย พวกท่านเห็นด้วยหรือไม่”“โฮก” ทั้งสามตัวขานรับพร้อมกัน“เช่นนั้น พวกเราไปหาพี่รองดีหรือไม่ พวกเราไปเดินเที่ยวเมืองหลวงสักเที่ยว ไปหาเสด็จลุงด้วย”“โฮก”“ดี เช่นนั้นพวกเราไปกัน แต่ก่อนอื่นข้าต้องเอาเสื้อผ้าไปด้วยสองชุดก็น่าจะพอ” อู่เป่าพู
“เรื่องอันใดกัน ไม่เกี่ยวกับข้าเสียหน่อย ข้าจะไปท่องยุทธภพ ไม่มีเวลามาบริหารบ้านเมือง องค์รัชทายาทยังมี ยังไม่ถึงทีของข้ากระมัง”หลินตงหยางขึ้นนั่งบนหลังต้าจิน จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านลั่ว วันนี้มีการเตรียมคัดแยกคุณภาพของไหมเหมันต์เพื่อนำไปขายส่วนหนึ่ง ส่วนไหมเหมันต์ชั้นดีนั้นหลินตงหยางเก็บเอาไว้ใช้เอง อดีตฮ่องเต้กับไทเฮาตอนนี้ได้ผันตัวเป็นชาวบ้านที่มีอาชีพปลูกผักและผลไม้ ใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ“คุณชายใหญ่ ท่านมาแล้วหรือขอรับ”“พี่ชายห่าวหรานสบายดีนะ ยินดีด้วยที่ได้ลูกชาย”“ขอบคุณท่านเช่นกันสำหรับของขวัญรับขวัญลูกชายของข้า ว่าแต่คุณชายใหญ่พอจะมีเหล้าชนิดใหม่มาให้ข้าลองชิมหรือไม่ขอรับ”“ย่อมต้องมีอยู่แล้ว แต่อย่าดื่มให้มาก ระวังท่านปู่ของท่านจะทุบตีท่านอีก”“ข้าต้องระวังอย่างดีอยู่แล้ว คุณชายมาตรวจไหมเหมันต์ใช่หรือไม่”“ใช่แล้วล่ะ”“เช่นนั้นก็ตามข้ามาทางด้านนี้เลย ครั้งนี้เราได้ไหมเหมันต์สีฟ้ากับสีชมพู อย่างละ 100 พับ ส่วนไหมเหมันต์ธรรมดานั้น มีอยู่เพียง 300 พับเท่านั้น”“เท่านี้ก็ถือว่ามากขึ้นเป็นเท่าตัว แล้วหนอนไหมเหมันต์สุขภาพเป็นอย่างไรบ้างตอนนี้”“แข็งแรงดีมาก
หลังจากที่ท่านแม่คลอดน้องสาวน้องชายให้ หลินตงหยางดีใจจนต้องให้ต้าจินนำจดหมายไปส่งที่ชายแดนเพื่อส่งข่าวให้กับซ่งลี่ฉุนกับหลี่เต๋อฟู่ได้รู้ว่าตอนนี้เขามีน้องชายน้องสาวแล้ว แถมยังเป็นฝาแฝดอีกด้วย หลินเหมยหลิงที่รู้ว่าท่านแม่คลอดน้องชายน้องสาวแล้วก็ดีใจเช่นเดียวกัน ถึงกับนั่งบนหลังต้าจินกลับมาที่หมู่บ้านเจียชุนทันที เดิมทีนางเองตั้งใจจะกลับมาอยู่แล้ว แต่พอต้าจินไปส่งจดหมายถึงได้รู้ว่าท่านแม่คลอดน้องชายน้องสาวก่อนกำหนด หลินเหมยเจียงเลยตัดสินใจนั่งหลังต้าจินกลับมาทันทีอี้เทียนหลงตั้งชื่อให้ลูกชายกับลูกสาวตามลำดับ ลูกชายให้ชื่อว่าอี้หยางหลงหรือซื่อเป่า ลูกสาวให้ชื่อว่าอี้หนิงเซียนหรืออู่เป่า เด็กน้อยทั้งสองคนเลี้ยงง่ายไม่งอแง หลินตงหยางไม่เคยออกจากจวนไปไหนไกล ๆ หรือไปครั้งละนานหลายวันตั้งแต่ที่มีน้องชายน้องสาว ส่วนลูกของต้าหู่นั้นอยู่เฝ้าเด็กน้อยทั้งสองคนไม่ห่าง หลินเหมยเจียงเองแทบจะไม่ได้เลี้ยงลูกทั้งสองคนเลยเพราะหลินตงหยางกับอี้เทียนหลงช่วยกันเลี้ยงจนกระทั่งนางออกจากการอยู่เดือนถึงได้มีเวลาใกล้ชิดกับลูกทั้งสองมากขึ้นหลังจากชาวเผ่าลั่วหนานย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านลั่วพวกเขาก็สามารถเลี้ยงหนอนไ







