مشاركة

บทที่ 2

last update آخر تحديث: 2025-12-31 08:29:30

เสียงเอะอะซึ่งดังขึ้นหน้าเรือนทำให้ซูฉิงเยี่ยนเงยหน้าขึ้นมาจากผ้าปักลายผีเสื้อ นางตั้งใจจะปักผ้าผืนนี้เพื่อให้เป็นของขวัญแก่หม่าชิงถิง ฮูหยินคนที่สามของผู้เป็นบิดา

หม่าชิงถิงกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอด หมอตำแยบอกว่าเด็กในครรภ์คือเด็กผู้หญิงแน่นอน ดูจากลักษณะของหม่าชิงถิงที่ดูอิ่มเอิบ มีน้ำมีนวล ทั้งยังดูสะอาดสะอ้าน

“ซวงเอ๋อร์ เสียงใครเอะอะอยู่หน้าเรือน” ซูฉิงเยี่ยนก้าวออกมายังหน้าประตูและพบว่าสาวใช้ของนางกำลังวิ่งเข้ามาพอดี

“เป็นคุณหนูรองเจ้าค่ะ นางจะให้ท่านออกไปพบให้ได้”

“แล้วทำไมนางจึงไม่เข้ามาเล่า”

“ข้าน้อยก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ” ซวงเอ๋อร์ส่ายหน้าทั้งที่ในใจนั้นรู้ดี

‘ซูรุ่ยเย่’ คุณหนูรองตระกูลซู หวาดกลัวการเข้ามายังเรือนบุปผาของซูฉิงเยี่ยนเป็นที่สุด สาเหตุก็เพราะถงฉิงลี่มารดาของซูฉิงเยี่ยน ซึ่งมีฐานะฮูหยินใหญ่ของคฤหาสน์เพิ่งจะสิ้นใจได้ไม่นาน

ตอนนี้บ่าวไพร่ต่างก็ร่ำลือว่าวิญญาณของนางยังคงวนเวียนอยู่ข้างกายบุตรสาวด้วยความห่วงใย ผู้ที่โวยวายว่าเห็นเป็นคนแรกก็คือซูรุ่ยเย่กับลี่หงเย่ผู้เป็นมารดา พวกนางทั้งสองพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ในบ้าน ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าคงหวาดกลัวมากว่าผู้ใด

ถึงอย่างนั้นไม่ว่าจะพยายามอย่างไร เรื่องราวภายในบ้านก็ยังคงมีเพียงซูฉิงเยี่ยนที่มีสิทธิ์จัดการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายของทุกคน หรือแม้กระทั่งเรื่องใหญ่น้อยที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์ ซึ่งเรื่องนี้ซูเหวิ่นก็เห็นด้วยและไม่เคยเข้ามาก้าวก่าย

ร้อนไปถึงลี่หงเย่ที่ต้องการเป็นใหญ่ในบ้าน ดังนั้นเมื่อถานลู่ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงเจ้ากรมราชทัณฑ์ ส่งแม่สื่อมาที่คฤหาสน์เพื่อทาบทามสู่ขอ ลี่หงเย่เห็นเป็นโอกาสเหมาะที่ตนจะได้รับช่วงในการดูแลทรัพย์สินของตระกูลซู

ลี่หงเย่ยุยงให้ซูเหวิ่นตบปากรับคำ ซึ่งเรื่องนี้ซูเหวิ่นเองก็เห็นด้วยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การแต่งงานครั้งนี้เขาพอใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะถานเจียงนั้นยังหนุ่มยังแน่น ทั้งยังเป็นมือปราบที่สร้างผลงานไม่น้อย อนาคตข้างหน้าอาจจะได้ขึ้นเป็นขุนนางใหญ่

บิดาของถานเจียงเป็นถึงเจ้ากรมราชทัณฑ์ หากบุตรสาวของเขาแต่งให้ถานเจียง เขาซึ่งเป็นบิดาของนางก็จะพลอยมีหน้ามีตาไปด้วย

ตระกูลถานกับตระกูลซูสองตระกูลคบหากันมานาน นับตั้งแต่ตอนที่ซูเหวิ่นยังคงเป็นมือปราบของราชสำนัก ก่อนที่เขาจะเกษียณอายุออกมาเพราะสุขภาพไม่เอื้ออำนวย

ตัวถานเจียงเองก็มีตำแหน่งเป็นมือปราบของราชสำนักเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงเคารพนับถือในตัวซูเหวิ่นมาโดยตลอด หากสองตระกูลเกี่ยวดองกัน แน่นอนอยู่แล้วว่าตระกูลซูย่อมสามารถเชิดหน้าชูตาได้อีกครั้ง

หลังจากตกลงกับแม่สื่อ ลี่หงเย่ไม่คาดว่าบุตรสาวของตนจะโวยวายอย่างเอาเป็นเอาตาย นางเพิ่งจะรู้ว่าบุตรสาวพอใจในตัวมือปราบถาน

หากรู้เช่นนี้เปลี่ยนเจ้าสาวเป็นบุตรสาวของนางแทน นางก็จะมีหน้ามีตาเพราะมีบุตรเขยเป็นถึงขุนนาง ทว่ามาคิดได้ตอนนี้ก็ดูจะสายไปแล้ว เพราะซูเหวิ่นยืนยันว่าจะให้ซูฉิงเยี่ยนแต่งเข้าตระกูลถาน

เมื่อโวยวายกับมารดาไม่ได้ผล และก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยเรื่องนี้กับบิดา ซูรุ่ยเย่จึงหันมาโวยวายเอากับซูฉิงเยี่ยนผู้เป็นพี่สาวต่างมารดาแทน และนี่คือต้นเหตุของเสียงกรีดร้องด่าทอที่ดังอยู่หน้าเรือนบุปผาของซูฉิงเยี่ยน

“มีเรื่องอะไรกัน” ซูฉิงเยี่ยนเอ่ยถามเมื่อได้ยินเสียงซูรุ่ยเย่ด่าทอบ่าวไพร่ดังลั่น “เย่เอ๋อร์ เจ้ามาตะโกนเสียงดังหน้าเรือนมีเรื่องด่วนอันใดหรือ หากมีเรื่องด่วนไยไม่เข้าไปข้างใน”

ซูฉิงเยี่ยนขมวดคิ้วมองผู้เป็นน้องสาว

“ท่านเลิกเสแสร้งเสียที ท่านรู้ทั้งรู้ว่าข้าชอบพอมือปราบถาน ไยท่านต้องแย่งเขาไปจากข้า ทำไมต้องเป็นท่านที่ได้ครอบครองสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ ข้าเองก็เป็นบุตรสาวท่านพ่อ เป็นคุณหนูตระกูลซู แต่ทำไมคนที่ได้รับสิ่งดีๆ มีเพียงท่าน ทำไม!” ซูรุ่ยเย่ตะเบ็งเสียงออกมาด้วยความโกรธแค้น

นางเป็นบุตรสาวของฮูหยินรอง กระทั่งบ่าวไพร่ในบ้านต่างก็มองข้าม บิดารักนางน้อยกว่าซูฉิงเยี่ยน ทั้งยังวางใจให้ผู้เป็นพี่สาวดูแลทุกอย่างในบ้าน แม้แต่การใช้จ่ายของนาง บิดาก็มอบอำนาจเต็มที่ให้ซูฉิงเยี่ยนเป็นคนดูแล นางอยากจะตัดชุดใหม่แต่ละครั้ง ก็ต้องอ้างเหตุผลร้อยแปด ผิดกับซูฉิงเยี่ยนที่มีถงฉิงลี่เป็นมารดา ทั้งยังเป็นฮูหยินใหญ่ของตระกูลซู

ถงฉิงลี่ชอบซื้อข้าวของแพงๆ มาให้ผู้เป็นบุตรสาวเสมอ ผิดกับนางเพราะมารดาไม่มีสินเดิม ทำให้นางต้องอยู่อย่างอัตคัด อยากได้อะไรก็ต้องขอความเห็นชอบจากผู้อื่นก่อน

นางรู้สึกตกเป็นรองซูฉิงเยี่ยนในทุกๆ เรื่อง ทั้งที่นางรู้ดีแก่ใจว่าเงินส่วนที่ถงฉิงลี่ใช้นั้น เป็นสินเดิมที่นำติดตัวมาในสมัยที่นางแต่งเข้าตระกูลซู

ที่นางใช้เงินส่วนนั้นซื้อของให้บุตรสาว ก็เพื่อมอบให้เป็นสินเดิมหากซูฉิงเยี่ยนออกเรือน และนั่นยิ่งทำให้นางเคียดแค้น กระทั่งจงเกลียดจงชังพี่สาวต่างมารดาที่เหนือกว่านางแทบทุกอย่าง

“มีแม่สื่อมาที่นี่เพื่อเจรจาการแต่งงานระหว่างตระกูลถานกับตระกูลซู ท่านพ่อเลือกที่จะแต่งเจ้าออกไปไม่ใช่ข้า ทั้งที่ข้าชอบพอท่านมือปราบมานาน และข้าก็เชื่อว่าเขามีใจให้ข้า”

“อะไรนะ!!” ซูฉิงเยี่ยนที่เพิ่งจะทราบเรื่องถึงกับตกตะลึง “เจ้าเข้าใจผิดหรือไม่ พี่ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย”

“เข้าใจผิดหรือ แม่สื่อเพิ่งจะกลับไปเมื่อครู่นี้เอง”

“แต่ท่านพ่อไม่เห็นเรียกพี่เข้าไปถามเลย” ซูฉิงเยี่ยนยังคงไม่อยากจะเชื่อ

ทุกครั้งบิดาจะให้เกียรตินางเสมอ ไม่ว่าเรื่องใดล้วนเอ่ยถามความเห็นนาง ยิ่งเป็นเรื่องที่นางจะต้องออกเรือน นางไม่เชื่อว่าบิดาจะลืมสิ่งที่รับปากมารดาของนางก่อนสิ้นใจว่าจะให้นางออกเรือนก็ต่อเมื่อนางพร้อม

“คุณหนูใหญ่ขอรับ” เสียงของเย่าจงพ่อบ้านคนเก่าแก่ที่อยู่กับตระกูลซูมานานดังขึ้น

“มีอะไรหรือ” ซูฉิงเยี่ยนรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีชอบกลเมื่อเห็นสีหน้าท่าทีลำบากใจของพ่อบ้านประจำตระกูล

“นายท่านเรียกหาท่านขอรับ” เย่าจงเอ่ย

“เห็นไหมเล่า ผิดคำข้าเสียที่ไหน” ซูรุ่ยเย่แค่นเสียงอย่างเย้ยหยัน

“เย่เอ๋อร์ เรื่องเป็นมาอย่างไรนั้นพี่ยังไม่รู้จริงๆ เจ้าก็รู้ว่าพี่ยังไม่อยากออกเรือน บางทีตระกูลถานอาจจะไม่ได้ส่งแม่สื่อมาสู่ขอพี่ก็เป็นได้ หากเป็นอย่างที่เจ้าพูดว่าเจ้ากับเขามีใจให้กัน เช่นนั้นคนที่เขามาสู่ขอก็น่าจะเป็นเจ้ามิใช่หรือ”

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 149 จบ

    “เอาล่ะเช่นนั้นก็ได้ ข้าจะลองไปคุยกับท่านแม่ว่าจะทำเช่นไรท่านพ่อจึงจะยอมให้ท่านเข้าไปดูผาอัคคี เผื่อว่าท่านเห็นแล้วอยากจะเปลี่ยนใจ”“ข้าเข้าไปดูได้หรือ”“ข้าถึงได้บอกว่าจะไปขอท่านแม่อย่างไรเล่า หากไปถามเรื่องนี้กับท่านพ่อ รังแต่จะทำให้เขารู้เท่าทันแผนข้าน่ะสิ” เสวียนจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์“แผนหรือ”“ข้าจะอธิบายเรื่องแผนการของข้าทีหลัง วันนี้ท่านนอนพักผ่อนเถิด ข้าจะกลับมารับพรุ่งนี้เช้า”เสวียนจิ้งมารับฟู่หย่งเจี้ยนในตอนรุ่งเช้าจริงๆ ทว่านางกลับวางยาทำให้เขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรง จับเขามัดเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะจับเขาโยนขึ้นรถม้า แล้วออกจากเมืองหลวงแคว้นจ้าวมา ท่ามกลางความตื่นตะลึงของชายหนุ่มเขาไม่คาดคิดว่านางจะทำเช่นนี้ ก่อนออกมาจากโรงเตี๊ยมในยามรุ่งสาง เขาได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น เสียงอ่อนโยนคุ้นเคยของฮูหยินจ้าววัง มารดาของนางที่อุตส่าห์นำเงินค่าเดินทางมาให้ถุงใหญ่คนของวังเมฆาอัคคีนี่ช่างทำอะไรเหนือคาดจริงๆ!!“จิ้ง เจ้าทำเช่นนี้จะยิ่งเป็นการทำให้ท่านจ้าววังไม่ยอมรับข้า” ฟู่หย่งเจี้ยนที่นอนอยู่ในรถม้าเอ่ยขึ้น ในขณะที่เขาจ้องมองแผ่นหลังของหญิงสาวที่กำลังบังคับรถม้า เสวียนจิ้งเปิดม่านหน

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 148

    เสวียนจิ้งจึงชะงักแล้วมีท่าทีละล้าละลัง จะให้นางคุยกับฟู่หย่งเจี้ยนตรงนี้ต่อหน้าบิดากับมารดา นางยังไม่อยากหาเรื่องตายให้ฟู่หย่งเจี้ยนนะ!!!จะให้พูดได้อย่างไรเล่าว่านางเป็นฝ่ายตามติดเขาก่อน แต่เรื่องที่ฟู่หย่งเจี้ยนเคยปฏิเสธนางก็เป็นเรื่องจริง หากบิดายอมอ่อนข้อให้ฟู่หย่งเจี้ยนง่ายๆ เขาก็ไม่ใช่จ้าววังเมฆาอัคคีแล้ว…ฟู่หย่งเจี้ยนมองจากท่าทางของเสวียนหมิง ก็รู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายล่วงรู้เรื่องของเขาโดยละเอียด ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องการให้เรื่องต้องยืดเยื้อต่อไปเขาเป็นเคยเป็นคนของราชสำนักแคว้นฉิน...เขาไม่ปฏิเสธ อย่างไรเสียการเผชิญกับความจริงก็ต้องเกิดขึ้น ดังนั้นร่างสูงจึงแตะมือลงไปยังหลังมือของเสวียนจิ้งที่ยังคงเกาะกุมมือของเขาอยู่เขาพยักหน้าให้นางเพื่อให้นางปล่อย ซึ่งนางก็ยินยอมโดยดีโดยไม่พูดอะไร ดูแล้วนางเองก็เข้าใจตรงกันกับเขากระมัง เพราะหากเสวียนหมิงไม่ยินยอมอนุญาต มีหรือที่นางกับเขาจะได้พบกันอีก“ท่านจ้าววังข้าน้อยจริงใจต่อจิ้ง ขอท่านจ้าววังช่วยส่งเสริมเราสองคนด้วย”เสวียนจิ้งอ้าปากค้างเมื่อได้ยินประโยคนั้น‘เขาไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง’บิดาของนางมิใช่คนที่ใครก็สามารถต่อกรได้ ยิ่ง

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 147

    “จิ้งเอ๋อร์มายืนทำอะไรตรงนี้เล่า มาช่วยแม่ในครัวหน่อย หน้าร้านปล่อยให้เป็นหน้าที่ของท่านน้าของเจ้า กับรั่วหลิงก็พอ”“เจ้าค่ะท่านแม่”แม้จะเดินนำเข้าไปด้านในก่อน แต่กระนั้นสายตาของหญิงวัยกลางคนก็กวาดผ่านเขาไปครั้งหนึ่ง ก่อนจะละไปราวกับไม่ใส่ใจ ทว่ามีเพียงฟู่หย่งเจี้ยนที่รู้ว่าไม่ใช่!!!ท่าทีสำรวมกว่าทุกครั้งของเสวียนจิ้ง ทำให้ฟู่หย่งเจี้ยนรู้สึกหนักอกหนักใจ เสวียนจิ้งที่มีท่าทีไม่เกรงฟ้าไม่กลัวดิน กลับมีท่าทีราวกับเป็นคนละคนในยามที่นางอยู่ต่อหน้ามารดาแล้วเช่นนี้เขาควรเข้าทางมารดาของนางหรือจึงจะดี...แม้ในใจจะครุ่นคิดเช่นนั้น ทว่าฟู่หย่งเจี้ยนก็ไม่ได้ผลีผลาม เพราะรู้ดีว่าหากเขาขอเข้าพบโดยตรงคงไม่ใช่เรื่องง่ายนักแม้ฮูหยินจ้าววังของวังเมฆาอัคคี จะดูเหมือนกลมกลืนกับชาวเมืองหลวง ทว่าเขาไม่เชื่อว่าท่านจ้าววังอย่างเสวียนหมิง จะไม่ส่งคนมาคุ้มกันที่ตระกูลอิ่นแห่งนี้ ดังนั้นดวงตาคมจึงกวาดมองไปทั่วทิศ จุดประสงค์ก็เพื่อมองหาผู้คุ้มกัน ทว่าเขากลับไม่สามารถรับรู้การมีตัวตนของอีกฝ่ายเพื่อไม่ให้ตัวเองผลีผลามเอาชีวิตมาทิ้งโดยใช่เหตุ ฟู่หย่งเจี้ยนจึงได้แต่ถอยกลับไปตั้งหลักที่โรงเตี๊ยมเพื่อคิดหาหนทางเ

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 146

    ตำหนักเฟยเฟิ่งวังหลวงแคว้นฉิน“ท่านมั่นใจแล้วหรือ” ฉินหยูเฟยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่ใคร่จะมั่นใจนัก ในยามที่ฟู่หย่งเจี้ยนบอกนางว่าเขาต้องการลาออกจากการเป็นองครักษ์“พ่ะย่ะค่ะ หน้าที่ของกระหม่อมเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทรงปลอดภัย องค์รัชทายาทจะทรงดูแลองค์หญิงได้ดีกว่าผู้ใด”“ข้ารู้ว่าท่านเองก็เหนื่อยมาก การเดินทางไปแคว้นเยวี่ยครั้งนั้นได้ยินมาว่าไม่มีองครักษ์คนใดที่อาสาไปด้วยตัวเองเลยนอกจากท่าน เพราะพวกเขาสังหรณ์ใจว่าจะไม่ได้กลับมาอีก ซึ่งมันก็จริง” ฉินหยูเฟยเอ่ยเสียงแผ่ว“แม้ทำเช่นนี้อาจดูเหมือนกระหม่อมผิดต่อคำสัตย์ที่ให้ไว้กับ...”“ไม่ใช่!!” ฉินหยูเฟยเอ่ยขัดเขา “ท่านไม่ได้ผิดคำพูดใดๆ ที่ให้ไว้กับเสด็จพ่อ ท่านทำหน้าที่ที่ท่านได้รับมอบหมายลุล่วงแล้ว ท่านแทบจะเอาชีวิตไม่รอดเพราะพยายามรักษาคำสัตย์ เราจะปล่อยท่านไป ท่านจงไปทำในสิ่งที่หัวใจของท่านปรารถนาเถิด” ฉินหยูเฟยเอื้อมมือไปรับตราองครักษ์คืนจากมือฟู่หย่งเจี้ยน“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”“หากท่านมีโอกาสเดินทางไปยังแคว้นเยวี่ย...”“เขาไม่มีทางไปเยี่ยมเยียนเราได้” เยวี่ยเสียนเฉิงที่ไม่รู้ว่าก้าวเข้ามาตั้งแต่เมื่อไรเอ่ยขึ้นฉินหยูเฟยขมวดคิ้วเพราะไม่เข้าใ

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 145

    แม้ว่านางจะทำผิดและถูกลงโทษ ทว่าการขับออกจากพรรคนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ หากทั้งสองจะคบหา และติดต่อกันมีเพียงเขาต้องละทิ้งในสิ่งที่เขามีเท่านั้น แต่นั่นมันหมายถึงเขาต้องผิดคำสัตย์ที่ให้ไว้กับอดีตจักรพรรดิเสวียนจิ้งมีความหมายต่อความรู้สึกเขาทว่าคำสัตย์ที่ให้ไว้คือการคุ้มกันองค์หญิงให้เดินทางไปเข้าพิธีเสกสมรสอย่างปลอดภัย แล้วในเวลานี้ถือว่าตัวเขาลุล่วงซึ่งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเอาไว้แล้วหรือยัง..ฟู่หย่งเจี้ยนซึ่งอยู่ในชุดสีฟ้าขาว ไม่ใช่ชุดประจำตำแหน่งองครักษ์สีแดงสลับขาวเช่นเดิม ในมือของเขามีเพียงกระบี่อ่อนคู่กายเป็นอาวุธเท่านั้น มองเผินๆ จึงดูเหมือนชาวยุทธ์ผู้หนึ่ง หาใช่ขุนนางของราชสำนักไม่ร่างสูงเดินเตร็ดเตร่ไปตามท้องถนนด้วยความคิดถึง ในยามที่มองเห็นตลาดที่คึกคักของเมืองหลวงแคว้นฉิน นับตั้งแต่วันที่เขาวางยาสลบเสวียนจิ้ง จนถึงวันที่เขาเองต้องเดินทางมากับขบวนของรัชทายาทเยวี่ยเสียนเฉิง และองค์หญิงฉินหยูเฟยมายังแคว้นฉิน เขาก็ไม่ได้พบนางอีกเลยคำเตือนของเสวียนเฟิ่งยังคงก้องอยู่ในหู เขาพยายามหาคำตอบให้ตัวเองแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่พบ...วันนี้เขานัดพบกันกับสหายชาวยุทธ์ผู้หนึ่ง ซึ่งทั้งส

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 144

    จุมพิตร้อนแรงหนักหน่วงประทับลงไปยังริมฝีปากของเสวียนจิ้ง พยายามบังคับให้นางกลืนยาเข้าไป ในยามที่สติของนางถูกกลิ่นกายของฟู่หย่งเจี้ยนเข้าครอบงำ เสวียนจิ้งพลันสมองขาวโพลน นางดิ้นรนด้วยพละกำลังที่มี หากแต่กำลังภายในและวรยุทธ์กลับไม่ได้ดึงออกมาใช้ เพราะนางเองก็คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะทำเช่นนี้ฟู่หย่งเจี้ยนใช้มือหนึ่งดันต้นคอของหญิงสาวเอาไว้ ส่วนมือใหญ่อีกข้างก็รวบข้อมือของนางเอาไว้ เพื่อไม่ให้นางขัดขืนได้ถนัดนักลิ้นร้อนพยายามกวาดเข้าไปในโพรงปากอบอุ่น เพื่อบังคับให้นางรับยาสลบเข้าไปอย่างอุกอาจ เขาไม่ยอมให้นางปฏิเสธ ไม่ยอมให้นางผละออกห่างแม้กระทั่งตอนที่ยาทั้งหมดถูกนางกลืนเข้าไปอย่างไม่รู้ตัวจุมพิตหนักหน่วงกดย้ำและหยอกเอินริมฝีปากที่อ้าเผยอออกอย่างไร้ทางสู้ หัวใจของทั้งสองเต้นระรัว ลมหายใจหรือก็หอบโยนไม่ต่างกันเรี่ยวแรงของเสวียนจิ้งลดน้อยลง เมื่อยาสลบออกฤทธิ์ กระนั้นฟู่หย่งเจี้ยนก็หาได้ละไปจากริมฝีปากเย้ายวน ซึ่งบัดนี้แดงช้ำเพราะจุมพิตเร่าร้อนของเขาความรู้สึกอยากครอบครองซึ่งเขาไม่คิดว่าตนจะมีมาก่อนพุ่งขึ้นสูง ดวงตาคมที่เข้มขึ้นเพราะแรงปรารถนา ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะประทับจุมพิตลงไปยังริมฝีป

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status