INICIAR SESIÓNเสียงเอะอะซึ่งดังขึ้นหน้าเรือนทำให้ซูฉิงเยี่ยนเงยหน้าขึ้นมาจากผ้าปักลายผีเสื้อ นางตั้งใจจะปักผ้าผืนนี้เพื่อให้เป็นของขวัญแก่หม่าชิงถิง ฮูหยินคนที่สามของผู้เป็นบิดา
หม่าชิงถิงกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอด หมอตำแยบอกว่าเด็กในครรภ์คือเด็กผู้หญิงแน่นอน ดูจากลักษณะของหม่าชิงถิงที่ดูอิ่มเอิบ มีน้ำมีนวล ทั้งยังดูสะอาดสะอ้าน
“ซวงเอ๋อร์ เสียงใครเอะอะอยู่หน้าเรือน” ซูฉิงเยี่ยนก้าวออกมายังหน้าประตูและพบว่าสาวใช้ของนางกำลังวิ่งเข้ามาพอดี
“เป็นคุณหนูรองเจ้าค่ะ นางจะให้ท่านออกไปพบให้ได้”
“แล้วทำไมนางจึงไม่เข้ามาเล่า”
“ข้าน้อยก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ” ซวงเอ๋อร์ส่ายหน้าทั้งที่ในใจนั้นรู้ดี
‘ซูรุ่ยเย่’ คุณหนูรองตระกูลซู หวาดกลัวการเข้ามายังเรือนบุปผาของซูฉิงเยี่ยนเป็นที่สุด สาเหตุก็เพราะถงฉิงลี่มารดาของซูฉิงเยี่ยน ซึ่งมีฐานะฮูหยินใหญ่ของคฤหาสน์เพิ่งจะสิ้นใจได้ไม่นาน
ตอนนี้บ่าวไพร่ต่างก็ร่ำลือว่าวิญญาณของนางยังคงวนเวียนอยู่ข้างกายบุตรสาวด้วยความห่วงใย ผู้ที่โวยวายว่าเห็นเป็นคนแรกก็คือซูรุ่ยเย่กับลี่หงเย่ผู้เป็นมารดา พวกนางทั้งสองพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ในบ้าน ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าคงหวาดกลัวมากว่าผู้ใด
ถึงอย่างนั้นไม่ว่าจะพยายามอย่างไร เรื่องราวภายในบ้านก็ยังคงมีเพียงซูฉิงเยี่ยนที่มีสิทธิ์จัดการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายของทุกคน หรือแม้กระทั่งเรื่องใหญ่น้อยที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์ ซึ่งเรื่องนี้ซูเหวิ่นก็เห็นด้วยและไม่เคยเข้ามาก้าวก่าย
ร้อนไปถึงลี่หงเย่ที่ต้องการเป็นใหญ่ในบ้าน ดังนั้นเมื่อถานลู่ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงเจ้ากรมราชทัณฑ์ ส่งแม่สื่อมาที่คฤหาสน์เพื่อทาบทามสู่ขอ ลี่หงเย่เห็นเป็นโอกาสเหมาะที่ตนจะได้รับช่วงในการดูแลทรัพย์สินของตระกูลซู
ลี่หงเย่ยุยงให้ซูเหวิ่นตบปากรับคำ ซึ่งเรื่องนี้ซูเหวิ่นเองก็เห็นด้วยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การแต่งงานครั้งนี้เขาพอใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะถานเจียงนั้นยังหนุ่มยังแน่น ทั้งยังเป็นมือปราบที่สร้างผลงานไม่น้อย อนาคตข้างหน้าอาจจะได้ขึ้นเป็นขุนนางใหญ่
บิดาของถานเจียงเป็นถึงเจ้ากรมราชทัณฑ์ หากบุตรสาวของเขาแต่งให้ถานเจียง เขาซึ่งเป็นบิดาของนางก็จะพลอยมีหน้ามีตาไปด้วย
ตระกูลถานกับตระกูลซูสองตระกูลคบหากันมานาน นับตั้งแต่ตอนที่ซูเหวิ่นยังคงเป็นมือปราบของราชสำนัก ก่อนที่เขาจะเกษียณอายุออกมาเพราะสุขภาพไม่เอื้ออำนวย
ตัวถานเจียงเองก็มีตำแหน่งเป็นมือปราบของราชสำนักเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงเคารพนับถือในตัวซูเหวิ่นมาโดยตลอด หากสองตระกูลเกี่ยวดองกัน แน่นอนอยู่แล้วว่าตระกูลซูย่อมสามารถเชิดหน้าชูตาได้อีกครั้ง
หลังจากตกลงกับแม่สื่อ ลี่หงเย่ไม่คาดว่าบุตรสาวของตนจะโวยวายอย่างเอาเป็นเอาตาย นางเพิ่งจะรู้ว่าบุตรสาวพอใจในตัวมือปราบถาน
หากรู้เช่นนี้เปลี่ยนเจ้าสาวเป็นบุตรสาวของนางแทน นางก็จะมีหน้ามีตาเพราะมีบุตรเขยเป็นถึงขุนนาง ทว่ามาคิดได้ตอนนี้ก็ดูจะสายไปแล้ว เพราะซูเหวิ่นยืนยันว่าจะให้ซูฉิงเยี่ยนแต่งเข้าตระกูลถาน
เมื่อโวยวายกับมารดาไม่ได้ผล และก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยเรื่องนี้กับบิดา ซูรุ่ยเย่จึงหันมาโวยวายเอากับซูฉิงเยี่ยนผู้เป็นพี่สาวต่างมารดาแทน และนี่คือต้นเหตุของเสียงกรีดร้องด่าทอที่ดังอยู่หน้าเรือนบุปผาของซูฉิงเยี่ยน
“มีเรื่องอะไรกัน” ซูฉิงเยี่ยนเอ่ยถามเมื่อได้ยินเสียงซูรุ่ยเย่ด่าทอบ่าวไพร่ดังลั่น “เย่เอ๋อร์ เจ้ามาตะโกนเสียงดังหน้าเรือนมีเรื่องด่วนอันใดหรือ หากมีเรื่องด่วนไยไม่เข้าไปข้างใน”
ซูฉิงเยี่ยนขมวดคิ้วมองผู้เป็นน้องสาว
“ท่านเลิกเสแสร้งเสียที ท่านรู้ทั้งรู้ว่าข้าชอบพอมือปราบถาน ไยท่านต้องแย่งเขาไปจากข้า ทำไมต้องเป็นท่านที่ได้ครอบครองสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ ข้าเองก็เป็นบุตรสาวท่านพ่อ เป็นคุณหนูตระกูลซู แต่ทำไมคนที่ได้รับสิ่งดีๆ มีเพียงท่าน ทำไม!” ซูรุ่ยเย่ตะเบ็งเสียงออกมาด้วยความโกรธแค้น
นางเป็นบุตรสาวของฮูหยินรอง กระทั่งบ่าวไพร่ในบ้านต่างก็มองข้าม บิดารักนางน้อยกว่าซูฉิงเยี่ยน ทั้งยังวางใจให้ผู้เป็นพี่สาวดูแลทุกอย่างในบ้าน แม้แต่การใช้จ่ายของนาง บิดาก็มอบอำนาจเต็มที่ให้ซูฉิงเยี่ยนเป็นคนดูแล นางอยากจะตัดชุดใหม่แต่ละครั้ง ก็ต้องอ้างเหตุผลร้อยแปด ผิดกับซูฉิงเยี่ยนที่มีถงฉิงลี่เป็นมารดา ทั้งยังเป็นฮูหยินใหญ่ของตระกูลซู
ถงฉิงลี่ชอบซื้อข้าวของแพงๆ มาให้ผู้เป็นบุตรสาวเสมอ ผิดกับนางเพราะมารดาไม่มีสินเดิม ทำให้นางต้องอยู่อย่างอัตคัด อยากได้อะไรก็ต้องขอความเห็นชอบจากผู้อื่นก่อน
นางรู้สึกตกเป็นรองซูฉิงเยี่ยนในทุกๆ เรื่อง ทั้งที่นางรู้ดีแก่ใจว่าเงินส่วนที่ถงฉิงลี่ใช้นั้น เป็นสินเดิมที่นำติดตัวมาในสมัยที่นางแต่งเข้าตระกูลซู
ที่นางใช้เงินส่วนนั้นซื้อของให้บุตรสาว ก็เพื่อมอบให้เป็นสินเดิมหากซูฉิงเยี่ยนออกเรือน และนั่นยิ่งทำให้นางเคียดแค้น กระทั่งจงเกลียดจงชังพี่สาวต่างมารดาที่เหนือกว่านางแทบทุกอย่าง
“มีแม่สื่อมาที่นี่เพื่อเจรจาการแต่งงานระหว่างตระกูลถานกับตระกูลซู ท่านพ่อเลือกที่จะแต่งเจ้าออกไปไม่ใช่ข้า ทั้งที่ข้าชอบพอท่านมือปราบมานาน และข้าก็เชื่อว่าเขามีใจให้ข้า”
“อะไรนะ!!” ซูฉิงเยี่ยนที่เพิ่งจะทราบเรื่องถึงกับตกตะลึง “เจ้าเข้าใจผิดหรือไม่ พี่ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย”
“เข้าใจผิดหรือ แม่สื่อเพิ่งจะกลับไปเมื่อครู่นี้เอง”
“แต่ท่านพ่อไม่เห็นเรียกพี่เข้าไปถามเลย” ซูฉิงเยี่ยนยังคงไม่อยากจะเชื่อ
ทุกครั้งบิดาจะให้เกียรตินางเสมอ ไม่ว่าเรื่องใดล้วนเอ่ยถามความเห็นนาง ยิ่งเป็นเรื่องที่นางจะต้องออกเรือน นางไม่เชื่อว่าบิดาจะลืมสิ่งที่รับปากมารดาของนางก่อนสิ้นใจว่าจะให้นางออกเรือนก็ต่อเมื่อนางพร้อม
“คุณหนูใหญ่ขอรับ” เสียงของเย่าจงพ่อบ้านคนเก่าแก่ที่อยู่กับตระกูลซูมานานดังขึ้น
“มีอะไรหรือ” ซูฉิงเยี่ยนรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีชอบกลเมื่อเห็นสีหน้าท่าทีลำบากใจของพ่อบ้านประจำตระกูล
“นายท่านเรียกหาท่านขอรับ” เย่าจงเอ่ย
“เห็นไหมเล่า ผิดคำข้าเสียที่ไหน” ซูรุ่ยเย่แค่นเสียงอย่างเย้ยหยัน
“เย่เอ๋อร์ เรื่องเป็นมาอย่างไรนั้นพี่ยังไม่รู้จริงๆ เจ้าก็รู้ว่าพี่ยังไม่อยากออกเรือน บางทีตระกูลถานอาจจะไม่ได้ส่งแม่สื่อมาสู่ขอพี่ก็เป็นได้ หากเป็นอย่างที่เจ้าพูดว่าเจ้ากับเขามีใจให้กัน เช่นนั้นคนที่เขามาสู่ขอก็น่าจะเป็นเจ้ามิใช่หรือ”
ห้าวันแล้วที่นางออกมาจากเมืองหลวง ไร้ข่าวคราวใดๆ ไม่รู้ว่าป่านนี้บิดา ตระกูลซู พ่อบ้านและซวงเอ๋อร์จะเป็นเช่นไรบ้าง วันนี้อาหลัวบอกว่าทั้งสองจะเข้าสู่เขตเมืองเย่ นางเห็นว่าผ่านไปหลายวันแล้วคนเหล่านั้นน่าจะถอดใจ หรือไม่ก็คิดว่านางติดตามอาหลัวไปยังทางเหนือ หากนางยังอยู่กับเขาต่อไม่แน่ว่าอาหลัวจะต้องเดือนร้อน นางจึงตัดสินใจที่จะแยกจากเขาที่เมืองเย่ โดยเลือกที่จะปลอมตัวเป็นบุรุษ ทั้งยังตั้งใจเอาผงถ่านมาป้ายตามหน้าตาและเสื้อผ้าที่อาหลัวให้มาเพื่อให้ตัวเองดูมอมแมมการแยกจากอาหลัวทำให้ซูฉิงเยี่ยนหวาดหวั่นก็จริง ทว่าหลายวันมานี้นางก็พยายามปลุกปลอบใจตัวเอง ไม่ว่าจะอย่างไรนางก็มิอาจเป็นภาระของอาหลัวอีกต่อไปนางจะต้องกลับตระกูลซู กลับไปบอกความจริงกับบิดาว่าเกิดอะไรขึ้น แม้ว่าเรื่องตระกูลถานนางจะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ แต่อย่างไรเสียตอนนี้ซูรุ่ยเย่ก็แต่งกับถานเจียงไปแล้ว ดังนั้นนางก็ได้แต่หวังว่าตระกูลถานจะไม่ใจไม้ไส้ระกำ ถึงกับไม่ดูดำดูดีสะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้าไปในขณะที่กำลังครุ่นคิดเพียงลำพัง เท้าทั้งสองก็ตรงเข้าไปยังเพิงขนาดใหญ่ที่มุงเอาไว้ด้วยหญ้าแห้ง มองไกลๆ ก็รู้ว่ามันคือโรงน้ำชาก่อนถึงประตูเมื
“หลังจากที่ข้าน้อยบอกกับพ่อบ้านว่าจะลากลับบ้านไปแต่งงาน ฮูหยินรองก็เรียกข้าน้อยไปพบขอรับ นางเสนอให้ข้าน้อยพาตัวคุณหนูออกไปจากคฤหาสน์ แล้วนางจะมอบเงินให้ข้าน้อยเป็นการตอบแทน ขอเพียงคุณหนูไม่อยู่ในวันที่เกี้ยวเจ้าสาวส่งมารับ ซึ่งตอนนั้นข้าน้อยปฏิเสธเพราะคุณหนูพระคุณกับข้าน้อยมาก แต่ได้ยินสาวใช้ต้นห้องของคุณหนูรองแอบปรึกษากับคนสวนในเรือนว่าให้หาคนทำแทน ข้าน้อยคิดว่าหากข้าน้อยพาคุณหนูออกมาน่าจะปลอดภัยกว่า แล้วค่อยย้อนกลับไปส่ง ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ”อาหลัวยังคงผงกหัวโขกพื้นอย่างสำนึกผิด“ถึงกับ....ถึงกับต้องทำกับข้าเช่นนี้เลยหรือ” ซูฉิงเยี่ยนเข่าอ่อนนางทรุดตัวลงนั่งบนพื้นอย่างหมดแรง “แล้วจะอย่างไรต่อ จะเกิดอะไรขึ้น...ท่านพ่อ” หญิงสาวใจหายวาบเมื่อนึกถึงผู้เป็นบิดา“คุณหนูรองถูกส่งตัวไปแทนขอรับ ตระกูลถานเองก็จัดงานใหญ่โตจึงเกรงว่าจะเสียหน้า แต่มือปราบถานพรวดพราดออกมาตามหาทันทีที่ทราบว่าท่านหายไป ข้าน้อยรู้มาว่าฮูหยินให้คนปลอมลายมือท่าน โดยเขียนบอกเอาไว้ว่าท่านหนีไปกับคนรัก มือปราบถานโกรธมาก แต่เพราะเขารู้เรื่องหลังจากที่ไหว้ฟ้าดินแล้ว ดังนั้น....ดังนั้นตอนที่เขาพุ่งออกมา ใต้เท้าถานก็เอ่ยปาก
“วันนี้องค์ชายรองทรงให้คนนำผิงกั่ว[1] มาให้ท่านตะกร้าใหญ่ ทั้งยังบอกว่าเป็นพระอัครมเหสีพระราชทานมาให้โดยเฉพาะ ข้าน้อยนำไปเก็บไว้ที่คฤหาสน์นอกเมืองเพราะไม่คิดว่าองค์จักรพรรดิจะเสด็จ แล้วตะกร้านั้นก็อยู่ในห้องนอนของท่าน” ฉวนจินเอ่ย“อ้อ” เยวี่ยเทียนฉีพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ แต่ฉวนจินกลับเงยหน้ามองเขาด้วยใบหน้ากังวล แน่ล่ะเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าจักรพรรดิจะถึงกับเปิดเข้าไปห้องนอนของผู้อื่น ถึงคนผู้นั้นจะเป็นน้องชายก็เถอะ“เช่นนั้นกลับกันเถิด” เยวี่ยเทียนฉีหันหลังกลับ และเดินไปยังทิศทางที่ทอดไปยังคฤหาสน์ด้วยใบหน้าเรียบเฉยฉวนจินเดินตามเขาไปด้วยความกังวล เขากลัวเหลือเกินว่าตนจะทำให้ผู้เป็นนายเดือดร้อน ในตอนที่เห็นพระพักตร์ของจักรพรรดิ ทั้งยังกลัวว่าผู้เป็นนายอาจจะโกรธที่เขาสะเพร่า ทว่าคาดไม่ถึงเยวี่ยเทียนฉีกลับหยิบผิงกั่วมานั่งกินหน้าตาเฉย ทั้งยังโยนมาให้เขาอีกลูกฉวนจินได้แต่มองงงๆ ก่อนถอนหายใจออกมาไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่เข้าใจเยวี่ยเทียนฉีสักนิด แต่เขาอาจจะโชคดีก็ได้ที่ไม่เข้าใจ เพราะหากเข้าใจเขาอาจจะไม่ได้มายืนอยู่เคียงข้างอีกฝ่ายเช่นในวันนี้“นั่นอะไรขอรับ” ฉวนจินเพิ่งจะถอนหายใจอย่างปลงตกก็
“นายท่าน!!”เสียงคุ้นเคยที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้เยวี่ยเทียนฉีอดถอนใจออกมาไม่ได้ เดิมทีเขาวางแผนกลับเข้าไปในเมืองหลวงทันที่ฝนหยุดตก ทว่าหลังจากพบกับซูฉิงเยี่ยน เขาคล้ายลืมสิ้นว่าวางแผนสิ่งใดไว้ และนั่นไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลยใบหน้าถมึงทึงและร่างเปียกปอนของฉวนจิน ทำให้ดวงตาเรียบเฉยปรากฏแววขบขัน ทว่าเขาไม่ได้เอ่ยอันใดเพียงยืนรอให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาฉวนจินเป็นคนสนิทที่เขาเคยช่วยชีวิตเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน เนื่องจากเห็นว่าอีกฝ่ายนิสัยใจคอไม่เลว ทั้งยังอ่านออกเขียนได้ เยวี่ยเทียนฉีจึงรับเอาไว้ โดยให้เป็นคนดูแลเรื่องใหญ่น้อยภายในตำหนักหยางจื้อแม้จะสงสัยว่าด้วยความสามารถของฉวนจิน ไม่น่าจะใช่ชาวบ้านที่เดินทางเข้าเมืองหลวงมาขายตัวเป็นทาส แต่เห็นอีกฝ่ายไม่อยากจะพูดถึง เขาเองก็เลือกที่เงียบหลายปีที่ผ่านมา ฉวนจินพิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่าตนสามารถเชื่อใจอีกฝ่ายได้ อีกทั้งเขาได้ตรวจสอบแล้วว่าฉวนจินไม่ได้เป็นนักโทษของกรมอาญา เยวี่ยเทียนฉีจึงรอให้อีกฝ่ายพร้อมที่จะพูด“ข้าน้อยตามหาท่านไปทั่ว ฝนก็ตก” ฉวนจินเอ่ยเสียงหอบเล็กน้อย“หาข้า...มีเรื่องอันใด” เขาแสร้งเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ“นายท่าน” ฉวนจินรู้ดีว่าผ
ในที่สุดเขาก็ยอมแพ้แรงต่อดึงดูดบางอย่าง ซึ่งฉุดรั้งเขาอยู่เงียบๆใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ภายใต้ชุดมอซอมอมแมมไม่สะดุดตา หันกลับมาจดจ้องหญิงสาวอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าคนอื่นจะมองนางเช่นไร แต่ในสายตาของเขา บุคลิกของนางนั้นดูขัดแย้งกันเองอย่างน่าประหลาดท่วงท่านิ่งเฉยเยือกเย็น ใบหน้าเรียบเฉยที่ไร้การแต่งแต้มโดยสิ้นเชิง ทำให้นางดูสุขุม สงบ เยือกเย็น และน่าเกรงขาม เกินกว่าที่เด็กสาวในวัยเดียวกันควรจะมีบุคลิกเช่นนี้ทำให้ผู้คนอดที่จะแสดงความยำเกรงในตัวนางออกมาไม่ได้ทว่าในทางตรงกันข้าม มันกลับกีดกันผู้คนออกไป ทำให้พวกเขาไม่กล้าเข้าใกล้นางจนเกินไปแม้ว่าคนอื่นจะเห็นในสิ่งที่นางพยายามแสดงออกภายนอก แต่เขากลับมองเห็นในสิ่งที่แตกต่าง เพราะดวงหน้าเนียนใสที่ดูราบเรียบเฉยชาจนเกือบเย็นชานั้น กลับมีแววตาที่อ่อนล้าจนเขารู้สึกได้เมื่อมองเข้าไปในดวงตาของนาง เขาเพียงรู้สึกว่านางช่างอ่อนไหว อ่อนแอ และบอบบางคล้ายกลีบบัวสีชมพูดอกหนึ่งที่โดนสายฝนสาดซัดโหมกระหน่ำ กระทั่งไม่อาจทานความรุนแรง กลีบบัวอ่อนบางหลุดร่วง และปลิวหายลับไปกับสายลมตลอดกาล...‘ช่างคล้ายกับว่านางพร้อมที่จะแตกสลายไปทันที หากประคองนางเอาไว้ในมือ โ
แม้ว่าจะชูช่ออยู่เพียงดอกเดียว ทว่ากลีบดอกที่กำลังจะเผยอบานกลับยังคงยืนหยัดงดงาม แม้ว่าพระพิรุณจะสาดซัดครั้งแล้วครั้งเล่าแม้ว่าลมแรงจะพัดโบกจนเอนไหว บัวดอกนั้นก็ยังคงชูช่อเหนือน้ำอย่างมั่นคงเช่นเดิม“ข้าจะเป็นดังปทุมดอกนั้น” ซูฉิงเยี่ยนพึมพำคนเดียวเบาๆ สายตายังคงจดจ้องไปยังบัวดอกนั้นใบหน้าเรียบเฉยปรากฏรอยยิ้มแห่งความหวังขึ้นมา ชั่วขณะกลับมีสายลมหอบหนึ่ง ซัดสาดสายฝนเข้ามายังศาลา ทว่าร่างของนางยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง ขณะที่คนอื่นๆ บ้างก็ถอยหลังกลับเข้าไปหลบ บ้างก็รีบยกมือขึ้นบดบัง บ้างก็โค้งตัวหลบสายฝนพัลวัน“คุณหนูเจ้าคะ” ซวงเอ๋อร์เรียกเสียงเบาทั้งยังเดินเข้ามาสะกิดซูฉิงเยี่ยนขมวดคิ้ว เมื่อมองเห็นบ่าวไพร่ของคฤหาสน์ที่กำลังกางร่มเดินเข้ามายังศาลา ด้านหลังบ่าวคนนั้นยังมีรถม้าของตระกูลจอดอยู่นางไม่ต้องเดาก็แน่ใจแล้วว่าบิดาให้คนมารับนางกลับ และสาเหตุก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องการมาเยือนจวนตระกูลซูของถานเจียง เพราะก่อนหน้านี้บิดาให้คนมาเร่งรัดนางหลายครั้งเพื่อให้นางกลับให้ทันเวลา“ไปเถิด ข้าถ่วงเวลาได้เพียงเท่านี้ อย่างไรเสียก็ต้องกลับไปเผชิญหน้า” ซูฉิงเยี่ยนหมุนตัวไปมองบัวดอกนั้นเป็นครั้งสุดท้







