مشاركة

บุปผากลางวสันต์
บุปผากลางวสันต์
مؤلف: หรงเย่า / นาย่า

บทที่ 1

last update آخر تحديث: 2025-12-31 08:29:04

แคว้นเยวี่ย รัชสมัยองค์จักรพรรดิเยวี่ยหย่งเต๋อ บัดนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาเชื่อสัมพันธไมตรี เนื่องจากแคว้นฉินส่งสาส์นมาขอกระชับสัมพันธไมตรีผ่านการเสกสมรส

องค์หญิงฉินหยูเฟยทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเสกสมรสกับองค์ชายรองเยวี่ยเสียนเฉิง ยังความประหลาดใจมาสู่ผู้คนแคว้นเยวี่ย เพราะต่างคาดหมายว่าจะทรงหมายพระทัยในรัชทายาทเยวี่ยหย่งเสียง

จักรพรรดิเยวี่ยหย่งเต๋อทรงเล็งเห็นแล้วว่าการเสกสมรสนี้น่าจะนำมาซึ่งความสุขสงบจากสงคราม จึงโปรดให้มีการเสกสมรสครั้งนี้ขึ้น

“ท่านคิดเช่นไรกับสมรสพระราชทานครั้งนี้” เยวี่ยเสียนเฉิงถือเบ็ดตกปลาด้วยท่าทีมั่นคงแน่วแน่ บ่งบอกถึงอุปนิสัยที่ใจเย็นสุขุมและมั่นคงได้เป็นอย่างดี

ใบหน้าคมสันหล่อเหลา ดูสง่างาม องอาจ เต็มไปด้วยราศีแห่งความสูงศักดิ์ แม้เขาจะสวมเพียงชุดสีน้ำเงินเข้ม ที่ตัดเย็บด้วยผ้าหยาบๆ อย่างคนธรรมดาสามัญ

“งานมงคลถือเป็นเรื่องดี ไยเจ้าต้องเป็นกังวล” เยวี่ยเทียนฉีตอบกลับด้วยนำเสียงเฉื่อยชา ดวงตาทั้งสองจ้องมองไปยังทะเลสาบที่อยู่ตรงหน้า มือทั้งสองประสานกันวางอยู่บนตัก ชุดที่เขาสวมเป็นเพียงผ้าฝ้ายสีเทา แต่ผู้คนที่พบเขาก็ยินดีที่จะมองข้ามมันไป เพราะถูกความหล่อเหลาของเขาดึงดูด จนทำให้ไม่อาจมองเห็นข้อบกพร่องใดๆ

แผ่นหลังกว้างพิงกับต้นหลิวริมทะเลสาบ ด้วยอากัปกิริยาผ่อนคลาย ใบหน้าหล่อเหลาที่มีความคล้ายคลึงกันหลายส่วนของทั้งสอง ทำให้ดูออกว่ามีความเกี่ยวพันกันทางสายเลือดแน่นอน

“หากงานมงคลเป็นเรื่องดีจริงอย่างที่ท่านว่า ไยท่านจึงไม่แต่งงานเสียทีเล่า ท่านเองก็อายุมากกว่าข้าตั้งสามปีมิใช่หรือ” เยวี่ยเสียนเฉิงเลิกคิ้วขึ้น แล้วหันหน้ามามองบุรุษผู้ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของเขา

เยวี่ยเทียนฉีอายุยี่สิบห้า ในขณะที่เขาอายุยี่สิบสอง ด้วยอายุที่ห่างกันไม่มาก อีกทั้งเขาและเยวี่ยเทียนฉีต่างก็ถูกเลี้ยงดูมาโดยพระพันปีหลวง ทำให้ทั้งสองเป็นดังสหายที่รู้ใจกัน เรียกได้ว่าแค่มองตาก็สามารถรู้ใจว่าอีกฝ่ายคิดอะไร

ในปีที่เยวี่ยหย่งเต๋อขึ้นครองราชย์ พระพันปีหลวงและเยวี่ยเทียนฉีผู้เป็นพระอนุชา ต่างก็ละฐานันดรและออกมาจากวังหลวง

แม้ว่าเยวี่ยหย่งเต๋อยังให้เขาคงไว้ซึ่งฐานะ ‘เลี่ยงอ๋อง’ พร้อมกับพระราชทานตำหนักหยางจื้อซึ่งตั้งอยู่นอกวังหลวงให้ แต่เยวี่ยเทียนฉีหาได้ใส่ใจไม่ เพราะระหว่างนั้นเขาได้เข้าไปพัวพันเป็นเรื่องอื้อฉาวทั่วทั้งเมืองหลวงขึ้น

หลังเกิดเรื่องชายหนุ่มตัดสินใจออกมาอยู่ที่คฤหาสน์เล็กๆ นอกเมืองหลวงโดยไม่เอ่ยถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แม้ว่าพระพันปีจะทรงเอ่ยถามด้วยพระองค์เองก็ตาม เขาปล่อยให้ผู้คนทั้งเมืองหลวงซุบซิบนินทาว่าพระอนุชาขององค์จักรพรรดิ ถึงกับลักลอบเป็นชู้และหนีไปกับฮูหยินของผู้อื่น โดยไม่มีใครรู้เลยว่าเขาอาศัยอยู่เพียงลำพังที่คฤหาสน์นอกเมืองหลวง หาใช่หนีไปกับสตรีใดไม่

ปีนั้นเยวี่ยเสียนเฉิงต้องการรู้ถึงเหตุผลที่เยวี่ยเทียนฉีต้องออกจากวังหลวง ทว่าจนแล้วจนรอดทั้งองค์จักรพรรดิ พระพันปีหลวง และเยวี่ยเทียนฉี ทั้งสามกลับไม่มีผู้ใดพูดอะไรออกมา เพียงกล่าวว่าทุกอย่างได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

“เสด็จอา”

“อย่าเรียกข้าเช่นนั้น ตอนนี้ข้าคือ ‘ฉีเทียน’ บัณฑิตธรรมดาคนหนึ่ง และข้าพอใจที่จะให้เป็นเช่นนั้น” เยวี่ยเทียนฉีหลับตาลง คล้ายไม่อยากจะเอ่ยอะไรมากไปกว่านี้

“ข้าไม่ได้จะเอ่ยถามถึงเรื่องในอดีต ข้าเพียงอยากจะปรึกษาท่านเกี่ยวกับงานเสกสมรสครั้งนี้เท่านั้น องค์หญิงแคว้นฉินทรงตัดสินพระทัยเลือกข้า มันไม่สมเหตุสมผลเลย ได้ยินมาว่าองค์หญิงใหญ่แคว้นฉินทั้งเย่อหยิ่งและไม่ยอมลงให้ผู้ใด หากเป็นดังคำร่ำลือนางก็น่าจะทรงเลือกรัชทายาท ท่านว่าเรื่องนี้ไม่น่าสงสัยหรอกหรือ มีใครบ้างไม่มองว่าหากข้าได้เป็นราชบุตรเขยแคว้นฉิน อาจทำให้รัชทายาททรงหวาดระแวง” เยวี่ยเสียนเฉิงถอนหายใจ

“แล้วเจ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือไม่ เรื่องการก่อกบฏ”

“เฮ้อ” เยวี่ยเสียนเฉิงถอนหายใจ “หากข้าเลือกได้ข้าอยากจะมาอยู่ที่นี่ อยู่นอกวังหลวงกับท่าน กับเสด็จย่า ไยข้าต้องดิ้นรนไขว่คว้าในสิ่งที่ผู้อื่นไม่ได้อยากจะหยิบยื่นให้เล่า”

“ผู้อื่นที่เจ้าหมายถึง ไม่ได้หมายถึงองค์จักรพรรดิกระมัง”

เยวี่ยเสียนเฉิงปรายตามามองเยวี่ยเทียนฉีเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเสียงดังอย่างไม่ปิดบัง เขาไม่ได้พูดอะไรออกมานั่นก็คือการยอมรับกรายๆ นั่นเอง

“อย่ากังวลไปเลย หากรัชทายาทปรีชาเหตุใดต้องทรงหวาดระแวงในตัวผู้อื่น” เยวี่ยเทียนฉีเอ่ยทั้งที่ตาทั้งสองข้างยังคงปิดสนิท

“ท่านก็พูดได้ ท่านอยู่นอกวังหลวง” เยวี่ยเสียนเฉิงวางคันเบ็ดลงในที่สุด เขาหันกายมามองเยวี่ยเทียนฉีดวงตามั่นคง “ท่านอา”

เยวี่ยเทียนฉีลืมตาขึ้นในที่สุด ไม่บ่อยที่เยวี่ยเสียนเฉิงจะเรียกเขาเช่นนี้

“งานเสกสมรสนี้เป็นสมรสพระราชทาน ถึงไม่อยากแต่งเจ้าก็มิอาจปฏิเสธ เรื่องยังไม่เกิดเจ้าก็อย่ากังวลไปเลย เรื่องรัชทายาทนั้นแม้ไม่มีเรื่องนี้ เขาก็ยังหวาดระแวงในตัวเจ้าและองค์ชายทั้งหลายอยู่ดี จักรพรรดิทรงตัดสินพระทัยไปแล้วว่าสมควรเป็นเจ้า ก็แสดงว่าทรงมีเหตุผลของพระองค์”

“ข้าก็ได้แต่หวังว่าการแต่งงานครั้งนี้จะคุ้มค่า หากเรื่องนี้สร้างความแตกแยกขึ้น สงครามในราชสำนักไม่ว่ายุคสมัยใด ต่างต้องเกิดการสูญเสียด้วยกันทั้งสิ้น ข้าไม่อยากจะเป็นหนึ่งในต้นเหตุของการสูญเสีย” เยวี่ยเสียนเฉิงถอนหายใจ

ความจริงไม่ใช่ว่าเยวี่ยเทียนฉีไม่สงสัยในเรื่องนี้ แต่เขาไม่อยากคาดเดาการกระทำของจักรพรรดิ

จริงอยู่ว่าในอดีตเขาเลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของราชสำนัก แต่เรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นเกี่ยวพันมาถึงเยวี่ยเสียนเฉิง หากเกิดอะไรขึ้นมีหรือที่เยวี่ยหย่งเต๋อจะไม่รู้ว่าเขาต้องสอดมือแน่

คิดๆ ดูแล้วเยวี่ยหย่งเต๋อคล้ายตั้งใจเปิดกระดานหมากทั้งยังให้เขาเป็นผู้เริ่มเดินก่อน ตอนนี้เขาคาดเดาไม่ถูกเลยว่าจะต้องเริ่มวางหมากจากตรงไหน เพราะเขาไม่รู้จุดประสงค์ของเยวี่ยหย่งเต๋อ

สิ่งที่เขารู้ที่แน่ชัดแล้วในใจก็คือ จักรพรรดิผู้ซึ่งเป็นพระเชษฐาของเขา ประสงค์ที่จะดึงเขากลับเข้าราชสำนัก

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 149 จบ

    “เอาล่ะเช่นนั้นก็ได้ ข้าจะลองไปคุยกับท่านแม่ว่าจะทำเช่นไรท่านพ่อจึงจะยอมให้ท่านเข้าไปดูผาอัคคี เผื่อว่าท่านเห็นแล้วอยากจะเปลี่ยนใจ”“ข้าเข้าไปดูได้หรือ”“ข้าถึงได้บอกว่าจะไปขอท่านแม่อย่างไรเล่า หากไปถามเรื่องนี้กับท่านพ่อ รังแต่จะทำให้เขารู้เท่าทันแผนข้าน่ะสิ” เสวียนจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์“แผนหรือ”“ข้าจะอธิบายเรื่องแผนการของข้าทีหลัง วันนี้ท่านนอนพักผ่อนเถิด ข้าจะกลับมารับพรุ่งนี้เช้า”เสวียนจิ้งมารับฟู่หย่งเจี้ยนในตอนรุ่งเช้าจริงๆ ทว่านางกลับวางยาทำให้เขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรง จับเขามัดเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะจับเขาโยนขึ้นรถม้า แล้วออกจากเมืองหลวงแคว้นจ้าวมา ท่ามกลางความตื่นตะลึงของชายหนุ่มเขาไม่คาดคิดว่านางจะทำเช่นนี้ ก่อนออกมาจากโรงเตี๊ยมในยามรุ่งสาง เขาได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น เสียงอ่อนโยนคุ้นเคยของฮูหยินจ้าววัง มารดาของนางที่อุตส่าห์นำเงินค่าเดินทางมาให้ถุงใหญ่คนของวังเมฆาอัคคีนี่ช่างทำอะไรเหนือคาดจริงๆ!!“จิ้ง เจ้าทำเช่นนี้จะยิ่งเป็นการทำให้ท่านจ้าววังไม่ยอมรับข้า” ฟู่หย่งเจี้ยนที่นอนอยู่ในรถม้าเอ่ยขึ้น ในขณะที่เขาจ้องมองแผ่นหลังของหญิงสาวที่กำลังบังคับรถม้า เสวียนจิ้งเปิดม่านหน

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 148

    เสวียนจิ้งจึงชะงักแล้วมีท่าทีละล้าละลัง จะให้นางคุยกับฟู่หย่งเจี้ยนตรงนี้ต่อหน้าบิดากับมารดา นางยังไม่อยากหาเรื่องตายให้ฟู่หย่งเจี้ยนนะ!!!จะให้พูดได้อย่างไรเล่าว่านางเป็นฝ่ายตามติดเขาก่อน แต่เรื่องที่ฟู่หย่งเจี้ยนเคยปฏิเสธนางก็เป็นเรื่องจริง หากบิดายอมอ่อนข้อให้ฟู่หย่งเจี้ยนง่ายๆ เขาก็ไม่ใช่จ้าววังเมฆาอัคคีแล้ว…ฟู่หย่งเจี้ยนมองจากท่าทางของเสวียนหมิง ก็รู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายล่วงรู้เรื่องของเขาโดยละเอียด ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องการให้เรื่องต้องยืดเยื้อต่อไปเขาเป็นเคยเป็นคนของราชสำนักแคว้นฉิน...เขาไม่ปฏิเสธ อย่างไรเสียการเผชิญกับความจริงก็ต้องเกิดขึ้น ดังนั้นร่างสูงจึงแตะมือลงไปยังหลังมือของเสวียนจิ้งที่ยังคงเกาะกุมมือของเขาอยู่เขาพยักหน้าให้นางเพื่อให้นางปล่อย ซึ่งนางก็ยินยอมโดยดีโดยไม่พูดอะไร ดูแล้วนางเองก็เข้าใจตรงกันกับเขากระมัง เพราะหากเสวียนหมิงไม่ยินยอมอนุญาต มีหรือที่นางกับเขาจะได้พบกันอีก“ท่านจ้าววังข้าน้อยจริงใจต่อจิ้ง ขอท่านจ้าววังช่วยส่งเสริมเราสองคนด้วย”เสวียนจิ้งอ้าปากค้างเมื่อได้ยินประโยคนั้น‘เขาไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง’บิดาของนางมิใช่คนที่ใครก็สามารถต่อกรได้ ยิ่ง

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 147

    “จิ้งเอ๋อร์มายืนทำอะไรตรงนี้เล่า มาช่วยแม่ในครัวหน่อย หน้าร้านปล่อยให้เป็นหน้าที่ของท่านน้าของเจ้า กับรั่วหลิงก็พอ”“เจ้าค่ะท่านแม่”แม้จะเดินนำเข้าไปด้านในก่อน แต่กระนั้นสายตาของหญิงวัยกลางคนก็กวาดผ่านเขาไปครั้งหนึ่ง ก่อนจะละไปราวกับไม่ใส่ใจ ทว่ามีเพียงฟู่หย่งเจี้ยนที่รู้ว่าไม่ใช่!!!ท่าทีสำรวมกว่าทุกครั้งของเสวียนจิ้ง ทำให้ฟู่หย่งเจี้ยนรู้สึกหนักอกหนักใจ เสวียนจิ้งที่มีท่าทีไม่เกรงฟ้าไม่กลัวดิน กลับมีท่าทีราวกับเป็นคนละคนในยามที่นางอยู่ต่อหน้ามารดาแล้วเช่นนี้เขาควรเข้าทางมารดาของนางหรือจึงจะดี...แม้ในใจจะครุ่นคิดเช่นนั้น ทว่าฟู่หย่งเจี้ยนก็ไม่ได้ผลีผลาม เพราะรู้ดีว่าหากเขาขอเข้าพบโดยตรงคงไม่ใช่เรื่องง่ายนักแม้ฮูหยินจ้าววังของวังเมฆาอัคคี จะดูเหมือนกลมกลืนกับชาวเมืองหลวง ทว่าเขาไม่เชื่อว่าท่านจ้าววังอย่างเสวียนหมิง จะไม่ส่งคนมาคุ้มกันที่ตระกูลอิ่นแห่งนี้ ดังนั้นดวงตาคมจึงกวาดมองไปทั่วทิศ จุดประสงค์ก็เพื่อมองหาผู้คุ้มกัน ทว่าเขากลับไม่สามารถรับรู้การมีตัวตนของอีกฝ่ายเพื่อไม่ให้ตัวเองผลีผลามเอาชีวิตมาทิ้งโดยใช่เหตุ ฟู่หย่งเจี้ยนจึงได้แต่ถอยกลับไปตั้งหลักที่โรงเตี๊ยมเพื่อคิดหาหนทางเ

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 146

    ตำหนักเฟยเฟิ่งวังหลวงแคว้นฉิน“ท่านมั่นใจแล้วหรือ” ฉินหยูเฟยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่ใคร่จะมั่นใจนัก ในยามที่ฟู่หย่งเจี้ยนบอกนางว่าเขาต้องการลาออกจากการเป็นองครักษ์“พ่ะย่ะค่ะ หน้าที่ของกระหม่อมเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทรงปลอดภัย องค์รัชทายาทจะทรงดูแลองค์หญิงได้ดีกว่าผู้ใด”“ข้ารู้ว่าท่านเองก็เหนื่อยมาก การเดินทางไปแคว้นเยวี่ยครั้งนั้นได้ยินมาว่าไม่มีองครักษ์คนใดที่อาสาไปด้วยตัวเองเลยนอกจากท่าน เพราะพวกเขาสังหรณ์ใจว่าจะไม่ได้กลับมาอีก ซึ่งมันก็จริง” ฉินหยูเฟยเอ่ยเสียงแผ่ว“แม้ทำเช่นนี้อาจดูเหมือนกระหม่อมผิดต่อคำสัตย์ที่ให้ไว้กับ...”“ไม่ใช่!!” ฉินหยูเฟยเอ่ยขัดเขา “ท่านไม่ได้ผิดคำพูดใดๆ ที่ให้ไว้กับเสด็จพ่อ ท่านทำหน้าที่ที่ท่านได้รับมอบหมายลุล่วงแล้ว ท่านแทบจะเอาชีวิตไม่รอดเพราะพยายามรักษาคำสัตย์ เราจะปล่อยท่านไป ท่านจงไปทำในสิ่งที่หัวใจของท่านปรารถนาเถิด” ฉินหยูเฟยเอื้อมมือไปรับตราองครักษ์คืนจากมือฟู่หย่งเจี้ยน“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”“หากท่านมีโอกาสเดินทางไปยังแคว้นเยวี่ย...”“เขาไม่มีทางไปเยี่ยมเยียนเราได้” เยวี่ยเสียนเฉิงที่ไม่รู้ว่าก้าวเข้ามาตั้งแต่เมื่อไรเอ่ยขึ้นฉินหยูเฟยขมวดคิ้วเพราะไม่เข้าใ

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 145

    แม้ว่านางจะทำผิดและถูกลงโทษ ทว่าการขับออกจากพรรคนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ หากทั้งสองจะคบหา และติดต่อกันมีเพียงเขาต้องละทิ้งในสิ่งที่เขามีเท่านั้น แต่นั่นมันหมายถึงเขาต้องผิดคำสัตย์ที่ให้ไว้กับอดีตจักรพรรดิเสวียนจิ้งมีความหมายต่อความรู้สึกเขาทว่าคำสัตย์ที่ให้ไว้คือการคุ้มกันองค์หญิงให้เดินทางไปเข้าพิธีเสกสมรสอย่างปลอดภัย แล้วในเวลานี้ถือว่าตัวเขาลุล่วงซึ่งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเอาไว้แล้วหรือยัง..ฟู่หย่งเจี้ยนซึ่งอยู่ในชุดสีฟ้าขาว ไม่ใช่ชุดประจำตำแหน่งองครักษ์สีแดงสลับขาวเช่นเดิม ในมือของเขามีเพียงกระบี่อ่อนคู่กายเป็นอาวุธเท่านั้น มองเผินๆ จึงดูเหมือนชาวยุทธ์ผู้หนึ่ง หาใช่ขุนนางของราชสำนักไม่ร่างสูงเดินเตร็ดเตร่ไปตามท้องถนนด้วยความคิดถึง ในยามที่มองเห็นตลาดที่คึกคักของเมืองหลวงแคว้นฉิน นับตั้งแต่วันที่เขาวางยาสลบเสวียนจิ้ง จนถึงวันที่เขาเองต้องเดินทางมากับขบวนของรัชทายาทเยวี่ยเสียนเฉิง และองค์หญิงฉินหยูเฟยมายังแคว้นฉิน เขาก็ไม่ได้พบนางอีกเลยคำเตือนของเสวียนเฟิ่งยังคงก้องอยู่ในหู เขาพยายามหาคำตอบให้ตัวเองแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่พบ...วันนี้เขานัดพบกันกับสหายชาวยุทธ์ผู้หนึ่ง ซึ่งทั้งส

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 144

    จุมพิตร้อนแรงหนักหน่วงประทับลงไปยังริมฝีปากของเสวียนจิ้ง พยายามบังคับให้นางกลืนยาเข้าไป ในยามที่สติของนางถูกกลิ่นกายของฟู่หย่งเจี้ยนเข้าครอบงำ เสวียนจิ้งพลันสมองขาวโพลน นางดิ้นรนด้วยพละกำลังที่มี หากแต่กำลังภายในและวรยุทธ์กลับไม่ได้ดึงออกมาใช้ เพราะนางเองก็คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะทำเช่นนี้ฟู่หย่งเจี้ยนใช้มือหนึ่งดันต้นคอของหญิงสาวเอาไว้ ส่วนมือใหญ่อีกข้างก็รวบข้อมือของนางเอาไว้ เพื่อไม่ให้นางขัดขืนได้ถนัดนักลิ้นร้อนพยายามกวาดเข้าไปในโพรงปากอบอุ่น เพื่อบังคับให้นางรับยาสลบเข้าไปอย่างอุกอาจ เขาไม่ยอมให้นางปฏิเสธ ไม่ยอมให้นางผละออกห่างแม้กระทั่งตอนที่ยาทั้งหมดถูกนางกลืนเข้าไปอย่างไม่รู้ตัวจุมพิตหนักหน่วงกดย้ำและหยอกเอินริมฝีปากที่อ้าเผยอออกอย่างไร้ทางสู้ หัวใจของทั้งสองเต้นระรัว ลมหายใจหรือก็หอบโยนไม่ต่างกันเรี่ยวแรงของเสวียนจิ้งลดน้อยลง เมื่อยาสลบออกฤทธิ์ กระนั้นฟู่หย่งเจี้ยนก็หาได้ละไปจากริมฝีปากเย้ายวน ซึ่งบัดนี้แดงช้ำเพราะจุมพิตเร่าร้อนของเขาความรู้สึกอยากครอบครองซึ่งเขาไม่คิดว่าตนจะมีมาก่อนพุ่งขึ้นสูง ดวงตาคมที่เข้มขึ้นเพราะแรงปรารถนา ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะประทับจุมพิตลงไปยังริมฝีป

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status