Compartir

บุปผากลางวสันต์
บุปผากลางวสันต์
Autor: หรงเย่า / นาย่า

บทที่ 1

last update Última actualización: 2025-12-31 08:29:04

แคว้นเยวี่ย รัชสมัยองค์จักรพรรดิเยวี่ยหย่งเต๋อ บัดนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาเชื่อสัมพันธไมตรี เนื่องจากแคว้นฉินส่งสาส์นมาขอกระชับสัมพันธไมตรีผ่านการเสกสมรส

องค์หญิงฉินหยูเฟยทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเสกสมรสกับองค์ชายรองเยวี่ยเสียนเฉิง ยังความประหลาดใจมาสู่ผู้คนแคว้นเยวี่ย เพราะต่างคาดหมายว่าจะทรงหมายพระทัยในรัชทายาทเยวี่ยหย่งเสียง

จักรพรรดิเยวี่ยหย่งเต๋อทรงเล็งเห็นแล้วว่าการเสกสมรสนี้น่าจะนำมาซึ่งความสุขสงบจากสงคราม จึงโปรดให้มีการเสกสมรสครั้งนี้ขึ้น

“ท่านคิดเช่นไรกับสมรสพระราชทานครั้งนี้” เยวี่ยเสียนเฉิงถือเบ็ดตกปลาด้วยท่าทีมั่นคงแน่วแน่ บ่งบอกถึงอุปนิสัยที่ใจเย็นสุขุมและมั่นคงได้เป็นอย่างดี

ใบหน้าคมสันหล่อเหลา ดูสง่างาม องอาจ เต็มไปด้วยราศีแห่งความสูงศักดิ์ แม้เขาจะสวมเพียงชุดสีน้ำเงินเข้ม ที่ตัดเย็บด้วยผ้าหยาบๆ อย่างคนธรรมดาสามัญ

“งานมงคลถือเป็นเรื่องดี ไยเจ้าต้องเป็นกังวล” เยวี่ยเทียนฉีตอบกลับด้วยนำเสียงเฉื่อยชา ดวงตาทั้งสองจ้องมองไปยังทะเลสาบที่อยู่ตรงหน้า มือทั้งสองประสานกันวางอยู่บนตัก ชุดที่เขาสวมเป็นเพียงผ้าฝ้ายสีเทา แต่ผู้คนที่พบเขาก็ยินดีที่จะมองข้ามมันไป เพราะถูกความหล่อเหลาของเขาดึงดูด จนทำให้ไม่อาจมองเห็นข้อบกพร่องใดๆ

แผ่นหลังกว้างพิงกับต้นหลิวริมทะเลสาบ ด้วยอากัปกิริยาผ่อนคลาย ใบหน้าหล่อเหลาที่มีความคล้ายคลึงกันหลายส่วนของทั้งสอง ทำให้ดูออกว่ามีความเกี่ยวพันกันทางสายเลือดแน่นอน

“หากงานมงคลเป็นเรื่องดีจริงอย่างที่ท่านว่า ไยท่านจึงไม่แต่งงานเสียทีเล่า ท่านเองก็อายุมากกว่าข้าตั้งสามปีมิใช่หรือ” เยวี่ยเสียนเฉิงเลิกคิ้วขึ้น แล้วหันหน้ามามองบุรุษผู้ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของเขา

เยวี่ยเทียนฉีอายุยี่สิบห้า ในขณะที่เขาอายุยี่สิบสอง ด้วยอายุที่ห่างกันไม่มาก อีกทั้งเขาและเยวี่ยเทียนฉีต่างก็ถูกเลี้ยงดูมาโดยพระพันปีหลวง ทำให้ทั้งสองเป็นดังสหายที่รู้ใจกัน เรียกได้ว่าแค่มองตาก็สามารถรู้ใจว่าอีกฝ่ายคิดอะไร

ในปีที่เยวี่ยหย่งเต๋อขึ้นครองราชย์ พระพันปีหลวงและเยวี่ยเทียนฉีผู้เป็นพระอนุชา ต่างก็ละฐานันดรและออกมาจากวังหลวง

แม้ว่าเยวี่ยหย่งเต๋อยังให้เขาคงไว้ซึ่งฐานะ ‘เลี่ยงอ๋อง’ พร้อมกับพระราชทานตำหนักหยางจื้อซึ่งตั้งอยู่นอกวังหลวงให้ แต่เยวี่ยเทียนฉีหาได้ใส่ใจไม่ เพราะระหว่างนั้นเขาได้เข้าไปพัวพันเป็นเรื่องอื้อฉาวทั่วทั้งเมืองหลวงขึ้น

หลังเกิดเรื่องชายหนุ่มตัดสินใจออกมาอยู่ที่คฤหาสน์เล็กๆ นอกเมืองหลวงโดยไม่เอ่ยถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แม้ว่าพระพันปีจะทรงเอ่ยถามด้วยพระองค์เองก็ตาม เขาปล่อยให้ผู้คนทั้งเมืองหลวงซุบซิบนินทาว่าพระอนุชาขององค์จักรพรรดิ ถึงกับลักลอบเป็นชู้และหนีไปกับฮูหยินของผู้อื่น โดยไม่มีใครรู้เลยว่าเขาอาศัยอยู่เพียงลำพังที่คฤหาสน์นอกเมืองหลวง หาใช่หนีไปกับสตรีใดไม่

ปีนั้นเยวี่ยเสียนเฉิงต้องการรู้ถึงเหตุผลที่เยวี่ยเทียนฉีต้องออกจากวังหลวง ทว่าจนแล้วจนรอดทั้งองค์จักรพรรดิ พระพันปีหลวง และเยวี่ยเทียนฉี ทั้งสามกลับไม่มีผู้ใดพูดอะไรออกมา เพียงกล่าวว่าทุกอย่างได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

“เสด็จอา”

“อย่าเรียกข้าเช่นนั้น ตอนนี้ข้าคือ ‘ฉีเทียน’ บัณฑิตธรรมดาคนหนึ่ง และข้าพอใจที่จะให้เป็นเช่นนั้น” เยวี่ยเทียนฉีหลับตาลง คล้ายไม่อยากจะเอ่ยอะไรมากไปกว่านี้

“ข้าไม่ได้จะเอ่ยถามถึงเรื่องในอดีต ข้าเพียงอยากจะปรึกษาท่านเกี่ยวกับงานเสกสมรสครั้งนี้เท่านั้น องค์หญิงแคว้นฉินทรงตัดสินพระทัยเลือกข้า มันไม่สมเหตุสมผลเลย ได้ยินมาว่าองค์หญิงใหญ่แคว้นฉินทั้งเย่อหยิ่งและไม่ยอมลงให้ผู้ใด หากเป็นดังคำร่ำลือนางก็น่าจะทรงเลือกรัชทายาท ท่านว่าเรื่องนี้ไม่น่าสงสัยหรอกหรือ มีใครบ้างไม่มองว่าหากข้าได้เป็นราชบุตรเขยแคว้นฉิน อาจทำให้รัชทายาททรงหวาดระแวง” เยวี่ยเสียนเฉิงถอนหายใจ

“แล้วเจ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือไม่ เรื่องการก่อกบฏ”

“เฮ้อ” เยวี่ยเสียนเฉิงถอนหายใจ “หากข้าเลือกได้ข้าอยากจะมาอยู่ที่นี่ อยู่นอกวังหลวงกับท่าน กับเสด็จย่า ไยข้าต้องดิ้นรนไขว่คว้าในสิ่งที่ผู้อื่นไม่ได้อยากจะหยิบยื่นให้เล่า”

“ผู้อื่นที่เจ้าหมายถึง ไม่ได้หมายถึงองค์จักรพรรดิกระมัง”

เยวี่ยเสียนเฉิงปรายตามามองเยวี่ยเทียนฉีเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเสียงดังอย่างไม่ปิดบัง เขาไม่ได้พูดอะไรออกมานั่นก็คือการยอมรับกรายๆ นั่นเอง

“อย่ากังวลไปเลย หากรัชทายาทปรีชาเหตุใดต้องทรงหวาดระแวงในตัวผู้อื่น” เยวี่ยเทียนฉีเอ่ยทั้งที่ตาทั้งสองข้างยังคงปิดสนิท

“ท่านก็พูดได้ ท่านอยู่นอกวังหลวง” เยวี่ยเสียนเฉิงวางคันเบ็ดลงในที่สุด เขาหันกายมามองเยวี่ยเทียนฉีดวงตามั่นคง “ท่านอา”

เยวี่ยเทียนฉีลืมตาขึ้นในที่สุด ไม่บ่อยที่เยวี่ยเสียนเฉิงจะเรียกเขาเช่นนี้

“งานเสกสมรสนี้เป็นสมรสพระราชทาน ถึงไม่อยากแต่งเจ้าก็มิอาจปฏิเสธ เรื่องยังไม่เกิดเจ้าก็อย่ากังวลไปเลย เรื่องรัชทายาทนั้นแม้ไม่มีเรื่องนี้ เขาก็ยังหวาดระแวงในตัวเจ้าและองค์ชายทั้งหลายอยู่ดี จักรพรรดิทรงตัดสินพระทัยไปแล้วว่าสมควรเป็นเจ้า ก็แสดงว่าทรงมีเหตุผลของพระองค์”

“ข้าก็ได้แต่หวังว่าการแต่งงานครั้งนี้จะคุ้มค่า หากเรื่องนี้สร้างความแตกแยกขึ้น สงครามในราชสำนักไม่ว่ายุคสมัยใด ต่างต้องเกิดการสูญเสียด้วยกันทั้งสิ้น ข้าไม่อยากจะเป็นหนึ่งในต้นเหตุของการสูญเสีย” เยวี่ยเสียนเฉิงถอนหายใจ

ความจริงไม่ใช่ว่าเยวี่ยเทียนฉีไม่สงสัยในเรื่องนี้ แต่เขาไม่อยากคาดเดาการกระทำของจักรพรรดิ

จริงอยู่ว่าในอดีตเขาเลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของราชสำนัก แต่เรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นเกี่ยวพันมาถึงเยวี่ยเสียนเฉิง หากเกิดอะไรขึ้นมีหรือที่เยวี่ยหย่งเต๋อจะไม่รู้ว่าเขาต้องสอดมือแน่

คิดๆ ดูแล้วเยวี่ยหย่งเต๋อคล้ายตั้งใจเปิดกระดานหมากทั้งยังให้เขาเป็นผู้เริ่มเดินก่อน ตอนนี้เขาคาดเดาไม่ถูกเลยว่าจะต้องเริ่มวางหมากจากตรงไหน เพราะเขาไม่รู้จุดประสงค์ของเยวี่ยหย่งเต๋อ

สิ่งที่เขารู้ที่แน่ชัดแล้วในใจก็คือ จักรพรรดิผู้ซึ่งเป็นพระเชษฐาของเขา ประสงค์ที่จะดึงเขากลับเข้าราชสำนัก

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 14

    ห้าวันแล้วที่นางออกมาจากเมืองหลวง ไร้ข่าวคราวใดๆ ไม่รู้ว่าป่านนี้บิดา ตระกูลซู พ่อบ้านและซวงเอ๋อร์จะเป็นเช่นไรบ้าง วันนี้อาหลัวบอกว่าทั้งสองจะเข้าสู่เขตเมืองเย่ นางเห็นว่าผ่านไปหลายวันแล้วคนเหล่านั้นน่าจะถอดใจ หรือไม่ก็คิดว่านางติดตามอาหลัวไปยังทางเหนือ หากนางยังอยู่กับเขาต่อไม่แน่ว่าอาหลัวจะต้องเดือนร้อน นางจึงตัดสินใจที่จะแยกจากเขาที่เมืองเย่ โดยเลือกที่จะปลอมตัวเป็นบุรุษ ทั้งยังตั้งใจเอาผงถ่านมาป้ายตามหน้าตาและเสื้อผ้าที่อาหลัวให้มาเพื่อให้ตัวเองดูมอมแมมการแยกจากอาหลัวทำให้ซูฉิงเยี่ยนหวาดหวั่นก็จริง ทว่าหลายวันมานี้นางก็พยายามปลุกปลอบใจตัวเอง ไม่ว่าจะอย่างไรนางก็มิอาจเป็นภาระของอาหลัวอีกต่อไปนางจะต้องกลับตระกูลซู กลับไปบอกความจริงกับบิดาว่าเกิดอะไรขึ้น แม้ว่าเรื่องตระกูลถานนางจะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ แต่อย่างไรเสียตอนนี้ซูรุ่ยเย่ก็แต่งกับถานเจียงไปแล้ว ดังนั้นนางก็ได้แต่หวังว่าตระกูลถานจะไม่ใจไม้ไส้ระกำ ถึงกับไม่ดูดำดูดีสะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้าไปในขณะที่กำลังครุ่นคิดเพียงลำพัง เท้าทั้งสองก็ตรงเข้าไปยังเพิงขนาดใหญ่ที่มุงเอาไว้ด้วยหญ้าแห้ง มองไกลๆ ก็รู้ว่ามันคือโรงน้ำชาก่อนถึงประตูเมื

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 13

    “หลังจากที่ข้าน้อยบอกกับพ่อบ้านว่าจะลากลับบ้านไปแต่งงาน ฮูหยินรองก็เรียกข้าน้อยไปพบขอรับ นางเสนอให้ข้าน้อยพาตัวคุณหนูออกไปจากคฤหาสน์ แล้วนางจะมอบเงินให้ข้าน้อยเป็นการตอบแทน ขอเพียงคุณหนูไม่อยู่ในวันที่เกี้ยวเจ้าสาวส่งมารับ ซึ่งตอนนั้นข้าน้อยปฏิเสธเพราะคุณหนูพระคุณกับข้าน้อยมาก แต่ได้ยินสาวใช้ต้นห้องของคุณหนูรองแอบปรึกษากับคนสวนในเรือนว่าให้หาคนทำแทน ข้าน้อยคิดว่าหากข้าน้อยพาคุณหนูออกมาน่าจะปลอดภัยกว่า แล้วค่อยย้อนกลับไปส่ง ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ”อาหลัวยังคงผงกหัวโขกพื้นอย่างสำนึกผิด“ถึงกับ....ถึงกับต้องทำกับข้าเช่นนี้เลยหรือ” ซูฉิงเยี่ยนเข่าอ่อนนางทรุดตัวลงนั่งบนพื้นอย่างหมดแรง “แล้วจะอย่างไรต่อ จะเกิดอะไรขึ้น...ท่านพ่อ” หญิงสาวใจหายวาบเมื่อนึกถึงผู้เป็นบิดา“คุณหนูรองถูกส่งตัวไปแทนขอรับ ตระกูลถานเองก็จัดงานใหญ่โตจึงเกรงว่าจะเสียหน้า แต่มือปราบถานพรวดพราดออกมาตามหาทันทีที่ทราบว่าท่านหายไป ข้าน้อยรู้มาว่าฮูหยินให้คนปลอมลายมือท่าน โดยเขียนบอกเอาไว้ว่าท่านหนีไปกับคนรัก มือปราบถานโกรธมาก แต่เพราะเขารู้เรื่องหลังจากที่ไหว้ฟ้าดินแล้ว ดังนั้น....ดังนั้นตอนที่เขาพุ่งออกมา ใต้เท้าถานก็เอ่ยปาก

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 12

    “วันนี้องค์ชายรองทรงให้คนนำผิงกั่ว[1] มาให้ท่านตะกร้าใหญ่ ทั้งยังบอกว่าเป็นพระอัครมเหสีพระราชทานมาให้โดยเฉพาะ ข้าน้อยนำไปเก็บไว้ที่คฤหาสน์นอกเมืองเพราะไม่คิดว่าองค์จักรพรรดิจะเสด็จ แล้วตะกร้านั้นก็อยู่ในห้องนอนของท่าน” ฉวนจินเอ่ย“อ้อ” เยวี่ยเทียนฉีพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ แต่ฉวนจินกลับเงยหน้ามองเขาด้วยใบหน้ากังวล แน่ล่ะเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าจักรพรรดิจะถึงกับเปิดเข้าไปห้องนอนของผู้อื่น ถึงคนผู้นั้นจะเป็นน้องชายก็เถอะ“เช่นนั้นกลับกันเถิด” เยวี่ยเทียนฉีหันหลังกลับ และเดินไปยังทิศทางที่ทอดไปยังคฤหาสน์ด้วยใบหน้าเรียบเฉยฉวนจินเดินตามเขาไปด้วยความกังวล เขากลัวเหลือเกินว่าตนจะทำให้ผู้เป็นนายเดือดร้อน ในตอนที่เห็นพระพักตร์ของจักรพรรดิ ทั้งยังกลัวว่าผู้เป็นนายอาจจะโกรธที่เขาสะเพร่า ทว่าคาดไม่ถึงเยวี่ยเทียนฉีกลับหยิบผิงกั่วมานั่งกินหน้าตาเฉย ทั้งยังโยนมาให้เขาอีกลูกฉวนจินได้แต่มองงงๆ ก่อนถอนหายใจออกมาไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่เข้าใจเยวี่ยเทียนฉีสักนิด แต่เขาอาจจะโชคดีก็ได้ที่ไม่เข้าใจ เพราะหากเข้าใจเขาอาจจะไม่ได้มายืนอยู่เคียงข้างอีกฝ่ายเช่นในวันนี้“นั่นอะไรขอรับ” ฉวนจินเพิ่งจะถอนหายใจอย่างปลงตกก็

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 11

    “นายท่าน!!”เสียงคุ้นเคยที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้เยวี่ยเทียนฉีอดถอนใจออกมาไม่ได้ เดิมทีเขาวางแผนกลับเข้าไปในเมืองหลวงทันที่ฝนหยุดตก ทว่าหลังจากพบกับซูฉิงเยี่ยน เขาคล้ายลืมสิ้นว่าวางแผนสิ่งใดไว้ และนั่นไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลยใบหน้าถมึงทึงและร่างเปียกปอนของฉวนจิน ทำให้ดวงตาเรียบเฉยปรากฏแววขบขัน ทว่าเขาไม่ได้เอ่ยอันใดเพียงยืนรอให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาฉวนจินเป็นคนสนิทที่เขาเคยช่วยชีวิตเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน เนื่องจากเห็นว่าอีกฝ่ายนิสัยใจคอไม่เลว ทั้งยังอ่านออกเขียนได้ เยวี่ยเทียนฉีจึงรับเอาไว้ โดยให้เป็นคนดูแลเรื่องใหญ่น้อยภายในตำหนักหยางจื้อแม้จะสงสัยว่าด้วยความสามารถของฉวนจิน ไม่น่าจะใช่ชาวบ้านที่เดินทางเข้าเมืองหลวงมาขายตัวเป็นทาส แต่เห็นอีกฝ่ายไม่อยากจะพูดถึง เขาเองก็เลือกที่เงียบหลายปีที่ผ่านมา ฉวนจินพิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่าตนสามารถเชื่อใจอีกฝ่ายได้ อีกทั้งเขาได้ตรวจสอบแล้วว่าฉวนจินไม่ได้เป็นนักโทษของกรมอาญา เยวี่ยเทียนฉีจึงรอให้อีกฝ่ายพร้อมที่จะพูด“ข้าน้อยตามหาท่านไปทั่ว ฝนก็ตก” ฉวนจินเอ่ยเสียงหอบเล็กน้อย“หาข้า...มีเรื่องอันใด” เขาแสร้งเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ“นายท่าน” ฉวนจินรู้ดีว่าผ

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 10

    ในที่สุดเขาก็ยอมแพ้แรงต่อดึงดูดบางอย่าง ซึ่งฉุดรั้งเขาอยู่เงียบๆใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ภายใต้ชุดมอซอมอมแมมไม่สะดุดตา หันกลับมาจดจ้องหญิงสาวอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าคนอื่นจะมองนางเช่นไร แต่ในสายตาของเขา บุคลิกของนางนั้นดูขัดแย้งกันเองอย่างน่าประหลาดท่วงท่านิ่งเฉยเยือกเย็น ใบหน้าเรียบเฉยที่ไร้การแต่งแต้มโดยสิ้นเชิง ทำให้นางดูสุขุม สงบ เยือกเย็น และน่าเกรงขาม เกินกว่าที่เด็กสาวในวัยเดียวกันควรจะมีบุคลิกเช่นนี้ทำให้ผู้คนอดที่จะแสดงความยำเกรงในตัวนางออกมาไม่ได้ทว่าในทางตรงกันข้าม มันกลับกีดกันผู้คนออกไป ทำให้พวกเขาไม่กล้าเข้าใกล้นางจนเกินไปแม้ว่าคนอื่นจะเห็นในสิ่งที่นางพยายามแสดงออกภายนอก แต่เขากลับมองเห็นในสิ่งที่แตกต่าง เพราะดวงหน้าเนียนใสที่ดูราบเรียบเฉยชาจนเกือบเย็นชานั้น กลับมีแววตาที่อ่อนล้าจนเขารู้สึกได้เมื่อมองเข้าไปในดวงตาของนาง เขาเพียงรู้สึกว่านางช่างอ่อนไหว อ่อนแอ และบอบบางคล้ายกลีบบัวสีชมพูดอกหนึ่งที่โดนสายฝนสาดซัดโหมกระหน่ำ กระทั่งไม่อาจทานความรุนแรง กลีบบัวอ่อนบางหลุดร่วง และปลิวหายลับไปกับสายลมตลอดกาล...‘ช่างคล้ายกับว่านางพร้อมที่จะแตกสลายไปทันที หากประคองนางเอาไว้ในมือ โ

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 9

    แม้ว่าจะชูช่ออยู่เพียงดอกเดียว ทว่ากลีบดอกที่กำลังจะเผยอบานกลับยังคงยืนหยัดงดงาม แม้ว่าพระพิรุณจะสาดซัดครั้งแล้วครั้งเล่าแม้ว่าลมแรงจะพัดโบกจนเอนไหว บัวดอกนั้นก็ยังคงชูช่อเหนือน้ำอย่างมั่นคงเช่นเดิม“ข้าจะเป็นดังปทุมดอกนั้น” ซูฉิงเยี่ยนพึมพำคนเดียวเบาๆ สายตายังคงจดจ้องไปยังบัวดอกนั้นใบหน้าเรียบเฉยปรากฏรอยยิ้มแห่งความหวังขึ้นมา ชั่วขณะกลับมีสายลมหอบหนึ่ง ซัดสาดสายฝนเข้ามายังศาลา ทว่าร่างของนางยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง ขณะที่คนอื่นๆ บ้างก็ถอยหลังกลับเข้าไปหลบ บ้างก็รีบยกมือขึ้นบดบัง บ้างก็โค้งตัวหลบสายฝนพัลวัน“คุณหนูเจ้าคะ” ซวงเอ๋อร์เรียกเสียงเบาทั้งยังเดินเข้ามาสะกิดซูฉิงเยี่ยนขมวดคิ้ว เมื่อมองเห็นบ่าวไพร่ของคฤหาสน์ที่กำลังกางร่มเดินเข้ามายังศาลา ด้านหลังบ่าวคนนั้นยังมีรถม้าของตระกูลจอดอยู่นางไม่ต้องเดาก็แน่ใจแล้วว่าบิดาให้คนมารับนางกลับ และสาเหตุก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องการมาเยือนจวนตระกูลซูของถานเจียง เพราะก่อนหน้านี้บิดาให้คนมาเร่งรัดนางหลายครั้งเพื่อให้นางกลับให้ทันเวลา“ไปเถิด ข้าถ่วงเวลาได้เพียงเท่านี้ อย่างไรเสียก็ต้องกลับไปเผชิญหน้า” ซูฉิงเยี่ยนหมุนตัวไปมองบัวดอกนั้นเป็นครั้งสุดท้

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status