ログイン“ เงื่อนรักถักทอประสานใจ แฝงนัยความรักไม่เสื่อมคลาย ไม่พานพบเพียงหนึ่งเดียวดังใจหมาย มิขอผูกพันผู้ใดไปจนตาย” หนึ่งชีวิตน้อยๆ ของซูฉิงเยี่ยน นางไม่เคยปรารถนาในสิ่งใดอย่างแท้จริง สิ่งเดียวที่นางร้องขอคือชีวิตเรียบง่ายกับบุรุษธรรมดาสามัญสักคน ทว่ายิ่งปรารถนาในสิ่งใดกลับได้รับในสิ่งที่ตรงกันข้าม ยิ่งในยามที่นางได้พบเขานางยิ่งแจ้งแก่ใจว่า ชั่วชีวิตของนางอย่าได้หวังพบความสงบสุข เพราะชีวิตเรียบง่ายของเขานั้นเป็นเพียงภาพลวงตา!!! ความปรารถนาเดียวของเยวี่ยเทียนฉี คือขอเพียงบุคคลอันเป็นที่รักของเขาอยู่รอดปลอดภัย ถึงแม้ว่าเขาไม่อาจอยู่เคียงข้างเพียงได้ยืนมองอยู่ห่างๆเขาก็พอใจ ทว่าภัยมืดที่กลับมาคุกคามอีกครั้ง ทำให้เขาต้องก้าวออกมาจากโลกที่เขาหลบซ่อน เขายอมสละได้แม้แต่หญิงสาวที่ทำให้เขาหวั่นไหว ทว่าชะตากลับเล่นตลกเมื่อเขาพบว่าในตอนที่ปล่อยมือจากนาง นางกลับเป็นฝ่ายเดินเข้ามาสู่อ้อมแขนของเขาเอง!!!
もっと見るแคว้นเยวี่ย รัชสมัยองค์จักรพรรดิเยวี่ยหย่งเต๋อ บัดนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาเชื่อสัมพันธไมตรี เนื่องจากแคว้นฉินส่งสาส์นมาขอกระชับสัมพันธไมตรีผ่านการเสกสมรส
องค์หญิงฉินหยูเฟยทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเสกสมรสกับองค์ชายรองเยวี่ยเสียนเฉิง ยังความประหลาดใจมาสู่ผู้คนแคว้นเยวี่ย เพราะต่างคาดหมายว่าจะทรงหมายพระทัยในรัชทายาทเยวี่ยหย่งเสียง
จักรพรรดิเยวี่ยหย่งเต๋อทรงเล็งเห็นแล้วว่าการเสกสมรสนี้น่าจะนำมาซึ่งความสุขสงบจากสงคราม จึงโปรดให้มีการเสกสมรสครั้งนี้ขึ้น
“ท่านคิดเช่นไรกับสมรสพระราชทานครั้งนี้” เยวี่ยเสียนเฉิงถือเบ็ดตกปลาด้วยท่าทีมั่นคงแน่วแน่ บ่งบอกถึงอุปนิสัยที่ใจเย็นสุขุมและมั่นคงได้เป็นอย่างดี
ใบหน้าคมสันหล่อเหลา ดูสง่างาม องอาจ เต็มไปด้วยราศีแห่งความสูงศักดิ์ แม้เขาจะสวมเพียงชุดสีน้ำเงินเข้ม ที่ตัดเย็บด้วยผ้าหยาบๆ อย่างคนธรรมดาสามัญ
“งานมงคลถือเป็นเรื่องดี ไยเจ้าต้องเป็นกังวล” เยวี่ยเทียนฉีตอบกลับด้วยนำเสียงเฉื่อยชา ดวงตาทั้งสองจ้องมองไปยังทะเลสาบที่อยู่ตรงหน้า มือทั้งสองประสานกันวางอยู่บนตัก ชุดที่เขาสวมเป็นเพียงผ้าฝ้ายสีเทา แต่ผู้คนที่พบเขาก็ยินดีที่จะมองข้ามมันไป เพราะถูกความหล่อเหลาของเขาดึงดูด จนทำให้ไม่อาจมองเห็นข้อบกพร่องใดๆ
แผ่นหลังกว้างพิงกับต้นหลิวริมทะเลสาบ ด้วยอากัปกิริยาผ่อนคลาย ใบหน้าหล่อเหลาที่มีความคล้ายคลึงกันหลายส่วนของทั้งสอง ทำให้ดูออกว่ามีความเกี่ยวพันกันทางสายเลือดแน่นอน
“หากงานมงคลเป็นเรื่องดีจริงอย่างที่ท่านว่า ไยท่านจึงไม่แต่งงานเสียทีเล่า ท่านเองก็อายุมากกว่าข้าตั้งสามปีมิใช่หรือ” เยวี่ยเสียนเฉิงเลิกคิ้วขึ้น แล้วหันหน้ามามองบุรุษผู้ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของเขา
เยวี่ยเทียนฉีอายุยี่สิบห้า ในขณะที่เขาอายุยี่สิบสอง ด้วยอายุที่ห่างกันไม่มาก อีกทั้งเขาและเยวี่ยเทียนฉีต่างก็ถูกเลี้ยงดูมาโดยพระพันปีหลวง ทำให้ทั้งสองเป็นดังสหายที่รู้ใจกัน เรียกได้ว่าแค่มองตาก็สามารถรู้ใจว่าอีกฝ่ายคิดอะไร
ในปีที่เยวี่ยหย่งเต๋อขึ้นครองราชย์ พระพันปีหลวงและเยวี่ยเทียนฉีผู้เป็นพระอนุชา ต่างก็ละฐานันดรและออกมาจากวังหลวง
แม้ว่าเยวี่ยหย่งเต๋อยังให้เขาคงไว้ซึ่งฐานะ ‘เลี่ยงอ๋อง’ พร้อมกับพระราชทานตำหนักหยางจื้อซึ่งตั้งอยู่นอกวังหลวงให้ แต่เยวี่ยเทียนฉีหาได้ใส่ใจไม่ เพราะระหว่างนั้นเขาได้เข้าไปพัวพันเป็นเรื่องอื้อฉาวทั่วทั้งเมืองหลวงขึ้น
หลังเกิดเรื่องชายหนุ่มตัดสินใจออกมาอยู่ที่คฤหาสน์เล็กๆ นอกเมืองหลวงโดยไม่เอ่ยถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แม้ว่าพระพันปีจะทรงเอ่ยถามด้วยพระองค์เองก็ตาม เขาปล่อยให้ผู้คนทั้งเมืองหลวงซุบซิบนินทาว่าพระอนุชาขององค์จักรพรรดิ ถึงกับลักลอบเป็นชู้และหนีไปกับฮูหยินของผู้อื่น โดยไม่มีใครรู้เลยว่าเขาอาศัยอยู่เพียงลำพังที่คฤหาสน์นอกเมืองหลวง หาใช่หนีไปกับสตรีใดไม่
ปีนั้นเยวี่ยเสียนเฉิงต้องการรู้ถึงเหตุผลที่เยวี่ยเทียนฉีต้องออกจากวังหลวง ทว่าจนแล้วจนรอดทั้งองค์จักรพรรดิ พระพันปีหลวง และเยวี่ยเทียนฉี ทั้งสามกลับไม่มีผู้ใดพูดอะไรออกมา เพียงกล่าวว่าทุกอย่างได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว
“เสด็จอา”
“อย่าเรียกข้าเช่นนั้น ตอนนี้ข้าคือ ‘ฉีเทียน’ บัณฑิตธรรมดาคนหนึ่ง และข้าพอใจที่จะให้เป็นเช่นนั้น” เยวี่ยเทียนฉีหลับตาลง คล้ายไม่อยากจะเอ่ยอะไรมากไปกว่านี้
“ข้าไม่ได้จะเอ่ยถามถึงเรื่องในอดีต ข้าเพียงอยากจะปรึกษาท่านเกี่ยวกับงานเสกสมรสครั้งนี้เท่านั้น องค์หญิงแคว้นฉินทรงตัดสินพระทัยเลือกข้า มันไม่สมเหตุสมผลเลย ได้ยินมาว่าองค์หญิงใหญ่แคว้นฉินทั้งเย่อหยิ่งและไม่ยอมลงให้ผู้ใด หากเป็นดังคำร่ำลือนางก็น่าจะทรงเลือกรัชทายาท ท่านว่าเรื่องนี้ไม่น่าสงสัยหรอกหรือ มีใครบ้างไม่มองว่าหากข้าได้เป็นราชบุตรเขยแคว้นฉิน อาจทำให้รัชทายาททรงหวาดระแวง” เยวี่ยเสียนเฉิงถอนหายใจ
“แล้วเจ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือไม่ เรื่องการก่อกบฏ”
“เฮ้อ” เยวี่ยเสียนเฉิงถอนหายใจ “หากข้าเลือกได้ข้าอยากจะมาอยู่ที่นี่ อยู่นอกวังหลวงกับท่าน กับเสด็จย่า ไยข้าต้องดิ้นรนไขว่คว้าในสิ่งที่ผู้อื่นไม่ได้อยากจะหยิบยื่นให้เล่า”
“ผู้อื่นที่เจ้าหมายถึง ไม่ได้หมายถึงองค์จักรพรรดิกระมัง”
เยวี่ยเสียนเฉิงปรายตามามองเยวี่ยเทียนฉีเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเสียงดังอย่างไม่ปิดบัง เขาไม่ได้พูดอะไรออกมานั่นก็คือการยอมรับกรายๆ นั่นเอง
“อย่ากังวลไปเลย หากรัชทายาทปรีชาเหตุใดต้องทรงหวาดระแวงในตัวผู้อื่น” เยวี่ยเทียนฉีเอ่ยทั้งที่ตาทั้งสองข้างยังคงปิดสนิท
“ท่านก็พูดได้ ท่านอยู่นอกวังหลวง” เยวี่ยเสียนเฉิงวางคันเบ็ดลงในที่สุด เขาหันกายมามองเยวี่ยเทียนฉีดวงตามั่นคง “ท่านอา”
เยวี่ยเทียนฉีลืมตาขึ้นในที่สุด ไม่บ่อยที่เยวี่ยเสียนเฉิงจะเรียกเขาเช่นนี้
“งานเสกสมรสนี้เป็นสมรสพระราชทาน ถึงไม่อยากแต่งเจ้าก็มิอาจปฏิเสธ เรื่องยังไม่เกิดเจ้าก็อย่ากังวลไปเลย เรื่องรัชทายาทนั้นแม้ไม่มีเรื่องนี้ เขาก็ยังหวาดระแวงในตัวเจ้าและองค์ชายทั้งหลายอยู่ดี จักรพรรดิทรงตัดสินพระทัยไปแล้วว่าสมควรเป็นเจ้า ก็แสดงว่าทรงมีเหตุผลของพระองค์”
“ข้าก็ได้แต่หวังว่าการแต่งงานครั้งนี้จะคุ้มค่า หากเรื่องนี้สร้างความแตกแยกขึ้น สงครามในราชสำนักไม่ว่ายุคสมัยใด ต่างต้องเกิดการสูญเสียด้วยกันทั้งสิ้น ข้าไม่อยากจะเป็นหนึ่งในต้นเหตุของการสูญเสีย” เยวี่ยเสียนเฉิงถอนหายใจ
ความจริงไม่ใช่ว่าเยวี่ยเทียนฉีไม่สงสัยในเรื่องนี้ แต่เขาไม่อยากคาดเดาการกระทำของจักรพรรดิ
จริงอยู่ว่าในอดีตเขาเลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของราชสำนัก แต่เรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นเกี่ยวพันมาถึงเยวี่ยเสียนเฉิง หากเกิดอะไรขึ้นมีหรือที่เยวี่ยหย่งเต๋อจะไม่รู้ว่าเขาต้องสอดมือแน่
คิดๆ ดูแล้วเยวี่ยหย่งเต๋อคล้ายตั้งใจเปิดกระดานหมากทั้งยังให้เขาเป็นผู้เริ่มเดินก่อน ตอนนี้เขาคาดเดาไม่ถูกเลยว่าจะต้องเริ่มวางหมากจากตรงไหน เพราะเขาไม่รู้จุดประสงค์ของเยวี่ยหย่งเต๋อ
สิ่งที่เขารู้ที่แน่ชัดแล้วในใจก็คือ จักรพรรดิผู้ซึ่งเป็นพระเชษฐาของเขา ประสงค์ที่จะดึงเขากลับเข้าราชสำนัก
“นายท่าน!!”เสียงคุ้นเคยที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้เยวี่ยเทียนฉีอดถอนใจออกมาไม่ได้ เดิมทีเขาวางแผนกลับเข้าไปในเมืองหลวงทันที่ฝนหยุดตก ทว่าหลังจากพบกับซูฉิงเยี่ยน เขาคล้ายลืมสิ้นว่าวางแผนสิ่งใดไว้ และนั่นไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลยใบหน้าถมึงทึงและร่างเปียกปอนของฉวนจิน ทำให้ดวงตาเรียบเฉยปรากฏแววขบขัน ทว่าเขาไม่ได้เอ่ยอันใดเพียงยืนรอให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาฉวนจินเป็นคนสนิทที่เขาเคยช่วยชีวิตเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน เนื่องจากเห็นว่าอีกฝ่ายนิสัยใจคอไม่เลว ทั้งยังอ่านออกเขียนได้ เยวี่ยเทียนฉีจึงรับเอาไว้ โดยให้เป็นคนดูแลเรื่องใหญ่น้อยภายในตำหนักหยางจื้อแม้จะสงสัยว่าด้วยความสามารถของฉวนจิน ไม่น่าจะใช่ชาวบ้านที่เดินทางเข้าเมืองหลวงมาขายตัวเป็นทาส แต่เห็นอีกฝ่ายไม่อยากจะพูดถึง เขาเองก็เลือกที่เงียบหลายปีที่ผ่านมา ฉวนจินพิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่าตนสามารถเชื่อใจอีกฝ่ายได้ อีกทั้งเขาได้ตรวจสอบแล้วว่าฉวนจินไม่ได้เป็นนักโทษของกรมอาญา เยวี่ยเทียนฉีจึงรอให้อีกฝ่ายพร้อมที่จะพูด“ข้าน้อยตามหาท่านไปทั่ว ฝนก็ตก” ฉวนจินเอ่ยเสียงหอบเล็กน้อย“หาข้า...มีเรื่องอันใด” เขาแสร้งเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ“นายท่าน” ฉวนจินรู้ดีว่าผ
ในที่สุดเขาก็ยอมแพ้แรงต่อดึงดูดบางอย่าง ซึ่งฉุดรั้งเขาอยู่เงียบๆใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ภายใต้ชุดมอซอมอมแมมไม่สะดุดตา หันกลับมาจดจ้องหญิงสาวอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าคนอื่นจะมองนางเช่นไร แต่ในสายตาของเขา บุคลิกของนางนั้นดูขัดแย้งกันเองอย่างน่าประหลาดท่วงท่านิ่งเฉยเยือกเย็น ใบหน้าเรียบเฉยที่ไร้การแต่งแต้มโดยสิ้นเชิง ทำให้นางดูสุขุม สงบ เยือกเย็น และน่าเกรงขาม เกินกว่าที่เด็กสาวในวัยเดียวกันควรจะมีบุคลิกเช่นนี้ทำให้ผู้คนอดที่จะแสดงความยำเกรงในตัวนางออกมาไม่ได้ทว่าในทางตรงกันข้าม มันกลับกีดกันผู้คนออกไป ทำให้พวกเขาไม่กล้าเข้าใกล้นางจนเกินไปแม้ว่าคนอื่นจะเห็นในสิ่งที่นางพยายามแสดงออกภายนอก แต่เขากลับมองเห็นในสิ่งที่แตกต่าง เพราะดวงหน้าเนียนใสที่ดูราบเรียบเฉยชาจนเกือบเย็นชานั้น กลับมีแววตาที่อ่อนล้าจนเขารู้สึกได้เมื่อมองเข้าไปในดวงตาของนาง เขาเพียงรู้สึกว่านางช่างอ่อนไหว อ่อนแอ และบอบบางคล้ายกลีบบัวสีชมพูดอกหนึ่งที่โดนสายฝนสาดซัดโหมกระหน่ำ กระทั่งไม่อาจทานความรุนแรง กลีบบัวอ่อนบางหลุดร่วง และปลิวหายลับไปกับสายลมตลอดกาล...‘ช่างคล้ายกับว่านางพร้อมที่จะแตกสลายไปทันที หากประคองนางเอาไว้ในมือ โ
แม้ว่าจะชูช่ออยู่เพียงดอกเดียว ทว่ากลีบดอกที่กำลังจะเผยอบานกลับยังคงยืนหยัดงดงาม แม้ว่าพระพิรุณจะสาดซัดครั้งแล้วครั้งเล่าแม้ว่าลมแรงจะพัดโบกจนเอนไหว บัวดอกนั้นก็ยังคงชูช่อเหนือน้ำอย่างมั่นคงเช่นเดิม“ข้าจะเป็นดังปทุมดอกนั้น” ซูฉิงเยี่ยนพึมพำคนเดียวเบาๆ สายตายังคงจดจ้องไปยังบัวดอกนั้นใบหน้าเรียบเฉยปรากฏรอยยิ้มแห่งความหวังขึ้นมา ชั่วขณะกลับมีสายลมหอบหนึ่ง ซัดสาดสายฝนเข้ามายังศาลา ทว่าร่างของนางยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง ขณะที่คนอื่นๆ บ้างก็ถอยหลังกลับเข้าไปหลบ บ้างก็รีบยกมือขึ้นบดบัง บ้างก็โค้งตัวหลบสายฝนพัลวัน“คุณหนูเจ้าคะ” ซวงเอ๋อร์เรียกเสียงเบาทั้งยังเดินเข้ามาสะกิดซูฉิงเยี่ยนขมวดคิ้ว เมื่อมองเห็นบ่าวไพร่ของคฤหาสน์ที่กำลังกางร่มเดินเข้ามายังศาลา ด้านหลังบ่าวคนนั้นยังมีรถม้าของตระกูลจอดอยู่นางไม่ต้องเดาก็แน่ใจแล้วว่าบิดาให้คนมารับนางกลับ และสาเหตุก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องการมาเยือนจวนตระกูลซูของถานเจียง เพราะก่อนหน้านี้บิดาให้คนมาเร่งรัดนางหลายครั้งเพื่อให้นางกลับให้ทันเวลา“ไปเถิด ข้าถ่วงเวลาได้เพียงเท่านี้ อย่างไรเสียก็ต้องกลับไปเผชิญหน้า” ซูฉิงเยี่ยนหมุนตัวไปมองบัวดอกนั้นเป็นครั้งสุดท้
หยางเหอซี สหายเก่า ทั้งยังเป็นสหายสนิทเพียงคนเดียวที่เขามอบความเชื่อใจในตอนที่เขาคือเลี่ยงอ๋อง ผู้ซึ่งชื่อเสียงเรื่องความเป็นปราชญ์โด่งดังไปทั่วทั้งแคว้น ส่วนหยางเหอซีในตอนนั้นเป็นเพียงนายทหารเฝ้ายามหน้าประตูวังหลวงทว่าตอนนี้เล่าอีกฝ่ายเป็นถึงหัวหน้าราชองครักษ์ในวังหลวง เป็นคนของจักรพรรดิ ส่วนเขาเป็นเพียงบัณฑิตฉีผู้ที่แยกตัวออกมาอยู่เพียงลำพังอย่างสันโดษนอกเมืองหลวงไร้ลาภยศ ไร้ซึ่งบรรดาศักดิ์ เป็นเพียงท่านอ๋องแต่ในนามที่นับวันผู้คนก็พากันลืมเลือนห้องข้างๆ เงียบเสียงลง เป็นสัญญาณว่าคนที่อยู่ในนั้นทั้งหมดได้จากไปแล้ว เยวี่ยเสียนเฉิงหันมามองสีหน้าเรียบเฉยของเยวี่ยเทียนฉีเขาเพียงแต่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ทั้งยังส่งสายตาแทนคำถามมายังอีกฝ่าย คล้ายกำลังขอคำยืนยันว่าเขาไม่ได้เข้าใจผิด“นั่นคือเขา เป็นเขาแน่ หัวหน้าราชองครักษ์วังหลวง หยางเหอซีผู้นั้น เจ้าเข้าใจไม่ผิดหรอก” เยวี่ยเทียนฉีพยักหน้าหลังจากที่ยกกาน้ำชาขึ้นช้าๆ แล้วรินลงไปในจอก“เหตุใดราชองครักษ์ซึ่งเป็นคนของเสด็จพ่อ จึงนัดพบกับคนของรัชทายาทเล่า”“ให้คนของเจ้าไปสืบดูว่าพวกเขารู้จักคุ้นเคยกันตั้งแต่เมื่อไร รู้จักกันได้อย่างไร เรื่อ











