로그인ชาติก่อนถูกสลับตัวช่วงชิงโชคชะตาคุณหนูใหญ่ ชาตินี้เกิดใหม่อีกครั้ง เธอจะไม่มีวันให้ใครมาสวมรอย ทั้งครอบครัว คนรัก และวาสนา ชาตินี้เธอจะไม่ให้หลุดมือไปอีกแล้ว *สุขนิยม/ไม่ดราม่า/พระเอกนางเอกไม่โง่
더 보기คลังสินค้ากว้างใหญ่ของบริษัทเจียงอิเล็กทรอนิกส์เต็มไปด้วยพนักงานที่กำลังทำงานอย่างแข็งขันเจียงจิ่งชวนในชุดสูทเรียบเนี้ยบเดินตรวจงานด้วยสีหน้าเคร่งขรึม มือถือแฟ้มเอกสารพลิกอ่านรายละเอียดการกระจายสินค้าไปยังร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในเครืออย่างตั้งใจ“ล็อตนี้ต้องส่งให้ครบภายในพรุ่งนี้นะครับ ถ้า....” เขายังพูดไม่ทันจบก็มีเสียงเล็กๆ ดังแหลมใสจากด้านหลัง“น้าจิ่งชวน” เด็กหญิงตัวกลมวัยสามขวบผมถักเปียสองข้างวิ่งเข้ามาด้วยความเร็วที่ไม่เหมาะกับพื้นที่คลังสินค้าแต่ก่อนที่ซ่งหว่านหนิงเลขานุการสาวจะทันร้องเตือนเด็กน้อย เจียงจิ่งชวนที่ปกติทำหน้าตาขรึมก็หันกลับมาแทบจะทันที สีหน้าที่เคร่งขรึมหายวับไป เหลือเพียงรอยยิ้มกว้างที่ไม่ค่อยมีใครในบริษัทได้เห็นบ่อยนัก“หรานหร่าน มานี่สิ” เสียงเขานุ่มขึ้นจนคนข้างๆ อ้าปากค้างเด็กน้อยพุ่งเข้ามากอดขา ผู้บริหารหนุ่มก้มลงอุ้มหลานสาวขึ้นด้วยความคล่องแคล่ว แล้วยกเจ้าตัวเล็กขึ้นไปนั่งบนบ่าอย่างเคยชินกู้หรานหร่านหัวเราะคิกคัก มือเล็กๆ สองข้างกำผมน้าชายไว้แน่น“บึ๊นๆ น
ประตูห้องนอนเปิดออกพร้อมกับร่างบอบบางที่เดินเข้ามาพร้อมกับผ้าขนหนูผืนเล็กที่กำลังเช็ดผมอยู่กู้อี้เฉินเดินมากอดภรรยาจากด้านหลัง แล้วจูบที่หลังซอกคอพร้อมกับกระซิบเชิญชงวนให้เธอรีบเข้านอน“ผมยังไม่แห้งเลยค่ะ” เธอพูดเสียงหวาน ก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะเครื่องแป้ง เขาตามไปแล้วช่วยเป่าผมให้ภรรยาด้วยเครื่องเป่าลมร้อน“เราแต่งงานกันมาสามเดือนแล้วนะ”“แล้วอย่างไรคะ”“ผมคิดว่าคุณยังไม่อยากมีลูก เรียนจบใหม่คงอยากใช้เวลาทำงาน ที่ผ่านมาก็เลยใช้เครื่องป้องกันมาตลอด” เขาอธิบายเสียงทุ้ม มือหนาจับกลุ่มผมเธอช่วยเป่าให้อย่างเบามือ“ฉันคิดว่าคุณเองต่างหากที่ยังไม่พร้อม” เธออมยิ้ม“ผมอยากมีลูกจะแย่แล้ว”“งั้นมีสักสองคนดีไหมคะ” เธอถามเขาแล้วสบตาผ่านกระจกบานใหญ่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง“สักสี่คน ผู้ชายสาม ผู้หญิงหนึ่ง ให้พี่ชายสามคนช่วยดูแลกิจการของเรา ช่วยกันเก็บเงินสินเดิมให้น้องสาวแต่งงานออกเรือนโดยไม่ลำบาก ดีไหม” เขาพูดแล้วอมยิ้ม ไม่อยากให้ลูกสาวต้องทำอ
หลังมื้ออาหารเช้า ทุกคนพร้อมหน้ากันที่ห้องนั่งเล่นเพื่อพูดคุยกันในวันหยุดที่อยู่พร้อมหน้า ลู่ซูหลานหันมาลูบไหล่ลูกสะใภ้เบาๆ“วันนี้หน้าซีดไปหน่อยลูก นอนไม่พอหรือเปล่า หรือว่าลูกชายของแม่รังแกหนู” น้ำเสียงอ่อนโยนแบบแม่แท้ๆ ทำให้เจียงหลินเยว่ฝืนยิ้ม“เมื่อคืนฝันร้ายค่ะ แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้วค่ะแม่”กู้อี้เฉินที่นั่งข้างๆ แค่เอื้อมมือมาวางบนหลังมือภรรยา ไม่พูดอะไรแต่แววตาบ่งบอกถึงความห่วงใยที่เปี่ยมล้น“เมื่อคืนฝันร้ายจนละเมอร้องไห้ออกมา ผมตกใจแทบแย่เลยครับ ทั้งเป็นห่วง ทั้งกังวล สงสัยต้องไปทำบุญเพื่อขจัดฝันร้ายเสียแล้ว” เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวล“ไม่ต้องถึงขั้นนั้นหรอกมั้งคะ” หญิงสาวหันไปพูดแล้วยืนให้เขา สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ที่ท้องฟ้าอึมครึมคล้ายฝนจะตก“หน้าฝนทีไร ฉันมักจะฝันร้ายเสมอค่ะ” เธอพูดเสียงเบา สายฝนที่ชุ่มฉ่ำสำหรับเธอแล้วมันคือสายน้ำที่ไหลผ่านดินกลบหน้าในคืนที่เธอตายเมื่อชาติก่อนขณะเดียวกัน กู้หมิงยวนยังถือหนังสือพิมพ์อยู่ สีหน้าขรึมขึ้นเรื่อยๆ เพราะข่าวที่
งานแต่งงานของสองตระกูลใหญ่ถูกจัดขึ้นอย่างอลังการ ช่วงเช้าเป็นพิธีแต่งงานแบบดั้งเดิม รับตัวเจ้าสาวไปทำการยกน้ำชาที่บ้านพ่อแม่เจ้าบ่าว จัดพิธีตามแบบอนุรักษนิยม แขกส่วนใหญ่คือเหล่านักธุรกิจและญาติผู้ใหญ่ที่มาร่วมงานในช่วงบ่ายงานเลี้ยงถูกจัดที่สวนกลางแจ้งในแบบพิธีตะวันตก สวนที่จัดงานถูกประดับด้วยดอกไม้สีขาวและชมพูอ่อนเจียงหลินเยว่อยู่ในห้องพักเจ้าสาว ชุดแต่งงานไหล่ปาดสีขาวแนบกับรูปร่างอย่างงดงาม หลิวเฟยช่วยจัดชายกระโปรงให้ลูกสาว พลางบอกด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย“ลูกสวยมาก เจียวเจียว”“พ่อดีใจที่ลูกมีความสุข” เจียงฉีเหลียนที่ยืนข้างๆ ก็ยกมือขึ้นเช็ดหางตาเงียบๆ“อย่าร้องไห้สิคะ คุณนี่ขี้แยจัง” คนบ่นเองก็อดน้ำตารื้นเพราะความปลาบปลื้มไม่ได้ประตูห้องพักเปิดออก เจียงจิ่งชวนในชุดสูทร่วมสมัยเดินเข้ามาพร้อมใบหน้าที่ยิ้มแย้ม“พี่สวยเหมือนนางแบบเลย”“ขอบใจ วันนี้นายเองก็ดูดีมาก” เธอชมน้องชายกลับ“ไปกันเถอะ ผมจะเดินส่งพี่เอง” เขารับหน้าที่เป็นตัวแทนส่งเจ้าสาว
เจียงจิ่งชวนเพิ่งก้าวออกจากห้องสอบในวันสุดท้ายของเทอมแรกในชีวิตมหาวิทยาลัย เขาสูดลมหายใจลึกอย่างโล่งอก ก่อนจะหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่พี่สาวส่งมาให้ใช้ขึ้นมา แล้วกดโทรหาเธอ“สอบเสร็จแล้วหรือ” เสียงเจียงหลินเยว่รับสายอย่างรวดเร็ว“ครับพี่ใหญ่ เพิ่งออกมานี่เ
บ้านตระกูลเจียง ในเมืองหนานจิง ขณะที่หลิวเฟยกำลังดีใจกับผลตรวจที่เธอเพิ่งได้รับ ผลตรวจดีเอ็นเอที่รอมานานกว่าหนึ่งสัปดาห์ ในที่สุดก็มั่นใจได้ว่าหลินเยว่ก็คือเจียงหลันเยว่หรือเจียวเจียว ลูกสาวที่หายตัวไปเมื่อสิบสามปีก่อนเธอเก็บความดีใจนี้ไว้แทบไม่มิด แต่เพราะเชื่อคำพูดของหลินเยว่ จึงยังไม่ทันบอกเรื่
การปรากฏตัวของหญิงสาววัยสิบแปดที่บอกว่าชื่อหลินเยว่พร้อมกับประโยคที่ว่า ‘พระจันทร์ยิ้ม’ ทำให้หลิวเฟยขมวดคิ้ว ยังไม่แน่ใจนักว่าตนคิดถูกหรือไม่ ในขณะที่หลินเยว่มองเธอตรงๆ ดวงตาไม่สั่นไหวแม้แต่นิด“แล้วพระจันทร์ยิ้ม... ที่เธอหมายถึงคืออะไร” น้ำเสียงของหญิงวัยสี่สิบถามเสียงสั่นหลินเยว่ลุกขึ้นยืน ถอดเส
หลินเส้าเหม่ย ผู้ดูแลศูนย์รับเลี้ยงเด็กกำพร้าหนานจิง หญิงวัยห้าสิบต้นๆ ที่โอบอ้อมและมีเมตตา เธอกำลังนั่งอยู่หน้ากองเอกสารใบเสร็จต่างๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“แม่หลินคะ” เสียงของหลินเยว่ดังขึ้นหญิงวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นมองแล้วยิ้มให้ด้วยรอยยิ้มที่อิดโรยด้วยความเหนื่อยล้า“อาเยว่ มีอะไรหรือไม่”หลินเยว
![สองแม่ทัพขย่มกลีบโบตั๋น (3p) - [PWP] - [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




