INICIAR SESIÓNซูรุ่ยเย่ยืนตัวแข็งอยู่กับที่ไม่ขยับไปไหน คำพูดของซูฉิงเยี่ยนทิ่มแทงเข้าไปในใจของนาง
เรื่องที่นางบอกว่าเขาชอบพอนางเป็นเรื่องโกหก นางมีใจให้กับถานเจียงก็จริง ทว่าเขานั้นหาได้ชอบพอนางไม่ ด้วยเพราะเขาเป็นที่ชื่นชอบของสตรีทั่วทั้งเมืองหลวง แม้ว่าทั้งสองจะเคยพบและพูดคุยกันมาหลายครั้ง ทว่าเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีว่าชอบพอในตัวนางแต่อย่างใด
คุณหนูตระกูลใหญ่ที่ยังไม่ออกเรือนทั้งหลายต่างก็รู้ดีว่า ถานเจียงนั้นมีสาวใช้ที่เป็นอนุอยู่ในจวนอยู่แล้วถึงสองคน ทว่าพวกนางต่างก็พากันมองข้ามเรื่องนั้นไปจนหมด เพราะตราบใดที่พวกนางแต่งเข้าไปเป็นฮูหยินของเขาอย่างถูกต้อง มีหรือที่พวกนางจะต้องกลัวอนุของเขาที่เป็นเพียงสาวใช้
ภายในห้องโถงของคฤหาสน์ ซูเหวิ่นรีบกุลีกุจอลุกขึ้นมาหาบุตรสาวคนโต เขาคาดหวังเป็นอย่างมากที่จะให้ซูฉิงเยี่ยนยินยอมพร้อมใจกับการแต่งงานครั้งนี้ เขาคิดว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบุตรสาวตนโตของเขาแล้ว ทว่าเขาลืมไปเสียสนิทว่าก่อนหน้านี้เขาได้รับปากเรื่องใดไว้กับถงฉิงลี่ ฮูหยินที่เพิ่งจะสิ้นใจไป
“เยี่ยนเอ๋อร์เจ้ามาแล้วหรือ”
“ท่านพ่อ มีเรื่องใดหรือเจ้าคะ”
“พ่อมีข่าวดีจะบอกเจ้า วันนี้ตระกูลถานส่งแม่สื่อมาเจรจาสู่ขอเจ้าให้มือปราบถาน เขาเป็นมือปราบที่ทำหน้าที่อย่างแข็งขัน หลายปีมานี้พ่อกับเขารู้จักกันเป็นอย่างดี อีกทั้งเราสองตระกูลก็คุ้นเคยสนิทสนม พ่อจึงคิดว่าเขาเหมาะกับเจ้าดังกิ่งทองใบหยก ดังนั้น...”
“ท่านพ่อ ลูกยังไม่อยากออกเรือนเจ้าค่ะ”
“ทำไมเล่า เจ้าไม่ชอบเขาหรือ”
“ท่านพ่อมือปราบถานเป็นคนดีมีความสามารถ ทว่าลูกหาได้ต้องการออกเรือนไปตอนนี้ไม่ ท่านก็ทราบดีว่าลูกเพียงอยากจะมีชีวิตที่เรียบง่าย ลูกเพียงอยากใช้ชีวิตกับใครสักคนที่ทำให้ลูกอยู่ด้วยและรู้สึกสงบ ลูกสามารถพึ่งพิงเขา อีกทั้งเขาก็สามารถมอบความมั่นคงกับลูกได้ ทว่าท่านเองก็รู้ดีว่าเขามีอนุอยู่แล้วถึงสองคน เห็นได้ชัดว่าต่อไปลูกคงไม่อาจมีชีวิตสงบสุขได้ ท่านยังต้องการให้ลูกแต่งให้เขาอีกหรือ”
“เยี่ยนเอ๋อร์ หากเจ้ากังวลเรื่องนั้นพ่อสามารถพูดคุยกับมือปราบถาน เจ้าแต่งเข้าไปเป็นฮูหยินเอกของเขา จะใส่ใจเรื่องอนุของเขาทำไม อย่างไรเสียเจ้าก็คือผู้ที่เป็นใหญ่ในจวน อนุพวกนั้นยังนับเป็นตัวอะไรได้”
“ท่านพ่อ ท่านลืมไปแล้วหรือว่าท่านให้สิทธิ์ท่านแม่รอง เทียบเท่าท่านแม่ที่เป็นฮูหยินเอกทุกอย่าง” ซูฉิงเยี่ยนเอ่ยเสียงเรียบ
และนั่นทำเอาซูเหวิ่นเงียบไป
เขาคาดไม่ถึงว่าจะโดนบุตรสาวที่ว่านอนสอนง่ายตอกกลับเขาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยเช่นนี้ นางไม่ได้โวยวาย นางไม่ได้ขึ้นเสียง ทว่าถ้อยคำทุกคำของนาง กลับเต็มไปด้วยความเยือกเย็น
“เยี่ยนเอ๋อร์ เจ้าก็อายุจะย่างเข้าสิบเก้าแล้ว บุตรสาวตระกูลอื่นแต่งงานมีเย้ามีเรือนไปตั้งแต่อายุสิบเจ็ดสิบแปด หากยังไม่ออกเรือนจะโดนติฉินนินทาได้ พ่อไม่ต้องการให้เกิดเรื่องเช่นนั้นกับเจ้า”
“ท่านพ่อ ท่านลืมเรื่องที่รับปากท่านแม่เอาไว้แล้วหรือเจ้าคะ” ซูฉิงเยี่ยนตัดสินใจใช้ไม้ตาย
“จริงอยู่พ่อรับปากแม่เจ้าไว้ว่าจะไม่บังคับเจ้าหากเจ้าไม่เต็มใจ ทว่าคนอย่างมือปราบถาน ไม่มีบุรุษคนไหนที่จะเทียบเท่าเขาได้อีกแล้ว คนดีมีฝีมือทั้งยังอนาคตไกลเช่นเขา ในเมืองหลวงพ่อคิดว่าไม่มีใครที่เหมาะไปกว่าเขาอีกแล้ว”
“ท่านพ่อ...”
“พ่อตัดสินใจแล้ว หากว่าเจ้ายังเห็นพ่อเป็นพ่อก็จงเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวเสีย”
“แต่ข้าไม่...”
“ถือว่าพ่อขอร้อง พ่อรับปากแม่สื่อไปแล้วว่าจะยกเจ้าให้มือปราบถาน ทำเพื่อพ่อสักครั้ง ในฐานะบุตรสาวคนโตของตระกูล เจ้าสมควรออกเรือนไปอย่างสมฐานะของตระกูลเรา ไม่เช่นนั้นพ่อจะถือว่าเจ้าไม่เห็นแก่หน้าพ่อ”
“แต่มือปราบถานชอบพออยู่กับเย่เอ๋อร์นะเจ้าคะ”
“อะไรนะ”
“เย่เอ๋อร์เป็นคนบอกข้าเอง นางชอบพออยู่กับมือปราบถาน ท่านจะยกข้าให้เขาเช่นนี้ไม่เป็นการทำร้ายจิตใจพวกเขาหรอกหรือเจ้าคะ อีกอย่างนั่นจะยิ่งเป็นการทำร้ายข้าด้วย แม่สื่อมาที่นี่อาจจะมาสู่ขอเย่เอ๋อร์ก็เป็นได้”
“เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ พ่อไม่เคยได้ยินเรื่องนี้เลย มือปราบถานไม่เคยเอ่ยถึงเย่เอ๋อร์เลยสักครั้ง ตรงกันข้ามเขาชื่นชมเจ้าทั้งยังเอ่ยถึงเจ้าบ่อยครั้ง”
“แต่ข้ากับเขาไม่เคยพบปะกันมาก่อนเลยสักครั้งนะเจ้าคะ”
“เขาเคยพบเจ้าแล้วในวันที่เขามาบ้านเรา”
“นั่นเป็นเพียงการพบกันเพียงผิวเผินเท่านั้น”
“ไม่ต้องพูดแล้ว พ่อตัดสินใจแล้วจะไม่พูดซ้ำอีก หากเจ้ายังเห็นว่าพ่อคือพ่อก็อย่าได้เอ่ยอะไรอีก โบราณว่าไว้อยู่บ้านเคารพเชื่อฟังบิดามารดา ออกเรือนเคารพเชื่อฟังสามี พ่อไม่เชื่อว่าแม่เจ้าจะไม่เคยสอนไว้ ในเมื่อเรื่องนี้พ่อบอกว่าต้องเป็นเจ้าก็ให้เป็นไปตามนั้น เดือนหน้าตระกูลถานจะยกเกี้ยวมารับเจ้า งานทุกอย่างที่เจ้ารับผิดชอบให้เปลี่ยนมือไปยังแม่รองของเจ้า ส่วนเจ้าก็เตรียมตัวเป็นเจ้าสาว ให้เป็นไปตามนี้” พูดจบซูเหวิ่นก็รีบเดินจากไปทันที
ซูฉิงเยี่ยนได้แต่นิ่งฟัง เนื่องเพราะบิดาอ้างถึงมารดาที่สิ้นใจไปต่อหน้านาง ทั้งยังใช้น้ำเสียงคล้ายตำหนิไปถึงมารดาของนาง เรื่องที่นางไม่เชื่อฟังและยินยอมออกเรือนไปโดยดี เขาอ้างถึงหลักคำสอนของคนโบราณ ทว่าเขาเองกลับตั้งใจมองข้ามคำมั่นของตนเองว่ารับปากมารดาของนาง
ตอนนี้ซูฉิงเยี่ยนได้แต่กระวนกระวาย นางจะทำเช่นไรดี หากไม่ยินยอมนางก็จะกลายเป็นลูกอกตัญญูที่ไม่เชื่อฟังบิดา แต่หากยินยอมแต่งออกไปตามที่บิดาต้องการ ชีวิตของนางเองก็จะไม่มีวันเป็นสุขไปตลอด
ไม่ต้องล่วงรู้อนาคต ก็สามารถมองเห็นเรื่องราววุ่นๆ ที่จะตามมา หลังจากที่แต่งเข้าไปในตระกูลถานอย่างชัดเจน ตัวอย่างที่นางเห็นก็ไม่ได้ไกลตัวเลย เพราะบิดานางมีอนุถึงสามคน
คนแรกก็คือลี่หงเย่มารดาของซูรุ่ยเย่
คนที่สองคือเหอเสาเย่า ซึ่งตอนนี้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่อยู่ต่างเมือง
คนที่สามก็คือหม่าชิงถิง ที่ตอนนี้กำลังตั้งครรภ์กำลังจะคลอด
ซูฉิงเยี่ยนได้แต่ขมวดคิ้วครุ่นคิด นางยังไม่อยากออกเรือน ไม่อยากแต่งให้ถานเจียง ทั้งชีวิตนี้ความฝันเดียวของนาง คืออยากจะแต่งให้กับคนธรรมดาที่มีชีวิตเรียบง่ายสักคน คนที่สามารถดูแลนางได้ในยามทุกข์ยาก
ห้าวันแล้วที่นางออกมาจากเมืองหลวง ไร้ข่าวคราวใดๆ ไม่รู้ว่าป่านนี้บิดา ตระกูลซู พ่อบ้านและซวงเอ๋อร์จะเป็นเช่นไรบ้าง วันนี้อาหลัวบอกว่าทั้งสองจะเข้าสู่เขตเมืองเย่ นางเห็นว่าผ่านไปหลายวันแล้วคนเหล่านั้นน่าจะถอดใจ หรือไม่ก็คิดว่านางติดตามอาหลัวไปยังทางเหนือ หากนางยังอยู่กับเขาต่อไม่แน่ว่าอาหลัวจะต้องเดือนร้อน นางจึงตัดสินใจที่จะแยกจากเขาที่เมืองเย่ โดยเลือกที่จะปลอมตัวเป็นบุรุษ ทั้งยังตั้งใจเอาผงถ่านมาป้ายตามหน้าตาและเสื้อผ้าที่อาหลัวให้มาเพื่อให้ตัวเองดูมอมแมมการแยกจากอาหลัวทำให้ซูฉิงเยี่ยนหวาดหวั่นก็จริง ทว่าหลายวันมานี้นางก็พยายามปลุกปลอบใจตัวเอง ไม่ว่าจะอย่างไรนางก็มิอาจเป็นภาระของอาหลัวอีกต่อไปนางจะต้องกลับตระกูลซู กลับไปบอกความจริงกับบิดาว่าเกิดอะไรขึ้น แม้ว่าเรื่องตระกูลถานนางจะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ แต่อย่างไรเสียตอนนี้ซูรุ่ยเย่ก็แต่งกับถานเจียงไปแล้ว ดังนั้นนางก็ได้แต่หวังว่าตระกูลถานจะไม่ใจไม้ไส้ระกำ ถึงกับไม่ดูดำดูดีสะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้าไปในขณะที่กำลังครุ่นคิดเพียงลำพัง เท้าทั้งสองก็ตรงเข้าไปยังเพิงขนาดใหญ่ที่มุงเอาไว้ด้วยหญ้าแห้ง มองไกลๆ ก็รู้ว่ามันคือโรงน้ำชาก่อนถึงประตูเมื
“หลังจากที่ข้าน้อยบอกกับพ่อบ้านว่าจะลากลับบ้านไปแต่งงาน ฮูหยินรองก็เรียกข้าน้อยไปพบขอรับ นางเสนอให้ข้าน้อยพาตัวคุณหนูออกไปจากคฤหาสน์ แล้วนางจะมอบเงินให้ข้าน้อยเป็นการตอบแทน ขอเพียงคุณหนูไม่อยู่ในวันที่เกี้ยวเจ้าสาวส่งมารับ ซึ่งตอนนั้นข้าน้อยปฏิเสธเพราะคุณหนูพระคุณกับข้าน้อยมาก แต่ได้ยินสาวใช้ต้นห้องของคุณหนูรองแอบปรึกษากับคนสวนในเรือนว่าให้หาคนทำแทน ข้าน้อยคิดว่าหากข้าน้อยพาคุณหนูออกมาน่าจะปลอดภัยกว่า แล้วค่อยย้อนกลับไปส่ง ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ”อาหลัวยังคงผงกหัวโขกพื้นอย่างสำนึกผิด“ถึงกับ....ถึงกับต้องทำกับข้าเช่นนี้เลยหรือ” ซูฉิงเยี่ยนเข่าอ่อนนางทรุดตัวลงนั่งบนพื้นอย่างหมดแรง “แล้วจะอย่างไรต่อ จะเกิดอะไรขึ้น...ท่านพ่อ” หญิงสาวใจหายวาบเมื่อนึกถึงผู้เป็นบิดา“คุณหนูรองถูกส่งตัวไปแทนขอรับ ตระกูลถานเองก็จัดงานใหญ่โตจึงเกรงว่าจะเสียหน้า แต่มือปราบถานพรวดพราดออกมาตามหาทันทีที่ทราบว่าท่านหายไป ข้าน้อยรู้มาว่าฮูหยินให้คนปลอมลายมือท่าน โดยเขียนบอกเอาไว้ว่าท่านหนีไปกับคนรัก มือปราบถานโกรธมาก แต่เพราะเขารู้เรื่องหลังจากที่ไหว้ฟ้าดินแล้ว ดังนั้น....ดังนั้นตอนที่เขาพุ่งออกมา ใต้เท้าถานก็เอ่ยปาก
“วันนี้องค์ชายรองทรงให้คนนำผิงกั่ว[1] มาให้ท่านตะกร้าใหญ่ ทั้งยังบอกว่าเป็นพระอัครมเหสีพระราชทานมาให้โดยเฉพาะ ข้าน้อยนำไปเก็บไว้ที่คฤหาสน์นอกเมืองเพราะไม่คิดว่าองค์จักรพรรดิจะเสด็จ แล้วตะกร้านั้นก็อยู่ในห้องนอนของท่าน” ฉวนจินเอ่ย“อ้อ” เยวี่ยเทียนฉีพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ แต่ฉวนจินกลับเงยหน้ามองเขาด้วยใบหน้ากังวล แน่ล่ะเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าจักรพรรดิจะถึงกับเปิดเข้าไปห้องนอนของผู้อื่น ถึงคนผู้นั้นจะเป็นน้องชายก็เถอะ“เช่นนั้นกลับกันเถิด” เยวี่ยเทียนฉีหันหลังกลับ และเดินไปยังทิศทางที่ทอดไปยังคฤหาสน์ด้วยใบหน้าเรียบเฉยฉวนจินเดินตามเขาไปด้วยความกังวล เขากลัวเหลือเกินว่าตนจะทำให้ผู้เป็นนายเดือดร้อน ในตอนที่เห็นพระพักตร์ของจักรพรรดิ ทั้งยังกลัวว่าผู้เป็นนายอาจจะโกรธที่เขาสะเพร่า ทว่าคาดไม่ถึงเยวี่ยเทียนฉีกลับหยิบผิงกั่วมานั่งกินหน้าตาเฉย ทั้งยังโยนมาให้เขาอีกลูกฉวนจินได้แต่มองงงๆ ก่อนถอนหายใจออกมาไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่เข้าใจเยวี่ยเทียนฉีสักนิด แต่เขาอาจจะโชคดีก็ได้ที่ไม่เข้าใจ เพราะหากเข้าใจเขาอาจจะไม่ได้มายืนอยู่เคียงข้างอีกฝ่ายเช่นในวันนี้“นั่นอะไรขอรับ” ฉวนจินเพิ่งจะถอนหายใจอย่างปลงตกก็
“นายท่าน!!”เสียงคุ้นเคยที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้เยวี่ยเทียนฉีอดถอนใจออกมาไม่ได้ เดิมทีเขาวางแผนกลับเข้าไปในเมืองหลวงทันที่ฝนหยุดตก ทว่าหลังจากพบกับซูฉิงเยี่ยน เขาคล้ายลืมสิ้นว่าวางแผนสิ่งใดไว้ และนั่นไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลยใบหน้าถมึงทึงและร่างเปียกปอนของฉวนจิน ทำให้ดวงตาเรียบเฉยปรากฏแววขบขัน ทว่าเขาไม่ได้เอ่ยอันใดเพียงยืนรอให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาฉวนจินเป็นคนสนิทที่เขาเคยช่วยชีวิตเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน เนื่องจากเห็นว่าอีกฝ่ายนิสัยใจคอไม่เลว ทั้งยังอ่านออกเขียนได้ เยวี่ยเทียนฉีจึงรับเอาไว้ โดยให้เป็นคนดูแลเรื่องใหญ่น้อยภายในตำหนักหยางจื้อแม้จะสงสัยว่าด้วยความสามารถของฉวนจิน ไม่น่าจะใช่ชาวบ้านที่เดินทางเข้าเมืองหลวงมาขายตัวเป็นทาส แต่เห็นอีกฝ่ายไม่อยากจะพูดถึง เขาเองก็เลือกที่เงียบหลายปีที่ผ่านมา ฉวนจินพิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่าตนสามารถเชื่อใจอีกฝ่ายได้ อีกทั้งเขาได้ตรวจสอบแล้วว่าฉวนจินไม่ได้เป็นนักโทษของกรมอาญา เยวี่ยเทียนฉีจึงรอให้อีกฝ่ายพร้อมที่จะพูด“ข้าน้อยตามหาท่านไปทั่ว ฝนก็ตก” ฉวนจินเอ่ยเสียงหอบเล็กน้อย“หาข้า...มีเรื่องอันใด” เขาแสร้งเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ“นายท่าน” ฉวนจินรู้ดีว่าผ
ในที่สุดเขาก็ยอมแพ้แรงต่อดึงดูดบางอย่าง ซึ่งฉุดรั้งเขาอยู่เงียบๆใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ภายใต้ชุดมอซอมอมแมมไม่สะดุดตา หันกลับมาจดจ้องหญิงสาวอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าคนอื่นจะมองนางเช่นไร แต่ในสายตาของเขา บุคลิกของนางนั้นดูขัดแย้งกันเองอย่างน่าประหลาดท่วงท่านิ่งเฉยเยือกเย็น ใบหน้าเรียบเฉยที่ไร้การแต่งแต้มโดยสิ้นเชิง ทำให้นางดูสุขุม สงบ เยือกเย็น และน่าเกรงขาม เกินกว่าที่เด็กสาวในวัยเดียวกันควรจะมีบุคลิกเช่นนี้ทำให้ผู้คนอดที่จะแสดงความยำเกรงในตัวนางออกมาไม่ได้ทว่าในทางตรงกันข้าม มันกลับกีดกันผู้คนออกไป ทำให้พวกเขาไม่กล้าเข้าใกล้นางจนเกินไปแม้ว่าคนอื่นจะเห็นในสิ่งที่นางพยายามแสดงออกภายนอก แต่เขากลับมองเห็นในสิ่งที่แตกต่าง เพราะดวงหน้าเนียนใสที่ดูราบเรียบเฉยชาจนเกือบเย็นชานั้น กลับมีแววตาที่อ่อนล้าจนเขารู้สึกได้เมื่อมองเข้าไปในดวงตาของนาง เขาเพียงรู้สึกว่านางช่างอ่อนไหว อ่อนแอ และบอบบางคล้ายกลีบบัวสีชมพูดอกหนึ่งที่โดนสายฝนสาดซัดโหมกระหน่ำ กระทั่งไม่อาจทานความรุนแรง กลีบบัวอ่อนบางหลุดร่วง และปลิวหายลับไปกับสายลมตลอดกาล...‘ช่างคล้ายกับว่านางพร้อมที่จะแตกสลายไปทันที หากประคองนางเอาไว้ในมือ โ
แม้ว่าจะชูช่ออยู่เพียงดอกเดียว ทว่ากลีบดอกที่กำลังจะเผยอบานกลับยังคงยืนหยัดงดงาม แม้ว่าพระพิรุณจะสาดซัดครั้งแล้วครั้งเล่าแม้ว่าลมแรงจะพัดโบกจนเอนไหว บัวดอกนั้นก็ยังคงชูช่อเหนือน้ำอย่างมั่นคงเช่นเดิม“ข้าจะเป็นดังปทุมดอกนั้น” ซูฉิงเยี่ยนพึมพำคนเดียวเบาๆ สายตายังคงจดจ้องไปยังบัวดอกนั้นใบหน้าเรียบเฉยปรากฏรอยยิ้มแห่งความหวังขึ้นมา ชั่วขณะกลับมีสายลมหอบหนึ่ง ซัดสาดสายฝนเข้ามายังศาลา ทว่าร่างของนางยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง ขณะที่คนอื่นๆ บ้างก็ถอยหลังกลับเข้าไปหลบ บ้างก็รีบยกมือขึ้นบดบัง บ้างก็โค้งตัวหลบสายฝนพัลวัน“คุณหนูเจ้าคะ” ซวงเอ๋อร์เรียกเสียงเบาทั้งยังเดินเข้ามาสะกิดซูฉิงเยี่ยนขมวดคิ้ว เมื่อมองเห็นบ่าวไพร่ของคฤหาสน์ที่กำลังกางร่มเดินเข้ามายังศาลา ด้านหลังบ่าวคนนั้นยังมีรถม้าของตระกูลจอดอยู่นางไม่ต้องเดาก็แน่ใจแล้วว่าบิดาให้คนมารับนางกลับ และสาเหตุก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องการมาเยือนจวนตระกูลซูของถานเจียง เพราะก่อนหน้านี้บิดาให้คนมาเร่งรัดนางหลายครั้งเพื่อให้นางกลับให้ทันเวลา“ไปเถิด ข้าถ่วงเวลาได้เพียงเท่านี้ อย่างไรเสียก็ต้องกลับไปเผชิญหน้า” ซูฉิงเยี่ยนหมุนตัวไปมองบัวดอกนั้นเป็นครั้งสุดท้







