로그인“อืม” หญิงสาวพยักหน้า แก้มเนียนซับสีเลือดฝาดด้วยความเขินอาย “ข้าเห็นว่าช่วงนี้ท่านต้องเข้าเวรดึกบ่อยครั้ง ลมหนาวปีนี้ก็พัดแรงกว่าทุกปี ข้าจึงเย็บถุงหอมใบนี้และใส่สมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาความหนาวเย็นลงไป ท่านพกติดตัวไว้นะ อย่างน้อยเวลาที่ท่านเหน็บหนาว จะได้รู้ว่ายังมีข้าคอยเป็นห่วงท่านอยู่เสมอ”
หานตงที่ตั้วใจฟังจนจบ ก็ได้ยกถุงหอมขึ้นจรดปลายจมูกเพื่อสูดดมกลิ่นของมัน กลิ่นหอมจางๆ ที่คุ้นเคยทำให้หัวใจของเขาเต้นรัว เขามองลวดลายดอกเหมยที่ถูกปักอย่างประณีต ถึงแม้จะเป็นบุรุษแต่เขาก็รู้ดีว่าผ้าแพรและไหมสีสดเหล่านี้มีราคาแพงเพียงใดสำหรับนางกำนัลธรรมดาผู้หนึ่ง นางต้องอดออมเท่าใดจึงจะได้มันมา
“ผ้าผืนนี้งดงามยิ่งนัก ฝีเข็มของเจ้าประณีตไม่แพ้ช่างหลวงในกองภูษาเลย” ชายหนุ่มเอ่ยชมจากใจจริง ก่อนจะดึงสายถุงหอมไปผูกติดไว้ที่เอวอย่างทะนุถนอมราวกับมันเป็นของล้ำค่าที่สุดในชีวิต “ข้าจะพกมันติดตัวไว้ไม่ให้ห่างกาย ไม่ว่าข้าจะไปที่ใด ถุงหอมใบนี้จะเป็นตัวแทนของเจ้าที่อยู่เคียงข้างข้าเสมอ”
“ท่านก็พูดเกินไป มันเป็นเพียงถุงหอมธรรมดาเท่านั้น” ลี่อินก้มหน้างุด เพื่อซ่อนรอยยิ้มที่ปิดไม่มิดจากความเขินอาย
“สำหรับข้า มันคือสิ่งล้ำค่าที่สุด” หานตงเชยคางมนขึ้นมาสบตา นัยน์ตาสีเข้มของเขาเต็มไปด้วยความหนักแน่นและจริงจัง “อินเอ๋อร์ ข้าไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะยากลำบากเพียงใด การแก่งแย่งชิงดีในวังหลวงดุดันและอันตรายขึ้นทุกวัน แต่ข้าขอสาบานต่อแสงจันทร์ในคืนนี้ ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ข้าจะปกป้องเจ้าด้วยชีวิต ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาทำร้ายเจ้าได้เป็นอันขาด”
ลี่อินมองลึกเข้าไปในดวงตาของหานตง นางไม่เคยสงสัยในคำสาบานของบุรุษผู้นี้เลยแม้แต่น้อย นางส่ายหน้าช้าๆ แล้วเอื้อมมือไปแตะที่อกเสื้อของเขาตรงตำแหน่งหัวใจ
“ข้าไม่หวังยศศักดิ์หรือความสุขสบายใดๆ ข้าไม่ต้องการจวนหลังใหญ่โต หรือข้าวของเงินทอง ข้าหวังเพียงได้ตื่นมาพบหน้าท่านในทุกเช้า ได้กินข้าวฝีมือข้าพร้อมกัน ได้หัวเราะและร้องไห้ไปด้วยกัน... ขอเพียงมีท่านอยู่เคียงข้าง ต่อให้ต้องกินเผือกกินมัน ข้าก็ยินดี”
หลังจากที่ลี่อินพูดจบ หานตงก็รวบร่างบางเข้ามาสวมกอดเอาไว้แน่น อ้อมแขนของเขาแข็งแกร่งและให้ความรู้สึกปลอดภัย ลี่อินซบหน้าลงกับอกกว้าง ฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่นของเขา กลิ่นกายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นลมหนาวทำให้จิตใจของนางสงบลงอย่างประหลาด
สองร่างประคองกอดกันเงียบๆ ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่อง ปล่อยให้เวลาเดินผ่านไปอย่างเชื่องช้า ในวังหลวงที่เต็มไปด้วยกำแพงสูงตระหง่านและจิตใจคนที่ยากจะหยั่งถึง ความรักของพวกเขาก็เหมือนกับดอกไม้ป่าที่พยายามเบ่งบานในซอกหิน แม้จะงดงามและบริสุทธิ์เพียงใด ทว่าก็เปราะบางและพร้อมจะถูกพายุโหมกระหน่ำพัดพาให้แหลกสลายได้ทุกเมื่อ
“ข้าต้องไปแล้ว หากอยู่นานกว่านี้ เกรงว่าทหารยามผลัดต่อไปจะเดินตรวจตรามาพบเข้า” หานตงผละออกจากร่างบางอย่างแสนเสียดาย เขายกมือขึ้นลูบผมของนางเป็นครั้งสุดท้าย “เจ้าเองก็รีบเข้านอนเสีย พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้ามิใช่หรือ”
“อืม ท่านเองก็ระวังตัวด้วย” ลี่อินพยักหน้ารับ
บุรุษหนุ่มถอยหลังกลับไปที่หน้าต่าง ก่อนจะกระโดดข้ามออกไปอย่างคล่องแคล่วว่องไวตามวิสัยของผู้ฝึกยุทธ์ แต่ก่อนที่จะจากไปอย่างแท้จริงในค่ำคืนนี้ เขาก็ได้ยืนมองนางจากด้านนอกอยู่ครู่หนึ่ง เพื่อส่งยิ้มให้อีกครั้งก่อนจะเร้นกายหายไปในความมืดมิดของยามราตรี
ลี่อินยืนมองเงาของหานตงที่กลืนหายไปกับความมืดจนสุดสายตา ลมหนาวระลอกใหม่พัดโชยเข้ามาปะทะใบหน้า นางรีบดึงหน้าต่างไม้ปิดลงเพื่อกั้นความหนาวเย็น แล้วเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานและเป่าเทียนให้ดับลง
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์ที่เล็ดลอดเข้ามา หญิงสาวเอนตัวลงนอนบนเตียงไม้แคบๆ ดึงผ้าห่มผืนบางขึ้นมาคลุมกาย รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนริมฝีปากเมื่อนึกถึงคำสัญญาของเขา
ทว่าในส่วนลึกของหัวใจ ลี่อินกลับรู้สึกถึงความกังวลบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ลอยวนอยู่ ราวกับลมหนาวที่พัดผ่านเมื่อครู่ได้หอบเอาลางร้ายบางอย่างเข้ามาด้วย นางพยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นทิ้งไป หลับตาลงและภาวนาให้รุ่งอรุณมาเยือนโดยเร็ว เพื่อที่นางจะได้ก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางแห่งความหวังที่มีหานตงรออยู่เคียงข้าง
หารู้ไม่ว่า... วังหลวงแห่งนี้ไม่เคยปรานีต่อความหวังของผู้ใด และคำสัญญาที่ให้ไว้ใต้แสงจันทร์ในคืนนี้ กำลังจะกลายเป็นเพียงเศษซากของความทรงจำที่กรีดลึกลงในจิตใจของลี่อินไปตลอดกาล
พูดจบ องค์ชายห้าก็สะบัดชายเสื้อแล้วเดินนำออกจากห้องผ้าไปอย่างสง่างาม โดยมีมู่เฉินเดินตามออกไปเงียบๆ ราวกับไร้ตัวตน ทั้งยังทิ้งความกดดันและบรรยากาศอันหนักอึ้งไว้เบื้องหลังอีกด้วยเมื่อร่างของบุรุษสูงศักดิ์ลับสายตาไป ลี่อินก็ทรุดตัวลงกับโต๊ะอย่างหมดเรี่ยวแรง ความเหนื่อยล้าทางกายไม่สู้ความบอบช้ำทางใจ นางมองเสื้อคลุมสีดำตรงหน้าที่บัดนี้กลายเป็นตราบาปในชีวิต รอยชุนที่ถูกรื้อออกทิ้งร่องรอยยับย่นไว้บนเนื้อผ้า ไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกของนางในเวลานี้“ลี่อิน เจ้าเป็นอะไรหรือไม่” ซูเจียวรีบวิ่งเข้ามาจับแขนพลางเอ่ยถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกปนห่วงใย “เจ้ากล้าดีอย่างไรไปต่อปากต่อคำกับองค์ชายห้า หากพระองค์สั่งประหารเจ้าขึ้นมาจะทำอย่างไร”ลี่อินส่ายหน้าช้าๆ ขอบตาร้อนผ่าวขณะเอ่ยตอบ “ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิด เขานั่นแหละที่จงใจหาเรื่องข้า ไม่ว่าข้าจะปักดีเพียงใด เขาก็สั่งให้ข้ารื้อทิ้งอยู่ดี”“ชู่ว... เบาเสียงลงหน่อยเถิด หากมีใครได้ยินเข้าเจ้าจะเดือดร้อน” ซูเจียวลูบหลังลี่อินเบาๆ ทว่าในดวงตากลับลอบมองผลงานที่ถูกรื้อทำลายด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก “เจ้าทำใจดีๆ ไว้ ค่อยๆ เลาะด้ายออกแล้วเริ่มใหม่เถ
คำวิจารณ์ที่ตรงไปตรงมาและไร้ความปรานีทำเอาลี่อินหน้าชา นางเม้มริมฝีปากแน่นพยายามข่มความรู้สึกไม่พอใจที่ตีตื้นขึ้นมาในอก เสื้อคลุมตัวนี้คืองานปักที่นางทุ่มเทสมาธิทั้งหมดลงไป เส้นด้ายทุกเส้นเรียงตัวสวยงามเสมอกัน ไม่มีทางที่จะดูบิดเบี้ยวอย่างที่องค์ชายห้ากล่าวหา บุรุษผู้นี้จงใจหาเรื่องนางชัดๆ“กราบทูลองค์ชาย” ลี่อินรวบรวมความกล้าเอ่ยปาก น้ำเสียงของนางพยายามควบคุมให้ราบเรียบที่สุด “หม่อมฉันตั้งใจปักลวดลายนี้อย่างสุดความสามารถ ฝีเข็มทุกเส้นเรียงตามแบบแผนของช่างหลวง หากองค์ชายทรงเห็นว่าจุดใดบิดเบี้ยว หม่อมฉันจะเร่งแก้ไขให้เพคะ”หยางหลงหรี่ตามองนางกำนัลใจกล้าที่กล้าเอ่ยปากโต้ตอบเขา แม้นางจะก้มหน้าอยู่ แต่น้ำเสียงที่แข็งขืนนั้นปิดไม่มิด พระองค์กระตุกยิ้มมุมปาก นิ้วเรียวชี้ไปที่ดวงตาของพยัคฆ์“แววตาของมันขาดความดุดัน สีไหมเงินที่เจ้าใช้ก็สว่างเกินไปจนดูตลก รื้อออกเสียให้หมด แล้วเปลี่ยนไปใช้ด้ายสีเงินหม่น ปักใหม่เดี๋ยวนี้”“รื้อออกทั้งหมดหรือเพคะ” ลี่อินเผลอเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าด้วยความตกใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ลวดลายพยัคฆ์ตัวนี้มีขนาดใหญ่เกือบครึ่งตัวเสื้อ การรื้อด้ายออกทั้งหมด
ม่านหมอกยามเช้ายังไม่ทันจางหาย สำนักกองภูษาก็กลับมาคึกคักและวุ่นวายอีกครั้ง เสียงฝีเท้าของเหล่านางกำนัลเดินขวักไขว่ไปมาพร้อมกับหอบม้วนผ้าแพรพรรณหลากหลายสีสัน กลิ่นสีย้อมผ้าและกำยานอบร่ำลอยปะปนกันในอากาศลี่อินนั่งประจำอยู่ที่โต๊ะทำงานของตนตั้งแต่ปลายยามเหม่า นิ้วเรียวหยิบเข็มและด้ายขึ้นมาเตรียมพร้อมสำหรับงานในวันนี้ นางพยายามสลัดความกังวลที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อคืนทิ้งไป จากนั้นรอยยิ้มบางเบาก็ผุดขึ้นมาเมื่อปลายนิ้วเผลอไปสัมผัสกับเศษผ้าไหมสีชาดที่เหลือจากการปักถุงหอมให้หานตง“เมื่อคืนเจ้าลุกขึ้นมากลางดึกหรือลี่อิน”เสียงใสแจ๋วของซูเจียวดังขึ้นขัดจังหวะความคิด นางกำนัลสาวใบหน้าจิ้มลิ้มเดินถือชามน้ำชาเข้ามาวางบนโต๊ะ แววตาที่มองมาดูใสซื่อและเป็นห่วงเป็นใย ทว่าลี่อินที่กำลังจัดเรียงเส้นไหมไม่ได้สังเกตเห็นประกายบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกของดวงตาคู่นั้น“ข้าตื่นมาดื่มน้ำน่ะ ลมข้างนอกพัดแรงจนหน้าต่างเปิดออก ข้าเลยลุกไปปิด ขอโทษด้วยที่ทำให้เจ้าตื่น” ลี่อินตอบกลบเกลื่อน นางไม่อยากเล่าเรื่องที่หานตงแอบมาหา เพราะรู้ดีว่ากฎระเบียบของวังหลวงนั้นเข้มงวดเพียงใด หากมีผู้ใดล่วงรู้ว่านางลอบพบกับอ
“อืม” หญิงสาวพยักหน้า แก้มเนียนซับสีเลือดฝาดด้วยความเขินอาย “ข้าเห็นว่าช่วงนี้ท่านต้องเข้าเวรดึกบ่อยครั้ง ลมหนาวปีนี้ก็พัดแรงกว่าทุกปี ข้าจึงเย็บถุงหอมใบนี้และใส่สมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาความหนาวเย็นลงไป ท่านพกติดตัวไว้นะ อย่างน้อยเวลาที่ท่านเหน็บหนาว จะได้รู้ว่ายังมีข้าคอยเป็นห่วงท่านอยู่เสมอ”หานตงที่ตั้วใจฟังจนจบ ก็ได้ยกถุงหอมขึ้นจรดปลายจมูกเพื่อสูดดมกลิ่นของมัน กลิ่นหอมจางๆ ที่คุ้นเคยทำให้หัวใจของเขาเต้นรัว เขามองลวดลายดอกเหมยที่ถูกปักอย่างประณีต ถึงแม้จะเป็นบุรุษแต่เขาก็รู้ดีว่าผ้าแพรและไหมสีสดเหล่านี้มีราคาแพงเพียงใดสำหรับนางกำนัลธรรมดาผู้หนึ่ง นางต้องอดออมเท่าใดจึงจะได้มันมา“ผ้าผืนนี้งดงามยิ่งนัก ฝีเข็มของเจ้าประณีตไม่แพ้ช่างหลวงในกองภูษาเลย” ชายหนุ่มเอ่ยชมจากใจจริง ก่อนจะดึงสายถุงหอมไปผูกติดไว้ที่เอวอย่างทะนุถนอมราวกับมันเป็นของล้ำค่าที่สุดในชีวิต “ข้าจะพกมันติดตัวไว้ไม่ให้ห่างกาย ไม่ว่าข้าจะไปที่ใด ถุงหอมใบนี้จะเป็นตัวแทนของเจ้าที่อยู่เคียงข้างข้าเสมอ”“ท่านก็พูดเกินไป มันเป็นเพียงถุงหอมธรรมดาเท่านั้น” ลี่อินก้มหน้างุด เพื่อซ่อนรอยยิ้มที่ปิดไม่มิดจากความเขินอาย“สำหรับข้า
ลมหนาวปลายยามซวีพัดโชยหอบเอาความเย็นเยียบแทรกซึมผ่านรอยต่อของบานหน้าต่างไม้ ภายในห้องของสำนักกองภูษาที่เงียบสงัด แสงเทียนบนโต๊ะเตี้ยสั่นไหวไปตามแรงลม สะท้อนเงาของหญิงสาวร่างบอบบางที่ยังคงนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่เงียบๆนางผู้นี้มีนามว่า ลี่อิน ลี่อินขยับปลายนิ้วเรียวอย่างคล่องแคล่ว ด้ายไหมสีชาดถูกดึงผ่านเนื้อผ้าแพรสีขาวหม่นสลับขึ้นลง เกิดเป็นลวดลายกิ่งเหมยที่กำลังผลิบานท้าทายเหมันต์ฤดู ลี่อินเป็นเพียงนางกำนัลห้องผ้าเล็กๆ ที่ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ หน้าที่ในแต่ละวันมีเพียงการก้มหน้าก้มตาเย็บชุนเสื้อผ้าและเครื่องประดับยศให้แก่เหล่าเจ้านาย ทว่าชิ้นงานที่อยู่ในมือของนางยามนี้มิใช่ของราชสำนัก หากแต่เป็นของขวัญที่นางตั้งใจทำขึ้นด้วยหัวใจเพื่อให้ใครบางคน‘ใกล้จะเสร็จแล้ว’หญิงสาวคิดในใจพลางคลี่ยิ้มบางเบา ดวงตากลมโตสะท้อนประกายความอบอุ่นเมื่อนึกถึงใบหน้าของผู้ที่จะได้รับมัน พลางคิดย้อนกลับไปเมื่อช่วงกลางวันซูเจียว นางกำนัลเพื่อนสนิทที่อยู่ร่วมห้องพักเดียวกันได้แวะเวียนมาหาที่โต๊ะทำงาน สายตาของซูเจียวจับจ้องมาที่ผ้าแพรผืนนี้อยู่นาน ก่อนจะเอ่ยถามลี่อินด้วยน้ำเสียงหยอกล้อว่า ‘ผ้าผืนงามปานนี้ เจ้าตั้







