เข้าสู่ระบบเมื่อความภักดีถูกตอบแทนด้วยการทรยศ... นางกำนัลตัวเล็กๆ จึงยอมเดินเข้าสู่ 'ตำหนักเหมันต์' สุสานคนเป็นที่ไร้แสงตะวัน! ในวันที่หัวใจแหลกสลาย "ลี่อิน" เลือกจับมือกับ "หยางหลง" องค์ชายห้าผู้ถูกขังลืมและรอวันถูกสังหาร หนึ่งสตรีที่ถูกหักหลังกับหนึ่งมังกรหนุ่มปีกหักจำต้องกอดกันเพื่อแบ่งปันไออุ่นกลางพายุหิมะ งัดทุกไหวพริบและสติปัญญาขึ้นมาสู้ เพื่อพลิกกระดานกรงทองสีเลือดนี้ และทวงคืนบัญชีแค้นจากทุกคนที่เคยเหยียบย่ำให้จมดิน!
ดูเพิ่มเติมลมหนาวปลายยามซวีพัดโชยหอบเอาความเย็นเยียบแทรกซึมผ่านรอยต่อของบานหน้าต่างไม้ ภายในห้องของสำนักกองภูษาที่เงียบสงัด แสงเทียนบนโต๊ะเตี้ยสั่นไหวไปตามแรงลม สะท้อนเงาของหญิงสาวร่างบอบบางที่ยังคงนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่เงียบๆ
นางผู้นี้มีนามว่า ลี่อิน ลี่อินขยับปลายนิ้วเรียวอย่างคล่องแคล่ว ด้ายไหมสีชาดถูกดึงผ่านเนื้อผ้าแพรสีขาวหม่นสลับขึ้นลง เกิดเป็นลวดลายกิ่งเหมยที่กำลังผลิบานท้าทายเหมันต์ฤดู ลี่อินเป็นเพียงนางกำนัลห้องผ้าเล็กๆ ที่ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ หน้าที่ในแต่ละวันมีเพียงการก้มหน้าก้มตาเย็บชุนเสื้อผ้าและเครื่องประดับยศให้แก่เหล่าเจ้านาย ทว่าชิ้นงานที่อยู่ในมือของนางยามนี้มิใช่ของราชสำนัก หากแต่เป็นของขวัญที่นางตั้งใจทำขึ้นด้วยหัวใจเพื่อให้ใครบางคน
‘ใกล้จะเสร็จแล้ว’
หญิงสาวคิดในใจพลางคลี่ยิ้มบางเบา ดวงตากลมโตสะท้อนประกายความอบอุ่นเมื่อนึกถึงใบหน้าของผู้ที่จะได้รับมัน พลางคิดย้อนกลับไปเมื่อช่วงกลางวัน
ซูเจียว นางกำนัลเพื่อนสนิทที่อยู่ร่วมห้องพักเดียวกันได้แวะเวียนมาหาที่โต๊ะทำงาน สายตาของซูเจียวจับจ้องมาที่ผ้าแพรผืนนี้อยู่นาน ก่อนจะเอ่ยถามลี่อินด้วยน้ำเสียงหยอกล้อว่า ‘ผ้าผืนงามปานนี้ เจ้าตั้งใจปักให้บุรุษใดกัน คงมิใช่ท่านองครักษ์รูปงามผู้นั้นหรอกนะ’ ลี่อินในเวลานั้นเพียงแค่ก้มหน้าหลบสายตาด้วยความขัดเขิน ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ นางเชื่อใจซูเจียวประดุจพี่น้องคลานตามกันมา จึงไม่คิดจะปิดบังความรู้สึกที่มีต่อชายในดวงใจ แต่ก็สงวนท่าทีไว้ตามสรรมเนียมของสตรี
เข็มเล่มเล็กแทงทะลุเนื้อผ้าเป็นฝีเข็มสุดท้าย ลี่อินกัดด้ายจนขาดออกจากกัน ก่อนที่นางจะยกผ้าผืนนั้นขึ้นพินิจดูด้วยความพอใจ ถุงหอมใบเล็กถูกตัดเย็บอย่างประณีต ภายในบรรจุกลีบดอกไม้แห้งและสมุนไพรหลายชนิดที่นางอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบเงินเบี้ยหวัดอันน้อยนิดไปแลกเปลี่ยนมาจากหมอหลวงชรา กลิ่นหอมจางๆ ของอบเชยและดอกปี้อั้นลอยแตะจมูกมาอย่างไม่ขาดสาย สมุนไพรเหล่านี้มีฤทธิ์ช่วยให้จิตใจสงบและขับไล่ความหนาวเย็น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องยืนกรำลมหนาวเฝ้ายามตลอดทั้งคืน
แกรก...
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นจากด้านนอกบานหน้าต่าง ลี่อินสะดุ้งเล็กน้อย นางรีบซ่อนถุงหอมไว้ในแขนเสื้อตามสัญชาตญาณ ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นและเห็นเงาร่างสูงโปร่งที่คุ้นเคยยืนอยู่หลังตะแกรงไม้ รอยยิ้มหวานก็ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากทันที
บานหน้าต่างถูกผลักออกช้าๆ หานตงในชุดองครักษ์สีเข้มก้าวเข้ามาใกล้ แสงเทียนสาดกระทบใบหน้าคมคายที่ประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่น แม้ดวงตาของเขาจะฉายแววเหนื่อยล้าจากการฝึกซ้อมและเข้าเวรยามมาตลอดทั้งวัน แต่เมื่อทอดมองมาที่สตรีเบื้องหน้า นัยน์ตาคู่นั้นกลับสว่างไสวราวกับมีดวงดาวนับพันดวงซ่อนอยู่
“พี่ตง ท่านมาได้อย่างไร ดึกป่านนี้แล้ว” ลี่อินเอ่ยถามเสียงเบา กลัวว่าหากเสียงดังเกินไปอาจทำให้เวรยามข้างนอกสังเกตเห็น
“เพิ่งเปลี่ยนเวรยามเมื่อครู่นี้เอง” หานตงตอบพลางยกมือขึ้นปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากของหญิงสาวอย่างเบามือ “ข้าเพียงอยากเห็นหน้าเจ้าก่อนกลับเรือนพัก วันนี้ลมแรงนัก ร่างกายเจ้าก็ผ่ายผอมเพียงนี้ เหตุใดไม่ตามจุดเตาผิงให้ความอบอุ่นเสียหน่อยเล่า”
มือหนาที่หยาบกร้านจากการจับดาบเลื่อนลงมากุมมือเล็กของลี่อินไว้ หญิงสาวสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามา ความเหน็บหนาวที่เกาะกุมรอบกายดูเหมือนจะมลายหายไปจนสิ้น
“ถ่านมีราคาแพงนัก ข้าเป็นแค่นางกำนัลเล็กๆ จะกล้าเบิกถ่านมาใช้ฟุ่มเฟือยได้อย่างไร อีกอย่าง ข้าชินกับความหนาวเช่นนี้แล้ว”
“เจ้านี่นะ... มักจะอดทนกับทุกเรื่องเสมอ” หานตงถอนหายใจยาว น้ำเสียงเจือความเจ็บปวดลึกๆ ที่ไม่สามารถดูแลสตรีตรงหน้าได้ดีเท่าที่ควร
ครั้งนี้เขากระชับมือนางให้แน่นขึ้นขณะพูด เพื่อต้องการสร้างความมั่นใจให้กับสตรีผู้เป็นที่รัก “อินเอ๋อร์ รอข้าอีกหน่อยเถิด ช่วงนี้ราชสำนักกำลังจะมีงานใหญ่ หากข้าทำผลงานเข้าตาเบื้องบนจนได้เลื่อนยศเป็นองครักษ์ขั้นสาม ข้าจะมีเบี้ยหวัดมากพอ ข้าจะทูลขอราชโองการพระราชทานอนุญาตให้เจ้าออกจากวัง เราจะไปซื้อจวนหลังเล็กๆ อยู่ด้วยกันที่ชายป่า เจ้าจะได้ไม่ต้องทนนั่งเย็บผ้าจนหลังขดหลังแข็งเช่นนี้อีก”
คำพูดของหานตงไม่ใช่เพียงคำลอยลม ลี่อินรู้ดีว่าบุรุษตรงหน้าพยายามฝึกฝนอย่างหนักเพื่ออนาคตของพวกเขาทั้งสอง นางยังจำได้ดีถึงวันแรกที่ก้าวเข้ามาในวังหลวงในฐานะเด็กรับใช้ที่หวาดกลัวและโดดเดี่ยว เป็นหานตงในวัยหนุ่มที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งองครักษ์ใหม่ๆ ที่ยื่นหมั่นโถวอุ่นๆ ให้นางในวันที่นางถูกนางกำนัลรุ่นพี่รังแกจนไม่ได้กินข้าว ความอารีในวันนั้นก่อตัวเป็นความผูกพัน และถักทอเป็นด้ายแดงที่ผูกโยงหัวใจสองดวงไว้ด้วยกันในที่สุด
ลี่อินดึงมือข้างหนึ่งออกจากการเกาะกุม ล้วงเข้าไปในแขนเสื้อก่อนจะหยิบถุงหอมสีขาวหม่นลายกิ่งเหมยออกมาวางลงบนฝ่ามือของชายหนุ่ม
“สิ่งนี้... ให้ข้าหรือ” หานตงก้มมองถุงหอมในมือด้วยความประหลาดใจ
พูดจบ องค์ชายห้าก็สะบัดชายเสื้อแล้วเดินนำออกจากห้องผ้าไปอย่างสง่างาม โดยมีมู่เฉินเดินตามออกไปเงียบๆ ราวกับไร้ตัวตน ทั้งยังทิ้งความกดดันและบรรยากาศอันหนักอึ้งไว้เบื้องหลังอีกด้วยเมื่อร่างของบุรุษสูงศักดิ์ลับสายตาไป ลี่อินก็ทรุดตัวลงกับโต๊ะอย่างหมดเรี่ยวแรง ความเหนื่อยล้าทางกายไม่สู้ความบอบช้ำทางใจ นางมองเสื้อคลุมสีดำตรงหน้าที่บัดนี้กลายเป็นตราบาปในชีวิต รอยชุนที่ถูกรื้อออกทิ้งร่องรอยยับย่นไว้บนเนื้อผ้า ไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกของนางในเวลานี้“ลี่อิน เจ้าเป็นอะไรหรือไม่” ซูเจียวรีบวิ่งเข้ามาจับแขนพลางเอ่ยถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกปนห่วงใย “เจ้ากล้าดีอย่างไรไปต่อปากต่อคำกับองค์ชายห้า หากพระองค์สั่งประหารเจ้าขึ้นมาจะทำอย่างไร”ลี่อินส่ายหน้าช้าๆ ขอบตาร้อนผ่าวขณะเอ่ยตอบ “ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิด เขานั่นแหละที่จงใจหาเรื่องข้า ไม่ว่าข้าจะปักดีเพียงใด เขาก็สั่งให้ข้ารื้อทิ้งอยู่ดี”“ชู่ว... เบาเสียงลงหน่อยเถิด หากมีใครได้ยินเข้าเจ้าจะเดือดร้อน” ซูเจียวลูบหลังลี่อินเบาๆ ทว่าในดวงตากลับลอบมองผลงานที่ถูกรื้อทำลายด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก “เจ้าทำใจดีๆ ไว้ ค่อยๆ เลาะด้ายออกแล้วเริ่มใหม่เถ
คำวิจารณ์ที่ตรงไปตรงมาและไร้ความปรานีทำเอาลี่อินหน้าชา นางเม้มริมฝีปากแน่นพยายามข่มความรู้สึกไม่พอใจที่ตีตื้นขึ้นมาในอก เสื้อคลุมตัวนี้คืองานปักที่นางทุ่มเทสมาธิทั้งหมดลงไป เส้นด้ายทุกเส้นเรียงตัวสวยงามเสมอกัน ไม่มีทางที่จะดูบิดเบี้ยวอย่างที่องค์ชายห้ากล่าวหา บุรุษผู้นี้จงใจหาเรื่องนางชัดๆ“กราบทูลองค์ชาย” ลี่อินรวบรวมความกล้าเอ่ยปาก น้ำเสียงของนางพยายามควบคุมให้ราบเรียบที่สุด “หม่อมฉันตั้งใจปักลวดลายนี้อย่างสุดความสามารถ ฝีเข็มทุกเส้นเรียงตามแบบแผนของช่างหลวง หากองค์ชายทรงเห็นว่าจุดใดบิดเบี้ยว หม่อมฉันจะเร่งแก้ไขให้เพคะ”หยางหลงหรี่ตามองนางกำนัลใจกล้าที่กล้าเอ่ยปากโต้ตอบเขา แม้นางจะก้มหน้าอยู่ แต่น้ำเสียงที่แข็งขืนนั้นปิดไม่มิด พระองค์กระตุกยิ้มมุมปาก นิ้วเรียวชี้ไปที่ดวงตาของพยัคฆ์“แววตาของมันขาดความดุดัน สีไหมเงินที่เจ้าใช้ก็สว่างเกินไปจนดูตลก รื้อออกเสียให้หมด แล้วเปลี่ยนไปใช้ด้ายสีเงินหม่น ปักใหม่เดี๋ยวนี้”“รื้อออกทั้งหมดหรือเพคะ” ลี่อินเผลอเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าด้วยความตกใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ลวดลายพยัคฆ์ตัวนี้มีขนาดใหญ่เกือบครึ่งตัวเสื้อ การรื้อด้ายออกทั้งหมด
ม่านหมอกยามเช้ายังไม่ทันจางหาย สำนักกองภูษาก็กลับมาคึกคักและวุ่นวายอีกครั้ง เสียงฝีเท้าของเหล่านางกำนัลเดินขวักไขว่ไปมาพร้อมกับหอบม้วนผ้าแพรพรรณหลากหลายสีสัน กลิ่นสีย้อมผ้าและกำยานอบร่ำลอยปะปนกันในอากาศลี่อินนั่งประจำอยู่ที่โต๊ะทำงานของตนตั้งแต่ปลายยามเหม่า นิ้วเรียวหยิบเข็มและด้ายขึ้นมาเตรียมพร้อมสำหรับงานในวันนี้ นางพยายามสลัดความกังวลที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อคืนทิ้งไป จากนั้นรอยยิ้มบางเบาก็ผุดขึ้นมาเมื่อปลายนิ้วเผลอไปสัมผัสกับเศษผ้าไหมสีชาดที่เหลือจากการปักถุงหอมให้หานตง“เมื่อคืนเจ้าลุกขึ้นมากลางดึกหรือลี่อิน”เสียงใสแจ๋วของซูเจียวดังขึ้นขัดจังหวะความคิด นางกำนัลสาวใบหน้าจิ้มลิ้มเดินถือชามน้ำชาเข้ามาวางบนโต๊ะ แววตาที่มองมาดูใสซื่อและเป็นห่วงเป็นใย ทว่าลี่อินที่กำลังจัดเรียงเส้นไหมไม่ได้สังเกตเห็นประกายบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกของดวงตาคู่นั้น“ข้าตื่นมาดื่มน้ำน่ะ ลมข้างนอกพัดแรงจนหน้าต่างเปิดออก ข้าเลยลุกไปปิด ขอโทษด้วยที่ทำให้เจ้าตื่น” ลี่อินตอบกลบเกลื่อน นางไม่อยากเล่าเรื่องที่หานตงแอบมาหา เพราะรู้ดีว่ากฎระเบียบของวังหลวงนั้นเข้มงวดเพียงใด หากมีผู้ใดล่วงรู้ว่านางลอบพบกับอ
“อืม” หญิงสาวพยักหน้า แก้มเนียนซับสีเลือดฝาดด้วยความเขินอาย “ข้าเห็นว่าช่วงนี้ท่านต้องเข้าเวรดึกบ่อยครั้ง ลมหนาวปีนี้ก็พัดแรงกว่าทุกปี ข้าจึงเย็บถุงหอมใบนี้และใส่สมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาความหนาวเย็นลงไป ท่านพกติดตัวไว้นะ อย่างน้อยเวลาที่ท่านเหน็บหนาว จะได้รู้ว่ายังมีข้าคอยเป็นห่วงท่านอยู่เสมอ”หานตงที่ตั้วใจฟังจนจบ ก็ได้ยกถุงหอมขึ้นจรดปลายจมูกเพื่อสูดดมกลิ่นของมัน กลิ่นหอมจางๆ ที่คุ้นเคยทำให้หัวใจของเขาเต้นรัว เขามองลวดลายดอกเหมยที่ถูกปักอย่างประณีต ถึงแม้จะเป็นบุรุษแต่เขาก็รู้ดีว่าผ้าแพรและไหมสีสดเหล่านี้มีราคาแพงเพียงใดสำหรับนางกำนัลธรรมดาผู้หนึ่ง นางต้องอดออมเท่าใดจึงจะได้มันมา“ผ้าผืนนี้งดงามยิ่งนัก ฝีเข็มของเจ้าประณีตไม่แพ้ช่างหลวงในกองภูษาเลย” ชายหนุ่มเอ่ยชมจากใจจริง ก่อนจะดึงสายถุงหอมไปผูกติดไว้ที่เอวอย่างทะนุถนอมราวกับมันเป็นของล้ำค่าที่สุดในชีวิต “ข้าจะพกมันติดตัวไว้ไม่ให้ห่างกาย ไม่ว่าข้าจะไปที่ใด ถุงหอมใบนี้จะเป็นตัวแทนของเจ้าที่อยู่เคียงข้างข้าเสมอ”“ท่านก็พูดเกินไป มันเป็นเพียงถุงหอมธรรมดาเท่านั้น” ลี่อินก้มหน้างุด เพื่อซ่อนรอยยิ้มที่ปิดไม่มิดจากความเขินอาย“สำหรับข้า











