Masukม่านหมอกยามเช้ายังไม่ทันจางหาย สำนักกองภูษาก็กลับมาคึกคักและวุ่นวายอีกครั้ง เสียงฝีเท้าของเหล่านางกำนัลเดินขวักไขว่ไปมาพร้อมกับหอบม้วนผ้าแพรพรรณหลากหลายสีสัน กลิ่นสีย้อมผ้าและกำยานอบร่ำลอยปะปนกันในอากาศ
ลี่อินนั่งประจำอยู่ที่โต๊ะทำงานของตนตั้งแต่ปลายยามเหม่า นิ้วเรียวหยิบเข็มและด้ายขึ้นมาเตรียมพร้อมสำหรับงานในวันนี้ นางพยายามสลัดความกังวลที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อคืนทิ้งไป จากนั้นรอยยิ้มบางเบาก็ผุดขึ้นมาเมื่อปลายนิ้วเผลอไปสัมผัสกับเศษผ้าไหมสีชาดที่เหลือจากการปักถุงหอมให้หานตง
“เมื่อคืนเจ้าลุกขึ้นมากลางดึกหรือลี่อิน”
เสียงใสแจ๋วของซูเจียวดังขึ้นขัดจังหวะความคิด นางกำนัลสาวใบหน้าจิ้มลิ้มเดินถือชามน้ำชาเข้ามาวางบนโต๊ะ แววตาที่มองมาดูใสซื่อและเป็นห่วงเป็นใย ทว่าลี่อินที่กำลังจัดเรียงเส้นไหมไม่ได้สังเกตเห็นประกายบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกของดวงตาคู่นั้น
“ข้าตื่นมาดื่มน้ำน่ะ ลมข้างนอกพัดแรงจนหน้าต่างเปิดออก ข้าเลยลุกไปปิด ขอโทษด้วยที่ทำให้เจ้าตื่น” ลี่อินตอบกลบเกลื่อน นางไม่อยากเล่าเรื่องที่หานตงแอบมาหา เพราะรู้ดีว่ากฎระเบียบของวังหลวงนั้นเข้มงวดเพียงใด หากมีผู้ใดล่วงรู้ว่านางลอบพบกับองครักษ์ยามวิกาล โทษทัณฑ์ที่ได้รับย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก
ซูเจียวพยักหน้าช้าๆ รอยยิ้มยังคงประดับบนใบหน้าขณะพูดต่อ “เจ้าก็รักษาสุขภาพด้วย ช่วงนี้งานในกองภูษาล้นมือยิ่งนัก โดยเฉพาะชุดเครื่องทรงของเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่ต้องเตรียมสำหรับงานเทศกาลฤดูหนาว”
“อ่ะแฮ่ม”
ยังไม่ทันที่ลี่อินจะได้เอ่ยตอบเพื่อนนางกำนัล เสียงกระแอมไอของกูกู หัวหน้านางกำนัลอาวุโสประจำห้องผ้าก็ดังขึ้นที่หน้าประตู ทุกคนในห้องต่างรีบก้มหน้าก้มตากลับไปทำหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน กูกูเดินตรงเข้ามาหาลี่อินพร้อมกับถาดไม้สลักลาย ในถาดนั้นมีเสื้อคลุมตัวยาวสีดำขลับที่ตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อดีที่สุด ขลิบขอบด้วยด้ายเงินวาววับ
“ลี่อิน งานชิ้นนี้เป็นขององค์ชายห้า” กูกูพูดพร้อมกับวางถาดลงบนโต๊ะด้วยท่าทีระมัดระวัง “ทรงมีรับสั่งให้ปักลวดลายพยัคฆ์เหินเมฆาที่ชายเสื้อและสาบเสื้อ ฝีเข็มของเจ้าประณีตที่สุดในบรรดานางกำนัลทั้งหมด ข้าจึงมอบหมายให้เจ้าทำ จงระวังให้มาก องค์ชายห้าทรงพิถีพิถันและอารมณ์ร้าย หากมีสิ่งใดผิดพลาด พวกเราทั้งกองภูษาอาจหัวหลุดจากบ่าได้”
ลี่อินที่ฟังแล้วก็ลอบกลืนน้ำลายลงคอ กิตติศัพท์ขององค์ชายห้า หยางหลง เป็นที่เลื่องลือไปทั่ววังหลวง พระองค์ทรงมีพระนิสัยเย่อหยิ่ง ปากคอเราะร้าย และไม่เคยไว้หน้าผู้ใด แม้แต่เหล่าขุนนางใหญ่ยังต้องหลบตาเมื่อเดินสวนทาง แต่ลี่อินก็เลี่ยงไม่ได้ นางรับคำสั่งอย่างนอบน้อม แล้วหยิบเสื้อคลุมตัวนั้นขึ้นมาพินิจดู ลวดลายที่กูกูร่างไว้ด้วยชอล์กสีขาวนั้นมีความซับซ้อนและต้องใช้เวลาปักไม่ต่ำกว่าสองวัน
เวลาล่วงเลยไปจนถึงยามอู่ ลี่อินก้มหน้าก้มตาปักลายพยัคฆ์จนปวดร้าวไปทั้งแผ่นหลัง ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือผลงานที่ออกมานั้นงดงามราวกับมีชีวิต เส้นไหมเงินสะท้อนแสงไฟดูโดดเด่นตัดกับสีดำขลับของเนื้อผ้า ในตอนนี้นางกำลังจะตัดด้ายเส้นสุดท้ายเพื่อเตรียมปักลายเมฆาในส่วนต่อไป แต่ทว่า...
“องค์ชายห้าเสด็จ”
เสียงขันทีหน้าประตูดังขึ้นทำลายความเงียบในห้องผ้า เหล่านางกำนัลรวมถึงกูกูต่างรีบทิ้งงานในมือและทรุดตัวลงคุกเข่าหมอบกราบกับพื้นแทบจะในทันที ลี่อินเองก็รีบวางเสื้อคลุมลงและคุกเข่าหมอบต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้เช่นกัน แต่ด้วยความที่ตอนนี้นางได้รับมอบหมายงานที่เกี่ยวข้องกับองค์ชายห้า จึงทำให้หัวใจของนางเต้นรัวด้วยความประหม่า
เสียงรองเท้าปักลายพยัคฆ์ก้าวเข้ามาในห้องอย่างเชื่องช้าแต่หนักแน่น กลิ่นหอมเย็นยะเยือกของอำพันทะเลลอยมากระทบจมูก ลี่อินแอบปรายตามองไปที่ชายกระโปรงสีเข้มที่หยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของนาง
องค์ชายห้าหยางหลงในชุดลำลองสีน้ำเงินเข้มยืนโดดเด่นเป็นสง่า พระพักตร์หล่อเหลาคมคายราวกับสวรรค์สรรค์สร้าง ทว่าคิ้วกระบี่ที่พาดเฉียงและดวงตาเรียวยาวที่แฝงไปด้วยความเย็นชานั้น กลับทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูก เบื้องหลังของพระองค์มีบุรุษร่างสูงใหญ่อีกคนยืนถือกระบี่สงบนิ่งอยู่ประดุจเงาตามตัว เขาคือมู่เฉิน องครักษ์ประจำพระองค์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความไร้ความรู้สึก
“ลุกขึ้นได้” เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจเอ่ยขึ้น
“ขอบพระทัยเพคะองค์ชาย”
ลี่อินและนางกำนัลคนอื่นค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน แต่ยังคงก้มหน้าต่ำ หยางหลงกวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะปรายตามามองเสื้อคลุมสีดำที่วางอยู่บนโต๊ะของลี่อิน พระองค์ใช้ปลายนิ้วชี้กรีดลงบนรอยปักลายพยัคฆ์ที่นางเพิ่งทำเสร็จเมื่อครู่
หญิงสาวกลั้นหายใจ แต่ก็มั่นใจว่าฝีเข็มของตนไร้ที่ติ แต่คำพูดต่อมาของบุรุษสูงศักดิ์ตรงหน้ากลับเปรียบเสมือนอสนีบาตที่ฟาดลงมากลางห้องผ้า
“นี่หรือผลงานของกองภูษาที่เสด็จย่าทรงชมเชยนักหนา” หยางหลงแค่นเสียงหยัน “ฝีเข็มแข็งกระด้างราวกับท่อนไม้ พยัคฆ์ของข้าดูเหมือนแมวป่วยที่ไร้เรี่ยวแรง ทิศทางของเส้นด้ายก็บิดเบี้ยว เจ้าใช้เท้าปักหรืออย่างไร”
ลี่อินหยัดกายลุกขึ้นยืนช้าๆ นางก้มหน้าต่ำ มองเพียงชายเสื้อคลุมของบุรุษตรงหน้า ไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรหยางหลงปรายตามองสตรีร่างบางที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่ตรงหน้า พระองค์ขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย เมื่อหลายวันก่อนที่เห็นนางที่ริมระเบียง นางยังดูมีความเด็ดเดี่ยวและหยิ่งทะนง ทว่ายามนี้สตรีตรงหน้ากลับดูเหมือนตุ๊กตากระดาษที่พร้อมจะขาดวิ่นเพียงแค่โดนลมพัดได้ทุกเมื่อองค์ชายหนุ่มหยิบปลอกแขนขนจิ้งจอกที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาพลิกดู ลวดลายเพิ่งถูกปักไปได้เพียงเสี้ยวเดียว ทว่าฝีเข็มนั้นกลับไม่สม่ำเสมอเหมือนงานชิ้นก่อนๆ“นี่คืองานที่เจ้าทำอย่างนั้นหรือ” หยางหลงพูดพร้อมกับโยนปลอกแขนนั้นกลับลงบนโต๊ะ เสียงดังตุบ “ฝีเข็มสะเปะสะปะ รอยต่อก็หยาบกระด้าง เจ้าใช้สมาธิไปจดจ่ออยู่กับเรื่องไร้สาระอันใด ถึงได้ปล่อยให้ผลงานห่วยแตกเช่นนี้หลุดออกมาได้ หากข้านำไปสวมใส่ เสด็จพ่อคงคิดว่าข้าไปเก็บเศษผ้าจากขอทานมาใช้เป็นแน่”คำวิจารณ์ที่รุนแรงและตรงไปตรงมาทำให้เหล่านางกำนัลรอบข้างลอบสูดลมหายใจด้วยความหวาดเสียว พวกเขารอคอยว่าลี่อินโต้ตอบอย่างกล้าหาญเหมือนคราวก่อน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับมีเพียงความเงียบงันลี่อินไม่มีอารมณ์จ
ห่างออกไปไม่ไกลนัก บนระเบียงชั้นสองของตำหนักร้างที่สามารถมองเห็นเหตุการณ์เบื้องล่างได้อย่างชัดเจน องค์ชายห้าหยางหลงกำลังประทับยืนพิงระเบียงไม้อย่างเกียจคร้าน ในพระหัตถ์ถือจอกสุราอุ่น กลิ่นหอมของสุราดอกท้อลอยกรุ่น ทว่าสายตาคมกริบของพระองค์กลับจับจ้องไปที่ร่างของสตรีที่เพิ่งเดินลับสายตาไป“น่าเวทนานัก” หยางหลงแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ หยิบยกเรื่องราวที่เพิ่งทอดพระเนตรมาเป็นหัวข้อสนทนากับมู่เฉิน องครักษ์คู่กายที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังดั่งเงาตามตัว “บุรุษผู้นั้นคือองครักษ์ที่เพิ่งแต่งงานกับนางกำนัลที่ฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้ใช่หรือไม่ ฝีมือดาบเก่งกาจเสียเปล่า แต่กลับคุกเข่าร้องไห้ฟูมฟายอ้อนวอนสตรีเยี่ยงสุนัขจนตรอก ช่างไร้ศักดิ์ศรีสิ้นดี”“พ่ะย่ะค่ะ บุรุษผู้นั้นคือหานตง ส่วนสตรีที่เดินจากไป คือลี่อิน นางกำนัลจากสำนักกองภูษา ผู้ที่ปักลายเสื้อคลุมให้องค์ชายเมื่อหลายวันก่อน” มู่เฉินรายงานตามหน้าที่หยางหลงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ความทรงจำเกี่ยวกับนางกำนัลใจกล้าที่กล้าต่อปากต่อคำกับพระองค์ผุดขึ้นมาในหัว ภาพของสตรีที่นั่งหน้าดำหน้าแดงเลาะด้ายออกโดยไม่ยอมปริปากบ่น ซ้อนทับกับภาพของสตรีที่ยืนเผชิญหน้ากับอด
เขาอยู่ในชุดองครักษ์สีเข้ม ทว่าสภาพของเขากลับดูไม่เหมือนเจ้าบ่าวที่เพิ่งผ่านพ้นงานมงคลมาแม้แต่น้อย ใต้ตาของเขาดำคล้ำ ใบหน้าซูบตอบและเต็มไปด้วยไรหนวดที่ไม่ได้โกน แววตาที่เคยมุ่งมั่นและสว่างไสวบัดนี้ขุ่นมัวและเต็มไปด้วยความรวดร้าวทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันท่ามกลางความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมพัดผ่านที่ทำลายความอึดอัดนี้ หานตงมองสตรีตรงหน้าด้วยความคะนึงหา นางดูผ่ายผอมลงไปมาก ดวงตากลมโตที่เคยทอประกายอบอุ่นยามมองเขากลับกลายเป็นความเย็นชาและว่างเปล่าราวกับบ่อน้ำลึก“อินเอ๋อร์...” หานตงเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือ เขาก้าวเท้าเข้าไปหานางหนึ่งก้าวอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ ทว่าลี่อินกลับก้าวถอยหลังทันทีระยะห่างเพียงหนึ่งก้าวเปรียบเสมือนกำแพงน้ำแข็งที่มองไม่เห็นกั้นกลางระหว่างคนทั้งสอง หญิงสาวกระชับม้วนผ้าในมือแน่นขึ้น เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยและเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้ระลอกคลื่น“ท่านองครักษ์หานหลงทางหรือ ที่นี่คือเขตของกองภูษา ไม่ใช่สถานที่ที่บุรุษควรเข้ามาเดินเพ่นพ่าน หากท่านไม่มีธุระอันใด โปรดหลีกทางให้ข้าด้วย ข้ามีงานต้องรีบไปทำ”สรรพนามที่ห่างเหินและท่าทีเย็นชาของหญิงสาวท
หานตงหันหน้าเข้าหาซูเจียว เขาก้มศีรษะลงอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของแขกเหรื่อ พิธีการเสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ ซูเจียวถูกส่งตัวเข้าหอ ส่วนหานตงถูกรั้งตัวไว้เพื่อดื่มสุรามงคลกับเหล่าขุนนางชายหนุ่มกระดกจอกสุราครั้งแล้วครั้งเล่า สุราฤทธิ์แรงบาดคอจนร้อนผ่าว แต่มันกลับไม่สามารถดับไฟความรวดร้าวในอกได้เลย เขาหวังเพียงให้ความเมามายช่วยพรากสติสัมปชัญญะไป เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายในค่ำคืนนี้ มือหนาแอบล้วงเข้าไปในอกเสื้อ เพื่อต้องการสัมผัสถึงความนูนของถุงหอมลายดอกเหมยที่เขาซ่อนไว้แนบเนื้อตลอดเวลา มันเป็นสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงลมหายใจที่เหลืออยู่ของเขาได้ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ภายในเขตคุมขังของวังหลวงที่แสนเงียบงันและอ้างว้างสำนักกองภูษาวันนี้เงียบสงบเป็นพิเศษ นางกำนัลส่วนใหญ่ต่างจับกลุ่มกันไปดูงิ้วที่ลานกว้างซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาล เหลือเพียงลี่อินที่ยังคงนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานของตนเอง แสงเทียนสลัวทอดเงาของหญิงสาวลงบนผนังห้องลี่อินหยิบตะกร้าสานใบเล็กที่ซ่อนไว้ใต้เตียงออกมา ภายในนั้นมีเศษผ้าฝ้ายเนื้อดีหลายชิ้น ด้ายสีแดงสด และแบบร่างรองเท้าบุรุษที่น
ที่ตรงนั้น ลี่อินกำลังนั่งพับเสื้อผ้าของตนเองอย่างเงียบเชียบ หญิงสาวไม่ได้เก็บข้าวของเพื่อย้ายออกไปไหน แต่นางกำลังจัดระเบียบพื้นที่ที่เคยใช้ร่วมกับอดีตเพื่อนรักให้กลับมาเป็นของนางเพียงผู้เดียว ใบหน้าของลี่อินเรียบเฉย ไร้ซึ่งรอยยิ้มหรือคราบน้ำตา นางทำตัวราวกับว่าเสียงหัวเราะแสดงความยินดีรอบกายเป็นเพียงเสียงนกเสียงกาที่ไร้ความหมายเมื่อหีบไม้ใบสุดท้ายถูกปิดลง ซูเจียวก็ลุกขึ้นยืน นางจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะเดินแหวกกลุ่มนางกำนัลตรงไปหาลี่อิน ผู้คนรอบข้างต่างเงียบเสียงลง รอดูว่าอดีตสหายรักทั้งสองจะกล่าวสิ่งใดต่อกันในวาระสุดท้ายก่อนจากลา“ลี่อิน” ซูเจียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน แววตาแสร้งทำเป็นอาวรณ์ “ข้าต้องไปแล้ว เกี้ยวม้าของจวนองครักษ์มารอรับข้าอยู่ที่หน้าประตูวังตะวันตก”ลี่อินไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง ปลายนิ้วของนางยังคงลูบไล้รอยพับของเสื้อผ้าให้เรียบตึง “เดินทางปลอดภัย”คำบอกลาที่สั้นกุดและไร้เยื่อใยทำให้ซูเจียวหน้าตึงไปเล็กน้อย แต่นางก็ยังคงรักษาภาพลักษณ์สตรีผู้ถูกรังแกไว้อย่างเหนียวแน่น นางยื่นมือออกไปหวังจะจับมือของลี่อิน ทว่าลี่อินกลับขยับตัวหลบอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้มือของซูเจ
“ลี่อิน... ข้าขอโทษ ข้าขอโทษจริงๆ” ซูเจียวปล่อยโฮออกมาเสียงดังจนทุกคนในห้องหันมามองเป็นตาเดียว นางทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเพื่อนสนิท “เจ้าจะตบตีข้า จะด่าทอข้าอย่างไรข้าก็ยอมรับผิด ข้าไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องมันลงเอยเช่นนี้”ลี่อินก้มมองสหายรักด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า เรี่ยวแรงทั้งหมดสูญสลายไปจนแทบจะยืนไม่อยู่ “เจ้า... หมายความว่าอย่างไร เจียวเจียว ข่าวลือนั่น... ไม่ใช่เรื่องจริงใช่หรือไม่”ซูเจียวสะอื้นฮัก น้ำตานองหน้า “ข้าไปพบเขาเพื่อจะนำยาไปให้เขาตามที่เขาร้องขอ แต่เขา... เขาเมาสุรามาก เขาพร่ำเพ้อถึงความอ้างว้าง และดึงข้าเข้าไปกอด ข้าพยายามขัดขืนแล้วลี่อิน ข้าสู้แรงเขาไม่ไหว ข้ากลัวเหลือเกิน...”นางกำนัลสาวโกหกหน้าตาย บิดเบือนความจริงทั้งหมดเพื่อสร้างภาพตนเองให้เป็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกกระทำ ซูเจียวจงใจเน้นย้ำว่าหานตงเป็นฝ่ายเริ่ม เพื่อทำลายความเชื่อใจที่ลี่อินมีต่อชายคนรักให้ย่อยยับลงไปกับตา“พอเถิด”ลี่อินดึงมือของตนเองกลับอย่างเย็นชา น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นราบเรียบจนน่าใจหาย ไม่มีน้ำตาหลั่งออกมาแม้แต่หยดเดียว มีเพียงแววตาที่แตกสลายร้าวลึกราวกับแก้วที่ถูกทุบจนละเอียด“เจ้าไม่







