LOGINเจียงสือ ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะเบนสายตาไปยังหญิงสาว ที่เมื่อครู่ยังแสดงความฝีปากกล้าต่อพี่สาวของเขาอยู่เลย ไยตอนนี้จึงยืนเหงื่อซึมเต็มใบหน้าเช่นนั้นเล่า หรงหลิ่ว เสมองพื้น เมื่อนางสบเข้ากับแววตาเย็นชาของญาติผู้พี่
“จำเอาไว้คุณหนูหรง ว่าที่นี่คือจวนมหาเสนาบดี มิใช่สกุลหรง จะทำสิ่งใดจงรู้คำนึงถึงเจ้าของบ้านเอาไว้บ้าง”
“ที่นี่คือจวนพี่ชายข้า! บุตรสาวของข้าก็คือคนในครอบครัว”
เสียงแหลมแผดดังมาจากด้านในจวน ทำให้หลิวอินอิน หันกลับไปยังที่มาของเสียงอย่างช้า ๆ ก่อนจะรับรู้ถึงแรงกระแทกที่แขน มิใช่ใครอื่นที่ลงมือ เป็นหรงหลิ่วที่วิ่งเข้าไปภายในจวน พร้อมโผเข้ากอดมารดาของนางเอาไว้แน่น
“บุตรสาวที่แต่งออกไปแล้ว ก็เสมือนน้ำที่สาดทิ้งลงพื้น ไม่อาจที่จะเก็บกลับมาใส่ถังได้ และอีกอย่างที่ข้าจะตักเตือนท่านอาหญิง ที่นี่คือจวนมหาเสนาบดี ที่ได้รับพระราชทานด้วยตำแหน่งของบิดาข้า มิใช่บ้านเดิมสกุลหลิว ฉะนั้นหากอยากวางอำนาจ ก็จงเลือกทำให้ถูกที่ถูกทาง ผู้เป็นใหญ่ในจวนนี้ ย่อมเป็นพ่อแม่ข้า และตัวข้าที่เป็นบุตรสาวสายตรง ทายาทที่ถูกต้อง กฎข้อนี้ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยในแผ่นดิน”
หลิวหนิงถึงกับนิ่งงัน ต่อคำพูดของหลานสาว ก่อนที่นางจะส่งสายตาคาดโทษไปที่พี่สะใภ้ ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับ คงเป็นเพียงสายตาทรงอำนาจ แล้วอย่างไร...ต่อให้นางคือน้องสาวต่างมารดา นางก็ยังคงเป็นน้องสาวเจ้าของบ้าน จะมากน้อยก็ควรไว้หน้านางบ้าง
“ข้าเป็นอาของเจ้านะ!”
“ท่านเพียงแขกผู้มาเยือนชั่วครั้งคราว อย่าได้แสดงตนเหนือเจ้าของบ้าน มารดาข้ายังไม่ตาย ไยจะถึงคราวให้ท่านอาหญิงมาอวดเบ่ง อย่างไม่ไว้หน้าฮูหยินของท่านมหาเสนาบดีได้เล่าเจ้าคะ มารยาทของท่านอา ถูกสุนัขกลืนลงท้องไปแล้วหรือ”
หลิวอินอิน ไม่รู้ว่าอยู่เมืองหลวง พี่สาวรับมือกับคนพวกนี้ด้วยวิธีใด แต่มันมิใช่วิธีของนางอย่างแน่นอน ทุกบ้านย่อมมีกฎระเบียบ ในเมื่อภรรยาเจ้าของบ้านเป็นใหญ่ จะเป็นน้องสาวหรือพี่สาวของสามี ก็ไม่มีสิทธิ์มากำแหง
“พี่สะใภ้ ไยท่านมิตักเตือนนางบ้าง อย่างไรข้าก็คือน้องสาวของบิดานาง ควรเคารพต่อข้า มิใช่มาแสดงอำนาจต่อหน้าข้าเช่นนี้”
เมื่อตอบโต้หลานสาวไม่ได้ หลิวหนิง จึงหันไปทางหลิวฮูหยิน เพื่อเรียกร้องซึ่งความเคารพที่นางควรได้รับ ไยกับพี่น้องคนอื่นของนาง ล้วนได้รับการนอบน้อม แต่ทำไมถึงคราวนาง จึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้เล่า
“อินอิน คือบุตรสาวคนโต และเป็นบุตรสาวสายตรง อำนาจของนางรองจากมารดาเช่นข้า ในเมื่อบุตรสาวของเจ้า กระทำในสิ่งที่ไม่สมควร การถูกตำหนิ ย่อมเป็นเรื่องที่สมควรได้รับ หรือเจ้ากำลังกังขาการสั่งสอนบุตรสาวของข้า”
หลิวฮูหยิน เอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบช้า แต่ทรงอำนาจยิ่งนัก นี่คือการวางตัวของภรรยาเอกอย่างแท้จริง
“แต่ข้าคืออาของนาง”
“ก่อนเจ้าอยากเรียกร้องการเคารพจากผู้อื่น เจ้าต้องรู้จักที่จะเคารพผู้อื่นให้เป็นเสียก่อน ข้าเป็นพี่สะใภ้ของเจ้า เป็นนายหญิงของบ้านนี้ เจ้ายังไม่รู้จักที่จะเคารพข้าแม้แต่น้อย ทุกถ้อยคำของเจ้า สมควรแล้วหรือที่จะแข็งกระด้างกับข้า และการที่ข้ายังคงไม่ตำหนิเจ้า นี่ยังถือว่าข้ารักษามารยาทของเจ้าบ้าน”
“ท่านกำลังด่าทอว่าข้า ไร้การอบรมเยี่ยงนั้นรึ!”
“ถึงเจ้าจะเป็นฮูหยินรองของจวนหรง แต่ก็เหนือกว่าคำว่าอนุ มารยาทอันดีเจ้าต้องมีทัดเทียมภรรยาเอก เพื่อมิให้ตนเองและบุตรสาวต้องอับอายผู้คน”
คำพูดของหลิวฮูหยิน ทำให้หลิวหนิง ถึงกับชาหนึบไปทั้งกาย นางที่เกิดจากอนุ ออกเรือนยังได้เป็นเพียงภรรยารอง นี่ถ้าไม่เรียกว่าเป็นการดูหมิ่น แล้วจะเรียกว่าอะไรได้
“มีเรื่องอันใดกัน!”
เสียงทรงอำนาจดังขึ้นจากด้านหน้าประตู หลิวหนิงถึงกับใบหน้าถอดสี เพราะนางรู้ดีว่าตนเอง มิใช่น้องสาวที่พี่ชายโปรดปราณสักเท่าใดนัก
“ท่านพ่อ”
หลิวอินอิน หันไปหาบิดา ก่อนจะวิ่งเข้าสวมกอดผู้เป็นพ่อเอาไว้แน่น ท่านมหาเสนาบดีหลิว กอดตอบบุตรสาว ทว่าชั่วขณะ เขาถึงกับแข็งค้างราวถูกสาป มิใช่ว่าคนในอ้อมกอดเขาไม่รักเอ็นดู แต่เขารู้ได้ว่านี่คือบุตรสาวคนรอง และการปรากฏตัวของนาง หมายความว่าต้องมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับบุตรสาวคนโต
“เจ้าเหนื่อยหรือไม่”
ไหล่ที่สั่นน้อย ๆ ของคนเป็นลูก ทำให้ท่านมหาเสนาบดี กระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น จมูกคมกดลงยังกลุ่มผมนุ่มละมุนของบุตรสาว หนวนหนวน คงคิดถึงพ่อแม่ จึงแลกเปลี่ยนตัวกับอินอินมาเยี่ยมเยียนสินะ!
“เอาเป็นว่าเรื่องนี้ แล้วค่อยมาคุยกันเมื่อ เจ้าอารมณ์เย็นลงกว่านี้อีกสักหน่อย” จ้าวเทียนหลง เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียง ดูสงบนิ่งที่สุด เพื่อยุติปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ ด้วยอารมณ์ของภรรยา กำลังเดือดดาลอย่างที่สุด หากเวลานี้ เขายังขัดขวางตอนนางอยู่ ผลที่ออกมา ย่อมมิใช่เรื่องที่ดี ซึ่งนางไม่เคยที่จะพูดจา หรือแสดงสีหน้าเช่นนี้ ต่อเขาและมารดามาก่อนเลย แต่เมื่อนางกล้าที่จะทำ นั่นหมายความว่านางเอาจริงแล้ว “แต่นาง...” “ท่านแม่ กลับไปพักผ่อนที่เรือนสักครู่เถอะขอรับ นางมีหน้าที่ดูแลจวน อย่างไรเสีย ก็เป็นหน้าที่ของนาง ท่านแม่ควรอยู่ให้สบายเถอะขอรับ” ยังไม่ทันที่เจ้าฮูหยิน จะได้เอ่ยสิ่งใดออกมา จ้าวเทียนหลง รีบเอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน เขารู้ดีว่ามารดา กำลังไม่พอใจ กับสิ่งที่ภรรยาของเขา เอ่ยออกมา แต่จะให้เขาทำอย่างไรได้เล่า ในเมื่อ ทั้งจวนรอง ล้วนอยู่ได้เพราะนาง หากมารดายังดึงดันไม่ให้เรื่องยุติ คงเกิดเรื่องใหญ่ตามมา จนยากที่จะประสานรอยร้าว ให้กลับมาเหมือนเดิมได้ “นับเจ้ายังรู้คิดจ้าวเทียนหลง แต่นี่ไม่ได้หมายความว่า ข้าจะยินยอม เป็นเบี้ยในกระดานของเจ้า หาก
“หนิงเซียว เจ้าหยุดได้แล้ว เรื่องในอดีตเจ้าจะขุดคุ้ย ขึ้นมาเพื่อสิ่งใดกัน หรือเจ้าคิดว่าเวลานี้ เจ้าช่วยเหลือเจ้าได้มากอย่างนั้นหรือ” เมื่อได้ยินคำสบประมาทจากภรรยา จ้าวเทียนลง อยากที่จะพุ่งเข้าไป บีบคอนางเสียให้ตายคามือ แต่เพราะเวลานี้ นางยังมีประโยชน์ สำหรับเขาและมารดา หากจะลงมือให้นางถึงตาย ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะยินยอม ให้นางแสดงความโอหัง เหนือเค้าที่เป็นสามีได้ตามแต่ใจ ตราบใดที่เขายังขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำครอบครัว นางจะพอใจต่อการกระทำของเขาหรือไม่ นั่นมิใช่สิ่งที่นาง จะมาแสดงออกต่อหน้าเขา “เหอะ! ข้าขุดคุ้ยเยี่ยงนั่นรึ การที่ข้ากล้าที่จะเอ่ยปาก ถึงความบกพร่องในตัวของเจ้าออกมา นั่นเพราะข้ายังมีความรู้สึกดี ๆ ให้เจ้าในฐานะสามีอยู่ แต่จำไว้ให้ดี ว่าถ้าวันไหน ข้าไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาจากปากอีก นั่นหมายความว่า ในสายตาของข้า เจ้าก็มีต่างจากขยะชิ้นหนึ่ง ที่ข้าพร้อมจะโยนทิ้งเมื่อใดก็ได้” “นังคนสารเลว! เจ้าอาจหาญด่าทอบุตรชายของข้า ทั้งยังหยามหมิ่นเขา ต่อหน้าข้าที่เป็นมารดา เจ้าช่างไม่รู้ที่ตายเอาเสียเลย” จ้าวฮูหยิน ตวาดด่าทอลูกสะใภ้เส
จวนจ้าวสายรอง จ้าวฮูหยิน กำลังมองตรงไปยังลูกสะใภ้คนรอง ด้วยแววตาชิงชัง อย่างไม่คิดที่จะปกปิดเอาไว้แม้แต่น้อย ลูกสะใภ้ที่นางเคยหมายมั่นเอาไว้ ว่าจะต้องนำพาบุตรชายคนรองของนาง ให้ก้าวสู่อำนาจในภายหน้า ด้วยการหนุนนำจากสกุลเดิมของลูกสะใภ้ ทว่าจนถึงเวลานี้ บุตรชายสุดที่รักของนาง ยังไม่ก้าวข้ามตำแหน่ง ขุนนางชั้นเล็ก ๆ ไปไม่ได้เลย ครั้งก่อนที่บุตรชาย ได้ก้าวเข้าสู่ราชสำนัก ก็ด้วยอำนาจของบุตรชายคนโต ที่แลกมากับการรับจ้าวหรูอี้ เป็นบุตรสาวสายตรง แต่เวลานี้ทุกอย่าง ไม่เป็นไปตามที่นางคาดหวัง แม้เพียงครึ่งเสียว “ท่านแม่มองข้าเยี่ยงนี้ หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ หรือกำลังตำหนิว่าขา ไม่อาจทำในสิ่งที่ต้องการได้เจ้าคะ” หนิงเชียวเอ่ยถามแม่สามี ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้อ่อนน้อม อย่างที่เคยเป็น นางอดทนมามาก พอแล้ว กับการถูกกดดัน และข่มเหงทางความรู้สึก ผู้ใดจะไปรู้เล่า ว่าการถอนหมั้นกับเจ้าเทียนฉี แล้วเลือกแต่งงานกับเจ้าเทียนหลง ชีวิตของนางจะแปรเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ มิใช่ดีขึ้น ทว่ามันตรงกันข้าม... “หนิงเชียว เจ้ากล้านักนะ ที่ใช้น้ำเสียงและสายตาเช่นนี้ต่อขา ใช่และอย่างไร! ข้าก
“เช่นนั้น! ก็อย่าได้หาว่า พวกข้ารังแกสตรี” หัวหน้าของผู้มาเยือน ชี้ปลายกระบี่ไปยังหน้าของสาวใช้ นางก็แค่สตรีพูดหนึ่ง ที่เรียนรู้วิชายุทธ์ก็เท่านั้น หากเทียบกับบุรุษแล้ว เขามั่นใจว่า นางไม่มีทางทัดเทียมก็ได้ หากเป็นชายเจ้าของบ้าน นั่นใช่! เขายอมรับว่าคนผู้นั้น เขารู้สึกหวั่นไหวและกริ่งเกรงอยู่ในใจ แต่กับนาง สาวใช้ต่ำชั้น หาได้ทำให้เขา มีความรู้สึกหวาดกลัวได้เลยแม้แต่น้อย “อย่าเสียเวลาเลย หากชาหมดกา นายข้าต้องรีบกลับจวน สตรีในห้องหอ มิอาจเที่ยวเล่นนอกจวน ได้ตามอำเภอใจ” แค่ก ๆ เสียง ไอถี่ดังขึ้น จากชายเจ้าของบ้าน ก่อนที่เขาจะชำเลืองมอง ไปยังสตรีในห้องหอ ผู้ที่ไม่อาจไปไหนตามอำเภอใจได้ ช่างเป็นคำนิยาม ที่ไม่เป็นความจริงเอาเสียเลย ด้วยรู้จักกันมานาน ทั้งยังทำการค้าด้วยกันมาหลายปี หญิงงามผู้นี้ ยังห่างไกลคำว่า สตรีในห้องหอประหนึ่งท้องฟ้าสูงกับหุบเหวลึก! “ท่านจะรีบดื่มไปทำไม ไม่ต้องเร่งเร้าให้ข้ารีบกลับบ้าน อย่างไรเสียค่าสตรีผู้บอบบาง ย่อมมิรั้งอยู่ รบกวนท่านนานอย่างแน่นอน” หญิงสาวเอ่ยกับเจ้าของบ้าน ผู้ที่กำลังหน้าดำหน้าแดง จากการสำลักน้ำชา มีหรือน
“ดูท่าแล้วคุณหนูรองหลิว จะมั่นใจเหลือเกิน ว่าจะต่อกรกับพวกข้าได้ เพียงให้สาวใช้คนเดียวลงมือ” เมื่อถูกสตรีหยามหมิ่น แม้ไม่พูดออกมาตรง ๆ แต่การใช้ถ้อยคำของนาง มันเป็นการบอกชัด ว่าพวกเขาเสมือนเศษขยะ ที่รกหูรกตานาง จนต้องให้สาวใช้ทำความสะอาด นางสมควรตายนัก! “ข้าชอบดื่มด่ำกับความสงบ” หญิงสาวไม่ได้ตอบโต้ ต่อถ้อยคำของบุรุษแปลกหน้าผู้นั้น ทว่านางก็ยังคงเน้นย้ำ ว่าชอบดื่มด่ำกับความสงบราบเรียบ นักฆ่าระดับนี้ นางมั่นใจว่าไม่ขลาดเขลา จนมองไม่ออก ว่าหากตัวตนของนางถูกค้น ย่อมต้องทำให้แน่ใจ ว่าจะไม่ถูกนำไปเผยต่อบุคคลอื่นเพิ่มเติม เพราะสิ่งที่จะทำให้มั่นใจได้ ว่ามันจะเป็นความลับไปชั่วชีวิต นั่นคือความตายเท่านั้นกฎข้อนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนสามัญทั่วไป หรือนักฆ่าทุกระดับ ย่อมรู้มันดีอยู่แก่ใจ ความลับที่ดีที่สุด ยอมเป็นความลับ ที่ไม่มีลมหายใจ ทั้งที่คราแรก นางไม่คิดที่จะใส่ใจ ว่าคนพวกนี้จะรู้เห็นสิ่งใด เพราะต่อให้รู้ก็เพียงเท่าที่นางให้รู้ แต่สิ่งที่ผิดคาดคือ พวกมันไม่ได้ติดตามนางต่อ แต่เลือกที่จะมาหาที่ตายในบ้านหลังนี้ ดังนั้นเพื่อความแน่ใจ ว่าสิ่งที่นางส่งให้กับเจ้าของบ้าน จะยัง
“หึ ๆ ข้าย่อมพูดตามที่เห็น ในเมื่อเจ้าเลือกที่จะปฏิเสธ ไมตรีอันดีจากข้า เช่นนั้น...จงแบกรับมันให้ได้” ก๊อก ๆ ทว่าเพียงหัวหน้าผู้มาเยือน เอ่ยจบประโยชน์ เสียงเคาะที่หน้าประตูบ้าน พลันดังแทรกขึ้นเสียก่อน ทุกสายตาหันไปมองหน้าประตู ด้วยความระแวดระวังตัว “หมดเวลาแล้ว ข้าต้องการพักผ่อน” เป็นเจ้าของบ้าน ที่ตะโกนตอบ คนที่อยู่อีกด้านของประตูไป ด้วยเสียงอันเกรี้ยวกราด เช่นปกติของเขา ต่างจากเหล่าผู้มาเยือนทั้งหมด ที่ยังไม่ละสายตา ไปจากบ้านประตู ที่ยังคงไร้เสียงตอบกลับจากอีกด้าน นี่คือความกดดันอันยากจะอธิบายได้ พวกเขาเข้ามาเพราะมีจุดประสงค์ มิได้ทำการค้าอย่างตรงไปตรงมา หากจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว พวกเขาเพียงต้องการรู้ว่าหญิงสาวผู้ที่เพิ่งจากไป มาเพื่อการค้าใด และพวกเขาไม่รู้เลยว่าชายผู้เป็นเจ้าของบ้าน ทำการค้าอันใดกันแน่ “ข้าดื่มชายังไม่หมดกา รู้สึกเสียดาย จึงกลับมาดื่มให้หมด จะได้ไม่ต้องรู้สึกถวิลหา” น้ำเสียงราบเรียบของสตรีผู้นั้น ดังขึ้นอีกครั้ง เหล่าผู้มาเยือน ต่างพากันตื้นตัวราวกับเวลานี้ พวกเขากำลังยืนอยู่กลางวงล้อมศัตรู ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว







