LOGINนางผู้อ่อนโยนราวน้ำค้างต้องกลีบดอกบุปผา ทว่าภายใต้ความหวานละมุนนั้น มันกลับเต็มไปด้วยยาพิษ ที่ฉาบไว้ภายใต้รอยยิ้มงาม เพียงสัมผัสก็ถึงตายได้ เขาชายผู้สูญสิ้นทุกสิ่ง ทว่ายังคงความเย็นชา ไร้สิ่งที่ทำให้ใจของเขาสั่นไหว เมื่อไฟที่ซ่อนอยู่ โอบล้อมรอบความเย็นชาดุจน้ำแข็ง มันจะละลายได้หรือไม่เล่า....
View Moreเส้นทางสู่เมืองหลวง
รถม้าขนาดใหญ่จากจวนแม่ทัพแดนเหนือ ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปตามเส้นทาง ที่ไม่กว้างมากนัก ภายในมีร่างในชุดของบุรุษ กำลังนอนเอนกายหลับใหลอยู่ ดวงตาที่ปิดสนิท เหมือนจะขยับกลอกไปมาใต้เปลือกตา มือของคนที่นอนอยู่นั้น กำผ้าปูขนสัตว์เอาไว้แน่น…ราวกับภายใต้การหลับลึก กำลังมีเรื่องอันเจ็บปวดแสนสาหัส กระทบต่อจิตใจจนเกินจะทานทนได้
“หนวนหนวน” น้ำเสียงอันแหบพล่า ดังขึ้นอยู่ไม่ไกล ทำให้คนที่ยืนอยู่บนถนน คลี่ยิ้มอย่างมีความสุข
“พี่หญิง!”
หลิวหนวนหนวน เรียกพี่สาวด้วยความยินดี นางได้ยินเสียงเรียกแผ่วเบาจากหลังหัวมุมถนน หญิงสาวรีบวิ่งไปยังจุดนั้นในทันที ทว่าเพียงพ้นขอบโค้งถนนเส้นเล็กไป ภาพที่นางเห็นมันทำให้สองเท้าราวถูกต้องตรึงอยู่กับที่
“หนวนหนวน...”
น้ำเสียงที่เรียกหานางนั้น มันช่างเบาราวปุยนุ่น มือที่สั่นระริกของคนเป็นพี่ ยื่นออกมาเบื้องหน้า รอยยิ้มที่ปนไปด้วยน้ำตา ทำให้หญิงสาวเจ็บร้าว ราวกับมีคนมาควักหัวใจออกจากอกของนาง หลิวอินอิน ในเวลานี้...มีบาดแผลเต็มร่างกาย อาภรณ์บนกายขาดหวิ่น ดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้ แผลที่น่ากลัวที่สุด คือที่ช่องท้อง มีดสั้นปักคาอยู่ตรงนั้น!
“พี่หญิง!!!”
ขุนพลสาวพุ่งเข้ารับร่าง ที่กำลังทรุดลงกองกับพื้นของพี่สาวเอาไว้ได้ทัน นางกอดกระชับร่างนั้นเอาไว้อย่างเบามือ หญิงสาวสั่นสะท้านไปทั้งกาย ไม่รู้ว่าจะต้องพูดสิ่งใดออกมาในตอนนี้ คงมีเพียงน้ำตา ซึ่งยากนักที่ใครจะได้เห็น มันไหลพรั่งพรูออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“อย่าร้อง...พะ...พี่ขอโทษ ที่ไม่อาจอยู่ข้างเจ้าได้อีกแล้วน้องรัก”
คำพูดที่ติดขัด ปนสะอื้นของหลิวอินอิน ทำให้หลิวหนวนหนวนจุกไปทั้งอก ราวกับถูกค้อนทุบซ้ำ ๆ จนไม่รู้ว่าจะหาคำไหนมาบรรยาย
“ข้าอยู่นี่แล้ว พี่หญิงจะไม่เป็นไรอย่างแน่นอน ข้าจะพาท่านกลับไปรักษา”
หญิงสาวพูดกับคนในอ้อมแขนเสียงสั่น ก่อนจะเลื่อนมือไปยังบาดแผลที่ช่องท้องของคนเป็นพี่ มีดสั้นนี่...นางไม่อาจดึงมันออกมาได้ และไม่อาจช่วยบรรเทาสิ่งใดได้เลย มันน่าเจ็บใจนัก!
“เด็กโง่...อาการพี่สาวเจ้าสาหัสเพียงนี้แล้ว ยากนักที่จะรอดไปได้ แค่ก ๆ อย่าเสียเวลาเลย แค่เจ้ากอดพี่เอาไว้ให้แน่น ๆ เท่านี้ก็ดีมากแล้ว”
หลิวอินอิน เอ่ยกับน้องสาว ด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน ก่อนจะไอถี่ ๆ เมื่อนางรู้สึกหายใจไม่ออก คนเราใกล้ตายแล้วจริง ๆ มีหรือที่จะไม่รู้ตัวว่าตนเองจะไม่รอด การฝืนก็แค่ปลอบใจตัวเองเท่านั้น
“ไม่! ข้าไม่ยอม” หลิวหนวนหนวน ส่ายหน้าราวเด็กคนหนึ่ง ที่ไม่ยินยอมที่จะรับฟังสิ่งใด
“ดูแลทุกคนด้วย”
สิ้นคำนั้น ดวงตาที่พยายามเปิดกว้างเพื่อมองน้องสาว พลันปิดลงและไม่มีการไหวติงอีกเลย หลิวหนวนหนวน ผู้ผ่านศึกมามาก มีหรือจะไม่รู้ว่านี้คือการสิ้นสุดสัญญาณชีพแล้ว นางกระชับร่างนั้นอย่างถนอม ใบหน้าที่เหมือนกันทุกสัดส่วน แนบชิดกันอย่างถวิลหา
“อ๊าก!!!!”
หลิวหนวนหนวนคำรามก้อง เสียงดังไปทั่วบริเวณ ทว่าน่าแปลกนักที่รอบกายไม่มีผู้ใดเลย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ทุกการเดินทางของนางสองพี่น้อง ล้วนมีผู้ติดตามมากมาย ไยทั้งถนนจึงมีเพียงนางสองพี่น้องเล่า...
“คุณหนู! เกิดสิ่งใดขึ้นเจ้าคะ”
เสียงเรียกที่ดังอยู่ไม่ไกล ทำให้หญิงสาวเปิดตาขึ้น ก่อนจะคว้ามีดสั้นคู่กาย ตวัดวางพาดยังลำคอของคนที่เรียกนาง สาวใช้ข้างกายไม่ไหวติง นางคุ้นชินกับอาการของคนที่อยู่ในสนามรบดี ดวงตาที่จับจ้องใบหน้าของผู้เป็นนาย มันเต็มไปด้วยความห่วงใย
“เจ้าเองหรือ”
หลิวหนวนหนวน เอ่ยถามขึ้นด้วยเสียงที่แหบแห้ง ราวกับเมื่อครู่ในฝัน นางใช้เสียงไปจนสิ้น เหงื่อที่ไหลโซมกาย ทำให้นางรู้ว่า มันคือฝันที่นางไม่ปรารถจะพานพบ หญิงสาวเก็บมีดสั้นเข้าที่เดิม ก่อนจะใช้สองมือลูบไปใบหน้า เพื่อปลุกให้ตนเองตื่นเต็มที่ มันก็แค่ความฝัน!
“เป็นบ่าวเองเจ้าค่ะ คุณหนูดื่มชาสักหน่อยนะเจ้าคะ”
สาวใช้รีบรินชาส่งให้แก่ผู้เป็นนาย เพราะจากสภาพเสียงที่แหบแห้ง คุณหนูของนางคงกระหายน้ำมิน้อยเลย สาวใช้ไม่คิดที่จะซักไซ้สิ่งใดกับผู้เป็นนาย ต่อให้รู้ดีว่าคุณหนูของนางได้ฝันร้าย แต่นางก็ไม่จำเป็นต้องสอดรู้
“อีกไกลหรือไม่ จะถึงจุดนัดพบ”
หญิงสาวรับถ้วยชามายกขึ้นจิบ ก่อนจะเอ่ยถามสาวใช้ ด้วยนางหลับไปทั้งที่ปกติแล้ว นางแทบไม่เคยนอนในช่วงกลางวันเลย ทว่าวันนี้เพราะเหตุใดไม่รู้ นางเพียงเอนกายลงเพื่อพักผ่อน ทว่านางกลับหลับไปเสียอย่างนั้น
“ใกล้แล้วเจ้าค่ะ ป่านนี้คุณหนูใหญ่คงเข้าเรือนพักแล้วกระมังเจ้าค่ะ”
“ดี! ให้คนของเราเร่งฝีเท้าอีกสักหน่อย ข้าอยากไปถึงก่อนมืด”
หญิงสาวเปิดม่านรถม้าออก เพื่อให้ลมด้านนอกปะทะใบหน้าสักหน่อย นางไม่ชื่นชอบความฝันนี่เลยจริง ๆ ออกรบมามิรู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ยังไม่เคยฝันเช่นนี้มาก่อนเลย แล้วทำไมอยู่ ๆ วันนี้ถึงมาฝันเกี่ยวกับพี่สาวได้เล่า...
“หนิงเซียว เจ้าหยุดได้แล้ว เรื่องในอดีตเจ้าจะขุดคุ้ย ขึ้นมาเพื่อสิ่งใดกัน หรือเจ้าคิดว่าเวลานี้ เจ้าช่วยเหลือเจ้าได้มากอย่างนั้นหรือ” เมื่อได้ยินคำสบประมาทจากภรรยา จ้าวเทียนลง อยากที่จะพุ่งเข้าไป บีบคอนางเสียให้ตายคามือ แต่เพราะเวลานี้ นางยังมีประโยชน์ สำหรับเขาและมารดา หากจะลงมือให้นางถึงตาย ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะยินยอม ให้นางแสดงความโอหัง เหนือเค้าที่เป็นสามีได้ตามแต่ใจ ตราบใดที่เขายังขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำครอบครัว นางจะพอใจต่อการกระทำของเขาหรือไม่ นั่นมิใช่สิ่งที่นาง จะมาแสดงออกต่อหน้าเขา “เหอะ! ข้าขุดคุ้ยเยี่ยงนั่นรึ การที่ข้ากล้าที่จะเอ่ยปาก ถึงความบกพร่องในตัวของเจ้าออกมา นั่นเพราะข้ายังมีความรู้สึกดี ๆ ให้เจ้าในฐานะสามีอยู่ แต่จำไว้ให้ดี ว่าถ้าวันไหน ข้าไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาจากปากอีก นั่นหมายความว่า ในสายตาของข้า เจ้าก็มีต่างจากขยะชิ้นหนึ่ง ที่ข้าพร้อมจะโยนทิ้งเมื่อใดก็ได้” “นังคนสารเลว! เจ้าอาจหาญด่าทอบุตรชายของข้า ทั้งยังหยามหมิ่นเขา ต่อหน้าข้าที่เป็นมารดา เจ้าช่างไม่รู้ที่ตายเอาเสียเลย” จ้าวฮูหยิน ตวาดด่าทอลูกสะใภ้เส
จวนจ้าวสายรอง จ้าวฮูหยิน กำลังมองตรงไปยังลูกสะใภ้คนรอง ด้วยแววตาชิงชัง อย่างไม่คิดที่จะปกปิดเอาไว้แม้แต่น้อย ลูกสะใภ้ที่นางเคยหมายมั่นเอาไว้ ว่าจะต้องนำพาบุตรชายคนรองของนาง ให้ก้าวสู่อำนาจในภายหน้า ด้วยการหนุนนำจากสกุลเดิมของลูกสะใภ้ ทว่าจนถึงเวลานี้ บุตรชายสุดที่รักของนาง ยังไม่ก้าวข้ามตำแหน่ง ขุนนางชั้นเล็ก ๆ ไปไม่ได้เลย ครั้งก่อนที่บุตรชาย ได้ก้าวเข้าสู่ราชสำนัก ก็ด้วยอำนาจของบุตรชายคนโต ที่แลกมากับการรับจ้าวหรูอี้ เป็นบุตรสาวสายตรง แต่เวลานี้ทุกอย่าง ไม่เป็นไปตามที่นางคาดหวัง แม้เพียงครึ่งเสียว “ท่านแม่มองข้าเยี่ยงนี้ หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ หรือกำลังตำหนิว่าขา ไม่อาจทำในสิ่งที่ต้องการได้เจ้าคะ” หนิงเชียวเอ่ยถามแม่สามี ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้อ่อนน้อม อย่างที่เคยเป็น นางอดทนมามาก พอแล้ว กับการถูกกดดัน และข่มเหงทางความรู้สึก ผู้ใดจะไปรู้เล่า ว่าการถอนหมั้นกับเจ้าเทียนฉี แล้วเลือกแต่งงานกับเจ้าเทียนหลง ชีวิตของนางจะแปรเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ มิใช่ดีขึ้น ทว่ามันตรงกันข้าม... “หนิงเชียว เจ้ากล้านักนะ ที่ใช้น้ำเสียงและสายตาเช่นนี้ต่อขา ใช่และอย่างไร! ข้าก
“เช่นนั้น! ก็อย่าได้หาว่า พวกข้ารังแกสตรี” หัวหน้าของผู้มาเยือน ชี้ปลายกระบี่ไปยังหน้าของสาวใช้ นางก็แค่สตรีพูดหนึ่ง ที่เรียนรู้วิชายุทธ์ก็เท่านั้น หากเทียบกับบุรุษแล้ว เขามั่นใจว่า นางไม่มีทางทัดเทียมก็ได้ หากเป็นชายเจ้าของบ้าน นั่นใช่! เขายอมรับว่าคนผู้นั้น เขารู้สึกหวั่นไหวและกริ่งเกรงอยู่ในใจ แต่กับนาง สาวใช้ต่ำชั้น หาได้ทำให้เขา มีความรู้สึกหวาดกลัวได้เลยแม้แต่น้อย “อย่าเสียเวลาเลย หากชาหมดกา นายข้าต้องรีบกลับจวน สตรีในห้องหอ มิอาจเที่ยวเล่นนอกจวน ได้ตามอำเภอใจ” แค่ก ๆ เสียง ไอถี่ดังขึ้น จากชายเจ้าของบ้าน ก่อนที่เขาจะชำเลืองมอง ไปยังสตรีในห้องหอ ผู้ที่ไม่อาจไปไหนตามอำเภอใจได้ ช่างเป็นคำนิยาม ที่ไม่เป็นความจริงเอาเสียเลย ด้วยรู้จักกันมานาน ทั้งยังทำการค้าด้วยกันมาหลายปี หญิงงามผู้นี้ ยังห่างไกลคำว่า สตรีในห้องหอประหนึ่งท้องฟ้าสูงกับหุบเหวลึก! “ท่านจะรีบดื่มไปทำไม ไม่ต้องเร่งเร้าให้ข้ารีบกลับบ้าน อย่างไรเสียค่าสตรีผู้บอบบาง ย่อมมิรั้งอยู่ รบกวนท่านนานอย่างแน่นอน” หญิงสาวเอ่ยกับเจ้าของบ้าน ผู้ที่กำลังหน้าดำหน้าแดง จากการสำลักน้ำชา มีหรือน
“ดูท่าแล้วคุณหนูรองหลิว จะมั่นใจเหลือเกิน ว่าจะต่อกรกับพวกข้าได้ เพียงให้สาวใช้คนเดียวลงมือ” เมื่อถูกสตรีหยามหมิ่น แม้ไม่พูดออกมาตรง ๆ แต่การใช้ถ้อยคำของนาง มันเป็นการบอกชัด ว่าพวกเขาเสมือนเศษขยะ ที่รกหูรกตานาง จนต้องให้สาวใช้ทำความสะอาด นางสมควรตายนัก! “ข้าชอบดื่มด่ำกับความสงบ” หญิงสาวไม่ได้ตอบโต้ ต่อถ้อยคำของบุรุษแปลกหน้าผู้นั้น ทว่านางก็ยังคงเน้นย้ำ ว่าชอบดื่มด่ำกับความสงบราบเรียบ นักฆ่าระดับนี้ นางมั่นใจว่าไม่ขลาดเขลา จนมองไม่ออก ว่าหากตัวตนของนางถูกค้น ย่อมต้องทำให้แน่ใจ ว่าจะไม่ถูกนำไปเผยต่อบุคคลอื่นเพิ่มเติม เพราะสิ่งที่จะทำให้มั่นใจได้ ว่ามันจะเป็นความลับไปชั่วชีวิต นั่นคือความตายเท่านั้นกฎข้อนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนสามัญทั่วไป หรือนักฆ่าทุกระดับ ย่อมรู้มันดีอยู่แก่ใจ ความลับที่ดีที่สุด ยอมเป็นความลับ ที่ไม่มีลมหายใจ ทั้งที่คราแรก นางไม่คิดที่จะใส่ใจ ว่าคนพวกนี้จะรู้เห็นสิ่งใด เพราะต่อให้รู้ก็เพียงเท่าที่นางให้รู้ แต่สิ่งที่ผิดคาดคือ พวกมันไม่ได้ติดตามนางต่อ แต่เลือกที่จะมาหาที่ตายในบ้านหลังนี้ ดังนั้นเพื่อความแน่ใจ ว่าสิ่งที่นางส่งให้กับเจ้าของบ้าน จะยัง












reviews