LOGINคำโปรย ซ่งลี่ถิงถูกมารดาเลี้ยงใส่ร้าย ก่อนจะถูกขับออกมาอยู่ที่บ้านเดิม เมื่อถึงวัยออกเรือนยังถูกบังคับให้แต่งกับบุรุษแก่ นางมีหรือจะยอม!ก่อนจะคว้าบุรุษแปลกหน้าที่นอนจมกองเลือดในไร่ชาของนางมาเป็นสามีเสียเลย! หึ... บุรุษผู้นี้แหละ คือ สามีของข้า!
View Moreปิงปิงหญิงสาววัยยี่สิบปีรู้สึกว่าร่างกายของตนร้อนรุ่มราวกับไฟเผา นอนกระสับกระส่ายไม่ได้สติอยู่บนเตียง เธอจำได้ว่าตนเองนั้นตากฝนมาก่อนที่จะรีบกลับมาที่บ้านแล้วอาบน้ำกินยานอน แต่เหตุใดจึงรู้สึกเจ็บปวดไปทั้งตัวเช่นนี้กัน
ทุกอย่างค่อย ๆ ดับมืดลง ก่อนที่หญิงสาวจะมองเห็นแสงสว่างรำไรจากที่ไกล ๆ จึงคิดที่จะเดินเข้าไปหามัน หากแต่ยามที่เดินเข้าไปใกล้ แสงสว่างนั้นก็ราวกับหนีห่างออกไปไกลเรื่อย ๆ จนกระทั่งปิงปิงไม่สามารถตามได้ทัน
ภาพในความฝันค่อย ๆ ฉายชัดขึ้น ก่อนจะพบกับเด็กสาวผู้หนึ่งอายุน่าจะไม่เกินสิบสี่สิบห้าปี กำลังถูกโบยอยู่กับเก้าอี้ตัวยาว เนื้อตัวของเด็กสาวคนนั้นชุ่มไปด้วยเลือดแต่เธอกลับไม่ร้องออกมาเลยแม้แต่น้อย มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่อาบไปด้วยน้ำตาที่หลั่งไหลออกมาหยดแล้วหยดเล่า
รอบ ๆ ข้างมีหญิงชราผู้หนึ่งถูกโบยจนกระทั่งสลบไป ผู้ที่ลงมือโบยเดินเข้าไปก่อนจะใช้นิ้วของเขาอังที่จมูกของนางแล้วก็ต้องผงะเมื่ออีกฝ่ายนั้นได้สิ้นลมหายใจไปแล้ว
เสียงร่ำไห้ข้าง ๆ เป็นเด็กสาวผู้หนึ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นสาวใช้ของนาง ร่ำร้องอ้อนวอน หญิงสาวโขกศีรษะจนเลือดอาบหน้าเพื่อขอความเมตตาจากสตรีคนหนึ่งที่นั่งมองดูการลงโทษที่แสนโหดเหี้ยมนี้ด้วยแววตาเย้ยหยัน
"ฮือ ๆ ฮูหยินเจ้าคะ ได้โปรดเถิดเจ้าค่ะ คุณหนูใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว ฮูหยินได้โปรดเมตตา"
"ฮูหยินขอรับ ผิงมาหม่าสิ้นใจแล้วขอรับ"
"นำศพของนางไปโยนทิ้งในป่า"
"ฮูหยินขอรับคุณหนูสามสลบไปแล้วขอรับ"
"หึ ส่งนางกับสาวใช้กลับไปบ้านเดิมที่เจียงหนาน ไม่มีคำสั่งอย่าได้กลับมาเหยียบเมืองหลวงอีก!" ซานซานได้ยินว่าคุณหนูของตนนั้นสลบไปก็ได้แต่ร่ำไห้
ทั้งสองถูกส่งขึ้นรถม้าก่อนจะออกเดินทางมุ่งสู่เจียงหนาน นี่เป็นการเดินทางมาที่นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว หากแต่ครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อนมากนักเพราะในครั้งนี้ผิงมาหม่าไม่สามารถเดินทางมาด้วยได้อีกต่อไป ซ้ำคุณหนูของนางยังมาถูกโบยจนบาดเจ็บปางตายเช่นนี้อีก คนเหล่านั้นช่างอำมหิตยิ่งนัก โชคยังดีที่พวกนางยังเหลือท่านลุงหม่าสามีของผิงมาหม่าที่เป็นคนจากบ้านเดิมทางฝั่งมารดาของคุณหนูเป็นผู้บังคับรถม้าในการเดินทางครั้งนี้
ในส่วนของหม่าถังเขาเองก็เสียใจไม่ต่างกันที่ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากมาด่วนจากไปเช่นนี้ แต่ตนเองก็ต้องทำหน้าที่ดูแลคุณหนูต่อจากภรรยาให้ดีที่สุด ซ่งลี่ถิงบาดเจ็บสาหัสซ้ำยังต้องเดินทางไกล ชายชราจึงได้หาที่พักสักแห่งเพื่อตามหมอมารักษาคุณหนู
โชคร้ายเหลือเกินที่ไม่ว่าจะหาหมอคนใดมารักษา ผลที่ได้คือขาทั้งสองข้างของนางนั้นมิอาจใช้งานได้อีกตลอดชีวิต หม่าถังได้แต่กล่าวโทษตนเองไม่หยุด ก่อนจะทอดมองไปยังร่างคุณหนูของตนด้วยแววตาเวทนา หญิงสาวได้แต่นอนแน่นิ่งไร้การเคลื่อนไหวทั้งยังไม่อาจฟื้นขึ้นมากล่าวสิ่งใดได้ จนกระทั่งผ่านไปกว่าครึ่งเดือน อาจเพราะพวกเขาต้องเดินทางและหยุดพักรักษาคุณหนูอยู่เป็นระยะ ทำให้การเดินทางค่อนข้างล่าช้า กว่าจะมาถึงเจียงหนานก็ใช้เวลาไปไม่น้อยแล้ว
ซ่งลี่ถิงคือบุตรสาวคนที่สามของแม่ทัพซ่ง มารดาตายจากไปตั้งแต่ยังเล็กทำให้บิดาเลื่อนฐานะของฮูหยินรองขึ้นมาเป็นฮูหยินเอกของจวน ภายในจวนตระกูลซ่งเด็กสาวได้รับการปรนนิบัติที่ไม่เป็นธรรมนัก เพราะตัวฮูหยินผู้เฒ่าเองก็หาได้ชื่นชอบมารดาของนาง และพยายามส่งเสริมหลานสาวของตนให้มาแต่งกับบิดาของนาง ก่อนที่หนิงเหมยมารดาเลี้ยงของนางจะตั้งครรภ์บุตรชายคนโตก่อนมารดาของซ่งลี่ถิง และในเวลาต่อมาก็ตั้งครรภ์บุตรสาว พร้อม ๆ กับมารดาที่ตั้งครรภ์ลี่ถิง แต่เพราะหนิงเหมยหกล้มในเดือนที่แปดจึงได้คลอดก่อนกำหนด ทำให้ซ่งลี่ถิงกลายเป็นบุตรคนที่สามของตระกูล เพราะเป็นบุตรสาวบิดาจึงไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก บ่าวไพร่ในจวนจึงละเลยนางมาโดยตลอด
จนกระทั่งมาถึงวันที่ถูกโบยเด็กสาวถูกใส่ความว่าวางยาพี่สาวและน้องสาว ก่อนจะถูกจับไปโบยโดยที่ไม่ได้สืบความอย่างกระจ่าง เหตุการณ์นี้ทำให้ผิงมาหม่าตายจาก ส่วนซ่งลี่ถิงกลายเป็นคนพิการไม่สามารถที่จะเดินได้อีกตลอดชีวิต จากนั้นก็ถูกส่งมาไกลถึงเจียงหนาน
"ท่านลุงหม่า เราจะทำเช่นไรกันดีเจ้าคะ"
"มันจะต้องมีทาง ข้าจะตามหาหมอมารักษาคุณหนูให้จงได้"
"ฮึก ฮึก เช่นนั้นคงมีแต่หมอเทวดาแล้วเจ้าค่ะ ท่านหมอคนใดก็กล่าวว่าคุณหนูคงไม่อาจเดินได้อีกตลอดชีวิตแล้ว ฮือ ๆ"
"เจ้าอย่าได้พูดจาส่งเดช ข้าจะไม่ยอมให้คุณหนูกลายเป็นคนพิการเช่นนี้แน่!"
"เช่นนั้น เราควรทำอย่างไรกันดีเจ้าคะ"
"ก่อนอื่นเจ้าไปทำความสะอาดห้องนอนของคุณหนูให้ดี ส่วนข้าจะไปตามหาท่านหมอมารักษาคุณหนู"
"เจ้าค่ะ"
หม่าถังบังคับม้ามุ่งหน้าเข้าไปในเมืองเจียงหนานด้วยความหวังที่จะหาหมอเก่ง ๆ มารักษาขาของคุณหนูให้หายดี
ตระกูลซ่ง
"ฮูหยินเจ้าคะ คนที่บ้านเดิมส่งข่าวมาบอกว่าไม่มีหมอคนใดรักษาขาของคุณหนูสามได้เลยเจ้าค่ะ ดูท่านางคงจะไม่สามารถกลับมาเดินได้อีก"
"หึ ดี ให้รู้เสียบ้างว่าไม่ควรมาเทียบชั้นกับลี่เอ๋อร์กับฮวาเอ๋อร์ของข้า"
"ฮูหยินจะให้คนคอยจับตาดูต่อหรือไม่เจ้าคะ"
"ไม่ต้อง ถึงอย่างไรนางก็คงทำสิ่งใดต่อไปไม่ได้แล้ว"
"แล้วเรื่อง..."
"หึ ข้าย่อมต้องหาบุรุษที่คู่ควรให้กับบุตรสาวของข้าผู้นี้อยู่แล้ว" หนิงเหมยกล่าวก่อนจะหัวเราะเสียงแหลมอย่างรู้สึกสาแก่ใจ ก่อนหน้านี้ทางวังหลวงได้มีการเปรย ๆ ออกมาว่าจะรับซ่งลี่ถิงให้หมั้นหมายกับท่านอ๋องหรือองค์ชายคนใดคนหนึ่ง เพราะในอดีตหลิวกุ้ยเฟยนั้นเป็นสหายคนสนิทกับอันซูเจินมารดาของซ่งลี่ถิง ด้วยความริษยารวมกับความแค้นครั้งก่อนที่มารดาของหญิงสาวแย่งชิงซ่งหนิงเหอไป จึงได้หาทางกำจัดนางให้พ้นทางไปเสียแต่นึกไม่ถึงว่า เพียงแค่ถูกโบยไม่กี่ครั้งหญิงสาวจะถึงกับพิการเช่นนี้ ถือว่าสวรรค์เปิดทางให้นางและบุตรสาวได้พบเจอกับความสงบสุขที่แท้จริงแล้ว
เหตุการณ์ในครั้งนี้ผ่านพ้นไปด้วยดี เพราะพ่อสามี สามี และบุตรชายคนโตของนางล้วนอยู่ชายแดน คนที่ตัดสินเรื่องนี้ก็มีแต่เพียงนางและแม่สามีซึ่งมีศักดิ์เป็นท่านป้าของนาง ที่นี่ล้วนแต่เป็นคนของนางทั้งสิ้น ก็ถือเสียว่าเป็นกรรมของซ่งลี่ถิงก็แล้วกัน
เพราะซ่งลี่ถิงคิดที่จะมีจวนเป็นของตนเอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาตระกูลซ่งอีกต่อไป จึงได้ปรึกษาหารือกับท่านอาจารย์ก่อนจะได้ข้อสรุปว่า ถึงเวลาที่นางจะต้องกางปีกเพื่อบินขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้ว อย่างน้อยภายภาคหน้านางจะได้มีจวนเป็นของตนเองโดยไม่ต้องคอยสังเกตสีหน้าของผู้ใดซ่งลี่ถิงจึงได้ทำการวางแปลนเรือนของนาง หญิงสาวไม่ได้ออกแบบให้ดูแปลกตาหรือแตกต่างจากเรือนในยุคนี้มากนัก เพราะไม่ต้องการให้เป็นที่จับตามอง เรือนของนางจึงเป็นการผสมผสานระหว่างยุคใหม่กับยุคเก่า เพิ่มเติมคือมีบริเวณสวนหิน ธารน้ำ น้ำตกจำลองและสะพานเล็ก ๆ น่ารัก ด้านในซ่งลี่ถิงออกแบบให้เป็นพื้นยกสูงคล้ายกับเรือนของคนญี่ปุ่นในสมัยเอโดะ มีห้องน้ำชาสำหรับต้อนรับแขกที่มาเยือนโดยเฉพาะ ยามเมื่อออกแบบออกมาแล้วกลับกลายเป็นเรือนขนาดใหญ่ไม่น้อยก่อนที่หญิงสาวจะเริ่มให้เหล่าหลีเป็นผู้ดูแลเรื่องการก่อสร้างครั้งนี้เช่นเคย เพราะได้ร่วมงานกันมาก่อนจึงมีความคุ้นเคยและเข้าใจในเนื้องานมากกว่าผู้อื่น จวนของนางเริ่มต้นก่อสร้างในทันทีหลังจากที่หญิงสาวส่งแบบแปลนให้กับเหล่าหลีนางต้องการให้ทุกอย่างแล้วเสร็จก่อนวันพิธีปักปิ่นขอ
หลังจากที่ไร่ชาถูกปรับปรุงดูแลเป็นอย่างดีเมื่อเวลาผ่านไปราวหนึ่งเดือนก็เริ่มให้ผลผลิต ยอดชาอ่อน ๆ เริ่มผลิใบให้สามารถเก็บเกี่ยวได้ทั้งยังมีกลิ่นเฉพาะตัวของแต่ละสายพันธุ์ ก่อนหน้านี้ซ่งลี่ถิงสั่งให้เหล่าหลีสร้างโรงเรือนที่เอาไว้อบใบชาถึงสี่โรงเรือน โดยแยกใบชาแต่ละสายพันธุ์เก็บในโรงเรือนที่แยกกันเพื่อป้องกันการรวมกลิ่นของชา โรงเรือนทั้งสี่ถูกสร้างจนกระทั่งแล้วเสร็จก่อนที่จะเริ่มลงมือเก็บชาหลงจิ่งเป็นสายพันธุ์แรกใบชารอบแรกถูกเก็บก่อนจะถูกนำมาอบในโรงเรือนที่เต็มไปด้วยความร้อนที่พอเหมาะส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ
หลังจากที่ทำการซื้อขายไร่ชาแห่งนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ดินผืนนั้นก็กลายมาเป็นของซ่งลี่ถิงอย่างสมบูรณ์ นางจึงได้สั่งการให้ท่านลุงหม่าจัดหาคนงานเพื่อเข้าไปบุกเบิกที่ดินที่เป็นสินเดิมของมารดาเพื่อให้พร้อมสำหรับทำกิจการต่อไป พร้อมกับจัดหาคนงานเพื่อเข้ามาปรับปรุงไร่ชาที่เสื่อมโทรมไปมากเพราะซ่งลี่ถิงนั้นมีประสบการณ์ในการทำไร่ชาอยู่แล้วตั้งแต่ในโลกก่อน ทำให้สามารถจัดการปรับปรุงไร่ชาได้อย่างง่ายดายเพียงแค่พลิกฝ่ามือเมื่อปรับปรุงแล้วเสร็จซ่งลี่ถิงจึงได้ค้นพบว่านางได้สมบัติล้ำค่ายิ่งมาอยู่ในมือเพราะที่ไร่ชาแห่งนี้ไม่เพียงแต่มีชาหลงจิ่งที่ผู้คนนิยมดื่มกัน แต่ยังมีชาปี้หลัวชุนชาไป๋หาวอิ๋นเจิน และชาอู่อี๋เหยียนฉาก่อนหญิงสาวจะดีใจยิ่งกว่าสิ่งใดและคิดในใจว่า นี่มันคือขุมทรัพย์ชัด ๆ เพียงเท่านี้นางก็ร่ำรวยจนไม่รู้จะร่ำรวยอย่างไรแล้ว เสียดายที่เจ้าของเดิมมิอาจสานต่อเจตนารมณ์ของบิดาได้ แต่มิเป็นไรนางจะเป็นผู้สานต่อด้วยตนเองหญิงสาวค่อย ๆ ลงมือบันทึกสรรพคุณของชาแต่ละชนิดและวิธีการผลิตเพ
หลังจากวันนั้นซ่งลี่ถิงก็ไหว้วานอาจารย์ของนางให้เป็นผู้ออกหน้าซื้อขายที่ดินไร่ชาแห่งนั้นแทนนาง ซุนปินเฉินจัดการธุระให้กับศิษย์เพียงคนเดียวของเขาจนแล้วเสร็จก่อนจะกลับมาที่จวนพร้อมกับหม่าถังในครั้งแรกที่หญิงสาวมาเอ่ยไหว้วานให้เขาช่วยเป็นธุระจัดการให้ ซุนปินเฉินก็แปลกใจอยู่ไม่น้อยว่าที่ดินที่หญิงสาวอยากจะได้นักหนานั้นจะเป็นเช่นไร หากเมื่อยามที่ไปเห็นด้วยตาตนเองแล้ว ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าที่ดินผืนนั้นช่างงดงามสมราคาจริง ๆ และเขาก็ยังได้รู้มาอีกว่า ใต้พื้นดินของที่ผืนนั้นยังมีแร่ทองคำอยู่อีกด้วย แววตาที่ทอดมองไปยังเด็กสาวจึงได้แปรเปลี่ยนไปอย่างมาก