Mag-log in“เจ้านี่นะ! ล้อเล่นไปได้ ไหนมาให้ป้าดูหน่อยสิ อืม...โตขึ้นมากทีเดียว”
หลิวฮูหยินเย้าหลานชาย พร้อมกับจับไหล่ของชายหนุ่ม ดันให้เขาเอียงซ้ายทีขวาที หลานชายของนาง โตขึ้นมากจริง ๆ และที่สำคัญใบหน้าหล่อเหลานี้ ถอดแบบน้องชายของนางมาเกือบจะทั้งหมดเชียวล่ะ
“สือเอ๋อร์ คารวะท่านป้าขอรับ ข้ามาส่งพี่หญิงอินอิน แทนท่านพี่หลิวเอินขอรับ”
ชายหนุ่มประสานมือให้ผู้เป็นป้า ก่อนจะบอกถึงจุดประสงค์ ในการปรากฎตัวของเขาในครั้งนี้ แน่นอนว่าทุกครั้งที่พี่หญิงอินอินไปเยือนแดนเหนือ จะเป็นท่านปู่เดินทางมาส่งพี่หญิงด้วยตนเองเสียมากกว่า น้อยนักที่พี่สาวอีกคนของเขา จะปลอมตัวมาเมืองหลวง ด้วยหูตาของเหล่าขุนนาง ที่มองหาช่องโหว่ของท่านลุงเขย และท่านปู่ของเขา เพื่อล้มล้างสกุลใหญ่ทั้งสอง ท่านพี่หลิวเอิน จึงเลือกที่จะไม่ก้าวเท้าเข้าเมืองหลวงบ่อยนัก
“พี่ชายเจ้าไม่คิดจะมาเยี่ยมพ่อแม่บ้างเลยรึอย่างไร”
หลิวฮูหยินแกล้งถามหลานชาย ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าบุตรสาว ที่ยืนอยู่ไม่ห่างนัก คือใครกันแน่ แต่เพราะที่นี่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่รู้ถึงตัวตนของบุตรสาวฝาแฝด ดังนั้นนางจึงเลือกที่จะไปกระโตกกระตาก เพราะการมาของหนวนหนวน ย่อมต้องมีสาเหตุอย่างแน่นอน
“แคว้นเหลียนมีการเคลื่อนไหว ท่านพี่หลิวเอินจึงต้องรั้งอยู่ช่วยท่านปู่ขอรับ”
ชายหนุ่มตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ราวกับเรื่องบางอย่างเขาลืมมันไปเสียสิ้นแล้ว การพูดคุยของสองป้าหลาน ดูมีความสุข จนทำให้หญิงสาวในชุดสีหวานแหวว รู้สึกรายาอย่างที่สุด นางก็หลานเหมือนมิใช่หรือ ไยทุกครั้งที่พูดกับนาง ล้วนต้องเป็นทางการ และกฎระเบียบจนน่าเบื่อหน่าย ทีกับพวกบ้านนอกหยาบช้า กลับใส่ใจและแย้มยิ้ม
“ลำบากเจ้าแล้วจริง ๆ สือเอ๋อร์”
“เรื่องเล็กน้อยขอรับ”
ชายหนุ่มตอบผู้เป็นป้า ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน ก่อนจะขยับหลีกทางให้พี่สาว ที่ก้าวมายืนต่อหน้าผู้เป็นป้า
“ท่านแม่ ลูกทำให้ท่านแม่เป็นกังวลหรือไม่เจ้าคะ”
หญิงสาวโน้มกายโอบกอดมารดา เพียงเท่านี้คนเป็นแม่มีหรือจะไม่รู้ ว่าต้องเกิดเรื่องขึ้นอย่างแน่นอน หลิวฮูหยินดอบกอดตอบบุตรสาว แม้ว่าอยากที่จะเอ่ยถาม ทว่าเพราะบางเรื่องมิอาจให้คนนอกรู้ได้ นางจึงทำได้เพียงคลี่ยิ้มอย่างยินดี ที่บุตรสาวเดินทางกลับบ้านแล้วอย่างปลอดภัย
“เจ้าปลอดภัยแม่ก็ดีใจมากแล้ว เราเข้าบ้านกันเถอะ”
หลิวฮูหยิน ชวนบุตรสาวเข้าบ้าน โดยที่นางไม่ได้ใส่ใจ ต่อการมีอยู่ของชายที่เป็นคู่หมายของลูก และหลานสาวของสามี ที่พยายามทำตัวให้เหนือกว่าบุตรสาวของนาง มิหนำซ้ำยังทำตัวไม่เหมาะสมในอีกหลายต่อหลายเรื่อง จนนางที่เป็นคนดูแลบ้านเหนื่อยหน่าย
“ท่านพ่อเล่าเจ้าคะ”
“อีกสักพักคงกลับมาแล้ว ไปเถอะ...เจ้าเดินทางมาเหนื่อย ๆ พักสักหน่อยค่อยออกมากินมื้อเที่ยงกับบิดาเจ้า”
“เจ้าค่ะ”
เรื่องที่ปะทะกันเมื่อครู่ ถูกกลืนหายไปด้วยการมาของหลิวฮูหยิน และการถูกมองข้ามไปราวกับไร้ตัวตน ทำให้เหยาโจว ขบกรามแน่นอย่างไม่พอใจ แน่นอนว่าการกระทำนั้น มิอาจหลุดรอดสายตาของพ่อบ้านเกาไปได้
สองแม่ลูกประคองกันเดินเข้าจวน โดยมีเจียงสือก้าวตามไป ทว่าชายหนุ่มกลับหยุดเท้าลง แล้วหันกลับไปมองคู่หนุ่มสาว ที่ยืนแนบชิดกันเกินงาม ก่อนที่เขาจะแสยะยิ้มหยัน นี่หรือคนที่เรียกตนเองว่ามีความรู้ แต่ทำไมช่างไรการอบรมเรื่องกิริยาไปได้
“เจ้าคิดจะเดินตามเข้ามา ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบ้านแล้วหรือ”
“สามหาว! พี่เหยาโจวคือว่าที่สามีของพี่หญิง และข้าเป็นคนอนุญาติเอง”
หรงหลิ่วรีบต่อว่าเจียงสือ ด้วยถ้อยคำที่ไม่คาดคิดมาก่อน ว่าบุตรสาวขุนนาง จะพ่นวาจาร้านตลาดออกมาเช่นนี้
“เจ้าเป็นเจ้าของบ้านหรืออย่างไร จึงได้ปล่อยให้ใครก็ไม่รู้เข้าออกได้ตามอำเภอใจ หากเกิดสิ่งใดขึ้น เจ้าแบกรับมันไหวหรือ”
คำพูดที่เนิบช้า ทว่ากดลึกในน้ำเสียง ทำให้หรงหลิ่วถึงกับใบหน้าถอดสี ที่นี่คือจวนมหาเสนาบดี แน่นอนว่าทุกคนในจวนล้วนสำคัญ หากเกิดข้อผิดพลาดใดขึ้น นางที่เป็นเพียงหลานห่าง ๆ ย่อมไม่อาจแบกรับมันได้
“เจ้าก็แค่คนบ้านนอกหยาบช้า อย่ามาสู่รู้”
“วันนี้ข้าเดินทางไกลมาเหนื่อย ไม่ต้องการให้ใครมารบกวน หาดื้อดึง! อย่าได้หาว่าข้าไม่เกรงใจ”
แต่ก่อนที่จะมีการโต้เถียงไปมากกว่านี้ น้ำเสียงเย็นเยียบ ดังออกมาจากด้านในประตู นี่คือคำตอบว่าหลิวอินอิน ไม่ต้องการให้เหยาโจวเข้าไปในจวน ต่อให้หรงหลิ่วจะอาจหาญเพียงใด นางก็ไม่กล้าทำสิ่งใดบุ่มบ่าม หาไม่แล้วนางคงถูกส่งกลับสกุลหรงอย่างแน่นอน
เหยาโจวกำหมัดแน่น ปกติแล้วหลิวอินอิน จะไม่ค่อยมีปากเสียงกับเขาเท่าใดนัก แม้ว่านางจะไม่ได้สุกสิงกับเขาเท่าใด แต่ก็ไม่เคยทำตัวไร้มารยาท หรือหมางเมินต่อเขา จนกลายเป็นมองข้ามเช่นนี้มาก่อน นางไปพบเจอสิ่งใดมากันแน่ เหตุใดนางจึงราวกับมิใช่คนเดิม
“ข้าตำหนิเจ้าไปเพียงเล็กน้อย เจ้าถึงกับหักหน้าข้า ต่อหน้าผู้อื่นเช่นนี้หรือ”
เหยาโจวมีหรือจะยอมเสียหน้า เขาตะโกนถามออกไป ราวกับคนที่ขาดการอบรมอย่างแท้จริง ใบหน้าที่แดงก่ำด้วยโทสะ ดูทะมึนตึงน่ากลัวยิ่งนัก แต่นั่นสำหรับผู้อื่น มิใช่หญิงสาวที่เดินกลับออกมายืนอยู่หน้าประตูจวน
“ผู้อื่นที่เจ้าหมายถึง คงเป็นตัวเจ้า หาใช่น้องชายของข้า จดจำเอาไว้ให้ดี ว่าเจ้ายังมิได้มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับสกุลหลิว อย่าได้อาจหาญมาแสดงกิริยาไร้การอบรมต่อหน้าข้าอีก มิเช่นนั้น ข้าย่อมไม่เกรงใจใด ๆ ทั้งสิ้น”
เหยาโจวมองใบหน้าที่เย็นชาของคู่หมาย นางเปลี่ยนไปจริง ๆ ไม่ได้! เขาจะต้องทำให้นางอยู่ในการควบคุมของเขาให้ได้ มิเช่นนั้นถ้านางเกิดไม่แต่งให้กับเขา อนาคตในราชสำนักที่เพิ่งเริ่มของเขา มีหวังจบสิ้นลงเป็นแน่
“เจ้าควรมีเหตุผล มิใช่ทำสิ่งใดเอาแต่ใจอินอิน”
“คุณชายเหยา ต่อให้มีการพูดคุยกันของแม่สื่อ แต่เรายังคงไม่ใช่คู่หมั้นที่ถูกต้อง โปรดระวังคำพูดด้วย ชื่อของข้ามิใช่ใครก็ได้จะเรียก”
“เจ้า!”
“คุณชายเหยา เจ้ากลับไปก่อนเถอะ บุตรสาวข้าเพิ่งเดินทางมาถึง นางย่อมเหนื่อยล้า วันหน้าค่อยมาเยือนก็มิสาย”
เสียงที่ทรงอำนาจของสตรี ที่ไม่ได้ก้าวออกมา แต่มันทำให้ชายหนุ่ม ไม่อาจที่จะแสดงความหยิ่งผยองต่อนางได้ เขาจึงสะบัดแขนเสื้อเดินจากไปอย่างมิสบอารมณ์
บ้านเช่าท้ายตลาด เมืองหลวง หรงหลิ่ว กำลังนั่งชื่นชม กับเครื่องประดับที่ได้รับ มาจากนายท่าน โดยนางไม่คิดจะใส่ใจต่อสายตาของผู้เป็นมารดา ที่กำลังมีความสงสัย กับเงินทองและทรัพย์สินที่นางได้มา เพราะสำหรับนางแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด สตรียังสามารถที่จะมีทุกอย่างได้ นางไม่สนใจว่าจะได้มาด้วยวิธีใด ขอแค่ว่าชีวิตของนาง ไม่ต้องมองสีหน้าผู้ใด ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ต่อให้นางต้องทำลายใครสักคนก็ตาม หรือจะคนทั้งตระกูล นางก็ไม่ใส่ใจ ตราบใดที่นางมีเงินทองในมือ “เจ้าจะบอกแม่ได้หรือยัง ว่าเจ้าเอาเงินทองมาจากที่ใด แล้วนี่...เสื้อผ้าแพรพรรณ และเครื่องประดับ ผู้ใดให้เจ้ามากัน ไยจึงมากมายถึงเพียงนี้” หลิวหนิง เอ่ยถามบุตรสาว สายตาที่มองไปยังของในมือของบุตรสาวนั้น เต็มไปด้วยความเป็นกังวล นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลยแม้แต่น้อย เพราะพวกนางออกจากจวนหรงตัวเปล่า แต่พอก้าวมาอยู่ในบ้านเช่านี้ บุตรสาวกลับมีทุกอย่าพร้อมสรรพ ราวกับเตรียมพร้อมเอาไว้แล้วบุตรสาวยืนยันให้นางหย่าขาดจากสามี นางในตอนนั้นก็ทำตามอย่างว่าง่าย เพราะเหลืออด กับครอบครัวสามี ที่ดูหมิ่นเหยียดหยามนาง
สองชั่วยาม ต่อมา ณ แม่ทัพ หลิวอินอินเดินจูงมือจ้าวหรูอี้ เข้ามาภายในจวน ส่วนสิ่งของต่าง ๆ นั้น ชุ่ยผิงได้จัดการ นำไปเก็บยังเรือนของนางก่อน เพราะต่อให้วางใจคนในจวนแค่ไหน แต่นางเพิ่งเข้ามาอยู่ในเพียงข้ามคืน นางย่อมไม่วางใจสิ่งใดทั้งนั้น เอาไว้ตอนที่นางกลับเรือน ค่อยส่งไปยังเรือนของจ้าวหรูอี้ในภายหลัง ทางด้านผู้ดูแลจ่ง ก้าวตามนายหญิงกลับเข้าไปภายในจวนเงียบ เพื่อรอพบกับเจ้าของจวนตัวจริง “ฮูหยิน คุณหนูกลับมาแล้ว” พ่อบ้านชรา รีบก้าวออกมาต้อนรับ ด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม มีหรือเขาจะไม่รู้ความเคลื่อนไหวของนายหญิง วันนี้นางใส่ใจต่อชีวิตของคุณหนูเล็ก นั่นคือสิ่งที่ดีต่อจวนแม่ทัพอย่างแน่นอน หากเป็นสตรีบางคน แต่งเข้ามาอาจรีบผลักไสน้องสาวสามี ให้ออกเรือนเพื่อไปจากจวน แต่ฮูหยินกลับพาคุณหนูเล็กไปสมัครเข้าสถานศึกษา เพื่อให้มีวิชาติดตัว“ท่านลุงจวง พรุ่งนี้หณุอี้จะไปสถานศึกษาแล้วนะเจ้าคะ”จ้าวหรูอี้รีบรายงาน ด้วยความลิงโลด ความเป็นคุณหนูผู้สง่า ได้หายไปเมื่อก้าวเข้ามาในประตูบ้านตนเอง หรูอี้เสมือนเด็กน้อยที่ได้ของถูกใจ ทว่านั้นไม่ได้ทำให้หลิวอินอิน คิดตำหนิ เพราะนางเมื่อครั้งวัยเท่า
“บ้าไปแล้ว ก็เห็นอยู่ชัด ๆ ว่านางยังไม่ได้ควักเงินออกมาจ่ายเลย”ฉีหลิงไม่สนว่าหลิวอินอิน กับเจ้าของร้านจะตกลงอันใดกัน เพราะในสายตาของนาง จ้าวหรูอี้ยังไม่จ่ายเงินต่อหน้าเลย “ข้ามั่นใจว่าเถ้าแก่เนี้ย ได้บอกกะเจ้าไปแล้ว ว่าของทุกอย่างที่น้องสามีของข้าเลือก ล้วนถือว่าจ่ายเงินแล้วทั้งสิ้น” “จะเป็นไปได้อย่างไร นางยังไม่ได้วางเงินซักอีแปะ จะเรียกว่านางจ่ายได้อย่างไร” “ข้าจ่ายไว้แล้ว ต่อให้ของอยู่ในถาดนั้น จะมีราคาเป็นหมื่นตำลึงหรือแสนตำลึง ข้าหลิวอินอินก็ไม่ขาดแคลนเงินที่จะจ่าย คำพูดของข้าชัดเจนเสมอ หากบอกว่าจ่ายคือจ่าย เจ้ามีอันใดแคลงใจต่อข้านักเล่า” หลิวอินอิน เรียวปากบิดขึ้นเล็กน้อย แม้จะเบื่อหน่ายกับเรื่องไร้สาระนี้ แต่บทเรียนที่ดี คือการแสดงให้นักเรียนได้เห็น จ้าวหรูอี้จัดการได้ดี แต่ยังขาดเล่ห์เหลี่ยม หากอีกฝ่ายดึงเล่ห์เหลี่ยมออกมาใช้เมื่อใด จ้าวหรูอี้จะเป็นเพียงเบี้ย ที่ถูกกลืนกินในทันที ดังนั้นนางในฐานะพี่สะใภ้ ก็ควรที่จะจัดการหมากในกระดานให้หมด ด้วยเล่ห์กลเล็กน้อยให้เอง “ข้าไม่เอาแล้วก็ได้” เมื่อรู้ตัวว่าตนเอง กำลังจะถูกต้อนให้จนมุม ฉีหลิ
“ดูท่าคุณหนูเล็กจ้าว จะได้นิสัยของฮูหยินมาเต็ม ๆ เลยนะขอรับ” รองแม่ทัพจ่งในคราบของผู้ดูแล เอ่ยเย้าผู้เป็นนาย ที่กำลังยืนยิ้มกริ่ม กับการตอบโต้ของคุณหนูสกุลจ้าว เขามองเห็นได้ชัดเจน ว่าจริง ๆ แล้ว คุณหนูจ้าวมีความหวาดหวั่นอยู่ในใจ แต่พลัง ที่ทำให้คุณหนูจ้าว มีแรงต่อสู้ได้ ก็คงจะเป็นฝีมือของชุ่ยผิง ที่ยืนอยู่เคียงข้างมิได้ห่างไปไหน สาวใช้ที่ไม่เอ่ยสิ่งใด ทว่าสามารถที่จะใช้เพียงฝ่ามือ ปลอบประโลมนายสาว ให้มีพลังใจฮึกเหิม สู้โต้กลับต่อศัตรูได้ นับว่าเป็นพรสวรรค์ของชุ่ยผิงจริง ๆ “นางควรสู้เช่นนี้มานานแล้ว แต่เพราะกำแพงของนาง นอกจากท่านแม่ทัพ ก็ไม่มีผู้ใดอีกเลย บุรุษก็คือบุรุษ ยิ่งเขามิได้เติบโตมากับสตรีมากนัก ไม่แปลกที่เขาจะมิรู้ ถึงจุดด้อยที่น้องสาวมีอยู่ ยกเว้นท่าน ผู้ดูแลจ่ง ท่านอยู่กับท่านตา ท่านยาย ท่านแม่และท่านน้าของข้ามานาน จนกระทั่งเป็นตัวข้าเอง ดังนั้นความอ่อนโยนของท่าน กับสามีของข้า ย่อมแตกต่างกันนัก ถือเสียว่าท่านเห็นนาง เป็นเหมือนบุตรสาวอีกสักคน ช่วยข้าดูแลจ้าวหรูอี้สักหน่อยก็ดี” หญิงสาวเปรียบเทียบความเข้าใจสตรี ของสามีกับรองแม่ทัพ คนที่เติบโตมาแตกต่าง
ครึ่งชั่วยามต่อมา ณ ร้านเครื่องประดับ หลิวอินอิน เดินกลับมายังร้านเครื่องประดับ ที่ปล่อยให้น้องสาวสามี เลือกซื้อของอยู่กับสาวใช้ของนาง เพียงก้าวพ้นประตูเข้าไป ภาพที่เห็นก็ทำให้หญิงสาว ต้องนิ่งไปครู่หนึ่ง คิ้วเรียวงามขมวดจนชิดกัน เมื่อเห็นว่าต้วนมี่ เหมือนจะมีกำลังเสริมมาเพิ่ม “ปิ่นนี้ข้าชอบ เจ้าไม่มีสิทธิ์ ที่จะช่วงชิงข้า หรือเจ้าคิดว่าพี่ชายพิการของเจ้า กับพี่สะใภ้ของเจ้า จะยอมมีปัญหากับบิดาเยี่ยงนั้นหรือ” หญิงสาวสูงศักดิ์ในอาภรณ์สดใส ใบหน้าแต่งแต้มอย่างหรูหรา โดดเด่นที่เรียวปากทาชาดสีแดงเข้ม กำลังยืนโต้เถียงอยู่กับจ้าวหรูอี้ ที่เวลานี้เอาจะยืนกำหมัดนิ่ง แต่ไม่เอ่ยสิ่งใด ดูเหมือนจ้าวหรูอี้กำลังคิดคำนวณสิ่งที่ต้องทำ หลิวอินอิน เลือกที่จะยืนมองเหตุการณ์ อยู่ที่หน้าประตูร้าน นางเองก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าคุณหนูสมศักดิ์ผู้นั้น จะอวดเบ่งได้นานเพียงใด และน้องสามีของนาง จะแก้ปัญหานี้ได้เช่นไร “เจ้าจะชอบหรือไม่ นั่นก็คือสิทธิ์ของเจ้า แต่สิทธิ์ข้าพึงมี...คือข้าเลือกก่อน” จ้าวหรูอี้ เอ่ยออกมาในที่สุด หลังจากที่นางยืนนิ่งมาอยู่ชั่วขณะหนึ่ง หญิ
“ข้าน้อยจะฟังท่านขอรับ ว่าแต่...จะให้ข้าน้อย ช่วยสืบหาเรื่องนั้นหรือไม่ขอรับ” รองแม่ทัพจ่ง เอ่ยถามหญิงสาว ด้วยเกรงว่าคำถามของเขา จะกระทบต่อความรู้สึกของนาง จึงยังเอ่ยถาม ด้วยน้ำเสียงกริ่งเกรงอยู่หลายส่วน “ไม่มีผู้ใด เคยเห็นหน้าท่านมาก่อน น่าจะทำงานได้ดีกว่าพวกข้า อีกทั้งเวลานี้ข้าสามคนพี่น้อง เรียกได้ว่าทุกย่างก้าว มีสายตาจับจอง คนผู้นั้นไม่ธรรมดาจริง ๆ แน่นอนว่าต้องเป็นคนหลังกำแพงสูง เพราะเรื่องที่ลึกแค่ไหน เขาก็สามารถที่จะสาวไปจนถึงได้ แต่ยิ่งมือเขายาวมากเพียงใด ดาบในมือข้า ก็พร้อมที่จะบั่นมันทิ้งวันนั้นละ เพียงแค่ตอนนี้ ข้าต้องรอเวลาอีกสักหน่อย ไม่สะดวกลงมือ” หลิวอินอิน เอ่ยด้วยน้ำเสียงกดลึก ก่อนจะยกชาขึ้นจิบ เพื่อดับความเจ็บแค้นในใจ นางจะปล่อยให้ความรู้สึก อยู่เหนือการควบคุม หาไม่แล้วนางจะพลาดท่าให้ศัตรูได้ “ข้าน้อยจะจัดการเรื่องนี้ ให้เป็นที่เรียบร้อยท่านขุนพล ไม่ต้องห่วงไป” รองแม่ทัพจ่ง ตอบรับขุนพลสาว ด้วยความจริงใจ “แต่ข้ามีข้อเสนอที่ดีกว่านั้นนะเจ้าคะ ไหน ๆ ท่านอาจ่งก็มาถึงเมืองหลวงแล้ว มิสู้ให้ไปอยู่ข้างกายพี่หญิง น่าจะดีกว่านะเจ้า







