Masukแม้องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะทรงรู้สึกสบายพระทัยเกี่ยวกับเรื่องราวขององค์หญิงเฟยฮุ่ยไปมากแล้ว แต่ก็มิอาจละเลยน้องสาวคนเล็กสุดอย่างองค์หญิงแปดหวังลู่เสวียน ราชทินนานเฟยเฉินของพระองค์ไปได้
ในอีกสองวันถัดมา พระองค์จึงทรงมีรับสั่งให้องค์หญิง
เฟยเฉินมาเข้าพบพระองค์ที่ตำหนักตงชางตั้งแต่ช่วงเช้ายามเฉินเลยทีเดียว (เวลา 07.00น.)เพียงมินานเกินรอ ดรุณีน้อยรูปงามร่างเล็กก็ได้เดินทางมาถึงยังตำหนักที่ประทับ เมื่อเดินทางมาถึงแล้ว นางจึงได้ยอบกายกล่าวคำถวายพระพรต่อองค์ฮ่องเต้ผู้เป็นพระเชษฐาน้ำเสียงอ่อนโยนละมุนยิ่งว่า
“ถวายพระพรฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆปี
เพคะ”
“องค์หญิงเฟยเฉินมาแล้วหรือ ลุกขึ้นได้มิต้องมากพิธี”
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางวางฎีกาที่กำลังอ่านค้างไว้อยู่ในมือลง
“ขอบพระทัยเสด็จพี่เพคะ”
องค์หญิงเฟยเฉินตรัสพลางยืดตัวขึ้นตรง ยืนสงบนิ่ง ทอดสายลงมองพื้น
“นั่งสิ” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสขึ้นน้ำเสียงเรียบง่าย เบาสบายดุจขนนก ซึ่งองค์หญิงเฟยเฉินก็ทำตามอย่างว่าง่ายมิได้
ปริปากเอ่ยคำใดออกมาแม้แต่เพียงครึ่งคำ“ที่ข้าให้คนตามเจ้ามาพบในวันนี้ก็ด้วยอยากจะแจ้งให้เจ้าได้รับทราบเอาไว้ว่า ในงานเทศกาลล่าสัตว์ที่กำลังจะมาถึงนี้ ข้าได้ให้เหล่าขุนนางมากมายทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊เข้าร่วมงานมากมายนัก
ในวันนั้นข้าจะประกาศเรื่องการวางตัวหมั้นหมายคู่ครองของเจ้าในงานนั้นด้วย จึงเรียกเจ้ามาแจ้งให้รับทราบเอาไว้ก่อน เมื่อวันนั้นมาเยือนเจ้าจะได้มิตื่นตระหนกตกใจมากจนเกินควร”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสขึ้นน้ำเสียงนุ่ม ถึงอย่างไรกับน้องสาวผู้นี้ พระองค์ก็ยังคงมีความเมตตาปราณีต่อนางอยู่มากอีกทั้งยังรู้สึกเอ็นดูน้องสาวผู้นี้มากมิน้อยไปกว่าผู้ใดเลยทีเดียว
“หม่อมฉันมิมีข้อโต้แย้งใด แล้วแต่เสด็จพี่จะทรงเห็นควรเหมาะสมเพคะ”
องค์หญิงเฟยเฉินเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเบาพร้อมทั้งหลุบสายตาลงมองพื้น
“คงมีเพียงเจ้าที่ทำให้ข้าได้พอรู้สึกเบาสบายใจขึ้นมาอยู่บ้าง แตกต่างกันกับองค์หญิงเฟยฮุ่ย ที่รายนั้นเอาแต่สร้างเรื่องมาให้ข้าต้องวุ่นวายปวดหัวไปมิน้อยเลยในแต่ละวัน”
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสออกมาพลางลอบถอนหายใจยาว
“เสด็จพี่หญิงทรงเป็นคนที่มีความสามารถยิ่ง เป็นคนกล้าคิด กล้าทำ อีกทั้งยังมีจิตใจโอบอ้อมอารีมากอีกด้วย หม่อมฉันเองก็นับถือเสด็จพี่หญิงเป็นอย่างมาก อีกทั้งเสด็จพี่ฮ่องเต้เองก็ทรงเป็นโอรสสวรรค์ที่ปรีชายิ่ง นับเป็นวาสนาของหม่อมฉันที่มีเสด็จพี่ทั้งสองที่ล้ำเลิศและเก่งกาจมากถึงเพียงนี้ แตกต่างกันกับหม่อมฉันที่เอาแต่หลบอยู่ในวังหลัง ยังมิได้มีผลงานใดในการเชิดชูการปกครองของเสด็จพี่ฮ่องเต้เลยแม้แต่เพียงนิด หม่อมฉันละอายใจยิ่งเพคะที่มิอาจเป็นองค์หญิงที่มีประโยชน์ใดในราชวงศ์ของเราเลย”
องค์หญิงเฟยเฉินตรัสขึ้นด้วยความถ่อมตัว พร้อมทั้งก้มหน้างุดลงมองพื้นพระตำหนักตงชางมากขึ้นไปอีก
“เอาล่ะๆ เจ้าก็กล่าวหนักเกินไปแล้ว เจ้าเป็นถึงองค์หญิง
ขั้นหนึ่ง แล้วจะให้ไปหาเรื่องทำนั่น ทำนี่งกๆ เยี่ยงเสด็จพี่หญิงของเจ้าได้อย่างไร เพียงเจ้าเป็นคนว่านอนสอนง่าย ไม่ดื้อดึง ไม่ขัดใจข้า เชื่อฟังคำสั่งข้า เจ้าก็มีเรื่องที่น่ายินดีกว่าองค์หญิงเฟยฮุ่ยเป็นไหนๆ แล้ว”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกล่าวตรัสบทพร้อมยกชาขึ้นมาจิบดับอารมณ์คุกรุ่นที่ผุดขึ้นมาภายในจิตใจ วันนี้เขาเรียกตัวองค์หญิงเฟยเฉินมาบอกกล่าวเรื่องการแต่งงาน มิได้เรียกตัวมาให้องค์หญิง
เฟยเฉินกล่าวชื่นชมน้องสาวจอมดื้อรั้นผู้นั้นเสียหน่อย“เพคะ” องค์หญิงเฟยเฉินกล่าวรับคำด้วยความเรียบง่าย หลังจากนั้นองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ทรงตรัสต่อไปว่า
“คนที่ข้าหมายตาเอาไว้ให้ได้แต่งงานกับเจ้าคือ ชุยจ้าวสิง คุณชายตระกูลชุย บิดาของเขาคือชุยซูหลี่ เสนาบดีกรมพิธีการเลยเชียวนะ อีกทั้งเขายังชอบเขียนกลอน วาดภาพ เช่นเดียวกับเจ้าด้วย ข้าได้คิดพิจารณาดูแล้วเห็นว่าพวกเจ้าทั้งสองมีความเหมาะสมกันดีเพราะฉะนั้นข้าจึงตัดสินใจเอาไว้ว่าจะพระราชทานมงคลสมรสให้กับพวกเจ้าได้แต่งงานไล่เลี่ยกันกับองค์หญิงเฟยฮุ่ยนี่แหล่ะ เห็นพวกเจ้าพากันมีครอบครัวและเป็นฝั่งเป็นฝาได้ ข้าเองก็จะได้สบายใจ”
“หม่อมฉันแล้วแต่เสด็จพี่ฮ่องเต้ จะทรงเห็นควรเหมาะสม
เพคะ” องค์หญิงเฟยเฉินตรัสขึ้นน้ำเสียงนุ่ม
“เช่นนั้นก็ดี เจ้ากลับไปพักผ่อนที่ตำหนักของเจ้าได้แล้ว เพราะอีกมินาน ข้าจะต้องพูดคุยเรื่องราชกิจกับอัครมหาเสนาบดีหลินไห่กังต่อ”
“เพคะ เช่นนั้นหม่อมฉันขอทูลลา”
องค์หญิงเฟยเฉินกล่าวคำอำลาพร้อมลุกขึ้นยอบกายลงแสดงความคำนับต่อองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิง และเสด็จออกจากตำหนัก
ตงชางไปด้วยสีหน้าครุ่นคิดราวกับผู้ที่กำลังวางแผนการณ์บางอย่างเอาไว้ในใจหลังจากนั้นมินานเกินรอ อัครมหาเสนาบดีหลินไห่กังก็ได้เดินทางมาถึงตำหนักตงชาง
เขาคุกเข่ากล่าวคำถวายพระพรต่อองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงด้วยท่าทีแข็งขัน ก่อนจะพูดคุยกันเกี่ยวกับงานมงคลสมรสพระราชทานระหว่างหลินปังหยวนและองค์หญิงเฟยฮุ่ยต่ออย่างตั้งใจ แต่เพียงพูดคุยกันไปได้นานราวหนึ่งเค่อ ก็มีเสียงร้องดังขึ้นจากทางด้านนอกว่า “องค์หญิงเฟยฮุ่ยเสด็จ”
แม้มู่กงกงจะพยายามบอกกล่าวกับองค์หญิงเฟยฮุ่ยให้ได้รับรู้ว่าขณะนี้องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกำลังสนทนาอยู่กับท่านอัครมหาเสนาบดีหลินไห่กังอยู่ก็ตามแต่
แต่เจ้าของร่างงามกลับไม่ได้ใส่ใจคำเตือน และเดินไปจนถึงข้างในตำหนักตงชาง ซึ่งบัดนี้องค์ฮ่องเต้กำลังหารือเรื่องงานกับอัครมหาเสนาบดีหลินไห่กังอยู่พอดี
เมื่อได้เห็นว่าที่ลูกสะใภ้ที่เป็นถึงองค์หญิง เขาก็ตื่นตะลึงไป
ไม่น้อย เพราะภาพจำในหัวของเขาไม่เคยมีองค์หญิงเฟยฮุ่ยที่สง่างามเลยแม้แต่ครั้งเดียว“ถวายพระพรองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ”
นางเพียงพยักหน้าให้ว่าที่พ่อตา จากนั้นจึงเดินไปหาฮ่องเต้ที่ดูพึงพอใจเป็นอย่างมากเมื่อเห็นว่าน้องสาวของตนยอมใส่ชุดแต่งงานมาอวดโฉมให้พระองค์ทอดพระเนตร
“ในแผ่นดินนี้ไม่มีสตรีใดงดงามไปกว่าน้องสาวของข้าอีกแล้ว ท่านว่าหรือไม่อัครมหาเสนาบดีหลิน”
“เป็นเช่นนั้นพะย่ะค่ะฝ่าบาท”
สีพระพักตร์ของฮ่องเต้เบิกบานจนถึงขั้นยิ้มกว้างได้ ซึ่งไม่บ่อยนักที่เขาจะอารมณ์ดีมากถึงเพียงนี้ น้องสาวของเขาในที่สุดก็
ทำตัวเป็นผู้เป็นคน รู้ว่าอะไรควรมิควร ทั้งยังใกล้จะมีครอบครัว ต่อไปเขาก็คงหมดห่วงในตัวองค์หญิงเฟยฮุ่ยได้เสียที“ทำให้เสด็จพี่เบิกบานพระทัย น้องก็ปลื้มปรีตินักเพคะ”
หญิงสาวเอ่ยเพียงสั้นๆ แล้วยิ้มหวานให้กับพี่ชายซึ่งเป็นถึง
เจ้าเหนือหัวของปวงชน เห็นได้ชัดว่ามันเป็นรอยยิ้มที่ฝืดเฝื่อนและไร้ความยินดี แต่ฮ่องเต้กำลังมีความสุข จึงไม่ได้สังเกตเลยสักนิดเดียว
“เฟยฮุ่ย...ข้าภูมิใจในตัวเจ้ายิ่งนัก”
‘ภูมิใจ?’ องค์หญิงเฟยฮุ่ยแทบจะแค่นเสียงในลำคอ แต่นางก็กล้ำกลืนเอาไว้ได้ จึงทำเพียงยิ้มบางๆ เท่านั้น
“น้องมาเพื่อให้เสด็จพี่ได้ทอดพระเนตร ตอนนี้หมดธุระแล้ว หม่อมฉันถวายบังคมลาเพคะ”
หญิงสาวยอบกายอย่างชดช้อย แล้วเดินออกจากตำหนัก
ตงชาง ในระหว่างทางที่กลับนั้น อารมณ์ของนางปั่นป่วนเกินกว่าจะควบคุมเอาไว้ได้ น้ำใสๆ ไหลรินอาบแก้มนวลผ่องพระองค์ภูมิใจหรือที่น้องสาวต้องทุกข์ระทมและอยู่อย่างไร้ประโยชน์ไปวันๆ ขอแค่เพียงนางไม่ก่อเรื่อง หรือทำตัวไม่เหมาะสม สงบเสงี่ยม ไม่จำเป็นต้องสุงสิงกับใคร นี่คือสิ่งที่พระองค์ภูมิใจมากเลยเช่นนั้นหรือ แล้วที่ผ่านมานางทำประโยชน์เอาไว้มากมาย กลับได้รับแต่ความโมโหร้าย ดุด่า หรือแม้แต่ลงมือตบตี นางทำสิ่งเหล่านั้นไปเพื่ออะไรกัน
ด้านองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเองหลังจากได้ทอดพระเนตรน้องสาวแสนงามของพระองค์แล้ว ก็ได้ทำการพูดคุยปรึกษาเรื่องการแต่งงานของหลินปังหยวนกับองค์หญิงเฟยฮุ่ยต่อไปอีกสักระยะ
ก็อนุญาตให้หลินไห่กังกลับจวนขุนนางไปได้ ส่วนพระองค์เองก็ได้เรียกมู่กงกงเข้ามาสั่งการเรื่องการคัดเลือกสนมไปปรนนิบัติพระองค์ในงานล่าสัตว์ครั้งนี้ต่อด้วยความเบิกบานพระราชหฤทัย...เสียงจุมพิตอันดุเดือดแต่ก็เจือไปด้วยความอ่อนหวานเว้าวอนมากเกินไปกว่าสิบส่วนด้วยกันนั้น ทำเอาร่างเล็กของหลินหลานฮัวรู้สึกราวกับว่านางได้ล่องลอยไปมาอยู่บนอากาศริมฝีปากหยักเนียนนุ่มของบุรุษผู้ที่ทำการจูบไล้ปลอบประโลมนางอยู่นี้ก็ทำเอาหลินหลานฮัวถึงกับสะท้านไหวช่อบุปผารักของนางถูกปลายลิ้นตวัดปัดป่ายไปมาด้วยลีลาอันช่ำชองและร้ายเหลือจนหยาดน้ำรักของนางได้แตกกระจายออกมาคราแล้วคราเล่าอยู่มิหยุดจวบจนกระทั่งร่างเล็กได้รับการเติมเต็มเข้าไปอย่างช้าๆ หลินหลานฮัวก็พลันรู้สึกตัวขึ้นมาเล็กน้อย จนแทบจะสร่างเมาไปได้เลยทีเดียว“อ๊ะ” หลินหลานฮัวอุทานขึ้นด้วยความตกใจพร้อมทั้งกำลังจะเปล่งเสียงร้องกรี๊ดออกมาในตอนท้าย แต่ทว่านางกลับถูกองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงผู้นี้ก้มใบหน้าลงมาจุมพิตดูดซับเสียงร้องของนางเอาไว้ หลินหลานฮัวจึงทำได้เพียงส่งเสียงอึกอักอยู่ในลำคอได้เพียงเท่านั้น“ฝ่าบาทเหตุใดกันจึงทรงทำเช่นนี้ หม่อมฉันรังเกียจฝ่าบาทมากแล้วจริงๆ คนใจกล้าหน้าด้าน หน้ามิอายนัก” หลินหลานฮัวอดที่จะก่นด่าองค์ฮ่องเต้ผู้นี้ออกมาด้วยความหัวเสียมิได้แล้ว มาถึงซินซิ่วได้มิทันไรเขาก็แอบลอบมาจับกินนางอีกคราแล้ว
เพี๊ยะ เสียงของฝ่ามือที่ฟาดกระทบเข้ากับใบหน้าได้ดังขึ้นองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจึงหยุดการกระทำนั้นลงได้“เจ้าตบข้ามาอีกสิอาฮัว หากตบข้าแล้ว มันทำให้เจ้ารู้สึกสบายใจมากขึ้น เจ้าก็ตบข้ามาได้อีกเลย”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกล่าวคำท้า ซึ่งหลินหลานฮัวเองก็ได้ฟาดฝ่ามือเข้าใส่ใบหน้าอันหล่อเหลาขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทั้งซ้ายและขวานับได้เป็นสิบครั้งเลยทีเดียว จนฝ่ามือเล็กของนางบวมแดงและมีหยาดเลือดที่ไหลซึมออกมาตรงมุมปากขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงติดมาด้วย“เจ็บมากหรือไม่ฮัวฮัวของข้า ฝ่ามือเจ้าแดงไปหมดแล้วเห็นหรือไม่นั่น หากเจ้าอยากทำร้ายตบตีข้า มิเห็นต้องน่าลงมือลงแรงเอาเช่นนี้เลย เพียงเจ้าสั่งข้ามาคำเดียว ข้าก็ยินยอมพร้อมใจที่จะตบหน้าตัวเองให้กับเจ้าแล้ว หรือหากเจ้าอยากโบยข้าเพียงสั่งข้ามาคำเดียว ข้าก็พร้อมให้เหล่าองครักษ์ที่ติดตามข้ามาด้วยนั้นโบยข้าแทนเจ้าแล้ว”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงว่าพลางจับมือเล็กของหลินหลานฮัวขึ้นมาเป่าลมเข้าไปที่ฝ่ามือเล็กนั้นแผ่วเบา“โบยหรือ เช่นนั้นก็ดีเหมือนกัน อยากจะรู้นักว่าองค์ฮ่องเต้แห่งแคว้นชวี่มีความแข็งแรงมากมายเพียงใด จะอดทนต่อการ
“แต่เจ้าจะปล่อยให้อานเอ๋อร์ของเราขาดพ่อไปมิได้นะอาฮัว ชีวิตของเขาต้องมีพ่ออยู่ด้วย จึงจะถือได้ว่าเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางจ้องมองไปที่ใบหน้างามของหลินหลานฮัวด้วยความคิดถึง มิพบเจอกันไปเพียงสามปีแต่นางกลับดูสวยสดงามสะพรั่งมากกว่าเมื่อคราที่ใช้ชีวิตอยู่กับพระองค์ในวังต้องห้ามเสียอีก อีกทั้งกลิ่นกายอันหอมกรุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างเล็กนี้ทำให้องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงเกิดอาการคลั่งไคล้นางขึ้นมาจนอยากจะจับร่างเล็กนี่กลืนกินลงไปจนหมดทั้งตัวอีกคราแล้ว“อานเอ๋อร์อยู่กับหม่อมฉันมาสามปีเต็ม เขามิเคยถามถึงบิดาเลยสักครั้ง แล้วจะบอกว่าเขาต้องการบิดาได้อย่างไร ฝ่าบาททรงสนทนาอยู่ที่บ้านของหม่อมฉันนานแล้วทรงเสด็จกลับไปเถิดเพคะ เวลานี้เป็นเวลาพักผ่อนของหม่อมฉันกับลูก ขอฝ่าบาทได้โปรดอย่ามากวนใจพวกเราอีกต่อไปเลย” หลินหลานฮัวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงหลังได้ยินภรรยารักกล่าวออกมาดังนั้น จึงได้นั่งคุกเข่าลงตรงหน้าของสาวงามพร้อมเอ่ยขึ้นมาว่า“ฮัวฮัว ที่ผ่านมา สามีได้กระทำผิดต่อเจ้ามากมายนักแต่สามีสำนึกผิดได้มาตั้งเนิ่นนานแล้ว
“นี่ปล่อยนะคุณชาย ท่านทำอะไรท่านแม่ของข้า ท่านมากัดปากท่านแม่ของข้าทำไม?” เด็กชายตัวน้อยพูดขึ้นด้วยความโกรธขึ้งถึงขั้นใช้กำปั้นเล็กๆ ของเขาทุบตีเข้าไปที่ไหล่ขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงอีกคราด้วยนึกห่วงใยมารดาของตนขึ้นมาจับใจนัก“ฮัวฮัว ในที่สุดข้าก็ตามหาเจ้าจนเจอ แล้วนี่ลูกชายของพวกเราใช่หรือไม่ เหตุใดเขาจึงได้มีหน้าตาเหมือนกันกับข้าราวกับแกะเอาเช่นนี้”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางจะก้มใบหน้าลงมามอบจุมพิตให้กับหลินหลานฮัวอีกคราด้วยความคิดถึง แต่ทว่าหลินหลานฮัวกลับรีบเบือนหน้าหนี พร้อมอุ้มเอาเด็กชายตัวน้อยมาไว้ในอ้อมแขนและเอ่ยขึ้นมาว่า “คุณชายท่านจำคนผิดแล้ว ข้าต้องขอตัวก่อน และขอบคุณที่ท่านช่วยนำตัวบุตรชายของข้ากลับคืนมาส่ง”หลินหลานฮัวเอ่ยขึ้นเพียงเท่านั้นก็รีบเดินจากไปในทันทีซึ่งองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็มิได้มีท่าทีกระโตกกระตากแต่อย่างใด พระองค์ทรงสั่งให้คนเฝ้าจับตามองดูหลินหลานฮัวต่อไปอย่างเงียบๆ เพื่อที่จะได้ติดตามนางไปยังที่พักของนางได้ถูกด้านหลินหลานฮัวเองก็รีบเดินมาหาเสี่ยวเชี่ยนพร้อมสั่งให้เสี่ยวเชี่ยนเก็บข้าวของทุกอย่างกลับบ้านของนางไปในทันที แม้ว่าเสี
“เจ้าตัวเล็กข้าสั้น ส่วนข้าตัวใหญ่ขายาวใช่หรือไม่?”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกล่าวชวนคุย“ใช่แล้วขอรับ แต่นี่มันเกี่ยวอันใดกับการที่ข้าจะได้กลับไปหาท่านแม่ของข้าด้วยหรือขอรับ?” เด็กชายตัวน้อยเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย“ก็คนตัวเล็กขาสั้นก็ก้าวเดินได้ช้า ส่วนคนตัวใหญ่ขายาวก็ก้าวเดินได้ไว ข้าอุ้มเจ้าเอาไว้เช่นนี้ถือว่าเป็นการย่นระยะเวลาให้เจ้าได้เจอกับมารดาของเจ้าได้เร็วขึ้น มิดีหรอกหรือ?” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม เด็กชายตัวน้อยพลันคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยขึ้นมาว่า “ที่คุณชายกล่าวมานั้นถูกต้องแล้ว เช่นนั้นอานเอ๋อร์คงต้องรบกวนคุณชายแล้ว แต่อานเอ๋อร์มิได้รบกวนเปล่าหรอกนะขอรับ อานเอ๋อร์จะมอบของตอบแทนน้ำใจของคุณชายในครั้งนี้ด้วย เช่นไรก็ขอได้โปรดจงรับผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เอาไว้ด้วยเถอะนะขอรับ” เด็กชายพูดพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยที่หลินหลานฮัวเคยใช้ซับเลือดกำเดาขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเมื่อคราที่ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในตำหนักบุปผารักด้วยกัน ณ ช่วงเวลาหนึ่งออกไปมอบให้กับองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงอย่างช้าๆ ซึ่งกลิ่นหอมอันคุ้นเคยที่แผ่ซ่านออกมาจากผ้าเช็ดหน
ทุกครั้งที่หลินหลานฮัวมาวางขายสุราในตลาดแห่งนี้ ผ่านไปมินานเกินครึ่งชั่วยามนางก็มักจะขายได้หมดเสมอ แม้ความงามอันเฉิดฉายของนางจะเป็นอุปสรรคในการค้าขายในแต่ละครั้งเนื่องด้วยจะมีเหล่าบรรดาชายหนุ่มทั้งอ่อนวัยไปจนถึงคราวแก่และเหล่าคนธรรมดาไปจนถึงคุณชายและขุนนางระดับสูงหลายคนมาคอยแทะโลมหรือเกี้ยวพาราสี แต่หลินหลานฮัวก็ยังคงความสงบนิ่งสยบการกระทำอันไม่น่าดูชมของพวกเขาลงไปเสียได้ และเพราะความงามอันเป็นอุปสรรคในการออกมาพบปะพบเจอกับบุคคลภายนอกเอาเช่นนี้ จึงทำให้หลินหลานฮัวยอมก้าวขาออกจากบ้านมาทำการค้าขายเพียงแค่เดือนละครั้งเท่านั้นเองเพื่อเป็นการตัดปัญหาเมื่อจัดวางเรียงไหสุรามากมายลงบนโต๊ะเสร็จสิ้นแล้วหลินหลาฮัวก็พบว่าบุตรชายของนางยังมิกลับมาจากร้านของเล่นอีกทั้งเสี่ยวเชี่ยนเองก็ยังมิกลับมาอีกด้วย จึงอดที่จะร้อนใจขึ้นมาบ้างมิได้แล้วนางพยายามเขย่งปลายเท้าขึ้นกวาดสายตามองหาบุตรชายไปโดยรอบ พร้อมทั้งรอคอยการมาเยือนของเสี่ยวเชี่ยนอยู่อย่างใจจดใจจ่อ จนกระทั่ง“ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะคุณหนู” เสี่ยวเชี่ยนเอ่ยขึ้นน้ำเสียงดีใจ พร้อมชูถุงเงินอันหนักอึ้งออกไปตรงหน้าของหลินหลานฮัว“เสี่ยวเชี่ยน
หลินหลานฮัวมาอยู่ที่วังต้องห้ามแห่งนี้ได้เป็นระยะเวลาสองเดือนเต็มแล้ว จนกระทั่งนางได้รับทราบข่าวมาว่าหลินปังหยวนได้ถูกปล่อยตัวออกมาจากคุกหลวงแล้ว และหลังจากนั้นทั้งหลินปังหยวน และหลินหลิวซวงก็ได้รับพระราชทานมงคลสมรสจากองค์ฮ่องเต้ต่อในใจของหลินหลานฮัวก็ได้แต่หวังเอาไว้ว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเ
เมื่อเดินทางมาถึงตำหนักเฉียนฟู่แล้ว พระสนมหม่ากุ้ยเฟยก็พลันต้องรู้สึกย่ำแย่มากขึ้นไปอีก เมื่อสาวใช้ที่นางซื้อตัวไว้ในแต่ละตำหนักของสนมที่มีโอกาสได้เข้าไปถวายการปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเมื่อคราก่อนด้วยกันนั้นมาแจ้งข่าวให้นางได้รับทราบว่า คังฉางจ้ายได้ตั้งครรภ์อ่อนๆ ขึ้นมาได้สองเดือนแล้ว
หลินหลานฮัวมิรู้ว่าตัวนางเองตัดสินใจถูกหรือไม่ที่ได้กล่าววาจาออกไปต่อองค์ฮ่องเต้เช่นนี้ เพียงแต่คิดไปถึงอนาคตข้างหน้าว่านางจะต้องมีชีวิตรอดกลับออกไปหามารดาให้ได้ และหากนางตั้งครรภ์ขึ้นมาจริงๆ การกระทำของนางในครั้งนี้คงจะพอปกป้องคุ้มครองภัยให้กับลูกของนางได้ แม้ว่านางจะต้องตกระกำลำบากมากกว่านี้อี
“น้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์ที่ข้าพระราชทานให้กับเหล่าบรรดาสนมนั้นมีราคาแพงสูงลิ่วยิ่งนัก นางเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งของข้า เป็นเพียงทาสชั้นต่ำเพียงเท่านั้น เพราะฉะนั้นนางจึงมิคู่ควรกับน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์ราคาแพงอะไรนั่นหรอก นับจากนี้ไปเจ้าไม่ต้องโผล่หน้ามาถามเรื่องไร้สาระนี้กับข้าอีก แล้วก็ห







