LOGIN“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
เสียงร่ำไห้ของมู่กงกงดังขึ้นน้ำเสียงน่าเวทนานัก เพราะนี่ก็ผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้วที่ฝ่าบาทยังมิทรงยอมเสด็จออกมาจากห้องรับรองในตำหนักตงชางเลยแม้แต่น้อย ด้านมู่กงกงเองก็มิรู้ว่าจะต้องทำเช่นไรต่อไปดี จึงทำได้เพียงแอบลอบเงี่ยหูฟัง สถานการณ์ต่างๆ อยู่ภายนอกเท่านั้น จนกระทั่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานราวครึ่งชั่วยาม องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงในสภาพเลือดท่วมตัว จึงได้เปิดประตูตำหนักตงชางออกมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเป็นอย่างยิ่ง
แม้จะทรงรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวมากในอกเพียงใดก็ตามแต่ แต่พระองค์ก็มิได้ทรงเรียกหาสุรามาดื่มดับความเจ็บปวดแต่อย่างใด พระองค์เพียงมุ่งหมายพระทัยจะเสด็จไปแช่พระวรกายเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดยังบ่อน้ำพุร้อนเพียงเท่านั้น แต่ทว่าเพียงเดินไปได้มิ
กี่เก้า องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ได้ทรุดตัวลงไปนั่งอยู่ที่พื้นพร้อมกระอักเลือดออกมามากมาย อีกทั้งยังมีเลือดกำเดาไหลออกจาก รูจมูกทั้งสองข้างราวกับสายน้ำหลากมู่กงกงเห็นดังนั้นแล้วก็รีบวิ่งเข้ามาประคององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเอาไว้ในทันใด พร้อมกรีดร้องขึ้นมาราวกับคนเสียสติว่า
“หมอหลวง ใครก็ได้รีบไปตามหมอหลวงมาที่ตำหนักตงชางที ส่วนเหล่าทหารองครักษ์รีบมาพาฝ่าบาทกลับเข้าไปในตำหนัก
ตงชางเดี๋ยวนี้”สิ้นคำสั่งของมู่กงกงขันทีในตำหนักผู้หนึ่งก็ได้รีบไปตาม
หมอหลวงมาโดยเร่งด่วน เหล่าทหารองครักษ์เองก็รีบนำตัวของ องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกลับเข้าไปในตำหนัก แต่เมื่อพวกเขาเข้ามาข้างในตำหนักแล้ว ต่างก็พากันอ้าปากกว้างด้วยความตะลึงงัน เมื่อพบเจอเข้ากับสภาพข้าวของภายในตำหนักที่ทุกอย่างต่างพังยับลงไปไม่มีชิ้นดี อีกทั้งสภาพข้างในตำหนักเอง ยังมิมีที่ว่างใด ให้พอวางพระวรกายขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงลงได้เลยแม้แต่น้อยแม้กระทั่งมู่กงกงเองก็ยังมิเคยพบเจอเข้ากับความพินาศ
ย่อยยับเช่นนี้มาก่อน จึงจำต้องนำตัวขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเสด็จไปประทับที่ตำหนักตงหลิงที่อยู่ถัดไปและใกล้ที่สุดแทนมินานเกินรอ เหล่าหมอหลวงก็ได้เข้ามาตรวจสอบ
พระวรกายขององค์ฮ่องเต้ พร้อมพากันแอบลอบมองหน้าสบสายตากันไปมาด้วยความหนักใจพวกเขาพากันทำแผลตามร่างกาย โดยเฉพาะพระหัตถ์ข้างที่องค์ฮ่องเต้ทรงชกต่อยเข้ากับกำแพงนั้น เกรงว่าคงต้องกินยารักษากระดูกไปเนิ่นนานหลายวันจนกว่าอาการจะดีขึ้น นอกจากนี้พวกเขายังได้จัดยารักษาอาการสงบใจให้กับองค์ฮ่องเต้อยู่หลายขนานด้วยกัน แต่พระองค์กับมิทรงยอมเสวยยาเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
แม้กระทั่งช่วงเวลาผ่านไปจนถึงยามจื่อแล้วก็ตามแต่ (เวลา 23.00น.) องค์ฮ่องเต้กลับมิอาจข่มตาให้หลับได้ลงเลยแม้แต่เพียงนิด
พระองค์จึงทรงเสด็จออกมาเดินเล่นที่ด้านนอกอยู่พักใหญ่
ใบหน้าหล่อเหลานั้นกลับมีสีหน้าเคร่งเครียดพร้อมทำหน้านิ่วคิ้วขมวดขึ้นมาอีกครา ก่อนพระองค์จะทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นมองไปบนท้องฟ้าด้วยประกายตาเศร้าโศกอย่างลึกซึ้ง
มู่กงกงแอบลอบมององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงมาจาก ณ ที่ไกลๆ จนกระทั่งเห็นว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงเสด็จกลับเข้าตำหนักตงหลิงไปแล้ว มู่กงกงก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ก่อนจะเดินทางไปที่ตำหนักตงชางกำชับบ่าวไพร่ทุกคนให้ช่วยกันทำความสะอาดตำหนักตงชางให้สะอาดเรียบร้อยทุกซอกทุกมุมเพื่อที่องค์ฮ่องเต้จะได้เสด็จกลับไปประทับต่อ
อรุณรุ่งมาเยือนอีกครา ในวังต้องห้ามแห่งนี้ ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมมังกรสีทองอร่าม ออกว่าราชการแผ่นดินด้วยท่าทีสุขุม ก่อนจะทรงนั่งนิ่งฟังคำกล่าวของขุนนางในเรื่องงานล่าสัตว์ในอีกมิกี่วันที่จะมาถึงนี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ถึงอย่างไรองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ทรงหมายพระทัยจะมอบหมายให้ขุนนางคนใดคนหนึ่งได้ดูแลความเรียบร้อยทั่วไปในงานล่าสัตว์นี่อยู่แล้ว ตัวของพระองค์เองทรงเสด็จไปเป็นประธานในพิธีก็เพียงแต่เท่านั้น
อีกทั้งพระองค์ยังมิทรงมีความปรารถนาที่จะล่าสัตว์ใดมาถลกหนังของมันทำผ้าพันคอให้กับสนมองค์ใดด้วย เรื่องเทศกาล
ล่าสัตว์อะไรนี่จึงมิได้ถือว่ามีความสำคัญอันใดกับพระองค์เลยสักนิดการประชุมเหล่าขุนนางในการออกว่าราชการเช้านี้จึงมิได้กินเวลาอันใดมากมายนัก องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเองก็ทรงมีรับสั่งให้เหล่าขุนนางที่ได้รับอนุญาตให้ติดตามไปเข้าร่วมงานเทศกาลล่าสัตว์ในครั้งนี้ด้วยไปเตรียมตัวให้พร้อม นับจากนี้ไปจนถึงงานเทศกาล
ล่าสัตว์จะมิมีการประชุมอันใดในท้องพระโรงนี่อีกแล้วหลังเสร็จสิ้นจากการออกว่าราชการ องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ทรงเสด็จกลับตำหนักตงชางไปด้วยสีพระพักตร์อันเคร่งขรึม
ในแต่ละวันของพระองค์ล้วนผ่านพ้นไปด้วยความเรียบง่าย หากมิอ่านสะสางฎีกาไปจนถึงยามดึกดื่น ก็ทรงฝึกซ้อมอาวุธอยู่กับเหล่าทหารเพื่อลดทอนอาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นอยู่เป็นระยะด้วยความตั้งใจ
หากจะพูดถึงเรื่องอาการปวดศีรษะนี้ มู่กงกงที่คอยถวายการดูแลรับใช้องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงมาเมื่อครั้นพระองค์ยังเล็กเองก็ยังมิทราบถึงสาเหตุในการปวดศีรษะขององค์ฮ่องเต้อย่างกระจ่างแจ้งชัดเจนนัก
เขาจำเหตุการณ์ได้เพียงแค่ว่า หลังจากที่องค์ฮ่องเต้ทรงเสด็จกลับจากการประพาสออกเยี่ยมดูบ้านเรือนและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทางตอนใต้ก็เริ่มที่จะมีอาการปวดศีรษะขึ้นมาบ้างอยู่เป็นพักๆ แล้ว
เหล่าหมอหลวงก็ล้วนแต่พูดไปในแนวทางเดียวกันว่า
องค์ฮ่องเต้ทรงมีความเคร่งเครียดกับการบริหารราชกิจเพียงเท่านั้น มิได้เกิดจากการถูกวางยาพิษแต่อย่างใด การรักษาจึงล้วนกระทำไปเพียงช่วยประคับประคองและบรรเทาอาการปวดศีรษะไปในแต่ ละครั้ง มิสามารถรักษาให้หายขาดได้จวบจนกระทั่งเวลาผ่านไปได้อีกเพียงมิกี่วันก่อนจะเข้าสู่
ช่วงงานเทศกาลล่าสัตว์ องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจึงทรงมีรับสั่งให้ช่างตัดภูษาจากกองภูษาหลวงไปทำการวัดตัวตัดเย็บชุดแต่งงานให้กับองค์หญิงเฟยฮุ่ย ซึ่งในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระองค์ก็ได้ให้คนไปสอดแนมมาก่อนแล้วว่าองค์หญิงเฟยฮุ่ยนั้นเป็นเช่นไรบ้าง หลังจากได้รับทราบข่าวมาว่าองค์หญิงเฟยฮุ่ยได้ประพฤติตัวสงบเรียบร้อยดีในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิง ก็ทรงรู้สึกเบาสบายพระทัยขึ้นมาเป็นอย่างมากเกรงว่าการตบเรียกคืนสติของพระองค์เมื่อคราก่อนนั้นคงจะช่วยทำให้น้องสาวตัวดีของพระองค์มีความเป็นผู้เป็นคน มีความคิดที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาอยู่บ้างมิมากก็น้อยแล้วกระมัง...
เสียงจุมพิตอันดุเดือดแต่ก็เจือไปด้วยความอ่อนหวานเว้าวอนมากเกินไปกว่าสิบส่วนด้วยกันนั้น ทำเอาร่างเล็กของหลินหลานฮัวรู้สึกราวกับว่านางได้ล่องลอยไปมาอยู่บนอากาศริมฝีปากหยักเนียนนุ่มของบุรุษผู้ที่ทำการจูบไล้ปลอบประโลมนางอยู่นี้ก็ทำเอาหลินหลานฮัวถึงกับสะท้านไหวช่อบุปผารักของนางถูกปลายลิ้นตวัดปัดป่ายไปมาด้วยลีลาอันช่ำชองและร้ายเหลือจนหยาดน้ำรักของนางได้แตกกระจายออกมาคราแล้วคราเล่าอยู่มิหยุดจวบจนกระทั่งร่างเล็กได้รับการเติมเต็มเข้าไปอย่างช้าๆ หลินหลานฮัวก็พลันรู้สึกตัวขึ้นมาเล็กน้อย จนแทบจะสร่างเมาไปได้เลยทีเดียว“อ๊ะ” หลินหลานฮัวอุทานขึ้นด้วยความตกใจพร้อมทั้งกำลังจะเปล่งเสียงร้องกรี๊ดออกมาในตอนท้าย แต่ทว่านางกลับถูกองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงผู้นี้ก้มใบหน้าลงมาจุมพิตดูดซับเสียงร้องของนางเอาไว้ หลินหลานฮัวจึงทำได้เพียงส่งเสียงอึกอักอยู่ในลำคอได้เพียงเท่านั้น“ฝ่าบาทเหตุใดกันจึงทรงทำเช่นนี้ หม่อมฉันรังเกียจฝ่าบาทมากแล้วจริงๆ คนใจกล้าหน้าด้าน หน้ามิอายนัก” หลินหลานฮัวอดที่จะก่นด่าองค์ฮ่องเต้ผู้นี้ออกมาด้วยความหัวเสียมิได้แล้ว มาถึงซินซิ่วได้มิทันไรเขาก็แอบลอบมาจับกินนางอีกคราแล้ว
เพี๊ยะ เสียงของฝ่ามือที่ฟาดกระทบเข้ากับใบหน้าได้ดังขึ้นองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจึงหยุดการกระทำนั้นลงได้“เจ้าตบข้ามาอีกสิอาฮัว หากตบข้าแล้ว มันทำให้เจ้ารู้สึกสบายใจมากขึ้น เจ้าก็ตบข้ามาได้อีกเลย”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกล่าวคำท้า ซึ่งหลินหลานฮัวเองก็ได้ฟาดฝ่ามือเข้าใส่ใบหน้าอันหล่อเหลาขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทั้งซ้ายและขวานับได้เป็นสิบครั้งเลยทีเดียว จนฝ่ามือเล็กของนางบวมแดงและมีหยาดเลือดที่ไหลซึมออกมาตรงมุมปากขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงติดมาด้วย“เจ็บมากหรือไม่ฮัวฮัวของข้า ฝ่ามือเจ้าแดงไปหมดแล้วเห็นหรือไม่นั่น หากเจ้าอยากทำร้ายตบตีข้า มิเห็นต้องน่าลงมือลงแรงเอาเช่นนี้เลย เพียงเจ้าสั่งข้ามาคำเดียว ข้าก็ยินยอมพร้อมใจที่จะตบหน้าตัวเองให้กับเจ้าแล้ว หรือหากเจ้าอยากโบยข้าเพียงสั่งข้ามาคำเดียว ข้าก็พร้อมให้เหล่าองครักษ์ที่ติดตามข้ามาด้วยนั้นโบยข้าแทนเจ้าแล้ว”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงว่าพลางจับมือเล็กของหลินหลานฮัวขึ้นมาเป่าลมเข้าไปที่ฝ่ามือเล็กนั้นแผ่วเบา“โบยหรือ เช่นนั้นก็ดีเหมือนกัน อยากจะรู้นักว่าองค์ฮ่องเต้แห่งแคว้นชวี่มีความแข็งแรงมากมายเพียงใด จะอดทนต่อการ
“แต่เจ้าจะปล่อยให้อานเอ๋อร์ของเราขาดพ่อไปมิได้นะอาฮัว ชีวิตของเขาต้องมีพ่ออยู่ด้วย จึงจะถือได้ว่าเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางจ้องมองไปที่ใบหน้างามของหลินหลานฮัวด้วยความคิดถึง มิพบเจอกันไปเพียงสามปีแต่นางกลับดูสวยสดงามสะพรั่งมากกว่าเมื่อคราที่ใช้ชีวิตอยู่กับพระองค์ในวังต้องห้ามเสียอีก อีกทั้งกลิ่นกายอันหอมกรุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างเล็กนี้ทำให้องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงเกิดอาการคลั่งไคล้นางขึ้นมาจนอยากจะจับร่างเล็กนี่กลืนกินลงไปจนหมดทั้งตัวอีกคราแล้ว“อานเอ๋อร์อยู่กับหม่อมฉันมาสามปีเต็ม เขามิเคยถามถึงบิดาเลยสักครั้ง แล้วจะบอกว่าเขาต้องการบิดาได้อย่างไร ฝ่าบาททรงสนทนาอยู่ที่บ้านของหม่อมฉันนานแล้วทรงเสด็จกลับไปเถิดเพคะ เวลานี้เป็นเวลาพักผ่อนของหม่อมฉันกับลูก ขอฝ่าบาทได้โปรดอย่ามากวนใจพวกเราอีกต่อไปเลย” หลินหลานฮัวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงหลังได้ยินภรรยารักกล่าวออกมาดังนั้น จึงได้นั่งคุกเข่าลงตรงหน้าของสาวงามพร้อมเอ่ยขึ้นมาว่า“ฮัวฮัว ที่ผ่านมา สามีได้กระทำผิดต่อเจ้ามากมายนักแต่สามีสำนึกผิดได้มาตั้งเนิ่นนานแล้ว
“นี่ปล่อยนะคุณชาย ท่านทำอะไรท่านแม่ของข้า ท่านมากัดปากท่านแม่ของข้าทำไม?” เด็กชายตัวน้อยพูดขึ้นด้วยความโกรธขึ้งถึงขั้นใช้กำปั้นเล็กๆ ของเขาทุบตีเข้าไปที่ไหล่ขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงอีกคราด้วยนึกห่วงใยมารดาของตนขึ้นมาจับใจนัก“ฮัวฮัว ในที่สุดข้าก็ตามหาเจ้าจนเจอ แล้วนี่ลูกชายของพวกเราใช่หรือไม่ เหตุใดเขาจึงได้มีหน้าตาเหมือนกันกับข้าราวกับแกะเอาเช่นนี้”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางจะก้มใบหน้าลงมามอบจุมพิตให้กับหลินหลานฮัวอีกคราด้วยความคิดถึง แต่ทว่าหลินหลานฮัวกลับรีบเบือนหน้าหนี พร้อมอุ้มเอาเด็กชายตัวน้อยมาไว้ในอ้อมแขนและเอ่ยขึ้นมาว่า “คุณชายท่านจำคนผิดแล้ว ข้าต้องขอตัวก่อน และขอบคุณที่ท่านช่วยนำตัวบุตรชายของข้ากลับคืนมาส่ง”หลินหลานฮัวเอ่ยขึ้นเพียงเท่านั้นก็รีบเดินจากไปในทันทีซึ่งองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็มิได้มีท่าทีกระโตกกระตากแต่อย่างใด พระองค์ทรงสั่งให้คนเฝ้าจับตามองดูหลินหลานฮัวต่อไปอย่างเงียบๆ เพื่อที่จะได้ติดตามนางไปยังที่พักของนางได้ถูกด้านหลินหลานฮัวเองก็รีบเดินมาหาเสี่ยวเชี่ยนพร้อมสั่งให้เสี่ยวเชี่ยนเก็บข้าวของทุกอย่างกลับบ้านของนางไปในทันที แม้ว่าเสี
“เจ้าตัวเล็กข้าสั้น ส่วนข้าตัวใหญ่ขายาวใช่หรือไม่?”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกล่าวชวนคุย“ใช่แล้วขอรับ แต่นี่มันเกี่ยวอันใดกับการที่ข้าจะได้กลับไปหาท่านแม่ของข้าด้วยหรือขอรับ?” เด็กชายตัวน้อยเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย“ก็คนตัวเล็กขาสั้นก็ก้าวเดินได้ช้า ส่วนคนตัวใหญ่ขายาวก็ก้าวเดินได้ไว ข้าอุ้มเจ้าเอาไว้เช่นนี้ถือว่าเป็นการย่นระยะเวลาให้เจ้าได้เจอกับมารดาของเจ้าได้เร็วขึ้น มิดีหรอกหรือ?” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม เด็กชายตัวน้อยพลันคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยขึ้นมาว่า “ที่คุณชายกล่าวมานั้นถูกต้องแล้ว เช่นนั้นอานเอ๋อร์คงต้องรบกวนคุณชายแล้ว แต่อานเอ๋อร์มิได้รบกวนเปล่าหรอกนะขอรับ อานเอ๋อร์จะมอบของตอบแทนน้ำใจของคุณชายในครั้งนี้ด้วย เช่นไรก็ขอได้โปรดจงรับผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เอาไว้ด้วยเถอะนะขอรับ” เด็กชายพูดพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยที่หลินหลานฮัวเคยใช้ซับเลือดกำเดาขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเมื่อคราที่ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในตำหนักบุปผารักด้วยกัน ณ ช่วงเวลาหนึ่งออกไปมอบให้กับองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงอย่างช้าๆ ซึ่งกลิ่นหอมอันคุ้นเคยที่แผ่ซ่านออกมาจากผ้าเช็ดหน
ทุกครั้งที่หลินหลานฮัวมาวางขายสุราในตลาดแห่งนี้ ผ่านไปมินานเกินครึ่งชั่วยามนางก็มักจะขายได้หมดเสมอ แม้ความงามอันเฉิดฉายของนางจะเป็นอุปสรรคในการค้าขายในแต่ละครั้งเนื่องด้วยจะมีเหล่าบรรดาชายหนุ่มทั้งอ่อนวัยไปจนถึงคราวแก่และเหล่าคนธรรมดาไปจนถึงคุณชายและขุนนางระดับสูงหลายคนมาคอยแทะโลมหรือเกี้ยวพาราสี แต่หลินหลานฮัวก็ยังคงความสงบนิ่งสยบการกระทำอันไม่น่าดูชมของพวกเขาลงไปเสียได้ และเพราะความงามอันเป็นอุปสรรคในการออกมาพบปะพบเจอกับบุคคลภายนอกเอาเช่นนี้ จึงทำให้หลินหลานฮัวยอมก้าวขาออกจากบ้านมาทำการค้าขายเพียงแค่เดือนละครั้งเท่านั้นเองเพื่อเป็นการตัดปัญหาเมื่อจัดวางเรียงไหสุรามากมายลงบนโต๊ะเสร็จสิ้นแล้วหลินหลาฮัวก็พบว่าบุตรชายของนางยังมิกลับมาจากร้านของเล่นอีกทั้งเสี่ยวเชี่ยนเองก็ยังมิกลับมาอีกด้วย จึงอดที่จะร้อนใจขึ้นมาบ้างมิได้แล้วนางพยายามเขย่งปลายเท้าขึ้นกวาดสายตามองหาบุตรชายไปโดยรอบ พร้อมทั้งรอคอยการมาเยือนของเสี่ยวเชี่ยนอยู่อย่างใจจดใจจ่อ จนกระทั่ง“ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะคุณหนู” เสี่ยวเชี่ยนเอ่ยขึ้นน้ำเสียงดีใจ พร้อมชูถุงเงินอันหนักอึ้งออกไปตรงหน้าของหลินหลานฮัว“เสี่ยวเชี่ยน
หลินหลานฮัวมาอยู่ที่วังต้องห้ามแห่งนี้ได้เป็นระยะเวลาสองเดือนเต็มแล้ว จนกระทั่งนางได้รับทราบข่าวมาว่าหลินปังหยวนได้ถูกปล่อยตัวออกมาจากคุกหลวงแล้ว และหลังจากนั้นทั้งหลินปังหยวน และหลินหลิวซวงก็ได้รับพระราชทานมงคลสมรสจากองค์ฮ่องเต้ต่อในใจของหลินหลานฮัวก็ได้แต่หวังเอาไว้ว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเ
เมื่อเดินทางมาถึงตำหนักเฉียนฟู่แล้ว พระสนมหม่ากุ้ยเฟยก็พลันต้องรู้สึกย่ำแย่มากขึ้นไปอีก เมื่อสาวใช้ที่นางซื้อตัวไว้ในแต่ละตำหนักของสนมที่มีโอกาสได้เข้าไปถวายการปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเมื่อคราก่อนด้วยกันนั้นมาแจ้งข่าวให้นางได้รับทราบว่า คังฉางจ้ายได้ตั้งครรภ์อ่อนๆ ขึ้นมาได้สองเดือนแล้ว
หลินหลานฮัวมิรู้ว่าตัวนางเองตัดสินใจถูกหรือไม่ที่ได้กล่าววาจาออกไปต่อองค์ฮ่องเต้เช่นนี้ เพียงแต่คิดไปถึงอนาคตข้างหน้าว่านางจะต้องมีชีวิตรอดกลับออกไปหามารดาให้ได้ และหากนางตั้งครรภ์ขึ้นมาจริงๆ การกระทำของนางในครั้งนี้คงจะพอปกป้องคุ้มครองภัยให้กับลูกของนางได้ แม้ว่านางจะต้องตกระกำลำบากมากกว่านี้อี
“น้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์ที่ข้าพระราชทานให้กับเหล่าบรรดาสนมนั้นมีราคาแพงสูงลิ่วยิ่งนัก นางเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งของข้า เป็นเพียงทาสชั้นต่ำเพียงเท่านั้น เพราะฉะนั้นนางจึงมิคู่ควรกับน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์ราคาแพงอะไรนั่นหรอก นับจากนี้ไปเจ้าไม่ต้องโผล่หน้ามาถามเรื่องไร้สาระนี้กับข้าอีก แล้วก็ห







