บุปผารัก มังกรร้าย

บุปผารัก มังกรร้าย

last updateTerakhir Diperbarui : 2026-02-28
Oleh:  อ้ายเฟยOngoing
Bahasa: Thai
goodnovel12goodnovel
Belum ada penilaian
86Bab
700Dibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

เพราะเกิดมาสูงส่งเป็นถึงโอรสสวรรค์ที่ผู้คนทั่วใต้หล้าต้องยอมสยบแทบเท้า ก้มหัวให้ เพราะความจำเป็นบีบบังคับจึงจำต้องยอมร่วมหลับนอนกับสนมไปทั่ว แต่เมื่อพบเจอเข้ากับบุปผางามแห่งเฉียวฉี บุปผารักดอกนี้กลับเปลี่ยนมังกรร้ายให้กลายเป็นมังกรโบ้ไปในพริบตา แต่ทว่าเหตุการณ์ที่คาดฝันเอาไว้กลับมิได้ง่ายดายนัก เพราะในวันที่ได้รับรู้หัวใจตัวเองว่ารัก บุปผางามกับห่างหาย ด้วยมิรู้จะกล่าวคำว่ารักออกมาได้อย่างไร ในเมื่อบุปผางามนี้ เป็นเพียงสถานะทาสชั้นต่ำและสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งขององค์ฮ่องเต้เพียงเท่านั้น... ***************************************** ** ยืนหนึ่งในเรื่องไม่ฉลาดในรัก พระเอกทรงอย่างแบด แซดอย่างโบ้ ** ขึ้นอย่างฮ่องเต้ ลงอย่างโฮ่งเต้ ** ** ร้องไห้หอนโหยหวนหาเมียจ๋าในวันที่นางเอกหอบลูกในท้องหนีไปค่า ** หลังได้พบเจอกับนางเอกแล้วพระเอกมีอะไรแค่กับนางเอกคนเดียวนะคะ รี้ดสบายใจได้

Lihat lebih banyak

Bab 1

อาการปวดศีรษะกำเริบ

รัชศกไคเฉิงปีที่สาม  แคว้นชวี่ 

สายลมยามค่ำคืนพัดมาทางหน้าต่าง ณ ตำหนักตงซาง

แผ่วเบา  โคมไฟดวงน้อยลวดลายพระจันทร์สีนิลยามรัตติกาลเอนไหวไปมาตามสายลมเอื่อย  แม้ค่ำคืนนี้อากาศจะเหน็บหนาวแต่ก็มิได้

ทำให้บุรุษผู้ที่กำลังนั่งอยู่เหนือบัลลังก์มังกรต้องสะทกสะท้านแต่อย่างใด

“ฝ่าบาท ค่ำคืนนี้อากาศช่างหนาวเย็นยิ่ง ทรงเสวยชาอู่หลงชั้นดีจากซินซิ่วสักจอกก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ” 

มู่กงกงขันทีคู่พระทัยเอ่ยขึ้นพร้อมเดินนำชาอู่หลงชั้นดีเข้ามาวางลงบนโต๊ะทรงพระอักษรก่อนจะล่าถอยหลบออกไปยืนอยู่ตรง

มุมห้องอย่างรู้หน้าที่

เมื่อได้ยินขันทีคู่พระทัยกล่าวออกมาดังนั้น  องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ทรงละสายตาจากการอ่านฎีกา เหม่อมองออกไปยังนอกหน้าต่างพร้อมยกฝ่าพระหัตถ์ขึ้นมาคลึงแหวนหยกที่สวมใส่ประจำนิ้วหัวแม่มือข้างขวาเล่น

“เรื่องขององค์หญิงเฟยฮุ่ยกับหลินปังหยวนเป็นเช่นไรแล้วบ้าง  งานมงคลสมรสพระราชทานไปถึงขั้นตอนใดแล้ว?”

องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสถามพร้อมยกชาอู่หลงขึ้นมาจิบ  มู่กงกงได้ยินดังนั้นก็ฉีกยิ้มออกมาน้อยๆ พร้อมกล่าวต่อไปว่า

“ทางกรมพิธีการกำลังเร่งมือจัดเตรียมงานอยู่พ่ะย่ะค่ะ

ฝ่าบาท  ของฝ่าบาทจงทรงไว้วางพระทัย”

“เช่นนั้นก็ดี”

บทสนทนาสั้นๆ ระหว่างองค์ฮ่องเต้ผู้เป็นดั่งโอรสสวรรค์และขันทีคู่พระทัยมีเพียงเท่านั้น  ต่างก็เงียบกันไปอีก

จวบจนกระทั่งเมื่อช่วงเวลายามจื่อมาเยือน  (เวลา 23.00น.)  มู่กงกงก็แอบลอบมองมายังองค์ฮ่องเต้อีกครั้ง  เมื่อพบว่าองค์ฮ่องเต้ทรงเอาแต่จดจ่อกับการอ่านฎีกามากมายนั่นแล้ว  จึงได้เอ่ยเตือนขึ้นด้วยความห่วงใยว่า

“ฝ่าบาทนี่ก็เป็นเวลาที่ดึกมากแล้ว  ทรงเข้าบรรทมก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” 

แต่มู่กงกงยังมิทันได้กล่าวจบประโยคดี  องค์ฮ่องเต้ก็ทรงกระแทกฝ่าพระหัตถ์ลงบนโต๊ะทรงพระอักษรอย่างแรงจนเกิดรอยร้าวของเนื้อไม้ปริแยกไปตามเส้นขอบโต๊ะ

“มู่กงกง เจ้าเป็นบิดาของข้าตั้งแต่เมื่อยามใดกัน  เหตุใดจึงได้พูดนั่น  พูดนี่มิยอมหยุด  เห็นทีว่าวันพรุ่งนี้มาเยือนเจ้าคงจะมิอยากมีหัวตั้งอยู่บนบ่าแล้วประไร  จึงได้พูดพล่ามมิหยุดเสียที”

หลังกล่าวจบองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ได้ยกฝ่าพระหัตถ์ขึ้นมากุมพระอุระของพระองค์เอาไว้  พร้อมทำหน้านิ่วคิ้วขมวด  หายใจเข้าออกแรงขึ้นอย่างคนที่เริ่มทรมานกับบางสิ่งบางอย่าง  หลังจากนั้นก็ยกฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองข้างขึ้นมากุมขมับเอาไว้แน่น  เลือดกำเดามากมายได้ไหลออกมาจากรูจมูกทั้งสองข้างราวกับเขื่อนน้ำหลาก

“โธ่ ฝ่าบาทของกระหม่อม  อย่าได้ทรงกริ้วไปเลยพ่ะย่ะค่ะ  หากทรงกริ้วจะทรงมิดีต่อสุขภาพนะพ่ะย่ะค่ะ  หากฝ่าบาทมิอยากจะเข้าบรรทมก็มิต้องบรรทมแล้วพ่ะย่ะค่ะ  กระหม่อมเองก็จะอยู่กับ

ฝ่าบาททั้งคืนเอง”

มู่กงกงพูดไปด้วยพร้อมเริ่มมีหยาดน้ำตาคลอเบ้าไปด้วยแล้วในยามนี้

“หมอหลวง  หมอหลวงอยู่ที่ใด  ผู้ใดก็ได้ไปตามหมอหลวง

มาที  ฝ่าบาททรงแย่แล้ว  พวกเจ้ารีบไปตามหมอหลวงมาที่ตำหนักตงชางโดยเร่งด่วนที  ไป  ให้รีบไป”

มู่กงกงร้องตะโกนขึ้นปากคอสั่น  หลังจากนั้นมินานนัก

หมอหลวงถึงสี่คนด้วยกันก็ได้เดินทางมาที่ตำหนักตงชางโดยเร่งด่วน

พวกเขาพากันตรวจดูชีพจร และพระวรกายขององค์ฮ่องเต้อย่างละเอียดถี่ถ้วน  ก่อนจะแอบลอบสบสายตากันด้วยความวิตก

หมอหลวงผู้หนึ่งได้ฝังเข็มลงกลางหว่างคิ้วขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงพร้อมฝังเข็มลงไปตามบริเวณจุดชีพจรต่างๆ ด้วยความรวดเร็ว 

ส่วนหมอหลวงอีกผู้หนึ่งได้จัดเตรียมบดยาจากรากไม้ชนิดหนึ่งขึ้นมาอย่างเร่งด่วน 

ด้านหมอหลวงอีกผู้หนึ่งก็ได้นำส่วนผสมของยาต่างๆ ไป

สั่งความให้ข้ารับใช้ในตำหนักไปทำการต้มมาโดยไวที่สุด

มีเพียงหมอหลวงที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับมู่กงกงและเป็นสหายสนิทเพียงหนึ่งเดียวของมู่กงกงเท่านั้น  ที่ได้ดึงแขนของ

มู่กงกงออกมานอกตำหนักและเอ่ยถามขึ้นมาน้ำเสียงเบาราวกระซิบว่า  “นี่ฝ่าบาททรงมิได้บรรทมมากี่ราตรีแล้ว?”

“ก็ราว ๆ สี่ราตรีได้”

มู่กงกงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเบาราวกับกระซิบมิแพ้กัน

“เหตุใดจึงมิทรงยอมหลับยอมนอนเอาเช่นนี้กันด้วยเล่า 

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป  ฝ่าบาทคงมิแคล้วต้องล้มป่วยไปเป็นแน่” 

อวี้เหวินเทาพูดพลางส่งเสียงจิ๊จ๊ะออกมาอย่างนึกหนักใจ

“ก็ฝ่าบาทน่ะนะทรงเอาแต่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลาเกรงว่าอาการปวดศีรษะคงจะกลับมากำเริบหนักอีกทีครานี้ก็เป็นได้”

มู่กงกงตอบไปด้วยพร้อมมีสีหน้าที่คิดหนักมิแพ้กัน

“เช่นนั้นท่านกงกง ก็ทรงหาอันใดที่ช่วยทำให้ฝ่าบาทได้ทรงผ่อนคลายพระทัยมามอบให้ต่อฝ่าบาทเสียบ้างสิ  เหล่าสนมนางในมีออกให้ครืดเต็มวังหลวง  ก็มิมีผู้ใดที่จะช่วยทำให้ฝ่าบาทได้ทรงผ่อนคลายได้เลยหรือ” 

อวี้เหวินเทาจีบปากจีบคอพูดราวกับว่าตนเองก็เป็นกงกง

ผู้สำคัญในวังหลวงคนหนึ่งก็มิปาน

“เป็นเจ้าจะกล้าเสนอป้ายชื่อพระสนมองค์ใดมาก่อกวนพระทัยฝ่าบาทได้เช่นนั้นหรือ  เมื่อครู่ข้าเพียงเอ่ยเตือนให้ฝ่าบาททรงเข้าบรรทมไปเพียงเท่านั้น  โต๊ะทรงอักษรก็แทบจะพังออกมาอยู่รอมร่อจากการที่ฝ่าบาททรงทุบฝ่าพระหัตถ์ลงบนโต๊ะแล้ว  ข้าเองก็มิรู้ว่าจะต้องทำเช่นไรต่อไปดี  จึงได้ส่งคนไปตามหมอหลวงมาที่ตำหนักตงชางนี่อย่างไรกันล่ะ?” 

มู่กงกงเอ่ยออกมายาวเหยียดพร้อมลอบถอนหายใจยาว

“เอาล่ะๆ ข้าจะเข้าไปดูอาการฝ่าบาทแล้ว  หากเจ้ามีอันใดที่

ต้องการความช่วยเหลือก็อย่าลืมส่งข่าวให้ข้าด้วยก็แล้วกันนะ”

หลังกล่าวจบอวี้เหวินเทาก็หมุนตัวเดินกลับเข้าตำหนักตงชางไป  มู่กงกงเห็นดังนั้นแล้ว ก็เดินตามเข้าไปติดๆ แต่เมื่อเข้าไปในตำหนักตงชางแล้ว  มู่กงกงก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติเมื่อพบว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงกระอักเลือดออกมามากมายนัก

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ  ฝ่าบาทของกระหม่อม  เหตุใดกันจึงเป็นเช่นนี้  พวกเจ้าพากันรักษาองค์ฮ่องเต้เช่นไร  เหตุใดฝ่าบาทจึงทรงเป็นเช่นนี้ไปได้?” 

มู่กงกงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสั่นก่อนจะทรุดตัวลงไปนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นหน้าเตียงราวกับคนหมดอาลัยตายอยากในชีวิต

สักพักองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ทรงปรือเปลือกตาขึ้นมาอย่างช้าๆ พร้อมโยนกระถางแจกันใบหนึ่งให้ตกลงมาอยู่ตรงหน้าของมู่กงกง

“จะคร่ำครวญไปไย  ข้ายังมิตายเสียหน่อย” 

แม้น้ำเสียงนั้นจะติดออกไปทางแข็งกระด้างแต่ตรงปลายน้ำเสียงก็ยังคงเจือความอ่อนโยนไว้อยู่หน่อยๆ  ก่อนหมอหลวงจะนำเข็มที่ปักไว้ตามพระวรกายออก  หลังจากนั้นหมอหลวงอีกผู้หนึ่งก็ได้นำยาสงบใจที่ต้มมาเป็นอย่างดีแล้วถวายต่อองค์ฮ่องเต้

พระองค์ทรงหยิบถ้วยยาขึ้นมาเทกรอกเข้าไปในพระโอษฐ์ครั้งเดียวจนหมดถ้วย  หลังจากนั้นจึงก้มพระพักตร์ลงสูดดมกลิ่นหอมจากสมุนไพรไม้หอมที่หมอหลวงบดไว้ให้ขึ้นมาสูดดมเข้าจมูกไปอย่างแรงสามถึงสี่ครั้งก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียด

“พวกเจ้ากลับออกไปได้แล้ว  ข้าเพียงแค่รู้สึกไม่ค่อยสบายนิดหน่อยก็เพียงแต่เท่านั้น  มู่กงกงเองก็ด้วยจะทำให้ทุกอย่างมันวุ่นวายไปทำไมกัน?”

น้ำเสียงที่แม้จะดูตำหนิแต่ก็แฝงไปด้วยความเบาสบายขึ้นมามากถึงห้าส่วนนั้นทำเอาเหล่าข้าราชบริพารรู้สึกโล่งใจขึ้นมามิน้อยเลยทีเดียว  เมื่อมู่กงกงพยักหน้าลงน้อยๆ เป็นสัญญาณ  หมอหลวงทั้ง

สี่คนจึงได้คุกเข่าลงไปกับพื้นและเอ่ยขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกันว่า

“เช่นนั้น กระหม่อมขอทูลลา”

คล้อยหลังของหมอหลวงทั้งสี่คนไปแล้ว  องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ได้ผุดลุกขึ้นจากเตียงที่บรรทม  ก้าวขาฉับ ๆ  ออกไปนอกตำหนัก

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ จะทรงเสด็จไปที่ใดกันหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

มู่กงกงเอ่ยถามขึ้นหน้าตาตื่น

“ข้านอนไม่หลับก็เลยจะออกไปฝึกซ้อมอาวุธเสียหน่อยหากเจ้าจะนอนก็เข้านอนไปเถอะ  อย่ามามัวเซ้าซี้ให้ข้ารำคาญใจอยู่เลย”

‘แต่ โธ่ ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ  นี่มันดึกดื่นมากเอาการแล้วนะ

พ่ะย่ะค่ะ  จะมีผู้ใดกันเล่ามาฝึกซ้อมอาวุธเมื่อช่วงเวลายามจื่อเอาเช่นนี้’  (เวลา 23.00น.)

มู่กงกงโอดครวญขึ้นมาในใจ  ก่อนจะรีบเดินซอยเท้ายิก ๆ ตามติดองค์ฮ่องเต้ไปประดุจเงาข้างกาย

ณ ที่ลานกว้างหน้าโรงฝึกอาวุธ  เพียงองค์ฮ่องเต้ส่งสัญญาณโบกฝ่าพระหัตถ์เพียงวูบเดียวเท่านั้น  องครักษ์เงาประจำพระองค์ก็ได้แสดงตัวออกมานั่งคุกเข่าอยู่หน้าเบื้องพระพักตร์พร้อมรับฟังคำสั่งอย่างเต็มที่

หลังจากนั้นมินานนัก  การฝึกซ้อมอาวุธอันดุเดือดก็ได้เริ่มต้นขึ้น  มู่กงกงพยายามยกมือขึ้นมาปิดบังรอบดวงตาของตนเอาไว้ด้วยความหวาดเสียว

องค์ฮ่องเต้ทรงมีวรยุทธล้ำเลิศยิ่ง  ทรงปะดาบกับเหล่าองครักษ์ไปหลายกระบวนท่าแล้ว  แต่ก็ยังมิได้มีท่าทีอ่อนแรงลงไปเลยแม้แต่น้อย  ราวกับว่าก่อนหน้านี้พระองค์มิได้ทรงมีอาการเจ็บป่วยใดๆ มาก่อนเลยทั้งสิ้น

เมื่อเวลาผ่านไปได้ราวครึ่งชั่วยาม (หนึ่งชั่วโมง)  พระองค์จึงได้เสด็จกลับตำหนักตงชางไป  แต่ก็ยังมิได้เข้าบรรทมเลยทันที 

มู่กงกงแอบลอบมองดูอยู่  ก็พบว่าองค์ฮ่องเต้ทรงกำลังขีด

เขียนอันใดไปมาอยู่สักพัก  ก่อนจะเข้าบรรทมไปเมื่อช่วงต้นยามอิ๋น

(เวลา 03.00 น.)  นี่เอง

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya
Tidak ada komentar
86 Bab
อาการปวดศีรษะกำเริบ
รัชศกไคเฉิงปีที่สาม แคว้นชวี่ สายลมยามค่ำคืนพัดมาทางหน้าต่าง ณ ตำหนักตงซางแผ่วเบา โคมไฟดวงน้อยลวดลายพระจันทร์สีนิลยามรัตติกาลเอนไหวไปมาตามสายลมเอื่อย แม้ค่ำคืนนี้อากาศจะเหน็บหนาวแต่ก็มิได้ทำให้บุรุษผู้ที่กำลังนั่งอยู่เหนือบัลลังก์มังกรต้องสะทกสะท้านแต่อย่างใด“ฝ่าบาท ค่ำคืนนี้อากาศช่างหนาวเย็นยิ่ง ทรงเสวยชาอู่หลงชั้นดีจากซินซิ่วสักจอกก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ” มู่กงกงขันทีคู่พระทัยเอ่ยขึ้นพร้อมเดินนำชาอู่หลงชั้นดีเข้ามาวางลงบนโต๊ะทรงพระอักษรก่อนจะล่าถอยหลบออกไปยืนอยู่ตรงมุมห้องอย่างรู้หน้าที่เมื่อได้ยินขันทีคู่พระทัยกล่าวออกมาดังนั้น องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ทรงละสายตาจากการอ่านฎีกา เหม่อมองออกไปยังนอกหน้าต่างพร้อมยกฝ่าพระหัตถ์ขึ้นมาคลึงแหวนหยกที่สวมใส่ประจำนิ้วหัวแม่มือข้างขวาเล่น“เรื่องขององค์หญิงเฟยฮุ่ยกับหลินปังหยวนเป็นเช่นไรแล้วบ้าง งานมงคลสมรสพระราชทานไปถึงขั้นตอนใดแล้ว?”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสถามพร้อมยกชาอู่หลงขึ้นมาจิบ มู่กงกงได้ยินดังนั้นก็ฉีกยิ้มออกมาน้อยๆ พร้อมกล่าวต่อไปว่า“ทางกรมพิธีการกำลังเร่งมือจัดเตรียมงานอยู่พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ของฝ่าบาทจงทรงไว้วางพระทัย
Baca selengkapnya
นางกำนัลอุ่นเตียง
เช้าวันนี้มิได้มีการประชุมเหล่าขุนนางตั้งแต่เมื่อยามเช้าตรู่ เพราะฉะนั้นแล้ว องค์ฮ่องเต้จึงมิได้ตื่นบรรทมขึ้นมาตั้งแต่เมื่อยามเช้าตรู่เช่นกัน เป็นช่วงสายยามซื่อ (เวลา 10.00น.) เลยทีเดียว พระองค์จึงทรงตื่นจากการบรรทมได้เพียงแต่นึกมิถึงเลยว่า หลังจากที่พระองค์ทรงแต่งพระวรกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระสนมเหนียนเฟยจะรีบนำน้ำแกงบำรุงกำลังมาคอยถวายให้เมื่อยามสายเอาเช่นนี้ด้านมู่กงกงเองก็เอาแต่ลอบชำเลืองมองดูว่า องค์ฮ่องเต้จะทรงมีรับสั่งให้พระสนมเหนียนเฟยเข้าเฝ้าหรือไม่ ตนเองจะได้ทำหน้าที่ถูก“ให้นางเข้ามาเถอะ” หลังได้ยินองค์ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งเช่นนั้น มู่กงกงจึงได้แจ้นออกไปหน้าตำหนัก นำความไปกราบทูลต่อพระสนมเหนียนเฟยในทันที“หม่อมฉันเหนียนซูอี๋ถวายความคำนับฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี เพคะ”เหนียนซูอี๋ธิดารองเจ้ากรมแห่งศาลต้าหลี่เอ่ยขึ้นน้ำเสียงหวานพร้อมทรุดตัวลงไปนั่งคุกเข่าแสดงความคำนับอยู่ที่พื้น“ลุกขึ้นมาได้” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงตรัสขึ้นโดยมิได้มองมาที่เหนียนซูอี๋เลยแม้แต่น้อย“ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ”เหนียนซูอี๋พูดพลางลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ และรับถ้วยน้ำแกงจาก
Baca selengkapnya
สั่งลงโทษองครักษ์ 1
ช่วงแรกของการขึ้นครองราชย์ในรัชสมัยของพระองค์นี้ช่างมีเรื่องราวมากมาย และฎีกาที่กองสูงเป็นภูเขาเลากาให้ต้องสะสางมากมายนัก ภาระหน้าที่ของผู้เป็นดั่งโอรสสวรรค์นั้นมันมิง่ายเลย ในขณะที่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงกำลังก้มพระพักตร์ลงอ่านบทกวีความรักของหนุ่มสาวคลายเครียดอยู่นั้น มู่กงกงก็รีบเดินแจ้นเข้ามาในตำหนักตงชางด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนใจพิกลนักช่วงนี้เป็นช่วงปลายยามเฉิน (เวลา 8.00น.) ที่อากาศกำลังดี อีกทั้งหากดูจากสีพระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้แล้วพระองค์ก็ทรงกำลังผ่อนคลายเป็นอย่างมาก แต่หากจะมิให้มู่กงกงกราบทูลเกี่ยวกับเรื่องราวขององค์หญิงเฟยฮุ่ยให้พระองค์ได้ทรงทราบก็เกรงว่าจะมิได้อีกนึกได้ดังนั้นแล้วมู่กงกงจึงพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดไปลึกๆ ก่อนจะก้าวขาเข้าไปกล่าวรายงานสถานการณ์ขององค์หญิงเฟยฮุ่ยให้องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงได้ทรงรับทราบเพียงได้ยินมู่กงกงกล่าวรายงานออกมาดังนั้นแล้วพระพักตร์หล่อเหลาก็ฉายแววเคร่งเครียด หน้านิ่วคิ้วขมวดขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะทรงพระอักษรมุ่งหน้าเดินออกจากตำหนักตงชางไปในทันใดเมื่อถึงยามซื่อ (เวลา 9.00 – 11.00 น.) ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีแดงปั
Baca selengkapnya
สั่งลงโทษองครักษ์ 2
องค์หญิงเฟยฮุ่ยมองค้อนพี่ชายของตัวเอง แล้วรีบลุกจากเตียงโดยไม่คิดจะล้างหน้า เปลี่ยนชุด หรือแม้แต่จัดแต่งทรงผมให้ดูดี นางใช้วิชาตัวเบาทะยานไปยังลานขี่ม้าทันที ก็เห็นกั๋วโม่โฉวที่สวมเพียงกางเกงสีดำนั่งคุกเข่าด้วยท่วงท่าสง่างาม ไม่อนาทรต่อลมหรือเกร็ดหิมะแม้แต่น้อย เขาต้องหนาวมากเป็นแน่ “ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ขณะที่ยืนมองเขานิ่งแววตาแสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก ถ้าเขาโดนลงโทษก็สมควรให้คนมาปลุกนางเพื่อช่วยเขาไม่ใช่หรืออย่างไร “ฝ่าบาทยังไม่มีรับสั่งให้กระหม่อมลุกขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” “แต่ท่านเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ของข้า ท่านต้องฟังคำสั่งของข้าสิ” “กระหม่อมมีความผิดที่ดูแลองค์หญิงไม่ดีพอ สมควรถูกลงโทษแล้ว” “คนที่ผิดคือข้า โอ๊ย! ทำไมท่านต้องยอมให้เสด็จพี่รังแกอยู่เรื่อย เขาเห็นท่านเป็นอะไรจึงชอบทารุณไม่หยุดหย่อน” องค์เฟยฮุ่ยโวยวายอย่างเหลืออด นางจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว ตั้งแต่เสด็จพี่พระองค์โตของนางครองบัลลังก์ ก็กลายเป็นคนบ้าอำนาจ มองโลกในแง่ร้าย ชอบลงโทษผู้คน นางอยากให้มีใครสักคนมาลงโทษเขาเสียบ้าง
Baca selengkapnya
หน้าที่ ที่มิอาจปฏิเสธ 1
แต่ดูจากท่าทีแล้วองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิง คงจะมิได้มีเรื่องใดให้ชวนผ่อนคลายสบายใจได้เลยแม้แต่เพียงนิด หลังจากทรงสั่งลงโทษองครักษ์กั๋วโม่โฉวเสร็จ และเสด็จกลับมาถึงตำหนักตงชางของพระองค์แล้ว ก็ทรงพบว่ามู่กงกงกำลังยืนรอคอยการกลับมาของตนอยู่ด้วยสีหน้าที่กระอักกระอ่วนใจพิกลนัก“เจ้ามีอะไรจะพูด ก็พูดมา”น้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเอือมระอานั้น ทำเอามู่กงกงต้องพลอยหน้าม่อยลงไปหลายส่วน จึงได้ตอบองค์ฮ่องเต้ออกไปน้ำเสียงอ้อมแอ้มว่า“ขณะนี้พระสนมหม่ากุ้ยเฟย มารอคอยฝ่าบาทอยู่ยังห้องรับรองแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“วังหลังชักจะสงบราบเรียบไร้งานการ ไร้แก่นสารมากนักแล้วกระมัง เหตุใดตำหนักตงชางที่ประทับส่วนพระองค์ของข้าจึงได้มีแต่เหล่าสนมเทียววนเวียนเข้าออกมาหาราวกับว่าตำหนักของข้าเป็นร้านตลาดนอกวังเอาเช่นนี้”น้ำเสียงกระแทกแดกดัน พร้อมสายพระเนตรที่จ้องมองมายังมู่กงกงตาขวางนั้น ทำเอาขันทีที่ค่อนไปทางวัยกลางคนปลายๆ เช่นเขา แทบจะหลบสายพระเนตรของโอรสสวรรค์มิทันเลยทีเดียวเพียงก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าไปในห้องรับรอง องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็พบว่าหม่ากุ้ยเฟย หรือก็คือหม่าซูเหลียนบุตรีเสนาบดีกรมกลาโหมกำลัง
Baca selengkapnya
หน้าที่ ที่มิอาจปฏิเสธ 2
"ฝ่าบาท"เป็นเสียงของมู่กงกงที่เอ่ยเรียกขึ้นน้ำเสียงอ่อนโยน"วันๆ ก็ดีแต่ส่งเสียงเรียกอยู่ได้ทั้งวัน น่ารำคาญสิ้นดี"องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงมิสบพระทัย"ฝ่าบาททรงแช่พระวรกายมาเนิ่นนานนักแล้ว กระหม่อมเกรงว่าฝ่าบาทอาจจะทรงเป็นหวัดได้นะพ่ะย่ะค่ะ"มู่กงกงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"คนไม่มีใครรักเช่นข้า จะเจ็บป่วยหรือล้มตายไป ก็มิมีผู้ใดมาสนใจหรอก"องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางลุกขึ้นจากบ่อน้ำพุร้อนอวดเรือนร่างเปลือย แข็งแกร่งกำยำ มีมัดกล้ามอันแข็งแรงอยู่ทั่วทุกส่วนของร่างกาย ทำเอามู่กงกงที่ได้เห็นอาหารตาชั้นเลิศเช่นนั้นแล้วต้องยืนตาค้างอ้าปากกว้างอยู่นานนัก จนกระทั่งลืมตัวไปเสียสิ้นว่ายามนี้ตนเองต้องส่งชุดคลุมมาให้กับองค์ฮ่องเต้แล้วด้วยซ้ำไป"มู่จินชิง เจ้าจะยืนจ้องมองข้าอีกนานหรือไม่ ข้าจะได้สั่งตัดหัวเจ้าแล้ว"สุรเสียงเย็นเยียบที่เปล่งออกมานั้นทำเอามู่กงกงต้องรีบแจ้นเดินแกมวิ่งนำชุดคลุมมังกรมาสวมคลุมให้กับองค์ฮ่องเต้โดยเร็วพลัน หลังจากนั้นมินานองค์ฮ่องเต้ก็เสด็จไปยังตำหนักจวี๋ฮวาหวงต่อเมื่อเสด็จไปถึงก็ทรงพบว่าพระสนมหม่ากุ้ยเฟย พร้อมด้วยสนมอันกุ้ยเหริน เสิ่น
Baca selengkapnya
มิอนุญาตให้ตั้งครรภ์
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิง ทรงเป็นผู้ที่เปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังอย่างแท้จริง เมื่อคราแรกเริ่มของการร่วมรัก พระองค์จะทรงนอนนิ่งให้เหล่าสนมได้ปรนนิบัติโดยการควบขี่ขย่มลงบนเรือนกายของพระองค์จนพวกนางแทบจะสิ้นเรี่ยวแรงกันไปแทบจะทั้งสามคนไปก็แล้วแต่ แต่กับคังหยุนหลีที่นางพึ่งจะเข้ามาถวายการรับใช้ปรนนิบัติพระองค์ในคราแรกนั้น กลับปรนนิบัติพระองค์ได้มิถูกพระทัยนัก มิรู้ว่าพระองค์ทรงมีขนาดอาวุธคู่ใจใหญ่โตมากเกินไปหรือไม่ นางจึงได้มีเลือดไหลมิหยุดเอาเช่นนี้ จนองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงได้สั่งให้คนไปตามหมอหลวงและให้คนมานำตัวของพระสนมคังหยุนหลีออกไปรักษานออกตำหนักจวี๋ฮวาหวง พร้อมทรงมีรับสั่งมิให้นางได้เข้ามาปรนนิบัติพระองค์อีกผ่านไปเนิ่นนานราวสองชั่วยามกว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะทรงรู้สึกผ่อนคลายลงไปบ้าง กลีบบุปผางามของเหล่าบรรดาพระสนมเองต่างก็อ้าออกกว้างแทบจะหุบไม่ลงกันเลยทีเดียว หลังเสร็จสิ้นจากภารกิจ องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนจึงดำริจะเสด็จกลับตำหนักตงชางไป พระองค์ทรงอนุญาตให้เหล่าสนมพักผ่อนกันต่อไป มิต้องลุกขึ้นมาส่งเสด็จพระองค์ก็ย่อมได้โดยก่อนที่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเ
Baca selengkapnya
น้องสาวมิรักดี! 1
เมื่อได้ยินพระสนมอันกุ้ยเหรินมาแจ้งต่อตนดังนั้น มู่กงกงก็พลันรู้สึกตกใจจนหน้าถอดสี เรื่องที่เหล่าสนมในวังหลังมิได้รับอนุญาตให้ตั้งครรภ์นั้น เหล่าขุนนางก็ได้รับรู้กันไปจนทั่วจากการที่องค์ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งแจ้ง ณ ที่ประชุมขุนนางตั้งแต่เมื่อครั้นที่พระองค์ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ แล้ว เนื่องด้วยองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงมีความปรารถนาที่จะให้การทุ่มเทพระวรกายในการทำนุบำรุงฟื้นฟูบัลลังก์มังกรให้มั่นคงรอบด้านเสียก่อนจึงจะคิดวางแผนเรื่องการมีบุตรเป็นลำดับถัดไป เช่นนั้นแล้วสำหรับพระสนมแซ่คังผู้นี้ จึงมิใช่เพียงแค่การให้นางได้ดื่มน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์เพียงอย่างเดียวแต่อย่างใด นางจำต้องถูกทำทุกวิถีทางในการรีดเร้นสายธารสวรรค์ครั้งนี้ออกมาด้วยเมื่อมู่กงกงเสร็จสิ้นจากภารกิจในครั้งนี้แล้ว จึงได้เดินทางกลับตำหนักตงชางไปด้วยความหวาดวิตก หากจะนับถึงสิ่งที่ผิดพลาดจากการทำงานของเขานี่คงนับได้ว่าเป็นครั้งแรกเลยกระมังการบริหารจัดการราชกิจต่างๆ ในวังหลวง ล้วนผ่านพ้นไปได้อย่างสงบราบเรียบ เรียบร้อย เป็นระยะเวลาถึงหนึ่งสัปดาห์เต็มหากเพียงแต่ว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะมิทรงเรียกขุนนางกรมพ
Baca selengkapnya
น้องสาวมิรักดี! 2
“เจ้าถึงกับกล้าไปพังสถานที่จัดงานแต่งงาน อีกทั้งยังมิยอมไปวัดตัวตัดเย็บชุดแต่งงานด้วยมิใช่หรือ เจ้าคิดว่าพี่ชายของเจ้าคนนี้โง่งมมากนักหรืออย่างไร จึงจะมิรู้ทันในทุกวีรกรรมที่เจ้าก่อ”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดไปลึกๆ อย่างคนที่พยายามระงับโทสะของตนเอาไว้อย่างเต็มที่“ที่แท้หม่อมฉันก็นึกว่าเสด็จพี่ทรงเรียกตัวหม่อมฉันให้มาเข้าเฝ้าด้วยเรื่องใดกัน สุดท้ายแล้วก็เป็นเรื่องราวเหล่านี้เอง เช่นนั้นก็ปล่อยนางกำนัลในตำหนักของหม่อมฉันไปเถิดเพคะ พวกเขามิได้มามีส่วนรู้เห็นอันใดกับหม่อมฉันด้วย จึงมิใช่เรื่องสมควรที่พวกเขาจะต้องมาถูกเสด็จพี่สั่งลงโทษโบยเอาเช่นนี้”องค์หญิงเฟยฮุ่ยเอ่ยขึ้นมาน้ำเสียงนุ่ม“ข้าขอออกคำสั่งให้เจ้าไปวัดตัวตัดเย็บชุดแต่งงานกับหลินปังหยวนเดี๋ยวนี้ และต่อไปนี้ข้าขอออกคำสั่งให้กักบริเวณเจ้าอยู่แต่ในตำหนักของเจ้าเอง จนกว่างานพิธีมงคลสมรสพระราชทานจะเสร็จเรียบร้อยไปแล้วด้วยดี เจ้าจึงจะสามารถก้าวขาออกนอกตำหนักได้”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสออกมาทีละถ้อยคำอย่างช้าๆ และชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง“เสด็จพี่อย่าได้บ้าอำนาจเกินไปนักเลยเพคะ” “เ
Baca selengkapnya
คงคิดได้แล้วกระมัง
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” เสียงร่ำไห้ของมู่กงกงดังขึ้นน้ำเสียงน่าเวทนานัก เพราะนี่ก็ผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้วที่ฝ่าบาทยังมิทรงยอมเสด็จออกมาจากห้องรับรองในตำหนักตงชางเลยแม้แต่น้อย ด้านมู่กงกงเองก็มิรู้ว่าจะต้องทำเช่นไรต่อไปดี จึงทำได้เพียงแอบลอบเงี่ยหูฟัง สถานการณ์ต่างๆ อยู่ภายนอกเท่านั้น จนกระทั่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานราวครึ่งชั่วยาม องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงในสภาพเลือดท่วมตัว จึงได้เปิดประตูตำหนักตงชางออกมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเป็นอย่างยิ่งแม้จะทรงรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวมากในอกเพียงใดก็ตามแต่ แต่พระองค์ก็มิได้ทรงเรียกหาสุรามาดื่มดับความเจ็บปวดแต่อย่างใด พระองค์เพียงมุ่งหมายพระทัยจะเสด็จไปแช่พระวรกายเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดยังบ่อน้ำพุร้อนเพียงเท่านั้น แต่ทว่าเพียงเดินไปได้มิกี่เก้า องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ได้ทรุดตัวลงไปนั่งอยู่ที่พื้นพร้อมกระอักเลือดออกมามากมาย อีกทั้งยังมีเลือดกำเดาไหลออกจากรูจมูกทั้งสองข้างราวกับสายน้ำหลากมู่กงกงเห็นดังนั้นแล้วก็รีบวิ่งเข้ามาประคององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเอาไว้ในทันใด พร้อมกรีดร้องขึ้นมาราวกับคนเสียสติว่า“หมอหลวง ใครก็ได้รีบไปตามหมอหลว
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status