LOGINเพราะเกิดมาสูงส่งเป็นถึงโอรสสวรรค์ที่ผู้คนทั่วใต้หล้าต้องยอมสยบแทบเท้า ก้มหัวให้ เพราะความจำเป็นบีบบังคับจึงจำต้องยอมร่วมหลับนอนกับสนมไปทั่ว แต่เมื่อพบเจอเข้ากับบุปผางามแห่งเฉียวฉี บุปผารักดอกนี้กลับเปลี่ยนมังกรร้ายให้กลายเป็นมังกรโบ้ไปในพริบตา แต่ทว่าเหตุการณ์ที่คาดฝันเอาไว้กลับมิได้ง่ายดายนัก เพราะในวันที่ได้รับรู้หัวใจตัวเองว่ารัก บุปผางามกับห่างหาย ด้วยมิรู้จะกล่าวคำว่ารักออกมาได้อย่างไร ในเมื่อบุปผางามนี้ เป็นเพียงสถานะทาสชั้นต่ำและสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งขององค์ฮ่องเต้เพียงเท่านั้น... ***************************************** ** ยืนหนึ่งในเรื่องไม่ฉลาดในรัก พระเอกทรงอย่างแบด แซดอย่างโบ้ ** ขึ้นอย่างฮ่องเต้ ลงอย่างโฮ่งเต้ ** ** ร้องไห้หอนโหยหวนหาเมียจ๋าในวันที่นางเอกหอบลูกในท้องหนีไปค่า ** หลังได้พบเจอกับนางเอกแล้วพระเอกมีอะไรแค่กับนางเอกคนเดียวนะคะ รี้ดสบายใจได้
View Moreรัชศกไคเฉิงปีที่สาม แคว้นชวี่
สายลมยามค่ำคืนพัดมาทางหน้าต่าง ณ ตำหนักตงซาง
แผ่วเบา โคมไฟดวงน้อยลวดลายพระจันทร์สีนิลยามรัตติกาลเอนไหวไปมาตามสายลมเอื่อย แม้ค่ำคืนนี้อากาศจะเหน็บหนาวแต่ก็มิได้ ทำให้บุรุษผู้ที่กำลังนั่งอยู่เหนือบัลลังก์มังกรต้องสะทกสะท้านแต่อย่างใด“ฝ่าบาท ค่ำคืนนี้อากาศช่างหนาวเย็นยิ่ง ทรงเสวยชาอู่หลงชั้นดีจากซินซิ่วสักจอกก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
มู่กงกงขันทีคู่พระทัยเอ่ยขึ้นพร้อมเดินนำชาอู่หลงชั้นดีเข้ามาวางลงบนโต๊ะทรงพระอักษรก่อนจะล่าถอยหลบออกไปยืนอยู่ตรง
มุมห้องอย่างรู้หน้าที่เมื่อได้ยินขันทีคู่พระทัยกล่าวออกมาดังนั้น องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ทรงละสายตาจากการอ่านฎีกา เหม่อมองออกไปยังนอกหน้าต่างพร้อมยกฝ่าพระหัตถ์ขึ้นมาคลึงแหวนหยกที่สวมใส่ประจำนิ้วหัวแม่มือข้างขวาเล่น
“เรื่องขององค์หญิงเฟยฮุ่ยกับหลินปังหยวนเป็นเช่นไรแล้วบ้าง งานมงคลสมรสพระราชทานไปถึงขั้นตอนใดแล้ว?”
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสถามพร้อมยกชาอู่หลงขึ้นมาจิบ มู่กงกงได้ยินดังนั้นก็ฉีกยิ้มออกมาน้อยๆ พร้อมกล่าวต่อไปว่า
“ทางกรมพิธีการกำลังเร่งมือจัดเตรียมงานอยู่พ่ะย่ะค่ะ
ฝ่าบาท ของฝ่าบาทจงทรงไว้วางพระทัย”“เช่นนั้นก็ดี”
บทสนทนาสั้นๆ ระหว่างองค์ฮ่องเต้ผู้เป็นดั่งโอรสสวรรค์และขันทีคู่พระทัยมีเพียงเท่านั้น ต่างก็เงียบกันไปอีก
จวบจนกระทั่งเมื่อช่วงเวลายามจื่อมาเยือน (เวลา 23.00น.) มู่กงกงก็แอบลอบมองมายังองค์ฮ่องเต้อีกครั้ง เมื่อพบว่าองค์ฮ่องเต้ทรงเอาแต่จดจ่อกับการอ่านฎีกามากมายนั่นแล้ว จึงได้เอ่ยเตือนขึ้นด้วยความห่วงใยว่า
“ฝ่าบาทนี่ก็เป็นเวลาที่ดึกมากแล้ว ทรงเข้าบรรทมก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
แต่มู่กงกงยังมิทันได้กล่าวจบประโยคดี องค์ฮ่องเต้ก็ทรงกระแทกฝ่าพระหัตถ์ลงบนโต๊ะทรงพระอักษรอย่างแรงจนเกิดรอยร้าวของเนื้อไม้ปริแยกไปตามเส้นขอบโต๊ะ
“มู่กงกง เจ้าเป็นบิดาของข้าตั้งแต่เมื่อยามใดกัน เหตุใดจึงได้พูดนั่น พูดนี่มิยอมหยุด เห็นทีว่าวันพรุ่งนี้มาเยือนเจ้าคงจะมิอยากมีหัวตั้งอยู่บนบ่าแล้วประไร จึงได้พูดพล่ามมิหยุดเสียที”
หลังกล่าวจบองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ได้ยกฝ่าพระหัตถ์ขึ้นมากุมพระอุระของพระองค์เอาไว้ พร้อมทำหน้านิ่วคิ้วขมวด หายใจเข้าออกแรงขึ้นอย่างคนที่เริ่มทรมานกับบางสิ่งบางอย่าง หลังจากนั้นก็ยกฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองข้างขึ้นมากุมขมับเอาไว้แน่น เลือดกำเดามากมายได้ไหลออกมาจากรูจมูกทั้งสองข้างราวกับเขื่อนน้ำหลาก
“โธ่ ฝ่าบาทของกระหม่อม อย่าได้ทรงกริ้วไปเลยพ่ะย่ะค่ะ หากทรงกริ้วจะทรงมิดีต่อสุขภาพนะพ่ะย่ะค่ะ หากฝ่าบาทมิอยากจะเข้าบรรทมก็มิต้องบรรทมแล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเองก็จะอยู่กับ
ฝ่าบาททั้งคืนเอง”มู่กงกงพูดไปด้วยพร้อมเริ่มมีหยาดน้ำตาคลอเบ้าไปด้วยแล้วในยามนี้
“หมอหลวง หมอหลวงอยู่ที่ใด ผู้ใดก็ได้ไปตามหมอหลวง
มาที ฝ่าบาททรงแย่แล้ว พวกเจ้ารีบไปตามหมอหลวงมาที่ตำหนักตงชางโดยเร่งด่วนที ไป ให้รีบไป”
มู่กงกงร้องตะโกนขึ้นปากคอสั่น หลังจากนั้นมินานนัก
หมอหลวงถึงสี่คนด้วยกันก็ได้เดินทางมาที่ตำหนักตงชางโดยเร่งด่วนพวกเขาพากันตรวจดูชีพจร และพระวรกายขององค์ฮ่องเต้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนจะแอบลอบสบสายตากันด้วยความวิตก
หมอหลวงผู้หนึ่งได้ฝังเข็มลงกลางหว่างคิ้วขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงพร้อมฝังเข็มลงไปตามบริเวณจุดชีพจรต่างๆ ด้วยความรวดเร็ว
ส่วนหมอหลวงอีกผู้หนึ่งได้จัดเตรียมบดยาจากรากไม้ชนิดหนึ่งขึ้นมาอย่างเร่งด่วน
ด้านหมอหลวงอีกผู้หนึ่งก็ได้นำส่วนผสมของยาต่างๆ ไป
สั่งความให้ข้ารับใช้ในตำหนักไปทำการต้มมาโดยไวที่สุดมีเพียงหมอหลวงที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับมู่กงกงและเป็นสหายสนิทเพียงหนึ่งเดียวของมู่กงกงเท่านั้น ที่ได้ดึงแขนของ
มู่กงกงออกมานอกตำหนักและเอ่ยถามขึ้นมาน้ำเสียงเบาราวกระซิบว่า “นี่ฝ่าบาททรงมิได้บรรทมมากี่ราตรีแล้ว?”“ก็ราว ๆ สี่ราตรีได้”
มู่กงกงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเบาราวกับกระซิบมิแพ้กัน
“เหตุใดจึงมิทรงยอมหลับยอมนอนเอาเช่นนี้กันด้วยเล่า
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ฝ่าบาทคงมิแคล้วต้องล้มป่วยไปเป็นแน่”
อวี้เหวินเทาพูดพลางส่งเสียงจิ๊จ๊ะออกมาอย่างนึกหนักใจ
“ก็ฝ่าบาทน่ะนะทรงเอาแต่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลาเกรงว่าอาการปวดศีรษะคงจะกลับมากำเริบหนักอีกทีครานี้ก็เป็นได้”
มู่กงกงตอบไปด้วยพร้อมมีสีหน้าที่คิดหนักมิแพ้กัน
“เช่นนั้นท่านกงกง ก็ทรงหาอันใดที่ช่วยทำให้ฝ่าบาทได้ทรงผ่อนคลายพระทัยมามอบให้ต่อฝ่าบาทเสียบ้างสิ เหล่าสนมนางในมีออกให้ครืดเต็มวังหลวง ก็มิมีผู้ใดที่จะช่วยทำให้ฝ่าบาทได้ทรงผ่อนคลายได้เลยหรือ”
อวี้เหวินเทาจีบปากจีบคอพูดราวกับว่าตนเองก็เป็นกงกง
ผู้สำคัญในวังหลวงคนหนึ่งก็มิปาน“เป็นเจ้าจะกล้าเสนอป้ายชื่อพระสนมองค์ใดมาก่อกวนพระทัยฝ่าบาทได้เช่นนั้นหรือ เมื่อครู่ข้าเพียงเอ่ยเตือนให้ฝ่าบาททรงเข้าบรรทมไปเพียงเท่านั้น โต๊ะทรงอักษรก็แทบจะพังออกมาอยู่รอมร่อจากการที่ฝ่าบาททรงทุบฝ่าพระหัตถ์ลงบนโต๊ะแล้ว ข้าเองก็มิรู้ว่าจะต้องทำเช่นไรต่อไปดี จึงได้ส่งคนไปตามหมอหลวงมาที่ตำหนักตงชางนี่อย่างไรกันล่ะ?”
มู่กงกงเอ่ยออกมายาวเหยียดพร้อมลอบถอนหายใจยาว
“เอาล่ะๆ ข้าจะเข้าไปดูอาการฝ่าบาทแล้ว หากเจ้ามีอันใดที่
ต้องการความช่วยเหลือก็อย่าลืมส่งข่าวให้ข้าด้วยก็แล้วกันนะ”
หลังกล่าวจบอวี้เหวินเทาก็หมุนตัวเดินกลับเข้าตำหนักตงชางไป มู่กงกงเห็นดังนั้นแล้ว ก็เดินตามเข้าไปติดๆ แต่เมื่อเข้าไปในตำหนักตงชางแล้ว มู่กงกงก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติเมื่อพบว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงกระอักเลือดออกมามากมายนัก
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทของกระหม่อม เหตุใดกันจึงเป็นเช่นนี้ พวกเจ้าพากันรักษาองค์ฮ่องเต้เช่นไร เหตุใดฝ่าบาทจึงทรงเป็นเช่นนี้ไปได้?”
มู่กงกงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสั่นก่อนจะทรุดตัวลงไปนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นหน้าเตียงราวกับคนหมดอาลัยตายอยากในชีวิต
สักพักองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ทรงปรือเปลือกตาขึ้นมาอย่างช้าๆ พร้อมโยนกระถางแจกันใบหนึ่งให้ตกลงมาอยู่ตรงหน้าของมู่กงกง
“จะคร่ำครวญไปไย ข้ายังมิตายเสียหน่อย”
แม้น้ำเสียงนั้นจะติดออกไปทางแข็งกระด้างแต่ตรงปลายน้ำเสียงก็ยังคงเจือความอ่อนโยนไว้อยู่หน่อยๆ ก่อนหมอหลวงจะนำเข็มที่ปักไว้ตามพระวรกายออก หลังจากนั้นหมอหลวงอีกผู้หนึ่งก็ได้นำยาสงบใจที่ต้มมาเป็นอย่างดีแล้วถวายต่อองค์ฮ่องเต้
พระองค์ทรงหยิบถ้วยยาขึ้นมาเทกรอกเข้าไปในพระโอษฐ์ครั้งเดียวจนหมดถ้วย หลังจากนั้นจึงก้มพระพักตร์ลงสูดดมกลิ่นหอมจากสมุนไพรไม้หอมที่หมอหลวงบดไว้ให้ขึ้นมาสูดดมเข้าจมูกไปอย่างแรงสามถึงสี่ครั้งก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียด
“พวกเจ้ากลับออกไปได้แล้ว ข้าเพียงแค่รู้สึกไม่ค่อยสบายนิดหน่อยก็เพียงแต่เท่านั้น มู่กงกงเองก็ด้วยจะทำให้ทุกอย่างมันวุ่นวายไปทำไมกัน?”
น้ำเสียงที่แม้จะดูตำหนิแต่ก็แฝงไปด้วยความเบาสบายขึ้นมามากถึงห้าส่วนนั้นทำเอาเหล่าข้าราชบริพารรู้สึกโล่งใจขึ้นมามิน้อยเลยทีเดียว เมื่อมู่กงกงพยักหน้าลงน้อยๆ เป็นสัญญาณ หมอหลวงทั้ง
สี่คนจึงได้คุกเข่าลงไปกับพื้นและเอ่ยขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกันว่า“เช่นนั้น กระหม่อมขอทูลลา”
คล้อยหลังของหมอหลวงทั้งสี่คนไปแล้ว องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ได้ผุดลุกขึ้นจากเตียงที่บรรทม ก้าวขาฉับ ๆ ออกไปนอกตำหนัก
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ จะทรงเสด็จไปที่ใดกันหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
มู่กงกงเอ่ยถามขึ้นหน้าตาตื่น
“ข้านอนไม่หลับก็เลยจะออกไปฝึกซ้อมอาวุธเสียหน่อยหากเจ้าจะนอนก็เข้านอนไปเถอะ อย่ามามัวเซ้าซี้ให้ข้ารำคาญใจอยู่เลย”
‘แต่ โธ่ ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ นี่มันดึกดื่นมากเอาการแล้วนะ
พ่ะย่ะค่ะ จะมีผู้ใดกันเล่ามาฝึกซ้อมอาวุธเมื่อช่วงเวลายามจื่อเอาเช่นนี้’ (เวลา 23.00น.)มู่กงกงโอดครวญขึ้นมาในใจ ก่อนจะรีบเดินซอยเท้ายิก ๆ ตามติดองค์ฮ่องเต้ไปประดุจเงาข้างกาย
ณ ที่ลานกว้างหน้าโรงฝึกอาวุธ เพียงองค์ฮ่องเต้ส่งสัญญาณโบกฝ่าพระหัตถ์เพียงวูบเดียวเท่านั้น องครักษ์เงาประจำพระองค์ก็ได้แสดงตัวออกมานั่งคุกเข่าอยู่หน้าเบื้องพระพักตร์พร้อมรับฟังคำสั่งอย่างเต็มที่
หลังจากนั้นมินานนัก การฝึกซ้อมอาวุธอันดุเดือดก็ได้เริ่มต้นขึ้น มู่กงกงพยายามยกมือขึ้นมาปิดบังรอบดวงตาของตนเอาไว้ด้วยความหวาดเสียว
องค์ฮ่องเต้ทรงมีวรยุทธล้ำเลิศยิ่ง ทรงปะดาบกับเหล่าองครักษ์ไปหลายกระบวนท่าแล้ว แต่ก็ยังมิได้มีท่าทีอ่อนแรงลงไปเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าก่อนหน้านี้พระองค์มิได้ทรงมีอาการเจ็บป่วยใดๆ มาก่อนเลยทั้งสิ้น
เมื่อเวลาผ่านไปได้ราวครึ่งชั่วยาม (หนึ่งชั่วโมง) พระองค์จึงได้เสด็จกลับตำหนักตงชางไป แต่ก็ยังมิได้เข้าบรรทมเลยทันที
มู่กงกงแอบลอบมองดูอยู่ ก็พบว่าองค์ฮ่องเต้ทรงกำลังขีด
เขียนอันใดไปมาอยู่สักพัก ก่อนจะเข้าบรรทมไปเมื่อช่วงต้นยามอิ๋น
(เวลา 03.00 น.) นี่เอง
เสียงจุมพิตอันดุเดือดแต่ก็เจือไปด้วยความอ่อนหวานเว้าวอนมากเกินไปกว่าสิบส่วนด้วยกันนั้น ทำเอาร่างเล็กของหลินหลานฮัวรู้สึกราวกับว่านางได้ล่องลอยไปมาอยู่บนอากาศริมฝีปากหยักเนียนนุ่มของบุรุษผู้ที่ทำการจูบไล้ปลอบประโลมนางอยู่นี้ก็ทำเอาหลินหลานฮัวถึงกับสะท้านไหวช่อบุปผารักของนางถูกปลายลิ้นตวัดปัดป่ายไปมาด้วยลีลาอันช่ำชองและร้ายเหลือจนหยาดน้ำรักของนางได้แตกกระจายออกมาคราแล้วคราเล่าอยู่มิหยุดจวบจนกระทั่งร่างเล็กได้รับการเติมเต็มเข้าไปอย่างช้าๆ หลินหลานฮัวก็พลันรู้สึกตัวขึ้นมาเล็กน้อย จนแทบจะสร่างเมาไปได้เลยทีเดียว“อ๊ะ” หลินหลานฮัวอุทานขึ้นด้วยความตกใจพร้อมทั้งกำลังจะเปล่งเสียงร้องกรี๊ดออกมาในตอนท้าย แต่ทว่านางกลับถูกองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงผู้นี้ก้มใบหน้าลงมาจุมพิตดูดซับเสียงร้องของนางเอาไว้ หลินหลานฮัวจึงทำได้เพียงส่งเสียงอึกอักอยู่ในลำคอได้เพียงเท่านั้น“ฝ่าบาทเหตุใดกันจึงทรงทำเช่นนี้ หม่อมฉันรังเกียจฝ่าบาทมากแล้วจริงๆ คนใจกล้าหน้าด้าน หน้ามิอายนัก” หลินหลานฮัวอดที่จะก่นด่าองค์ฮ่องเต้ผู้นี้ออกมาด้วยความหัวเสียมิได้แล้ว มาถึงซินซิ่วได้มิทันไรเขาก็แอบลอบมาจับกินนางอีกคราแล้ว
เพี๊ยะ เสียงของฝ่ามือที่ฟาดกระทบเข้ากับใบหน้าได้ดังขึ้นองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจึงหยุดการกระทำนั้นลงได้“เจ้าตบข้ามาอีกสิอาฮัว หากตบข้าแล้ว มันทำให้เจ้ารู้สึกสบายใจมากขึ้น เจ้าก็ตบข้ามาได้อีกเลย”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกล่าวคำท้า ซึ่งหลินหลานฮัวเองก็ได้ฟาดฝ่ามือเข้าใส่ใบหน้าอันหล่อเหลาขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทั้งซ้ายและขวานับได้เป็นสิบครั้งเลยทีเดียว จนฝ่ามือเล็กของนางบวมแดงและมีหยาดเลือดที่ไหลซึมออกมาตรงมุมปากขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงติดมาด้วย“เจ็บมากหรือไม่ฮัวฮัวของข้า ฝ่ามือเจ้าแดงไปหมดแล้วเห็นหรือไม่นั่น หากเจ้าอยากทำร้ายตบตีข้า มิเห็นต้องน่าลงมือลงแรงเอาเช่นนี้เลย เพียงเจ้าสั่งข้ามาคำเดียว ข้าก็ยินยอมพร้อมใจที่จะตบหน้าตัวเองให้กับเจ้าแล้ว หรือหากเจ้าอยากโบยข้าเพียงสั่งข้ามาคำเดียว ข้าก็พร้อมให้เหล่าองครักษ์ที่ติดตามข้ามาด้วยนั้นโบยข้าแทนเจ้าแล้ว”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงว่าพลางจับมือเล็กของหลินหลานฮัวขึ้นมาเป่าลมเข้าไปที่ฝ่ามือเล็กนั้นแผ่วเบา“โบยหรือ เช่นนั้นก็ดีเหมือนกัน อยากจะรู้นักว่าองค์ฮ่องเต้แห่งแคว้นชวี่มีความแข็งแรงมากมายเพียงใด จะอดทนต่อการ
“แต่เจ้าจะปล่อยให้อานเอ๋อร์ของเราขาดพ่อไปมิได้นะอาฮัว ชีวิตของเขาต้องมีพ่ออยู่ด้วย จึงจะถือได้ว่าเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางจ้องมองไปที่ใบหน้างามของหลินหลานฮัวด้วยความคิดถึง มิพบเจอกันไปเพียงสามปีแต่นางกลับดูสวยสดงามสะพรั่งมากกว่าเมื่อคราที่ใช้ชีวิตอยู่กับพระองค์ในวังต้องห้ามเสียอีก อีกทั้งกลิ่นกายอันหอมกรุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างเล็กนี้ทำให้องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงเกิดอาการคลั่งไคล้นางขึ้นมาจนอยากจะจับร่างเล็กนี่กลืนกินลงไปจนหมดทั้งตัวอีกคราแล้ว“อานเอ๋อร์อยู่กับหม่อมฉันมาสามปีเต็ม เขามิเคยถามถึงบิดาเลยสักครั้ง แล้วจะบอกว่าเขาต้องการบิดาได้อย่างไร ฝ่าบาททรงสนทนาอยู่ที่บ้านของหม่อมฉันนานแล้วทรงเสด็จกลับไปเถิดเพคะ เวลานี้เป็นเวลาพักผ่อนของหม่อมฉันกับลูก ขอฝ่าบาทได้โปรดอย่ามากวนใจพวกเราอีกต่อไปเลย” หลินหลานฮัวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงหลังได้ยินภรรยารักกล่าวออกมาดังนั้น จึงได้นั่งคุกเข่าลงตรงหน้าของสาวงามพร้อมเอ่ยขึ้นมาว่า“ฮัวฮัว ที่ผ่านมา สามีได้กระทำผิดต่อเจ้ามากมายนักแต่สามีสำนึกผิดได้มาตั้งเนิ่นนานแล้ว
“นี่ปล่อยนะคุณชาย ท่านทำอะไรท่านแม่ของข้า ท่านมากัดปากท่านแม่ของข้าทำไม?” เด็กชายตัวน้อยพูดขึ้นด้วยความโกรธขึ้งถึงขั้นใช้กำปั้นเล็กๆ ของเขาทุบตีเข้าไปที่ไหล่ขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงอีกคราด้วยนึกห่วงใยมารดาของตนขึ้นมาจับใจนัก“ฮัวฮัว ในที่สุดข้าก็ตามหาเจ้าจนเจอ แล้วนี่ลูกชายของพวกเราใช่หรือไม่ เหตุใดเขาจึงได้มีหน้าตาเหมือนกันกับข้าราวกับแกะเอาเช่นนี้”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางจะก้มใบหน้าลงมามอบจุมพิตให้กับหลินหลานฮัวอีกคราด้วยความคิดถึง แต่ทว่าหลินหลานฮัวกลับรีบเบือนหน้าหนี พร้อมอุ้มเอาเด็กชายตัวน้อยมาไว้ในอ้อมแขนและเอ่ยขึ้นมาว่า “คุณชายท่านจำคนผิดแล้ว ข้าต้องขอตัวก่อน และขอบคุณที่ท่านช่วยนำตัวบุตรชายของข้ากลับคืนมาส่ง”หลินหลานฮัวเอ่ยขึ้นเพียงเท่านั้นก็รีบเดินจากไปในทันทีซึ่งองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็มิได้มีท่าทีกระโตกกระตากแต่อย่างใด พระองค์ทรงสั่งให้คนเฝ้าจับตามองดูหลินหลานฮัวต่อไปอย่างเงียบๆ เพื่อที่จะได้ติดตามนางไปยังที่พักของนางได้ถูกด้านหลินหลานฮัวเองก็รีบเดินมาหาเสี่ยวเชี่ยนพร้อมสั่งให้เสี่ยวเชี่ยนเก็บข้าวของทุกอย่างกลับบ้านของนางไปในทันที แม้ว่าเสี
“เจ้าตัวเล็กข้าสั้น ส่วนข้าตัวใหญ่ขายาวใช่หรือไม่?”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกล่าวชวนคุย“ใช่แล้วขอรับ แต่นี่มันเกี่ยวอันใดกับการที่ข้าจะได้กลับไปหาท่านแม่ของข้าด้วยหรือขอรับ?” เด็กชายตัวน้อยเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย“ก็คนตัวเล็กขาสั้นก็ก้าวเดินได้ช้า ส่วนคนตัวใหญ่ขายาวก็ก้าวเดินได้ไว ข้าอุ้มเจ
ทุกครั้งที่หลินหลานฮัวมาวางขายสุราในตลาดแห่งนี้ ผ่านไปมินานเกินครึ่งชั่วยามนางก็มักจะขายได้หมดเสมอ แม้ความงามอันเฉิดฉายของนางจะเป็นอุปสรรคในการค้าขายในแต่ละครั้งเนื่องด้วยจะมีเหล่าบรรดาชายหนุ่มทั้งอ่อนวัยไปจนถึงคราวแก่และเหล่าคนธรรมดาไปจนถึงคุณชายและขุนนางระดับสูงหลายคนมาคอยแทะโลมหรือเกี้ยวพาราสี
คำแซ่ซ้องสรรเสริญที่มีต่อชายหนุ่มรูปงามที่องค์ฮ่องเต้บอกกับเหล่าราษฎรไปว่าพระองค์ทรงเป็นขุนนางเล็กๆ เพียงผู้หนึ่งนั้นได้ถูกส่งผ่านไปยังชินอ๋องหวังเทียนหมิงในที่สุด ซึ่งในยามนี้เองน้องชายของพระองค์ก็กับมีความรู้สึกเริ่มที่จะมิปรารถนาในการได้นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรอันแสนจะเหน็บหนาวและต้องแบบรับภาระม
เนิ่นนานเพียงไรมิอาจรู้ได้ที่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงได้ทรงร้องไห้คร่ำครวญจนหมดสติไปด้วยความทุกข์ทน ด้วยความบอบช้ำอยู่ภายในอก อีกทั้งยังมิรู้ด้วยซ้ำว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อตามหาคนรักของพระองค์ได้หรือไม่ก็ยังมิรู้เลย จวบจนกระทั่ง...“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” เป็นเสียงของมู่กงกงที่เอ่ยร้องเรีย





