Share

บทที่ 2

Author: ฮว่าฮว่า
ลู่อีซวงได้สติขึ้นมาทันที เหงื่อเย็นไหลซึมเต็มแผ่นหลัง

นางฝืนพยุงตัวลุกขึ้น เอ่ยด้วยเสียงอ่อนแรงจนสั่นเครือ “หม่อมฉันไข้ขึ้นจนเลอะเลือน จึงพูดจาเหลวไหล… เมื่อครู่นี้เพียงคิดว่าตัวเองป่วยหนัก คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน จึงพูดว่าจะจากไป…”

สายตาคมกริบของเซวียนหยวนอี้กวาดมองใบหน้านาง แล้วยิ้มอย่างเย็นชา “ข้าเห็นว่าเจ้ายังมีเรี่ยวแรงเปล่งเสียงเสียงดังฟังชัดดีนี่”

พูดจบ ก็สะบัดฉลองพระองค์เดินจากไป

ทันทีที่ประตูตำหนักปิดลง ลวี่หลัวก็พุ่งเข้ามาอีกครั้ง

“บังอาจนักนะที่มายั่วยวนฝ่าบาท! ข้าจะทุบตีเจ้าให้ตาย!”

นางกระชากเส้นผมของลู่อีซวงอย่างแรง แล้วจับศีรษะกระแทกเข้ากับเสาเตียงอย่างโหดเหี้ยม

ลู่อีซวงที่พิษไข้ยังไม่ลดอยู่แล้ว ถูกกระแทกจนหน้ามืดตาลายวิงเวียนไปหมด

นางคิดจะขัดขืน ทว่ากลับไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะยกมือขึ้น

ฝ่ามือของลวี่หลัวระดมตบลงมาดั่งสายฝน ปลายเล็บข่วนใบหน้านางจนเกิดรอยเลือดเป็นทาง

“เจ้าคิดว่าฝ่าบาทจะสนใจเจ้าจริงๆ รึ? ก็แค่ของเล่นชิ้นหนึ่งเท่านั้นแหละ!” ลวี่หลัวถีบเข้าที่กลางอกของนางอย่างจัง

ความเจ็บปวดแล่นเข้ามา นัยน์ตาลู่อีซวงพร่ามืดและหมดสติแน่นิ่งไปในที่สุด

เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างแสนสาหัสดังแว่วมาจากในลานด้านนอก

“ฝ่าบาท! หม่อมฉันสำนึกผิดแล้วเพคะ หม่อมฉันมิบังอาจอีกแล้ว ได้โปรดเมตตาละเว้นชีวิตหม่อมฉันด้วยเถิด...”

ลู่อีซวงฝืนพยุงตัวลุกขึ้น มองผ่านช่องหน้าต่างเห็นลวี่หลัวถูกกดตัวอยู่บนม้านั่งลงทัณฑ์ โดยมีขันทีสองคนสลับกันโบยไม้กระดานลงไป

สะโพกของนางเนื้อแตกยับเยินจนชุ่มเลือด เสียงร้องไห้คร่ำครวญค่อยๆ แผ่วเบาลง

เซวียนหยวนอี้เอามือไขว้หลัง ฉลองพระองค์มังกรสีดำขลับโบกสะบัดพริ้วไหวไปตามสายลม

เมื่อทรงรู้สึกถึงสายตาที่มองมา จึงหันไปมองลู่อีซวงที่อยู่ข้างหน้าต่าง แววตาฉายรอยรังเกียจออกมาวับหนึ่ง

“ไร้ประโยชน์สิ้นดี” เขาก้าวยาวเข้ามาในตำหนัก “ถูกผู้อื่นรังแกถึงเพียงนี้ยังไม่รู้จักรายงานงั้นรึ?”

ลู่อีซวงคุกเข่าหมอบราบกับพื้น หน้าผากแนบกับพื้นหินเย็นเฉียบ “หม่อมฉันน้อมรับความผิดเพคะ”

เซวียนหยวนอี้บีบคางนางอย่างแรง บังคับให้นางเงยหน้าขึ้น “จำฐานะของเจ้าเอาไว้ เจ้าเป็นแค่สิ่งของที่ตระกูลลู่ส่งมาให้ข้าระบายอารมณ์ นอกจากข้าแล้ว ใครก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องเจ้าทั้งนั้น”

“เพคะ” ลู่อีซวงตอบเบาๆ แต่หัวใจกลับเย็นเยียบ

ที่แท้เขาก็แค่ไม่อยากสูญเสียเครื่องมือรองรับโทสะไปเท่านั้นเอง

เมื่อเห็นว่านางไม่ได้เป็นอะไรมาก เซวียนหยวนอี้ก็ยกเท้าเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงคำสั่งประโยคหนึ่ง “ตามมา ฝนหมึกให้ข้า”

ลู่อีซวงเดินตามไปยังห้องทรงพระอักษร ค่อยๆ ฝนหมึกให้อย่างระมัดระวัง

แต่ไม่คาดคิดว่าแผลที่มือจะปริออก เลือดหยดลงบนแท่นฝนหมึกทีละหยด จนหมึกกลายเป็นสีแดงคล้ำ

“ปัง!”

เซวียนหยวนอี้ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ ก่อนหยิบตลับยาขี้ผึ้งทาข้างๆ ปาใส่หน้าผากของนาง

“ไสหัวไป! เรื่องขี้ผงแค่นี้ยังทำไม่ได้ ไร้ค่า!”

ตลับยาขี้ผึ้งกระแทกทิ้งรอยแดงไว้บนหน้าผากของลู่อีซวง ก่อนจะกลิ้งตกลงพื้น

นางเก็บมันขึ้นมาเงียบๆ และได้ยินเสียงเย็นชาของเซวียนหยวนอี้ตรัสขึ้น “สองวันนี้เจ้าไม่ต้องมาปรนนิบัติหน้าข้า งานเลี้ยงวังหลวงวันไหว้พระจันทร์ให้เจ้ารับผิดชอบ หากเกิดความผิดพลาดอีก ข้าจะเอาชีวิตเจ้า”

“รับพระบัญชาเพคะ”

ลู่อีซวงกุมหน้าผากที่บวมแดง ก้มหน้าถอยออกไป

หลังจากทายาและจัดการบาดแผลลวกๆ เสร็จ นางก็เริ่มไปเตรียมงานเลี้ยงในวัง

ทว่าหัวหน้าขันทีหลี่กลับเดินตามมา เอ่ยปากคล้ายอึกอักว่า “แม่นางอย่าได้โศกเศร้าไปเลย ฝ่าบาททรงสงสารที่มือของเจ้าบาดเจ็บ จึงได้จงใจมอบหมายให้เจ้ามาเตรียมงานเหล่านี้ หากพระองค์ทรงกริ้วจริง ๆ มีหรือจะยอมปล่อยเจ้าไปง่ายดายถึงเพียงนี้?”

ลู่อีซวงส่ายหน้า แล้วเอ่ยเสียงเบา “หัวหน้าขันทีล้อข้าเล่นแล้ว”

เซวียนหยวนอี้เกลียดชังนางมาแต่ไหนแต่ไร จะมาเวทนาสงสารนางได้อย่างไรกัน?

ก็แค่รำคาญที่นางขวางหูขวางตา ทั้งยังมือไม้ซุ่มซ่ามเท่านั้น

เมื่อเห็นว่านางไม่ยอมเชื่อ หัวหน้าขันทีหลี่ทำได้เพียงถอนหายใจอย่างหมดปัญญา

สองวันต่อมา งานเลี้ยงวังหลวงวันไหว้พระจันทร์ก็จัดขึ้นตามกำหนดเวลา

บรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ต่างพาฮูหยินเข้าร่วมงาน ลู่ชิงอี๋และองค์ชายสี่ก็มาร่วมงานด้วยเช่นกัน

ทั้งสองจับมือกันแนบข้างลำตัว ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและกลมกลืนของพวกเขาสร้างความอิจฉาให้กับทุกคน

หลังจากที่พวกเขานั่งลงแล้ว องค์ชายสี่ก็จัดกระโปรงของลู่ชิงอี๋อย่างเอาใจใส่ และฉากอันกลมกลืนของทั้งสองก็เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคน

“ฮ่องเต้เสด็จ!”

น้ำเสียงแหลมสูงของหัวหน้าขันทีหลี่ดังก้องไปทั่วท้องพระโรง ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างลุกขึ้นถวายบังคม

ลู่อีซวงเดินตามหลังเซวียนหยวนอี้ ทรงแสดงสีหน้าราบเรียบไร้ความรู้สึก ดูสงบนิ่ง

ทว่านางกลับสัมผัสได้ลางๆ ว่าสายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่คู่ของลู่ชิงอี๋ที่อยู่เบื้องล่างตลอดเวลา

เขากำลังริษยา ทว่ากลับเก็บงำอารมณ์ไว้อย่างมิดชิด

งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่บรรยากาศรอบกายของเซวียนหยวนอี้กลับยิ่งกดดันขึ้นเรื่อยๆ

ทันใดนั้น ฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งก็กระชากร่างนางเข้าไปในอ้อมอก

ลู่อีซวงลนลานทำอะไรไม่ถูก จนกระทั่งได้ยินเสียงผ้าเนื้อดีฉีกขาด ถึงได้ตื่นตระหนกเข้าใจแจ้งว่าฝ่าบาทคิดจะทำสิ่งใด

“ฝ่าบาท... อย่าทำที่นี่เลยเพคะ...” นางเอ่ยปากอ้อนวอนด้วยเนื้อตัวสั่นเทา

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • บุปผาสะพรั่งแต่ใจยังค้างคา   บทที่ 23

    หลังจากสั่งคนไว้คอยติดตามลู่อีซวงตลอดเวลาแล้ว เซวียนหยวนอี้ก็กลับวังหลวงไปจัดการราชกิจไม่ว่าลู่อีซวงจะเดินทางไปที่ใด หลังจัดการราชกิจเสร็จ เซวียนหยวนอี้ก็มักจะตามพวกเขาไปในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลเสมอตราบใดที่นางไม่รู้ตัวก็พอเย่ยิ่นจับมือลู่อีซวงไว้ แม้ในใจจะหงุดหงิด แต่ก็จนปัญญาแม้เขาจะเป็นมือสังหารอันดับหนึ่งแห่งทำเนียบ แต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานองครักษ์เงาและนักสังหารของเซวียนหยวนอี้ที่มีไม่รู้จบยิ่งไปกว่านั้น หากสังหารผู้บริสุทธิ์มากเกินไปจนอีซวงพบเข้า นางย่อมต้องโกรธเคืองเป็นแน่เขาไม่อยากทำให้นางต้องโกรธด้วยเหตุนี้ เย่อิ่นจึงทำได้เพียงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น แทบอยากจะสิงสถิตอยู่ข้างกายลู่อีซวงตลอดเวลาโดยไม่ยอมห่างแม้แต่ก้าวเดียวเวลาล่วงเลยไปห้าปี อันอันได้เติบโตกลายเป็นเด็กหนุ่มผู้แสนรู้ความในวันงานเลี้ยงวันเกิด เย่อันอุ้มกล่องใบหนึ่งเดินเข้ามาหาลู่อีซวง แม้ปกติเขาจะมีนิสัยสุขุมเยือกเย็น แต่ยามนี้กลับมีความลนลานอยู่บ้าง"ท่านแม่ ของขวัญวันเกิดชิ้นนี้ ข้ารับไว้ได้หรือไม่ขอรับ?"ลู่อีซวงไม่เข้าใจความหมาย จึงเปิดกล่องไม้จันทน์ทองที่ดูเรียบง่ายทว่าหรูหราออก ตราประทับหยกสื

  • บุปผาสะพรั่งแต่ใจยังค้างคา   บทที่ 22

    เมื่อเห็นเด็กน้อย หัวหน้าขันทีหลี่ก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนคอยหยอกล้อและกล่อมอันอันแปลกดีแท้ อันอันทำราวกับว่าเกลียดชังแค่เซวียนหยวนอี้เพียงคนเดียว ขอแค่ได้เห็นหน้าเขาเมื่อไหร่ ก็จะเบะปากร้องไห้โฮทันทีตลอดทั้งวัน อันอันร้องไห้อยู่หลายครั้งลู่อีซวงรู้สึกหงุดหงิดใจ ทว่าในหัวได้เริ่มวางแผนที่จะไปจากที่นี่แล้ว"เย่อิ่น ในเมื่อพวกเขาชอบที่นี่นัก งั้นก็ยกที่นี่ให้พวกเขาไปเถิด ต่อไปพวกเราสามคนพ่อแม่ลูกไปเที่ยวชมป่าเขาหยุดพักผ่อนตามใจชอบกันดีกว่า""ได้ ทุกอย่างตามใจเจ้า" เย่อิ่นแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยใส่ใจว่าจะใช้ชีวิตอยู่ที่ใดสำหรับเขาแล้ว ที่ไหนก็เหมือนกันหมด เว้นเสียแต่สถานที่ที่มีลู่อีซวงอยู่นั้นแตกต่างออกไป ที่ใดมีลู่อีซวง ที่นั่นก็คือบ้านของเขาเย่อิ่นลงมือทำสิ่งต่างๆ ได้รวดเร็วมาก เพียงครู่เดียวก็เก็บสัมภาระที่จะนำติดตัวไปเสร็จเรียบร้อย พร้อมที่จะเดินทางออกไปได้ทุกเมื่อทว่า ครอบครัวสามคนของพวกเขาเพิ่งจะเดินทางมาถึงจุดพักแห่งใหม่ ก็กลับต้องเผชิญหน้ากับเซวียนหยวนอี้เข้าอีกครั้งคิ้วของลู่อีซวงขมวดมุ่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม นางทนไม่ไหวจริงๆ จนต้องก้าวเท้าเดินเข้าไปหา"เซวียนหยวนอี้ ฝ่า

  • บุปผาสะพรั่งแต่ใจยังค้างคา   บทที่ 21

    คำพูดของเขาพูดยังไม่ทันจบ เย่อิ่นที่มีใบหน้าดำมืดกะทันหัน ก็ชกหมัดใส่ใบหน้าของเซวียนหยวนอี้เต็มแรงฝีมือของเขาทั้งคล่องแคล่วและปราดเปรียว แม้เซวียนหยวนอี้จะผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีและเคยผ่านสมรภูมิรบ แต่สุดท้ายก็ยังเทียบไม่ได้กับมือสังหารอันดับหนึ่งที่ผ่านการฆ่าฟันฝ่าดงคนมานับไม่ถ้วนหมัดของเย่อิ่นทุกหมัดหนักหน่วงถึงเนื้อถึงตัว ทุกกระบวนท่ามุ่งโจมตีจุดตายของเซวียนหยวนอี้ ราวกับอยากสังหารเขาตรงนั้นเสียเดี๋ยวนี้มือสังหารไม่เคยสนใจว่าจะใช้วิธีสังหารที่อำมหิตเพียงใด การลอบโจมตีด้วยอาวุธลับก็ยิ่งใช้ได้ทุกเล่ห์เหลี่ยมทว่าเซวียนหยวนอี้ก็เป็นฮ่องเต้ องครักษ์เงาจำนวนนับไม่ถ้วนโผล่ออกมาล้อมรอบเข้าโจมตีเย่อิ่นไม่ขาดสาย ต่างรับมือตามกระบวนท่าเพื่อปกป้องเซวียนหยวนอี้เข็มเงินอาบยาพิษหลายเล่มพุ่งตรงไปยังเซวียนหยวนอี้ องครักษ์เงานายหนึ่งยอมสละชีวิตเอาตัวเข้าบังไว้เมื่อเห็นว่าวิชาหมัดมวยทั่วไปมิอาจสังหารเซวียนหยวนอี้ได้ การโจมตีของเหล่าองครักษ์เงาก็ยิ่งดุเดือดขึ้นแววตาของเย่อิ่นฉายแววเด็ดขาด เขากำลังจะใช้ท่าสังหารสุดท้ายโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด หวังจะลากเซวียนหยวนอี้ไปตายด้วยกัน เพื่อแลกกับอิสรภาพ

  • บุปผาสะพรั่งแต่ใจยังค้างคา   บทที่ 20

    หลังจากทั้งสองเก็บโรงเตี๊ยมจนเรียบร้อย ก็ปิดร้านก่อนเวลาแล้วกลับบ้านแต่ภายในลานเรือนที่เต็มไปด้วยกลีบดอกไม้ร่วง ชายรูปงามสง่า สีหน้าเย็นชาคนหนึ่งกำลังอุ้มเด็กน้อยที่ร้องไห้จ้า ท่าทางอุ้มเด็กของเขาไม่คล่องเอาเสียเลย ดูเก้งก้างจนน่าขันเด็กน้อยหน้าตาน่ารักราวกับตุ๊กตา แต่ร้องไห้ไม่หยุดทันทีที่เห็นเซวียนหยวนอี้ ลู่อีซวงก็รู้สึกเย็นวาบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าซีดขาวและตัวสั่นอย่างห้ามไม่อยู่เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? แถมยังอุ้มลูกชายของนางอีก!นางหวาดผวาจนอยากจะคว้าลูกชายแล้ววิ่งหนีไปเดี๋ยวนั้น“เหยาเหนียง เจ้าไหวไหม?” เย่อิ่นถามด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง และประคองนางอย่างอ่อนโยน ก่อนจับมือนางเดินเข้าไปในลานเรือนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น"ใต้เท้าท่านนี้ พอจะวางลูกของข้ากับเหยาเหนียงลงได้หรือไม่ เขาร้องไห้หนักมาก และปกติก็ไม่ชอบให้คนแปลกหน้าอุ้มด้วย"ลู่อีซวงเองก็พยายามสะกดหัวใจที่เต้นแรง ก่อนเปลี่ยนน้ำเสียงแล้วเอ่ยขึ้น “ใช่แล้ว อันอันขี้กลัวคนแปลกหน้า หากร้องต่อไปแบบนี้คอจะเสียเอาได้ ใต้เท้าโปรดคืนลูกให้ข้าเถอะ”“หึ… กลัวคนแปลกหน้าหรือ?” เซวียนหยวนอี้หัวเราะเยาะเบาๆ แม้ในใจจะเดือดด

  • บุปผาสะพรั่งแต่ใจยังค้างคา   บทที่ 19

    พอคำพูดนี้หลุดออกมา ลู่อีซวงก็หายใจสะดุด น้ำตาเอ่อจนภาพตรงหน้าพร่ามัว ทั้งตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวโดยไม่รู้ตัว"เย่อิ่น ข้าไม่อยากถูกจับตัวกลับไป ไม่อยากถูกทรมานอีกแล้ว"แม้เวลาจะผ่านไปสามปีแล้ว ทว่าประสบการณ์ในวังหลวงยังคงฝังลึกอยู่ในความทรงจำของนาง ไม่อาจลบเลือนได้วันนั้น นางกับเย่อิ่นหนีออกจากวังหลวง ระหว่างทางต้องหลบซ่อนตัวตลอดเวลา เปลี่ยนหน้ากากปลอมใบหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า กว่าจะหนีห่างเมืองหลวงได้สำเร็จก็แสนยากลำบากจนกระทั่งถึงวินาทีนี้ ลู่อีซวงจึงเพิ่งตระหนักถึงความหวาดหวั่นและความสับสนที่อัดแน่นอยู่ในใจแม้นางจะเป็นบุตรสาวอนุที่ไม่ได้รับความโปรดปราน ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ก็ไม่เคยมีประสบการณ์ใช้ชีวิตเพียงลำพังภายนอกหลังจากผ่านพิธีสวมปิ่นได้ไม่นาน นางก็ถูกส่งเข้าวัง แม้จะทำเรื่องรับใช้คนอื่นและได้รับบาดเจ็บบ่อยครั้ง แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องแม้นางจะได้อิสรภาพคืนมา แต่นางกลับไม่มีที่ให้ไปอีกแล้วด้วยเหตุนี้ ลู่อีซวงจึงทำได้เพียงหน้าด้านหน้าทนเกาะติดเย่อิ่นไว้ กอดเขาไว้ไม่ยอมปล่อยมือ ไม่ว่าเขาจะเดินไปทางไหนนางก็เดินตามไปทางนั้นอาจเป็นเพราะในระหว่างทางที่ห

  • บุปผาสะพรั่งแต่ใจยังค้างคา   บทที่ 18

    พริบตาเดียว เวลาผ่านไปสามปีแล้วลู่อีซวงเปิดกิจการโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งอยู่ที่ชายแดนชายตีเหล็กรูปร่างกำยำผิวคล้ำ โยนเศษเงินก้อนหนึ่งให้เด็กบริการ "เหมือนเดิม สุราชิงฮวาเหนียงมาสามกา เมียข้าที่บ้านชอบดื่ม"เหล่าชายหญิงที่นั่งดื่มสุราอยู่ชั้นล่าง ต่างพูดคุยหยอกล้อกันอย่างเป็นกันเอง"เหยาเหนียง สามีเจ้าไปคุ้มกันสินค้ายังไม่กลับมาอีกหรือ? นี่มันกี่วันกี่คืนแล้ว? เกือบจะผ่านไปเดือนหนึ่งแล้วมั้ง? เขายังไม่กลับมาอีก หรือว่าจะเกิดอุบัติเหตุอะไรข้างนอกหรือเปล่า?""ถ้าให้ข้าพูดนะ เจ้าออกจะผิวพรรณผุดผ่องมีน้ำมีนวล หน้าตาแม้จะไม่ถึงกับงดงามล่มเมือง แต่ถ้าจะหาสามีดีๆ ใช้ชีวิตอย่างสงบก็มีให้เลือกมากมาย สามีเจ้าไม่อยู่ข้างกายตลอดทั้งปี เจ้าจะไม่ลองพิจารณาแต่งงานใหม่จริงหรือ?""นั่นสิ เกิดเขาเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ เจ้าจะได้มีคนให้พึ่งพา อาศัย ชายแดนแบบนี้ ดีกว่าต้องมาทนเป็นแม่ม่ายทั้งเป็นแบบนี้"ผู้คนต่างพากันหยอกล้อกัน ทว่าคำพูดเหล่านั้นก็มาจากใจจริงของพวกเขาหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตรงกลางเป็นแม่สื่อ นางมานั่งดื่มสุราที่นี่อยู่หลายวันแล้ว เพียงเพราะขุนนางข้าหลวงคนหนึ่งเกิดถูกตาต้องใจเหยาเหนียงหรือก็ค

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status