Short
เกิดใหม่ครั้งนี้ ข้าจะไม่แย่ง

เกิดใหม่ครั้งนี้ ข้าจะไม่แย่ง

Par:  เอสเซนส์Complété
Langue: Thai
goodnovel4goodnovel
10Chapitres
7.3KVues
Lire
Bibliothèque

Partager:  

Report
Overview
Catalog
Scanner le code pour lire sur l'application

ในวันที่จวนแม่ทัพตั้งโลงศพ สามีของข้ากลับประกาศว่าจะควบแต่งภรรยาสามเรือนเพื่อสืบทอดทายาท ใครจะคาดคิด พี่สะใภ้ใหญ่จะเอาหัวชนใส่เสาทันที ส่วนพี่สะใภ้รองก็เตรียมผูกคอตายตาม ทั้งคู่ต่างประณามว่าเขาเหยียบย่ำความบริสุทธิ์และศักดิ์ศรีของแม่ม่ายภรรยาวีรบุรุษ คนทั้งจวนคุกเข่าลงไปเป็นแถบ ต่างอ้อนวอนขอให้พวกนางช่วยสืบทอดทายาทให้แก่พี่ชายผู้ล่วงลับทั้งสองคน ข้าคิดว่าเรื่องนี้ช่างเหลวไหลสิ้นดี จึงพุ่งตัวไปข้างหน้าแล้วคว่ำโต๊ะเซ่นไหว้อย่างแรง ข้าชี้นิ้วด่ากราดใส่หน้าสามีว่าเป็นพวกหน้าซื่อใจคดและเดรัจฉานในคราบคน ทั้งยังด่าพวกพี่สะใภ้ว่าทำเป็นรักนวลสงวนตัวทว่าเนื้อแท้คือหญิงแพศยา พร้อมกับด่าคนอื่น ๆ เสียจนไม่มีชิ้นดี ข้าไม่อาจกลืนกล้ำความอัปยศนี้ลงไปได้ จึงลากพวกนางขึ้นโรงขึ้นศาล ฟ้องร้องข้อหาลักลอบสมสู่ในระหว่างไว้ทุกข์ ทว่าพวกนางกลับแว้งกัด ใส่ร้ายว่าข้าขี้อิจฉา ต้อนหญิงม่ายผู้ซื่อสัตย์และภักดีให้ต้องจบชีวิต ตระกูลฝ่ายมารดาของข้าถูกผู้ตรวจการราชการฎีกาฟ้องร้อง จนท่านพ่อต้องถูกปลดจากตำแหน่งและเนรเทศกลับบ้านเกิด ส่วนข้าถูกหนังสือหย่าขาดขับไล่ออกจากจวนแม่ทัพ และต้องสิ้นใจอย่างโดดเดี่ยวในศาลเจ้าร้าง หลังจากตายไปข้าถึงได้รู้ว่า ที่แท้พวกเขาร่วมมือกันตั้งนานแล้ว เพื่อหวังจะฮุบมรดกตระกูลเดิมของข้า การประกาศควบแต่งสามเรือนต่อผู้คน เป็นเพียงกลอุบายบีบให้ข้าลงมือ เพื่อที่สามีจะได้หย่าขาดจากข้าได้อย่างชอบธรรม เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ข้ากลับย้อนเวลากลับมาในวันประกาศควบแต่งเรือนนั้น ใบหน้าสวยของพี่สะใภ้ใหญ่แดงก่ำ "สามีของข้าเพิ่งจากไปได้ไม่นาน น้องสามกลับคิดจะให้พวกเราทำเรื่องเหลวไหลไร้ยางอายเช่นนี้!" พี่สะใภ้รองเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "พวกเราเป็นหญิงม่าย ยอมตายเสียดีกว่าที่จะยอมให้ชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของบรรพชนต้องมัวหมอง!" ข้านั่งนิ่งอยู่บนตั่งประธาน ค่อย ๆ จิบชารสเลิศ และเฝ้ามองพวกนางเล่นละครฉากใหญ่ให้จบอย่างเงียบเชียบ ชาตินี้ ข้าจะทำให้พวกนางสมปรารถนาเอง

Voir plus

Chapitre 1

บทที่ 1

"น้องสะใภ้สาม เจ้ายังนั่งนิ่งอยู่ได้อย่างไร?"

พี่สะใภ้ใหญ่ตระกูลเสิ่นเอามือประคองเสา ที่หน้าผากมีรอยแผลแตกจนเลือดไหลซึม นัยน์ตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตากำลังจ้องเขม็งมาที่ข้า

เลือดนั้นไหลรินผ่านแก้มขาวนวล หยดลงบนชุดไว้ทุกข์สีขาวบริสุทธิ์ ดูแล้วช่างน่าเวทนาสงสารยิ่งนัก

ชาติก่อนตอนที่ข้าเห็นภาพนี้ ข้าโกรธจนตัวสั่นและอาละวาดคว่ำโต๊ะเซ่นไหว้ทันที

ทว่าชาตินี้ ข้ากลับวางถ้วยชาลงแผ่วเบา หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับมุมปากอย่างเชื่องช้า

"พี่สะใภ้ใหญ่ได้รับบาดเจ็บ เด็ก ๆ ไปเชิญท่านหมอมา"

เสิ่นซื่อถึงกับอึ้งไป

นางคงไม่ได้คาดคิดเลยว่าข้าจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ ริมฝีปากขยับเล็กน้อย แต่กลับพูดอะไรไม่ออก

ส่วนพี่สะใภ้รองตระกูลหลิวก็แข็งค้างอยู่กับที่ ผ้าขาวในมือยังไม่ทันได้คล้องคอ

กู้หมิงหยวน สามีของข้ายืนเด่นอยู่ใจกลางโถงพิธีศพ เขาอยู่ในชุดสีดำสนิท ใบหน้าเคร่งขรึมไว้อาลัย

แววตาที่เขามองมายังข้าฉายแววประหลาดใจอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนกลับเป็นท่าทางเมตตากรุณาและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นดังเดิม

"ซูเหยา พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้ากำลังขวัญเสีย เหตุใดเจ้ายยังนั่งจิบชาอยู่ตรงนี้อีก?"

ข้ายิ้มขึ้น

"ท่านพี่กล่าวได้ถูก พี่สะใภ้ใหญ่ชนเสาบาดเจ็บ ย่อมต้องตามท่านหมอมาตรวจรักษา"

"ส่วนเรื่องการควบแต่งสามเรือนนั้น"

ข้าเว้นจังหวะและกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เหล่าบ่าวไพร่และผู้อาวุโสในตระกูลที่คุกเข่ากันอยู่เต็มพื้น น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นราบเรียบราวกับกำลังพูดคุยเรื่องลมฟ้าอากาศในวันนี้

"ข้าไม่มีข้อข้องใจอันใด"

ทั่วทั้งโถงพิธีตกอยู่ในความเงียบงัน

แม้แต่เทียนขาวที่จุดอยู่หน้าป้ายวิญญาณ ยังคล้ายจะสั่นไหวเพราะประโยคนี้

กู้หมิงหยวนขมวดคิ้วมุ่น สายตาหนักอึ้งจับจ้องมาที่ข้า ราวกับกำลังพิเคราะห์ว่าข้าเสียสติไปแล้วหรือไม่

"เจ้าว่าอย่างไรนะ?"

"ข้าบอกว่า ข้าไม่มีความเห็นคัดค้านเจ้าค่ะ"

ข้าลุกขึ้นยืน จัดแต่งชายกระโปรงให้เรียบร้อย ก่อนจะก้าวเข้าไปหาเขาอีกสองก้าว

"พี่ใหญ่และพี่รองพลีชีพเพื่อแผ่นดิน ทอดทิ้งให้พี่สะใภ้ทั้งสองต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งพิง ท่านพี่เปี่ยมด้วยคุณธรรมยอมรับช่วงดูแลพวกนางแทนพี่ชาย นับเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ของตระกูลกู้"

"ข้าในฐานะสะใภ้ของตระกูลกู้ ย่อมต้องสนับสนุนอย่างเต็มที่เจ้าค่ะ"

ถ้อยคำนี้เอ่ยออกมาอย่างเป็นธรรมและมีเหตุผล เหล่าผู้อาวุโสในที่นั้นต่างหันไปมองหน้ากัน และมีบางคนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

ทว่าสีหน้าของเสิ่นซื่อกลับเปลี่ยนไปในทันที

นิ้วมือที่นางใช้เกาะกุมเสาเอาไว้เกร็งแน่นจนข้อขาวซีด รอยเลือดที่ไหลผ่านใบหน้าอันขาวเผือดนั้น ดูไม่เหมือนคนที่ได้รับบาดเจ็บ แต่เหมือนคนที่กำลังขวัญหนีดีฝ่อเสียมากกว่า

ฝั่งหลิวซื่อยิ่งลนลานจนทำอะไรไม่ถูก มือที่กำผ้าแพรขาวเอาไว้ตกลงข้างลำตัวโดยไม่รู้ตัว

พวกนางไม่ได้รอคอยคำยินยอมจากข้าเลยสักนิด

สิ่งที่พวกนางเฝ้ารอ คือให้ข้าบันดาลโทสะ เสียกิริยา และอาละวาดคว่ำโต๊ะด่าทอผู้คนต่างหาก

ชาติที่แล้วข้าด่าออกไปจริง ๆ ทั้งยังด่าได้อย่างสาดเสียเทเสียสะใจยิ่งนัก

ทว่านั่นกลับเป็นการก้าวเท้าเข้าสู่หลุมพรางที่พวกนางขุดล่อไว้ทีละก้าว ๆ

"น้องสะใภ้สาม" เสียงของเสิ่นซื่อเริ่มสั่นเครือ "เจ้ายินยอมพร้อมใจจริง ๆ หรือ?"

"มีเหตุใดที่ข้าจะไม่ยินยอมเล่า?" ข้าเอียงคอเล็กน้อย

"ทว่าเมื่อครู่พี่สะใภ้ใหญ่เพิ่งบอกว่ายอมตายดีกว่ามิใช่หรือ? ในเมื่อพี่สะใภ้ใหญ่ไม่เต็มใจ เช่นนั้นก็ช่างเถิด ข้าขอถือวิสาสะตัดสินใจแทนท่านพี่ ให้เรื่องนี้ล้มเลิกไปเสีย"

"ใครบอกให้ล้มเลิก!"

กู้หมิงหยวนเอ่ยขึ้นมาเสียงดังลั่นราวกับฟ้าผ่า

ปกติเขาเชี่ยวชาญการรักษาภาพลักษณ์บุรุษผู้อ่อนโยนดั่งหยกเนื้อดีต่อหน้าผู้คน น้อยครั้งนักที่จะหลุดกิริยาจนเสียการควบคุมเช่นนี้

เมื่อเขาส่งเสียงตวาดกร้าวออกมาเช่นนี้ เสียงร่ำไห้ระงมในโถงพิธีศพก็เงียบกริบลงไปในทันที

เขาตระหนักได้ทันท่วงทีว่าตนเองเสียอาการ จึงสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วปั้นหน้าเป็นบุรุษผู้มีความทุกข์ร้อนแทนบ้านเมืองและราษฎรอีกครั้ง

"ข้าหมายความว่า... ความปรารถนาสุดท้ายของท่านพี่ทั้งสอง ไม่อาจละเลยได้"

ข้าหรี่ตาลงต่ำ ก่อนจะเอ่ยรับคำอย่างนอบน้อม

"ท่านพี่กล่าวได้มีเหตุผลเจ้าค่ะ เช่นนั้นก็เอาตามความประสงค์ของท่านพี่เถิด หากพวกพี่สะใภ้ยินยอม ข้าก็ไม่มีคำใดจะโต้แย้ง"

พอจบประโยคนั้น ข้าก็หมุนตัวเดินผละออกจากโถงพิธีศพทันที

ข้างหลังมามีเสียงกระซิบกระซาบอันแผ่วเบาของเสิ่นซื่อลอยมา ทั้งรีบร้อนและลนลานจนแทบสิ้นไร้ซึ่งความสำรวม

"น้องสาม เหตุใดนางถึง"

"หุบปาก" กู้หมิงหยวนเอ่ยขัดจังหวะนางทันที

ข้าเดินมาหยุดอยู่ใต้ระเบียงทางเดิน ลมฤดูใบไม้ผลิที่ยังคงหลงเหลือความอบอ้าวของหน้าหนาวพัดโชยเข้ามาตามแขนเสื้อ ความเย็นนั้นทำให้ข้าตัวสั่นไปทั้งตัว

ความทรงจำในชาติภพก่อนหลั่งไหลเข้ามาดั่งสายน้ำหลาก

ข้ายังจำได้ดีว่าตนเองต้องสิ้นใจอย่างอนาถในศาลเจ้าร้านทางทิศตะวันตกของเมืองหลวง ต้องอดอยากอยู่สามวัน หนาวเหน็บอยู่สามคืน จนกระทั่งในที่สุดก็ถูกหิมะใหญ่ตกลงมาถมร่างจนมิด

ก่อนจะสิ้นลมหายใจเฮือกสุดท้าย ข้ายังคงโง่งมคิดว่ากู้หมิงหยวนจะออกตามหาข้าหรือไม่

ทว่าเขาไม่เคยมาเลย

เขากำลังวุ่นอยู่กับการแบ่งปันทรัพย์สินและมรดกตระกูลเดิมของข้าร่วมกับพวกพี่สะใภ้อย่างสำราญใจ

เล็บมือจิกสลักลึกเข้าไปในกลางฝ่ามือ ความเจ็บปวดที่แล่นริ้วขึ้นมาช่วยดึงสติของข้าให้กลับคืนสู่ความจริง

มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นจากทางด้านหลัง เป็นจิ่นซูสาวใช้คนสนิทที่วิ่งตามข้าออกมา

"ฮูหยิน ท่านยินยอมเรื่องนี้จริง ๆ หรือเจ้าคะ?"

"ยินยอมสิ"

"แต่ว่า"

"จิ่นซู" ข้าหันกลับไปมองนาง "ไปเอาใบรายการสินเดิม ของข้ามา"

นางอ้าปากค้างแต่ไม่กล้าซักไซ้อะไรต่อ ได้แต่หมุนตัววิ่งกลับไปยังเรือนพักอย่างรวดเร็ว

ข้ายืนนิ่งอยู่ใต้ระเบียง เฝ้ามองโลงศพทั้งสามใบที่ยังไม่ได้เคลื่อนไปฝังภายในโถงพิธี และมองเงาร่างของผู้คนที่ขยับไหวไปมาอยู่ด้านใน

ชาติที่แล้ว สิ่งที่ข้ายอมแลกด้วยชีวิตเพื่อปกป้องไว้ ทั้งชีวิตคู่และเกียรติยศศักดิ์ศรี สุดท้ายกลับได้ตอบแทนมาเพียงหนังสือหย่าขาดฉบับหนึ่งกับหลุมศพร้างไร้ญาติอนาถ ๆ เท่านั้น

ทว่าในชาตินี้ พวกเขาปรารถนาสิ่งใด ข้าก็จะประเคนสิ่งนั้นให้

จะยัดเยียดให้จนกว่าพวกเขาจะกระอักและแบกรับมันไว้ไม่ไหวอีกต่อไป

Déplier
Chapitre suivant
Télécharger

Dernier chapitre

Plus de chapitres
Pas de commentaire
10
บทที่ 1
"น้องสะใภ้สาม เจ้ายังนั่งนิ่งอยู่ได้อย่างไร?"พี่สะใภ้ใหญ่ตระกูลเสิ่นเอามือประคองเสา ที่หน้าผากมีรอยแผลแตกจนเลือดไหลซึม นัยน์ตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตากำลังจ้องเขม็งมาที่ข้าเลือดนั้นไหลรินผ่านแก้มขาวนวล หยดลงบนชุดไว้ทุกข์สีขาวบริสุทธิ์ ดูแล้วช่างน่าเวทนาสงสารยิ่งนักชาติก่อนตอนที่ข้าเห็นภาพนี้ ข้าโกรธจนตัวสั่นและอาละวาดคว่ำโต๊ะเซ่นไหว้ทันทีทว่าชาตินี้ ข้ากลับวางถ้วยชาลงแผ่วเบา หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับมุมปากอย่างเชื่องช้า"พี่สะใภ้ใหญ่ได้รับบาดเจ็บ เด็ก ๆ ไปเชิญท่านหมอมา"เสิ่นซื่อถึงกับอึ้งไปนางคงไม่ได้คาดคิดเลยว่าข้าจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ ริมฝีปากขยับเล็กน้อย แต่กลับพูดอะไรไม่ออก ส่วนพี่สะใภ้รองตระกูลหลิวก็แข็งค้างอยู่กับที่ ผ้าขาวในมือยังไม่ทันได้คล้องคอกู้หมิงหยวน สามีของข้ายืนเด่นอยู่ใจกลางโถงพิธีศพ เขาอยู่ในชุดสีดำสนิท ใบหน้าเคร่งขรึมไว้อาลัยแววตาที่เขามองมายังข้าฉายแววประหลาดใจอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนกลับเป็นท่าทางเมตตากรุณาและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นดังเดิม"ซูเหยา พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้ากำลังขวัญเสีย เหตุใดเจ้ายยังนั่งจิบชาอยู่ตรงนี้อีก?"ข้ายิ้มขึ้น"ท่านพี่กล่าวได้ถู
Read More
บทที่ 2
"ฮูหยิน ใบรายการสินเดิมอยู่นี้เจ้าค่ะ"ตอนที่จิ่นซูประคองสมุดบัญชีปึกใหญ่กลับมา บนใบหน้าของนางแทบจะซ่อนความตื่นตระหนกเอาไว้ไม่มิดข้ารับมันมาเปิดดู สมุดปกแข็งเล่มหนาสามเล่มใหญ่ ทุกหน้าล้วนเป็นลายมือที่ท่านแม่ของข้าบรรจงคัดลอกไว้ด้วยตนเองในคราวนั้นร้านขายผ้าไหมหกคูหา ที่ดินทำกินอันอุดมสมบูรณ์แปดร้อยหมู่ ร้านค้าในทำเลทองของเมืองหลวงอีกสิบสองแห่ง ทั้งยังมีเครื่องประดับศีรษะปะการังสีแดงชุดนั้นที่ท่านแม่มอบต่อให้แก่ข้าชาติก่อน หลังจากที่ข้าถูกหย่าขาด สิ่งของเหล่านี้ทั้งหมดต่างตกไปอยู่ในกระเป๋าของตระกูลกู้ตระกูลซูซึ่งเป็นตระกูลฝั่งมารดาของข้า หลังจากถูกผู้ตรวจการฎีกาฟ้องร้อง ท่านพ่อก็ถูกปลดจากตำแหน่ง ทรัพย์สินของตระกูลแตกกระจัดกระจาย จนไม่มีกำลังพอที่จะทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ข้าได้อีกต่อไป"จิ่นซู เจ้าไปเชิญพ่อบ้านมาพบข้า"พ่อบ้านจ้าวจงมาถึงอย่างรวดเร็ว เขาก้มเอวคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าข้า แววตาฉายความวอกแวกไปมา"ฮูหยินมีสิ่งใดจะสั่งการหรือขอรับ?""ร้านขายผ้าไหมทั้งหกคูหาในสินเดิมของข้า นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ให้นำสมุดบัญชีมาให้ข้าตรวจดู"สีหน้าของจ้าวจงเปลี่ยนไปเล็กน้อยทั
Read More
บทที่ 3
จดหมายถูกส่งออกไปก่อนที่ฟ้าจะสางจิ่นซูปลอมตัวเป็นหญิงสูงวัยฝ่ายจัดซื้อ ปะปนไปกับกลุ่มบ่าวไพร่ที่กำลังเดินทางออกจากจวน ก่อนจะลอบยื่นจดหมายฉบับนั้นให้แก่บ่าวเก่าแก่ของตระกูลซูที่ร้านขายผ้าทางทิศตะวันออกของเมืองข้านั่งรออยู่ในห้องตลอดทั้งช่วงเช้า เพื่อคอยให้พ่อบ้านจ้าวจงส่งสมุดบัญชีมาให้ทว่าเขา กลับไม่ได้มาแต่ผู้ที่มาเยือน กลับเป็นเสิ่นซื่อนางเปลี่ยนชุดไว้ทุกข์ตัวเก่าที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดในวันวานออก แล้วสวมใส่ชุดกระโปรงเรียบ ๆ สีขาวนวลราวแสงจันทร์ บาดแผลบนหน้าผากมีแผ่นยาปิดทับไว้ ทว่าสิ่งนั้นกลับยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าของนางดูงดงามราวกับภาพวาดเพียงก้าวเท้าเข้ามาในห้อง ขอบตาของนางก็พลันแดงระเรื่อขึ้นมาทันที"น้องสะใภ้สาม เรื่องราวเมื่อวานนี้ เป็นข้าที่หุนหันพลันแล่นเกินไป""พี่สะใภ้ใหญ่กล่าวเกินไปแล้วเจ้าค่ะ""ข้าเป็นเพียงหญิงม่ายคนหนึ่ง ครึ่งชีวิตล้วนทอดทิ้งไว้ในจวนแม่ทัพแห่งนี้แล้ว ยามที่น้องสามบอกว่าจะควบแต่งสามเรือน มิใช่ว่าข้าไม่ยินยอม พร้อมใจ เพียงแต่..."นางก้มหน้าลง น้ำเสียงสั่นเครือได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ"เพียงแต่ข้าหวาดกลัวว่าผู้อื่นจะเอาไปนินทาจนสนุกปาก แล้วจะพลอย
Read More
บทที่ 4
ในวันเคลื่อนศพออกไปฝัง สายฝนโปรยปรายลงมาโลงศพสองใบถูกแบกหามออกจากโถงพิธี เสิ่นซื่อประคองโลงศพ ส่วนหลิวซื่ออุ้มป้ายวิญญาณ ทั้งคู่ร่ำไห้ปานจะขาดใจชาวบ้านในตลาดพากันคุกเข่าลงเต็มสองฝั่งถนน กระดาษเงินกระดาษทองปลิวว่อนเต็มท้องฟ้ากู้หมิงหยวนเดินนำอยู่หน้าสุดของขบวน ธงขาวในมือของเขาเปียกชุ่มไปด้วยหยาดฝน ยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าของเขาดูโศกเศร้ายิ่งนักส่วนข้าเดินรั้งท้ายอยู่ท้ายสุดของขบวนไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเลยว่า รองเท้าผ้าสีขาวที่ข้าสวมใส่อยู่นั้นไม่พอดีเท้า มันคือรองเท้าเก่าที่จิ่นซูรีบร้อนไปรื้อค้นมาจากคลังสินค้าเพราะรองเท้าคู่ใหม่ของข้า ถูกคนลอบตัดจนแหลกละเอียดแล้วนำมาวางกองไว้ที่หน้าประตูห้องเมื่อคืนนี้มิอาจรู้ได้ว่าเป็นฝีมือของผู้ใด ทว่ารอยตัดนั้นเรียบกริบ ย่อมต้องใช้กรรไกรตัดผ้าอย่างดีเป็นแน่เมื่อกลับมาถึงจวน ร่างกายของข้าก็ชุ่มฝนไปทั่วตัว ข้าหนาวจนสั่นเทาจิ่นซูไปที่โรงครัวเพื่อขอน้ำขิง ทว่ากลับถูกไล่ตะเพิดกลับมา"พวกคนในโรงครัวบอกว่า วันนี้ในจวนมีงานศพยุ่งวุ่นวายนัก ไม่มีเตาว่างเหลือให้ต้มเลยเจ้าค่ะ"ข้าไม่ได้เอ่ยคำใด ทำเพียงหยิบผ้าห่มมาคลุมกายแล้วนั่งนิ่งอยู่บนเตียงส
Read More
บทที่ 5
บุรุษผู้นั้นคือท่านพ่อของข้า ผู้นำตระกูลซู และเป็นถึงเสนาบดีกรมกลาโหมคนปัจจุบัน นามว่าซูเหิง"ด้วยโองการแห่งสวรรค์ จักรพรรดิมีพระราชโองการว่า"ขันทีประกาศราชโองการยืนอยู่กลางห้องโถง น้ำเสียงแหลมสูงแทงทะลุความเงียบงันทั่วทั้งห้อง "กู้หมิงหยวน บุตรชายคนที่สามแห่งตระกูลกู้ บังอาจคิดควบแต่งสามเรือน อ้างนามบังหน้าว่าเพื่อสืบทอดทายาท ทว่าเนื้อกลับหวังฮุบทรัพย์สินของวีรบุรุษผู้ล่วงลับ การกระทำดังกล่าวขัดต่อศีลธรรม จิตใจส่อเจตนาร้าย ให้ศาลต้าหลี่เข้าตรวจสอบทรัพย์สินตระกูลกู้โดยทันที และให้ข้อเสนอการควบแต่งสามเรือนนี้ถือเป็นโมฆะทั้งหมด""เหล่าผู้อาวุโสแห่งตระกูลกู้ โทษฐานสมรู้ร่วมคิดและละเลยการกระทำผิด ให้งดเบี้ยหวัดเป็นเวลาสามปี และริบคืนบรรดาศักดิ์ที่เคยพระราชทานให้""จบราชโองการ"ขันทีหุบม้วนผ้าไหมราชโองการลง ก่อนกวาดสายตามองไปรอบ ๆ คราหนึ่ง"พากันคุกเข่าบื้ออยู่ทำไมเล่า? น้อมรับพระมหากรุณาธิคุณสิ"หัวเข่าของกู้หมิงหยวนคล้ายถูกคนถีบเข้าจากทางด้านหลัง ร่างทั้งร่างแข็งทื่อคุกเข่าอยู่บนพื้น เม็ดเหงื่อพุดไหลรินลงมาตามใบหน้าทีละหยด ๆใบหน้าของเสิ่นซื่อขาวซีดราวกับแผ่นกระดาษ ริมฝีปากสั่น
Read More
บทที่ 6
ตอนที่ข้าก้าวเท้าออกจากประตูใหญ่ของจวนแม่ทัพ สายฝนก็หยุดตกพอดีในจังหวะที่ก้าวข้ามประตูจวนตระกูลซูเข้าไป ร่างกายของข้าก็อ่อนแรงจนแทบจะล้มพับลงไปทว่ามีมือของท่านพ่อที่ยื่นเข้ามาประคองข้าไว้ได้ทันท่วงที“เจ้ามีไข้หนักถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่พูดตั้งแต่แรก?” ท่านพ่อเอื้อมมือมาแตะหน้าผากของข้า ฝ่ามืออันหยาบกร้านสัมผัสได้ถึงความร้อนจัดจนทำให้เขาต้องสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ"เด็ก ๆ! รีบไปเชิญท่านหมอมาเดี๋ยวนี้!"ข้าถูกพยุงร่างเข้าไปยังเรือนพักหลังเล็กที่เคยอยู่อาศัยในอดีตสิ่งของเครื่องเรือนทุกชิ้นภายในห้องยังคงจัดวางไว้เหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยนจากยามก่อนที่ข้าจะแต่งงานออกไปกระทั่งบนโต๊ะอักษรยังคงมีสมุดคัดลายมือยามที่ข้าอายุสิบห้าปีวางทับไว้ โดยไม่มีผู้ใดมาหยิบจับย้ายที่เลยสักคนท่านหมอเดินทางมาถึงอย่างรวดเร็ว หลังจากตรวจชีพจรแล้ว สีหน้าของเขาก็ดูกังวลและเคร่งเครียดขึ้นมาทันที"ใต้เท้าซู คุณหนูใหญ่ร่างกายทรุดโทรมอิดโรยยิ่งนัก พิษไข้หนาวสั่นแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายก็เรื่องหนึ่ง อีกทั้งโลหิตยังพร่องไปมาก รอยช้ำที่ข้อมือยังนับว่าเป็นแค่บาดแผลภายนอก ทว่าฝ่าเท้าข้างนี้..."ท่านหมอเปิดผ้าห่
Read More
บทที่ 7
ตอนที่เสิ่นซื่อก้าวเดินเข้ามา แผ่นยาบนใบหน้าของนางถูกลอกออกไปแล้วบาดแผลจากการเอาศีรษะชนเสาตรงมุมขมับเริ่มตกสะเก็ด แผลนั้นมิได้ลึกหรือตื้นจนเกินไป ดูราวกับผ่านการคำนวณกะเกณฑ์น้ำหนักมาเป็นอย่างดีก่อนจะโขกศีรษะลงไปนางสวมใส่ชุดตัวนอกสีเทาหม่น บนศีรษะปักเพียงปิ่นหยกขาวอันเดียว การแต่งกายช่างดูเรียบง่ายถึงขีดสุดเมื่อเข้ามาในห้อง นางก็ทำความเคารพท่านพ่อของข้าก่อนเป็นอันดับแรก"ใต้เท้าซู"ท่านพ่อไม่ได้เอ่ยปากเชิญให้นางนั่งลง"เจ้ามีสิ่งใดจะเอ่ย ก็จงรีบพูดให้จบแล้วไสหัวไปเสีย"เสิ่นซื่อไม่ได้มีท่าทีโกรธเคือง นางยืดตัวและหันสายตามาจับจ้องที่ข้า"น้องสะใภ้สาม ที่ข้ามาในวันนี้ เพราะอยากจะมาบอกความจริงกับเจ้า""เชิญพี่สะใภ้เอ่ยมาเถิด"นางหยุดยืนอยู่ข้างเก้าอี้ครู่หนึ่ง คล้ายกำลังไตร่ตรองเลือกถ้อยคำ"เรื่องการควบแต่งสามเรือนนั้น ล้วนเป็นความคิดของกู้หมิงหยวนเพียงผู้เดียว ทั้งข้าและหลิวซื่อต่างก็ถูกบีบบังคับด้วยกันทั้งสิ้น"ข้าไม่ได้เอ่ยปากตอบรับคำของนาง"เจ้าล่วงรู้หรือไม่ว่าเหตุใดเขาจึงต้องคิดควบแต่งสามเรือน? ไม่ใช่เพื่อการสืบทอดทายาทอันใดหรอก แต่เป็นเพราะสินเดิมต่างหาก ทรัพย์สมบัติ
Read More
บทที่ 8
กู้หมิงหยวนไม่ได้มาทว่าสิ่งที่มาถึงกลับเป็นหนังสือฟ้องร้องฉบับหนึ่งในช่วงสายของวันที่สาม เจ้าหน้าที่จากศาลต้าหลี่ได้เดินทางมาเยือนถึงประตูจวนสกุลซู แล้วยื่นเอกสารฉบับหนึ่งให้กู้หมิงหยวนได้ยื่นหนังสือหย่าภรรยาต่อศาลต้าหลี่อย่างเป็นทางการ โดยอ้างเหตุผลว่า “ภรรยาทำตัวเนรคุณไม่กตัญญู ทั้งยังสมคบคิดกับคนนอกเพื่อปรักปรำใส่ร้ายป้ายสีวงศ์ตระกูล”หลังจากที่ท่านพ่ออ่านเอกสารนั้นจนจบ ก็โทสะจนถึงขั้นขว้างถ้วยชาลงบนพื้น"มันนั่นแหละที่เป็นคนกล่าวหาเราอย่างไม่เป็นธรรม!"ข้ารับเอกสารมาอ่านอย่างละเอียดอีกรอบ เขียนได้แนบเนียนมาก ทุกข้อกล่าวหาล้วนยกหลักคำสอนและตำรามาอ้างอิง ข้อแรกปรักปรำว่าข้าเป็นสตรีขี้อิจฉาริษยา ละเลยหน้าที่ปฏิเสธการควบแต่งสามเรือนก่อนข้อต่อมากล่าวหาว่าข้าไร้ความกตัญญู บังอาจขัดขืนล่วงเกินเหล่าผู้อาวุโสในตระกูลในภายหลังและยังกล่าวหาว่าข้าสมคบคิดกับตระกูลฝ่ายมารดา แต่งเรื่องลวงโลกเกี่ยวกับหนังสือแจ้งการตายปลอม เพื่อหวังจะทำลายเกียรติยศและชื่อเสียงของวีรบุรุษผู้ล่วงลับทว่าข้อหาข้อสุดท้ายนั้นช่างเหี้ยมโหดที่สุด กล่าวหาว่าข้าแต่งเข้าตระกูลกู้มานานถึงสามปีทว่ากลับไร้ทายา
Read More
บทที่ 9
หลังจากข่าวเรื่องหนังสือหย่าภรรยาแพร่ออกไป ทั้งเมืองหลวงก็แตกตื่นกันหมด ท่านชายสามแห่งจวนแม่ทัพหย่าขาดจากภรรยา บุตรสาวของเสนาบดีกรมกลาโหมถูกขับไสไล่ส่งออกจากตระกูล เรื่องราวฉาวโฉ่เช่นนี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในยุคสมัยใด ย่อมกลายเป็นเรื่องซุบซิบอันดับหนึ่งเสมอข่าวลือแพร่กระจายไปทั่วทุกตรอกซอกซอยภายในสามวัน บ้างก็บอกว่าข้าเป็นสตรีขี้หึงหวงจนเป็นสันดาน ใจแคบไม่ยอมให้สามีรับพี่สะใภ้เพื่อสืบทอดทายาทให้แก่พี่ชายที่พลีชีพในสงครามบ้างก็บอกว่าข้าอาศัยบารมีของตระกูลฝ่ายมารดาเข้าข่มเหงรังแกตระกูลกู้ จนในที่สุดโดนย้อนกลับมาเล่นงาน ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีพวกที่แต่งเรื่องราวเสียจนเป็นตุเป็นตะ หาว่าข้ากับท่านพ่อร่วมมือกันปลอมแปลงหลักฐาน เพื่อหวังจะใส่ร้ายป้ายสีขุนนางผู้ภักดีข้านั่งอาบแดดอยู่ในลานจวนตระกูลซู แล้วนั่งฟังจิ่นซูอ่านข้อความเหล่านั้นให้ฟังทีละข้อ ๆ"ฮูหยินเจ้าคะ ข่าวที่ข้างนอกพูดกันพวกนี้…” "อ่านจบแล้วหรือ?""ยังเหลืออีกข้อหนึ่งเจ้าค่ะ พวกเขาบอกว่าเหตุที่ท่านถูกหย่าขาดเป็นเพราะ"นางชะงักคำพูดไปชั่วครู่ ใบหน้าแดงก่ำ "เป็นเพราะเหตุใดเล่า?""เพราะท่านไร้ความสามารถในการสืบทอดทายาทเจ
Read More
บทที่ 10
การสืบสวนของศาลต้าหลี่เร็วกว่าที่ข้าคาดไว้ ผลการตรวจเปรียบเทียบลายมือในหนังสือแจ้งการตายปรากฏออกมาแล้ว เอกสารทั้งสองฉบับนั้นเขียนขึ้นจากน้ำมือของบุคคลคนเดียวกันจริง ๆและบุคคลผู้นั้นก็คือรองแม่ทัพคนสนิทข้างกายของกู้หมิงหยวนแซ่หลินยามที่โจวเส้าชิงนำกำลังเจ้าหน้าที่ไปจับรองแม่ทัพหลิน คนก็กลายเป็นศพไปเสียแล้วศพถูกพบในคูน้ำด้านหลังค่ายทหาร หมอชันสูตรบอกว่าจมน้ำตาย ทว่าบนลำคอกลับมีรอยเขียวช้ำตอนที่ข่าวมาถึงจวนตระกูลซู ข้ากำลังนั่งทานอาหารเช้าอยู่พอดีท่านพ่อหน้าดำคล้ำด้วยความโทสะ ก่อนตบเอกสารรายงานลงบนโต๊ะ"มันฆ่าปิดปากไปเสียแล้ว"ข้าวางตะเกียบในมือลง กวาดสายตาอ่านข้อความทั้งหมดเที่ยวหนึ่ง"ฆ่าปิดปากไปได้คนหนึ่ง ทว่ายังเหลืออีกคนหนึ่งเจ้าค่ะ""ผู้ใดกัน?""เสิ่นซื่อเจ้าค่ะ"ท่านพ่อขมวดคิ้วมุ่น"เสิ่นซื่อเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด นางจะยอมมาเป็นพยานให้เจ้าได้อย่างไร?""นางไม่มีวันยอมมาเป็นพยานให้ข้าหรอกเจ้าค่ะ ทว่านางจะยอมทำทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตรอด""ในเมื่อรองแม่ทัพหลินยังต้องตาย รายต่อไปที่จะถูกฆ่าปิดปากย่อมต้องเป็นนาง เรื่องนี้ในใจของนางย่อมตระหนักดีกว่าผู้ใด"ข้าลุกขึ้นยืน แล
Read More
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status