LOGIN
ในค่ำคืนที่ฝนกระหน่ำ ตกลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง ใต้เงามืดของตึกสูง หญิงสาวร่างบางในชุดแนบเนื้อสีดำสนิทกลมกลืนไปกับความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบกริบ ฝีเท้าเบาราวกับแมว เธอย่างเท้าผ่านตึกสูงกลางเมืองเหมือนสายลม
ในมือถือปืนเก็บเสียงกระบอกเล็กเรียบลื่นมันวาว ที่ยังคงอุ่นจากการลั่นไกเมื่อไม่กี่นาทีก่อน กระสุนนัดเดียว ปิดฉากชีวิตของเป้าหมายอย่างแม่นยำ เงียบสนิทเหมือนฝันร้ายที่ไม่มีใครได้ยิน
ก่อนที่หญิงสาวจะหายลับไปท่ามกลางสายฝน ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ในค่ำคืนนี้...
เธอคือ อวี้หลัน หรือที่วงการนักฆ่ารู้จักกันดีในนาม "เงาสีชาด" นักฆ่าอันดับหนึ่ง ผู้ที่ลงมือเมื่อใด ไม่มีเป้าหมายใดรอดชีวิต
แต่ก่อนจะกลายเป็นเงามรณะในโลกมืด เธอเคยเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ อายุแค่เก้าขวบ มีพ่อขี้ยาที่นิสัยโหดร้าย ชอบทำร้ายร่างกายแม่กับเธออย่างทารุณเป็นประจำ
จนกระทั่งคืนหนึ่งเกิดเรื่องที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเธอ เมื่อคนเป็นพ่อบังคับให้แม่ขายตัวแลกยา
แม่ของเธอถูกกรอกยา ทำร้ายร่างกายจนตายในคืนนั้น
เด็กหญิงที่ถูกความโกรธ ความเกลียด ครอบงำจนขาดสติ แทงมีดใส่คนเป็นพ่อจนทะลุอก
เธอ...ไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าเขา แต่ก็ไม่มีทางย้อนคืน
อวี้หลันหนีออกจากบ้านมาเพราะความตกใจกลัว วิ่งหนีออกมาจากบ้านที่ไม่เคยเป็นบ้านในสภาพสั่นเทา เนื้อตัวเปื้อนเลือด กลายเป็นเด็กไร้บ้าน คนไร้ชื่อ และไม่มีใครเหลียวแล นั่งตัวสั่นอยู่ข้างถังขยะกลางฤดูหนาว
เธอหนาวจนชาไปหมดทั้งตัว และในหัวใจของเธอก็ด้านชาจนไร้ความรู้สึกเช่นกัน
และก่อนที่เธอจะหนาวตาย เธอก็ถูกหิ้วจากกองขยะโดยองค์กรนักฆ่าใต้ดิน ตั้งแต่ตอนนั้นเธอก็ถูกฝึกให้เป็นนักฆ่า มีเพียงเสียงปืนและการฝึกฝนที่ไม่รู้จบ
พวกมันป้อนข้าวแลกเลือด สอนให้ฆ่าแทนคำกล่อมนอน และลบคำว่า "ร้องไห้" ออกจากพจนานุกรมของเธอ
สิบปีผ่านไป เด็กข้างถังขยะคนนั้น กลายเป็น เงาสีชาด นักฆ่าอันดับหนึ่ง ทุกครั้งที่เธอลงมือ เป้าหมายไม่เคยมีโอกาสรอดชีวิต
เร็ว เงียบ แม่นยำ เธอคือนิยามของความตายที่ไม่มีเสียง ในเวลาเพียงไม่กี่ปี เธอฆ่าคนไปมากมายราวใบไม้ร่วง แต่คนที่เธอฆ่าก็ไม่ใช่คนดีเด่อะไรนัก
แต่โลกนี้ไม่มีที่ว่างให้เงาหลบซ่อนตลอดไป เมื่อรัฐบาลเปิดยุทธการกวาดล้างองค์กรใต้ดิน อวี้หลันเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่เธอก็รอดมาได้ด้วยโชคและฝีมือ ในที่สุดก็หลุดออกจากโลกมืดที่เธอเติบโตมา
อวี้หลันเปลี่ยนตัวตนใหม่ กลายเป็นบอดี้การ์ดรับจ้างให้กับคนใหญ่คนโตในสังคม ไม่มีใครรู้ว่าเธอเคยเป็น "เงาสีชาด" อดีตนักฆ่าระดับตำนาน
ทุกอย่างดูเหมือนจะสงบ แต่ไม่นานนัก เธอก็ได้รู้ว่า บางครั้ง ชีวิตธรรมดา ก็วุ่นวายยิ่งกว่าสมรภูมิ
ปัญหาโลกแตกที่เธอไม่คาดคิด และไม่เคยพบเจอ
เพราะเป็นคนที่หน้าตาดีเกินไป นายจ้างหลายคนจึงเริ่มเกาะแกะ พูดจาแทะโลม จนโดนหึงหวงจากภรรยาของพวกเขาแบบไม่มีเหตุผล จากที่ควรปกป้อง กลายเป็นต้องป้องกันตัวเองจากคนที่ควรเป็น "ลูกค้า"
สุดท้ายเธอทนไม่ไหว และก่อนที่จะพลั้งมือฆ่าใครตาย จึงเลือกหันหลังให้โลกที่เต็มไปด้วยความโสมมและซับซ้อน แล้วหันหน้าเข้าสู่วงการใหม่
สแตนด์อินฉากแอคชั่น
อาชีพที่ต้องใช้ร่างกายเข้าแลก ทั้งต้องพุ่งตัวจากดาดฟ้า กระโดดหนีออกจากรถที่กำลังจะระเบิด กลิ้งตัวหลบการโจมตี หรือพุ่งชนกระจกจนแตกกระจาย เรียกได้ว่าทุกฉากที่เป็นฉากเสี่ยงตาย ล้วนเป็นเธอที่ต้องแสดงแทน
สำหรับใครหลายคนมันอาจฟังดูบ้าระห่ำ หรืออันตรายเกินไป แต่สำหรับอวี้หลัน มันคืออาชีพที่ซื่อสัตย์ที่สุดที่เธอเคยทำมาในชีวิต เจ็บจริง ล้มจริง แลกค่าตัวจริง และที่สำคัญ ไม่มีใครต้องตาย
อวี้หลันคิดว่า เธอไปได้สวยกับเส้นทางนี้ มันเหมาะกับเธอมากกว่าที่คิด เธอได้ใช้ทักษะทั้งหมดที่มี โดยไม่ต้องเอาชีวิตใครเป็นเดิมพัน
แต่แล้วความสวยและความสามารถของเธอก็ดันไปเข้าตาผู้กำกับเข้าอีกจนได้
ผู้กำกับหนุ่มที่เธอไม่แม้แต่จะสนใจว่าอีกฝ่ายชื่อแซ่อะไร ว่ากันว่าเขาเป็นชายหนุ่มผู้โด่งดังในวงการบันเทิง ผู้พาภาพยนตร์ทำรายได้ทะลุพันล้านติดกันห้าปีซ้อน เขาเป็นคนมีพรสวรรค์ และมีสายตาเฉียบคมในการมอง "ดาว"
วันนั้น เขาเพียงแค่เดินผ่านฉากฝึกดาบ แต่ภาพหญิงสาวในชุดนักแสดงบู๊ที่เหวี่ยงดาบด้วยสายตาเย็นชา ท่าทางคล่องแคล่วเหมือนเกิดมาเพื่อฆ่า ก็ทำให้เขาหยุดชะงักทันที
"คนนั้น...ชื่ออะไร"
ชายหนุ่มถามผู้ช่วยโดยไม่ละสายตาจากใบหน้าของหญิงสาวที่กำลังเช็ดเหงื่อ
และเพียงไม่นาน เขาก็เดินเข้าไปหาเธอ พร้อมยื่นข้อเสนอที่ใครหลายคนต่างใฝ่ฝัน
"ผมต้องการปั้นคุณให้เป็นนางเอก"
อวี้หลันเงยหน้ามองเขานิ่งๆ ก่อนจะตอบสั้นๆ อย่างไม่ต้องคิด
"ขอบคุณ แต่ฉันไม่สนใจ"
แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมล้มเลิกง่ายๆ เขาตื๊อเธอทุกทาง ตื๊อเธอไม่หยุด ยอมเสนอให้แม้กระทั่งค่าตอบแทนล่วงหน้าที่สูงลิบ ซึ่งอวี้หลันก็ยืนยันที่จะปฏิเสธทุกทางเช่นกัน แต่อีกฝ่ายกลับยังคงตามตื้อ วุ่นวายจนน่ารำคาญ
ชายหนุ่มเหมือนนักล่าที่ไม่ยอมปล่อยเหยื่อที่ตัวเองหมายตา
ในขณะที่อวี้หลันแค่อยากใช้ชีวิตเงียบๆ ในมุมที่ไม่มีใครสนใจเธอ
อวี้หลันคิดว่าแค่ไม่สนใจก็พอ เดี๋ยวอีกฝ่ายก็คงเหนื่อยและเบื่อไปเอง
แต่เธอคิดผิด...
เพราะการที่เขาเอาแต่สนใจเธอ กลับสร้างความไม่พอใจและความเกลียดชังให้กับผู้หญิงอีกคน
เธอยังไม่ทันจะได้ย่างเท้าก้าวขึ้นสู่จุดสว่างในวงการบันเทิงเลยด้วยซ้ำ กลับถูกกำจัด
อวี้หลันคิดว่าตัวเองหนีจากความตายได้แล้วแท้ๆ แต่กลับต้องมาตายง่ายๆ เพราะพิษของความหึงหวงและอิจฉาริษยาของสตรีด้วยกันเอง
เธอถูกนางเอกที่กำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงและคงจะเป็นคู่ขาของเจ้าผู้กำกับเฮงซวยนั่น วางยานอนหลับในน้ำดื่ม ทำให้เธอหมดสติกลางฉากใต้น้ำ
เสียงสุดท้ายที่ได้ยินคือเสียงน้ำทะลักเข้าปากและจมูก ภาพสุดท้ายที่เห็นคือภาพฟองอากาศแตกกระจาย และความรู้สึกสุดท้ายคือ...
ความคับแค้นใจที่มีต่อผู้กำกับเฮงซวยนั่น
และเธอคงแค้นเขามาก กระทั่งในวินาทีสุดท้าย เธอยังเห็นใบหน้าของเขากำลังใกล้เข้ามา ก่อนที่ความมืดจะกลืนกินทุกอย่าง
ภายในตำหนักรัชทายาท ประดับด้วยแพรไหมและโคมแดงงดงามตระการตา ขบวนขันทีและนางกำนัลขวักไขว่ไปมาด้วยใบหน้ารื่นเริง เสียงดนตรีอ่อนหวานดังคลอในอากาศ อันเป็นสัญญาณของวันมงคลที่ทั้งแผ่นดินรอคอยณ ประตูตำหนัก ขบวนราชรถทองคำค่อยเคลื่อนเข้ามาอย่างสง่างาม องค์ไท่จื่อหลี่เหวินหลงทรงฉลองพระองค์สีแดงปักดิ้นมังกรห้ากรงเล็บ พระพักตร์หล่อเหลาเปี่ยมด้วยสง่าราศีแต่แฝงความอ่อนโยนในแววเนตรส่วนอวี้หลันในชุดเจ้าสาวสีแดงชาด ผ้าแพรเนื้อดีปักลายหงส์ทองกางปีก ลวดลายละเมียดงามประหนึ่งจะโบยบินจากผืนผ้า ผมของนางถูกรวบขึ้นสูง สวมมงกุฎหงส์ทองคำประดับมุกอันล้ำค่า ดวงหน้างามใต้ผ้าคลุมบางเบานั้นเปล่งแสงราวบุปผาแรกแย้มในฤดูวสันต์เสียงฆ้องและพิณบรรเลงประสาน ดอกไม้สดโปรยปรายจากระเบียงสูง ขบวนมงคลเคลื่อนไปยังลานตำหนักหยก สถานที่จัดพิธีอภิเษกซึ่งเต็มไปด้วยม่านแพรแดงโบกสะบัด ภายในหอพิธี โคมทองพันดวงจุดสว่างส่องไปทั่ว"คารวะฟ้า คารวะแผ่นดิน คารวะบิดามารดา"ทั้งสองก้มศีรษะลงพร้อมกันด้วยความเคารพ"สามคำนับ เสร็จพิธีอภิเษก เจ้าบ่าวเจ้าสาวถวายคำนับต่อกัน"หลี่เหวินหลงค่อยประคองมือนางขึ้นจากท่าคำนับ ดวงตาคมดุจมังกรทอดมองใบหน้างามภ
เสียงกลองชัยดังก้องสะท้อนทั่วเมือง เมื่อขบวนทัพขององค์ชายใหญ่หลี่เหวินหลงก้าวเข้าสู่เมืองหลวง ธงสีชาดสะบัดพลิ้วเหนือกำแพงเมือง แสงอาทิตย์อาบเมืองหลวงเปล่งประกายดุจทองคำ ประชาชนต่างออกมายืนเรียงรายสองฝั่งถนนเพื่อรอต้อนรับ เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีดังกึกก้อง ดอกไม้หลากสีถูกโปรยปรายทั่วทางเดินที่ทอดยาวสู่ประตูวังหลวง"ถวายพระพรองค์ชายใหญ่! ทรงพระเจริญ!"ผู้คนทั้งแผ่นดินเปล่งเสียงสรรเสริญชัยชนะธงสีชาดสะบัดพลิ้วกลางสายลม ขบวนทหารเคลื่อนเข้าสู่เมืองอย่างองอาจ แววตาส่องประกายด้วยความภาคภูมิองค์ชายใหญ่หลี่เหวินหลงทรงม้านำขบวน ท่วงท่าของพระองค์สง่างามดังวีรบุรุษ ดวงตาคมทอดมองไปยังประตูวังหลวงซึ่งเปิดต้อนรับ ข้างกายของพระองค์คือสตรีในชุดพิชัยศึกสีขาวเงินสะอาด นางมิได้แต่งกายงดงามหรูหราเช่นสตรีในเมืองหลวง แต่สง่างามในแบบนักรบผู้เคียงบ่าเคียงไหล่ดวงอาทิตย์ส่องกระทบเกราะโลหะของทั้งคู่จนวาววับราวกับเปลวเพลิง ทหารที่เดินตามหลังใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ภาพนั้นกลายเป็นขบวนแห่งเกียรติภูมิของแผ่นดินหลังจากองค์ชายใหญ่หลี่เหวินหลงเดินทางกลับเมืองหลวงมิทันข้ามวัน ก็มีราชโองการปลดเสิ่นฮองเฮาออกจากตำแหน่งและ
ชายหนุ่มมองออกไปยังขอบฟ้าที่เริ่มถูกกลืนด้วยแสงสนธยายามอาทิตย์ตก เสียงลมพัดผ่านยอดหญ้าแห้งดังแผ่วเบา ราวกับเสียงวิญญาณของผู้ล่วงลับยังล่องลอยอยู่ในสายลม"สงครามไม่มีสิ่งใดดีเลย"น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเบาๆอวี้หลันที่อยู่ในชุดบุรุษเงยหน้ามองแสงสุดท้ายของวัน ลมพัดเส้นผมของนางปลิวตามจังหวะฝีเท้าม้า"ท่านพูดถูก แต่มันก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องเลือกระหว่างการสูญเสียกับการยอมให้บ้านเมืองล่มสลาย เป็นข้าก็ทำได้เพียงเลือกทางที่เจ็บปวดน้อยกว่า"นางตอบเสียงแผ่ว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเข้าใจ เอ่ยกับเขาในแบบที่เขาเคยร้องขอ ไม่ใช่ในฐานะองค์ชาย แต่ในฐานะบุรุษของนางหลี่เหวินหลงหันมองนาง สายตาของทั้งสองสบกันในความเงียบงันที่ปกคลุมรอบตัว แววตาของเขาสั่นไหวอย่างไม่อาจห้าม ภายในอกแกร่งรู้สึกอุ่นวาบถ้อยคำต่อมาของนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน"หลังสงคราม...สิ่งที่เราทำได้คือการเยียวยาให้พวกเขา" "และเราจะทำมัน...ไปด้วยกัน"เสียงของนางเบาแต่หนักแน่นหลี่เหวินหลงสบตานาง รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏบนริมฝีปาก พยักหน้าน้อยๆ แววตามั่นคง"เราจะทำมันด้วยกัน"ลมเย็นพัดผ่านกลีบดอกหญ้าที่เริ่มผลิใหม่ ท้องฟ้ายามเย็นคล้
บรรยากาศหลังศึกใหญ่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นควันไฟและกลิ่นคาวเลือดเสียงกลองศึกสุดท้ายหยุดลงพร้อมกับเปลวเพลิงแห่งสงครามที่ค่อยๆ มอดดับ เหลือเพียงเสียงลมหอบของม้าและเสียงโห่ร้องแห่งชัยชนะที่ดังขึ้นทั่วสนามรบแสงแรกแห่งอรุณฉาบลงบนผืนดินที่เพิ่งหลั่งเลือด เปล่งประกายเหนือซากศพและธงศัตรูที่ถูกเหยียบย่ำจนแหลกลาญ เหล่าทหารยกอาวุธขึ้นเหนือศีรษะ โบกสะบัดธงสีชาดแห่งแคว้นเป่ยอย่างภาคภูมิ ชายแดนใต้กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง กองทัพศัตรูถูกขับไล่ออกนอกเขตแดนอย่างสิ้นเชิงกลางลานศึกที่ยังมีกลิ่นคาวเลือด องค์ชายใหญ่หลี่เหวินหลงยืนเด่นอยู่ท่ามกลางแสงรุ่งอรุณแรกหลังสงคราม ชุดเกราะของเขาเปรอะไปด้วยคราบฝุ่นและเลือด แต่ดวงตาคมยังคงเปล่งประกายเยือกเย็น เปี่ยมด้วยอำนาจและความสงบแห่งผู้ชนะเขาเงยหน้ามองขอบฟ้า สีทองของรุ่งอรุณสะท้อนในดวงตา แสงนั้นไม่เพียงล้างคราบควันไฟ หากยังปลุกความหวังของดินแดนกลับคืนมาอีกครั้งชายหนุ่มหันไปมองสตรีข้างกาย อวี้หลันในชุดเกราะสีเงินที่สะท้อนแสงทองระยับ แม้เปื้อนฝุ่นและเลือดเล็กน้อย แต่กลับงดงามดุจเทพธิดาผู้ลงมาจากสรวงสวรรค์ นางกำลังมองทิวเขาเบื้องหน้า ดวงตาของนางนิ่งสงบ หากลึกซึ
หลี่เหวินหลงควบม้าเข้าสู่สมรภูมิทันที ดาบในมือกรีดกลางหมอกเลือด ฟาดฟันศัตรูร่วงลงทีละคน ดวงตาเขาสงบนิ่งแต่แฝงแรงอาฆาต"สังหารให้สิ้น อย่าให้เหลือ!"สิ้นคำสั่งสุดท้ายขององค์ชายใหญ่ เสียงโห่ร้องก็ดังสนั่นไปทั่วสมรภูมิ กลิ่นฝุ่นและโลหิตปะปนในลมหายใจ ขบวนทัพขององค์ชายใหญ่ทะยานเข้าสู่สนามรบราวคลื่นคำรามอันบ้าคลั่งโถมเข้าชนแนวศัตรูดุจคลื่นเหล็กแม้จำนวนจะด้อยกว่า หากแต่ธงสีชาดขอแคว้นเป่ยยังคงโบกสะบัดอย่างทรงอำนาจกลางฝุ่นควัน องค์ชายใหญ่หลี่เหวินหลงอยู่แนวหน้าในชุดเกราะดำสนิท ดาบยาวในมือถูกฟาดฟันอย่างเฉียบคม สะบั้นโลหะและเลือดสาดกระเซ็นในทุกครั้งที่เหวี่ยงทหารใต้บังคับบัญชาต่างมององค์ชายของตนเป็นดั่งเพลิงศึกที่ไม่มีวันดับ การเคลื่อนไหวของเขาแม่นยำ หนักแน่น และเด็ดขาด ทุกคำสั่งจากปากนั้นนำพากำลังใจของกองทัพให้พุ่งทะลวงเข้าไปได้ลึกขึ้นเรื่อยๆแต่ศัตรูในครั้งนี้ไม่ใช่พวกไร้ฝีมือ พวกมันเตรียมการมาอย่างรัดกุม รู้จังหวะ รู้จุดอ่อน และบีบเข้ามาเป็นชั้นๆ ราวกับกับดักซ้อนกล ทหารแคว้นเป่ยเริ่มถูกแยกออกจากกัน เสียงเหล็กปะทะกันดังไม่ขาดสายขณะที่หลี่เหวินหลงกำลังฟาดฟันกับแม่ทัพศัตรูคนหนึ่งทางแนวซ้าย หา
แสงอรุณแรกของวันค่อยๆ สาดต้องปลายยอดเขา หมอกบางคลอเคลียยอดหญ้าเหนือทุ่งรบอันกว้างไกล เสียงแตรศึกดังสะท้อนก้องไปทั่วค่ายทัพ ปลุกเหล่าทหารให้ตื่นจากความเงียบงันเข้าสู่เช้าวันใหม่ ธงทัพสีชาดปลิวสะบัดกลางสายลมเช้า แผ่นผ้าขนาดมหึมามีอักษรคำว่า เป่ย ปักด้วยด้ายทองแวววาวราวเปลวเพลิงบนท้องฟ้าองค์ชายใหญ่หลี่เหวินหลงประทับหลังอาชาเบื้องหน้าแถวทหาร ใต้เกราะศึกสีดำสนิทที่สะท้อนแสงอาทิตย์แรก เขากวาดตามองเหล่าทหารกล้าผู้พร้อมพลีชีพเพื่อแผ่นดิน ก่อนจะควบอาชาสีดำสนิทขึ้นไปยังเนินสูง"เหล่าทหารแห่งแคว้นเป่ย!""เราทุกคนต่างมีเลือด มีชีวิต มีครอบครัวอยู่เบื้องหลัง!""พวกมันย่ำยีผืนดินของเรา ฆ่าผู้บริสุทธิ์ เหยียบเกียรติของแผ่นดินของเรา!"เสียงของเขาดังก้องราวสายฟ้าฟาดกลางเวหา"วันนี้! เราจะสู้...เพื่อทวงคืนทุกสิ่งกลับคืนมา!""บดขยี้ทัพศัตรูให้สิ้น! ถึงเวลาให้มันรู้ว่าผู้ใดคือเจ้าของแผ่นดินนี้!""ถวายชีวิตเพื่อแผ่นดิน! ถวายชีวิตเพื่อองค์ชายใหญ่!"เสียงกู่ร้องคำรามตอบกลับดังก้องภูผา"เพื่อแผ่นดิน! เพื่อแผ่นดิน!"เสียงทหารนับหมื่นตะโกนพร้อมกัน โห่ร้องก้องสะเทือนฟ้าดินองค์ชายใหญ่หลี่เหวินหลงยกดาบคู่กายขึ







