LOGINชาติก่อน นางโง่เขลา อ่อนแอ เป็นเพียงเหยื่อให้คนชั่วรังแก ชาตินี้ นางลุกขึ้นยืนหยัด ทวงคืนทุกสิ่งอย่างสาสม และ จะไม่ให้อภัย ใครหน้าไหนที่เคยทำร้ายทั้งนั้น!
View Moreเปิดเรื่องใหม่ที่เขียนในเดือน 11 นี้นะคะ
ฝากทุกคนเอ็นดูน้องนางเอกด้วยน้า
1.1
อดีตที่ปวดร้าว
สายลมฤดูหนาวพัดผ่านยอดเขาไกลสุดสายตา หิมะขาวโปรยปรายลงมาอย่างเงียบสงัด ดอกเหมยที่ยืนหยัดท่ามกลางพายุถูกย้อมไปด้วยสีขาวเสียส่วนใหญ่
เสียงลมหวีดหวิวเหมือนเสียงคร่ำครวญของผู้ตกทุกข์ได้ยาก ท่ามกลางความเย็นยะเยือกนั้น ร่างของสตรีนางหนึ่งก็กำลังถูกลากไปประหารอย่างช้าๆ
หรูเยียน…ชื่อที่ครั้งหนึ่งถูกสลักอยู่ในบันทึกของตระกูลด้วยความสง่างามและปัญญาอันลึกซึ้ง แต่ชะตากรรมกลับโหดร้ายเกินจะคาดเดา เนื่องด้วยคืนนี้นางกำลังจะถูกประหาร และหิมะเย็นเยียบที่โปรยปรายราวกับน้ำตาของฟ้าก็กำลังตกลงมาอาบย้อมร่างที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดของหญิงสาวที่เกิดจากการถูกลงทัณฑ์และการทรมานให้สารภาพผิดครั้งแล้วครั้งเล่า
นางร่ำไห้จนดวงตาในยามนี้กลายเป็นสีเลือด น้ำตาเองก็มีสีแดงจางๆ หลั่งรินอย่างน่ากลัว
“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตของข้าจะต้องจบลงเช่นนี้”
เสียงนั้นสั่นพร่าในความมืดมิดเนื่องจากตาของนางนั้นถูกทำให้บอดไปก่อนหน้านี้แล้ว และน้ำตาก็เกือบพรากความเข้มแข็งจากหัวใจไปจนสิ้น
ทว่าลึกๆ หรูเยียนรู้ตัวดีว่าไม่อาจอ่อนแอ แม้ตอนนี้ร่างกายจะเต็มไปด้วยบาดแผลและเลือดที่ไหลไม่หยุด ทั้งหมดนั่นก็ก็ยังไม่อาจหยุดยั้งหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ได้
‘ตายแล้วอย่างไร ข้าจะขอเป็นปีศาจร้ายกลับมาทวงแค้นจากพวกมันทุกคน’ หรูเยียนมีความตั้งมั่นอย่างแรงกล้า ชาตินี้นางโง่งมทำให้ต้องตกตายอย่างน่าอนาถ หากนางสามารถกลายเป็นวิญญาณได้ก็จะไม่ยอมไปเกิดใหม่ แต่จะต้องหาทางกลับมาทวงแค้นพวกมันให้ได้
นางพร่ำสาบานในใจ ก่อนที่ลำคอจะถูกฟันจนบาดกระเด็น!
ดวงตาของนางค่อยๆ ลืมขึ้น ความมืดมิดในความทรงจำเริ่มสลาย รู้สึกถึงอุณหภูมิของห้องที่แตกต่างจากความหนาวเหน็บภายนอก
ใบหน้าที่เปื้อนเลือดในอดีตชาติค่อยๆ จางหาย ความทรงจำทั้งหลายกลับมาอย่างชัดเจน ทุกคำทรยศ ทุกหยาดน้ำตา ทุกรอยยิ้มปลอมเปลือกที่เคยเห็น ทุกเสียงหัวเราะลวงหลอก ทุกความเจ็บปวดยังคงทวีคูณในหัวใจ และไม่มีวันจะลบหายไป
“เหตุใดข้าถึงยังไม่ตายอีก” หญิงสาวเอ่ยพึมพำ ก่อนจะลูบไล้ร่างกายของตนเองที่ปราศจากซึ่งร่องรอยของบาดแผล
นางมองไปรอบตัว ทุกอย่างยังดูไม่เหมือนภาพสุดท้ายก่อนตายที่จำได้ ตอนนั้นนางตาบอดเห็นเพียงแสงรางๆ เท่านั้น อีกทั้งยังมีรอยแผลทั่วตัว อีกทั้งยังถูกลากตัวไปยังลานประหารท่ามกลางความหนาวเหน็บ ทว่ายามนี้นางกลับอยู่ในห้องที่อุ่นนัก
“ข้าย้อนกลับมาหรือ” หรูเยียนเอ่ยเสียงแผ่วเบา มือข้างหนึ่งแตะหน้าอก รู้สึกถึงจังหวะชีพจรของตนเองที่ยังเต้นราวกับต้องการท้าทายฟ้าดิน
หรูเยียนให้เวลาตนเองตั้งสติสักพัก จึงเข้าใจได้ว่านางได้ย้อนเวลากลับมาในช่วงก่อนที่ชีวิตของตนจะถึงจุดสิ้นสุด ยามนี้นางยังคงมีเกียรติและเลือดเนื้อ และแน่นอนว่ามันน่าจะสามารถแก้ไขเรื่องราวต่างๆ ไม่ให้เดินไปตามเส้นทางเดิมๆ ได้
“คราวนี้จะต้องไม่มีใครทำร้ายข้าได้อีก ข้าจะใช้ทุกหยาดเหงื่อ ทุกหยาดน้ำตาล้างแค้นทุกคนที่ทรยศข้า และทุกผู้ที่คิดทำลายตระกูลของข้า”
ห้องส่วนตัวของนางยามนี้อบอวลด้วยกลิ่นน้ำมันหอมและดอกเหมยที่วางอยู่บนโต๊ะไม้เก่า เสียงนาฬิกาทรายขับเคลื่อนเวลาช้าๆ แสงเทียนอ่อนๆ ส่องสะท้อนเงาผนังไม้เก่า ความเจ็บปวดทั้งร่างกายและหัวใจในชาติก่อนทำให้ร่างกายนางสั่นเทา แต่ความเฉียบคมในดวงตาและลมหายใจอันเยือกเย็นกลับแข็งแรงกว่าที่เคย
หรูเยียนล้มตัวลงบนที่นอน เสียงหายใจสม่ำเสมอสะท้อนความตั้งใจที่แน่วแน่ แม้ว่าเรื่องราวในอดีตชาติยังคงติดตรึงในหัวใจ
ทว่านางก็รู้ดีว่าการล้างแค้นย่อมต้องใช้ปัญญาและความรอบคอบเป็นที่ตั้ง ทุกอย่างจึงต้องค่อยเป็นค่อยไป เพื่อมิให้เดินหมากผิดไปแม้แต่ก้าวเดียว
ดวงตาเย็นเยียบจ้องไปที่หน้าต่าง หิมะภายนอกยังคงโปรยปราย ดั่งเป็นสัญลักษณ์ของอดีตที่หลอมรวมเข้ากับปัจจุบัน
หรูเยียนยิ้มบางๆ ใบหน้าที่เรียบเฉยซ่อนความเจ็บปวดและความแค้นราวกับน้ำแข็งเยือกเย็น แต่เมื่อสัมผัสลึกๆ จะพบความร้อนแรงและแรงผลักดันที่ไม่อาจมองเห็น
“ครั้งนี้ข้าจะไม่พลาด ข้าจะใช้ทุกอย่างที่ข้ามีเปลี่ยนชะตาชีวิตของตนเอง”
หรูเยียนลุกขึ้น ยืนตรงหน้ากระจก ขนนกสีดำที่ประดับผมสั่นไหวตามสายลม ภาพเงาตัวเองสะท้อนในกระจกราวกับนักรบผู้ถือดาบแห่งความแค้น
ความงดงามที่สง่างามและความเยือกเย็นนั้นหลอมรวมเข้ากับหัวใจที่เคยบอบช้ำ กลายเป็นดวงตาที่มองทะลุทุกเรื่องราวลวงหลอก
แม้ว่าอดีตชาติจะสิ้นสุดในคืนที่หิมะพร่างพราวและความตาย แต่เมื่อนางได้ฟื้นคืนอีกครา ความเจ็บปวดในอดีตก็กลายเป็นดาบสองคมที่คมกริบ รอวันที่จะฟาดฟันผู้ที่เคยทรยศเพื่อชดใช้กรรม
บทส่งท้ายกันและกัน กลิ่นดอกเหมยและดอกบ๊วยจากสวนด้านนอกลอยตามลมเข้ามาเจือผสมกับกลิ่นชาหอมจางๆ ในห้องโถง ผ่านมาสองปีแล้วนับแต่คืนแต่งงาน จวนขององค์ชายรองในอดีต บัดนี้กลายเป็นจวนของว่าที่องค์รัชทายาท แม้ยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการออกไปยังทั่วเมืองหลวง แต่ในวันนี้ชะตาของคนสองคนกำลังจะเปลี่ยนไปอีกครั้งหนึ่ง หรูเยียนวางมือจากผืนผ้าที่กำลังปักลายเมฆมงคล นางยกมือแตะหน้าท้องของตนอย่างเผลอไผล มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางที่แม้ไม่มีใครเห็นก็ยังงดงาม คำบอกของหมอหลวงเมื่อช่วงสายยังดังก้องอยู่ในหัวใบหน้าของหมอมากประสบการณ์นั้นผ่อนคลายยิ่งนักเมื่อกล่าวกับนางว่า “ขอแสดงความยินดีด้วย นี่คือชีพมงคลพ่ะย่ะค่ะ” เพียงคำไม่กี่คำ โลกของหรูเยียนก็เหมือนถูกแต้มด้วยสีที่อ่อนหวานไปทั้งใบ นางไม่ทันตอบอะไร เพียงแต่ก้มหน้าลง น้ำตาเอ่อในตาโดยไม่รู้ตัว ความทรงจำในชาติก่อนที่เลือนรางอยู่ส่วนลึกถูกคลื่นแห่งปัจจุบันกลืนหายไปทีละน้อย ครั้งนั้นนางไม่มีโอกาสแม้แต่จะรู้ว่าการมีชีวิตใหม่เติบโตในตัวนั้นเป็นความรู้สึกเช่นไร แต่ในชาตินี้สวรรค์เหมือนยื่นมือม
67.2พิธีอภิเษกภายในงานเลี้ยงเต็มไปด้วยแขกเหรื่อ ขุนนางฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊นั่งเรียงรายตามลำดับ ฝ่าบาทและฮองเฮาทรงประทับในจุดสูงสุดทอดพระเนตรโอรส และสะใภ้ด้วยความพึงพอใจ องค์หญิงสาม จ้าวอวี้หงในชุดงดงามเฉิดฉาย นั่งอยู่ไม่ไกลจากที่นั่งของหรูเยียน เมื่อมีโอกาส นางก็รีบเท้าแขนบนโต๊ะยื่นหน้าเข้าไปกระซิบ “หรูเยียน วันนี้เจ้างดงามมาก น่าจะงามที่สุดตั้งแต่ที่เรารู้จักกันด้วย” หรูเยียนหัวเราะเบาๆ ใต้ผ้าคลุม “องค์หญิงอย่าทรงล้อหม่อมฉันเลย” “ใครล้อกัน” องค์หญิงทำหน้าจริงจัง “เจ้าน่ะ ทำให้ข้าเริ่มคิดแล้วว่าถ้าข้าแต่งงานไปบ้าง จะงามได้ครึ่งของเจ้าหรือไม่” หรูเยียนอยากจะตอบว่า ‘พระองค์งามกว่านางมาก’ แต่ยังไม่ทันพูดก็มีขันทีเข้ามากระซิบบอกบางอย่าง “ของขวัญจากเป่ยเยี่ยนมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ทั้งห้องโถงเงียบลงพอสมควร ทุกสายตาหันไปที่เรือนข้างๆ ที่บ่าวกำลังขนหีบของขวัญใหญ่โตหลายใบเข้ามาขันทีเปิดหีบใบหนึ่งให้เห็นด้านในเป็นหยกหายาก ชุดผ้าไหม อาวุธสั้นฝักประดับอัญมณี และสุดท้าย กล่องลงรักสีดำเข้มประดับลายผีเสื้อทอง “ของทั้งหมดนี้เป็นของขว
67.1พิธีอภิเษก เมืองหลวงต้าหยางเหมือนสว่างเร็วกว่าทุกวัน แสงอรุณลอดผ่านหมอกบาง สีทองอ่อนทาบไปทั่วหลังคากระเบื้องของวังหลวงและจวนตระกูลใหญ่ ผู้คนทั้งในตลาดและตรอกซอกซอยล้วนจับกลุ่มพูดคุยเรื่องเดียว “องค์ชายรองจ้าวอี้หลันจะอภิเษกกับคุณหนูใหญ่สกุลเซี่ย” ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นงานมงคลของพระโอรส แต่เพราะเรื่องราวของเซี่ยหรูเยียนแพร่กระจายไปในหมู่คนมานาน ทั้งอดีตที่ถูกทอดทิ้งในอาราม ทั้งความสนิทสนมกับองค์หญิงสาม ทั้งเรื่องการรอดตายราวปาฏิหาริย์ คำว่า ‘ชะตาชีวิตไม่ธรรมดา’ ถูกเอ่ยถึงคู่กับชื่อของนางอยู่เสมอ ยามเช้าในจวนสกุลเซี่ย เรือนของหรูเยียนครึกครื้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี สาวใช้ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาจัดการเครื่องประดับและอาภรณ์ ช่างแต่งหน้ากำลังบรรจงลงแป้งบางๆ ให้กับใบหน้าที่เดิมก็ขาวผ่องอยู่แล้ว หรูเยียนนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง มือเรียววางบนตักอย่างสงบ ทว่าในใจกลับบังเกิดความตื่นเต้นจนห้ามไม่อยู่ “วันนี้คุณหนูงามมากเจ้าค่ะ” อาเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “หากองค์ชายรองมาเห็น คงพูดไม่ออกแน่” หรูเยียนหัวเราะเบาๆ เช่นกัน มุ
66ข่าวจากไป๋อัน ลมหนาวต้นฤดูโหมแรงทั่วเมืองไป๋อัน ฟ้าครึ้มจนมองเห็นเมฆต่ำเหมือนกำลังจะมีหิมะตก แม้จะยังไม่ถึงฤดูหนาวโดยสมบูรณ์ แต่ในเมืองชายแดนที่กันดารเช่นนี้ ทั้งลมและความเหน็บหนาวมาเยือนเร็วกว่าที่อื่นเสมอ ในเรือนเล็กเซี่ยเหมยหรงกำลังนั่งพิงพนักเก้าอี้ไม้ ท้องของนางโตจนเรียวแขนต้องโอบประคองตลอดเวลา สายตาของนางมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างว่างเปล่าราวกับกำลังหาความหวังบางอย่างในผืนฟ้า แต่ก็ไม่เคยพบมันเสียที เสียงฝีเท้าของสาวใช้ทำให้เซี่ยหมยหรงละสายตา “คุณหนูเจ้าคะ มีจดหมายจากเมืองหลวงมาถึงเจ้าค่ะ” เซี่ยเหมยหรงยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “จากจวนตระกูลเซี่ยหรือ” “เจ้าค่ะ” นางยื่นมือออกไปรับจดหมายที่จ่าหน้าด้วยลายมือของพ่อบ้าน แม้ยังไม่ได้เปิดอ่าน แต่ความรู้สึกบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในใจว่าคงมิใช่ข่าวธรรมดา เซี่ยเหมยหรงแกะผนึกเปิดจดหมาย ดวงตาค่อยๆ กวาดอ่านข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด ใบหน้าที่อ่อนล้าของนางก็แข็งค้าง เซี่ยหรูเยียนจะได้อภิเษกสมรสกับองค์ชายรอง... มือของเซี่ยเหมยหรงสั่นจนกระดาษหลุดจากปลายนิ้วลงพื
13.1เข้าเฝ้าฮองเฮาแสงสนธยาละมุนย้อมทั่วลานหลวงชั้นใน หรูเยียนยืนรออยู่ในโถงรับรองของตำหนักในอาภรณ์สีอ่อนที่นางเลือกอย่างระมัดระวัง ไม่หรูหราจนเกินงาม แต่เรียบละเมียดพอจะให้ผู้มองรู้ว่าตนเองให้เกียรติสถานที่แห่งนี้“ฮองเฮาเสด็จแล้ว” เสียงขันทีอาวุโสประกาศขึ้นหรูเยียนคุกเข่าลงทันที มือเรียวประสานอ
13.2เข้าเฝ้าฮองเฮาหลังออกจากตำหนักหลวง หรูเยียนเดินผ่านอุทยานที่ประดับด้วยพุ่มเหมยสีขาวสะอาด นางก้าวเดินอย่างสงบผ่านลานหิน เสียงกระทบรองเท้าเบาๆ คล้ายจังหวะดนตรีที่เป็นระเบียบเมื่อเดินออกมาจากเขตตำหนักหลวงได้ไม่ไกล เสียงเรียกอ่อนหวานก็ดังขึ้นจากด้านข้าง“คุณหนูเซี่ยเจ้าคะ”หรูเยียนหันไปเห็นหญิงส
17.1หนี้ชีวิตหลังกลับมาพำนักที่จวนสกุลเซี่ยได้ไม่กี่วัน หรูเยียนค่อยๆ ปรับตัวกับชีวิตที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกแยกในเวลาเดียวกันเรือนที่นางอยู่เป็นเรือนเล็กด้านตะวันออก ด้านหน้ามีต้นเหมยบานสะพรั่ง เรือนนี้ป้าหลิวเล่าว่ามารดาของนางเคยอาศัยอยู่ในตอนที่ติดตามท่านแม่ทัพกลับมาจากชายแดน ก่อนจะถูกส่งไปอยู่ท
15.2บุรุษเนื้อหอมไม่นานหลี่เจี้ยนก็เดินเข้ามาในเรือนหลังใหญ่ มารดาของเขานั่งอยู่ที่โต๊ะกลมในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อน ใบหน้ายังงดงามแม้ผ่านพ้นวัยกลางคนไปแล้ว“ท่านแม่มีเรื่องจะพูดกับข้าหรือขอรับ”หลี่เจี้ยนประสานมือคำนับอย่างนอบน้อมนางจางซื่อเงยหน้าขึ้นมองลูกชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า พลางยิ้มอ่อนโยน“ช่วงนี


















reviews