LOGINฝ่ายคิมหันต์ เมื่อก้าวพ้นออกมาจากความจอมปลอมเพื่อผลประโยชน์ของคนด้านในได้แล้ว เขาก็มาหยุดยืนอยู่หน้าตู้โชว์กระจกคริสตัลใสแจ๋วหลังใหญ่ ที่ตั้งอยู่ระหว่างโถงทางเดิน ภายในจัดแสดงรางวัลเกียรติยศของบริษัท เขาไล่สายตาเรื่อยมาจนถึงรางวัลนักธุรกิจดีเด่นของปู่ นายจรินทร์ ภัทรกิจเวคินทร์ ต่อมาก็เป็นของบิดา นายชวาล แต่ทว่ารางวัลล่าสุด กลับไม่ได้เป็นของเขา แต่เป็นของ...
“นายภาสกร นัทวรกุล นักบริหารดีเด่นประจำปี 2563 โธ่โว้ยไอ้ระยำ ให้มันได้อย่างนี้สิ ต้องหน้าด้านเบอร์ไหน ถึงกล้าทำแบบมึง ได้ไอ้กร... อย่าว่าแต่กรรมการในบริษัทนี้เลยที่มึงซื้อตัวไปได้ แม้แต่กรรมการตัดสินรางวัลก็คนของมึง” คิมหันต์กำหมัดแน่นพร้อมกับคำรามก้อง ถึงจะรู้ดีว่าฝ่ายตรงข้าม ไม่เพียงใช้ลูกไม้สกปรกเพื่อ
ดิสเครดิตเขาเท่านั้น แต่ภาสกรยังมีวาทศิลป์ และหน้ากากของนักธุรกิจหนุ่มผู้แสนดี สุภาพอ่อนโยน ทำให้ใครต่อใครต่างพากันยกย่อง ดังนั้นถึงแม้จะมีความเก่งกาจเป็นรองเขา แต่ด้วยสายสัมพันธ์ และการซื้อใจกัน ก็ทำให้อีกฝ่ายนำห่างคิมหันต์ไปไกลในสายตาทุกคนคิดดังนั้น กำปั้นก็รัวเข้ากับกำแพงอีกครั้งด้วยความเจ็บใจ
ไม่มีอีกแล้วทั้งรางวัล และความเชื่อมั่นจากใคร ๆ มันหมดไปพร้อมกับแรงใจของเขาเช่นกัน...“ก็ดี พาตัวเองไปอยู่ในที่ไกลหูไกลตาผู้คนบ้างก็ดี ขืนยังอยู่ที่นี่ คงได้ฆ่ามันตายสักวัน” ชายหนุ่มกัดกรามจนขึ้นสัน
................
บรรยากาศภายในห้องประชุมสงบลง หลังจากทุกคนได้รับคำยืนยันอย่างแข็งขันจากเจ้าสัวเจี่ยว่าตนไม่เป็นไร แค่มีอาการเจ็บหน้าอกเล็กน้อยเท่านั้น
ภาสกรดูจะเป็นเดือดเป็นร้อนกว่าใคร ชายหนุ่มรีบคุกเข่าลง พร้อมกับรวบมือทั้งสองข้างของเจ้าสัวมากุมไว้ด้วยความเป็นห่วง
“ผมเรียกหมอมาดูอาการคุณปู่แล้วนะครับ คุณปู่อย่าฝืนเลย ตอนนี้เข้าไปพักผ่อนในห้องรับรองก่อนดีกว่าครับ” ดวงตาสีดำจัด พยายามแสดงให้เห็นถึงความจริงใจ แต่คนถูกมองกลับส่ายหน้า
“ลื๊อไม่ต้องห่วงอั๊วหรอกน่า ถอยไปก่อน... อาชวาล ลื๊อให้คนตามดูอาคิมที ป่านนี้เตลิดเปิดเปิงไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้” เจ้าสัวกวักไม้กวักมือเรียกลูกชายมาสั่งการ ความเป็นห่วงทำให้ท่านมองข้ามหัว ภาสกรไปด้วยความไม่ตั้งใจ
เห็นดังนั้นชายหนุ่มก็เม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง ข่มกลั้นความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ ต่อเมื่อเห็นเจ้าสัวจะลุก เขาในฐานะที่ยังประคองท่านอยู่จึงรีบช่วยพยุง แต่ก็อีกที่จะถูกปัดออกอย่างนึกรำคาญ
สายตากรรมการบริษัทแต่ละคนที่มองมา ต่างรู้สึกเห็นใจเขาเป็นอย่างมาก แม้แต่ท่านชวาล บิดาของคิมหันต์เอง ยังรู้สึกว่าเจ้าสัวเฉยเมยกับหลานนอกไส้คนนี้มากเกินไป
“มาๆ กร เดี๋ยวอาพาอากงกลับไปรอหมอตรวจที่บ้านเอง ส่วนนัดเลี้ยงลูกค้าบ่ายนี้ อาฝากกรช่วยดูแลให้ด้วยก็แล้วกัน” ผู้เป็นอา
ตัดบท เพราะดูท่าคนแก่ชักเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาอีกรอบ ที่ทุกคนดูจะเพิกเฉยกับการจากไปของคิมหันต์ ภาสกรได้ฟังดังนั้นก็ไม่โต้แย้งอะไร“ครับคุณอา ไม่ต้องห่วงทางนี้นะครับ เดี๋ยวผมจัดการให้” คนหนุ่มมองตอบด้วยแววตาเศร้าสร้อย ชวาลจึงตบไหล่ให้กำลังใจ
“ครั้งนี้เราอยากให้คุณบัวร่วมเป็นเจ้าภาพด้วยนะคะ โดยให้เป็น แม่ข่ามของป๋อง เพราะป๋องเขาไม่มีแม่ ได้กุศลมากเลยค่ะ กู๋ซ่งก็เห็นดีด้วย” ขวัญแก้วอธิบายให้เธอฟังอย่างใจเย็น เห็นได้ชัดว่าหลังจากแต่งงานแล้ว ขวัญแก้วสามารถทำหน้าที่ภรรยาให้กับเจ้าพงษ์ภมรได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ซึ่งผู้เป็นสามีก็คอยตามประคบประหงมเอาใจภรรยาท้องอยู่ไม่ห่าง ซึ่งผิดกับคิมหันต์ วันนี้เขาเลือกไปรับรางวัลนักธุรกิจดีเด่นบ้าๆ นั่น แทนที่จะมากับเธอ...ครั้นช่วยกันแต่งตัวให้เด็ก ๆ เสร็จ ไม่นานกู๋ซ่งก็ขึ้นมารับทั้งหมดลงไปร่วมขบวนแห่ ซึ่งกำลังระดมพลออกันอยู่ที่ด้านหน้าสำนักงาน“อะแฮ่ม ขอแพรวร่วมขบวนไปด้วยคนนะคะคุณแม่ๆ” เจ้าของเสียงหวานใส ที่เพิ่งเดินทางมาถึงแอบย่องเข้ามาเกาะเอวบัวชมพู พร้อมกับกระซิบบอก เธอจึงหันไปมองอีกฝ่ายด้วยความยินดี“อ้าวคุณแพรวมาถึงพอดี ถ้ามาช้ากว่านี้ บัวคิดว่าเราคงต้องหาตะแปส่างลอง[1]คนใหม่แล้วล่ะค่ะ เพราะก่อนคุณแพรวจะมา พ่อเลี้ยงภูพญาร่ำร่ำ จะออกไปตามตัวคุณมาให้ได้ ทำเหมือนว่าอยู่ไกล ทั้ง ๆ ที่คู่หมั้นก็อยู่ที่ภัทรกิจฮิลล์แค่นี้เอง” คนท้องห้าเดือนกล่าวสัพยอก แต่ขณะที่ยิ้มแล้วผินหน้ากลับมา ตั้งใจว่า
“อื้อ พี่คิม ไม่เอาแล้วค่ะ พี่คิมทำบัวช้ำไปหมดแล้ว”แต่แทนที่ชายหนุ่มจะสำนึก คนเอาแต่ใจตัวเองกลับดื้อแพ่ง เลื่อนมือลงไปบีบเคล้นสองเต้าอย่างยั่วเย้า แล้วก้มลงดูดกลืนยอดอกเธอเพื่อเร้าอารมณ์สลับกัน“ตอนแรกกะว่าจะนอนพัก แต่บังเอิญนึกขึ้นได้ว่าอุตส่าห์บอกแม่ยายให้รอหลาน พี่ก็เลยจะช้าไม่ได้ บัวให้ความร่วมมือหน่อยก็แล้วกันนะ พี่มีเวลาแค่สองคืนเท่านั้น” จบประโยคนั้นแม้คิมหันต์จะได้รับการปฏิเสธ แต่เขาก็ยังเดินหน้ารุกต่อ ระดมจูบลูบไล้ไปทุกสัดส่วนอันสะคราญตาของหญิงสาว กระทั่งปลายลิ้นอุ่นร้อนโลมเลียมาถึงท้องน้อยของบัวชมพู ปราการต่าง ๆ ที่เธอตั้งมั่นไว้ ก็ถูกคนที่กำลังระดมจูบส่วนที่ลี้ลับที่สุดของกายสาว ตีแตกพ่าย ไปหมดสิ้น“อื้อ พี่คิมจะ จะทำอะไร ปละปล่อยบัวนะ อื้อ อย่าก้มลงไป พอแล้ว” หญิงสาวสูดปาก ร่างทั้งร่างสั่นเทิ้ม เรือนกายท่อนล่างถูกบางอย่างอุ่นร้อนรุกล้ำปรนเปรอ ความเสียวซ่านแสนอ่อนโยนที่ได้รับ ทำให้หัวใจดวงน้อยไม่อาจต้านทาน ความทรมานที่แสนสุขล้ำได้อีกต่อไป“พี่คิมขา บัว อื้อ... พะ พะพอก่อนค่ะ บัวยะ... ยอมแล้ว เงยหน้าขึ้นมาคุยกันก่อน” เสียงหวานแหบพร่า เธอพูดจากระท่อนกระแท่นเพราะถูกเขาแกล้ง
บัวชมพูยกมือขึ้นไล้แก้มสากระคายของคนที่ทาบทับลงมาบนตัวเธออีกครั้ง พร้อมกับคลี่ยิ้มให้เขาน้อย ๆ ครั้นเห็นอย่างนั้นคิมหันต์ก็รวบมือน้อยข้างนั้นมาจูบหนักๆ ก่อนวางมันลง แล้วโน้มใบหน้าพรมจูบที่หน้าผากเธอ รับรู้ได้ถึงสายใยความรักที่เริ่มถักทอสื่อถึงกันอีก ครั้งหนึ่ง...ลมหนาวพัดพากลีบดอกไม้โปรยปรายเข้ามาอวยพรให้กับคนทั้งคู่ บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยความเสน่หา ทุกสิ่งต่างเป็นใจเมื่อบุพเพชักพา ให้ความสุข ความหวานล้ำ หวนกลับคืนมาสู่หัวใจทั้งสองดวง…คิมหันต์จุดรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก ก่อนประกบจูบบัวชมพูอย่างอ่อนโยน เมื่อแรกริมฝีปากเพียงแค่แตะแต้มหยอกเอิน เป็นการทบทวนสัมผัสคุ้นเคยระหว่างกัน แต่จากนั้นก็ดูเหมือนกับว่าต่างฝ่ายต่างปลดปล่อยความโหยหาออกมาอย่างหนักหน่วง ทั้งบัวชมพู และคิมหันต์ ต่างบดจูบดูดดื่มแลกเปลี่ยนกันชนิดไม่มีใครยอมใครจนสมใจ คิมหันต์ก็ตรึงปลายคางเธอไว้ พร้อมกับกระซิบเสียงแผ่ว “พี่รอให้เรามีคืนนี้มานานเท่าไรแล้วรู้ไหมบัว หกเดือน หกเดือนที่แสนทรมาน หกเดือนที่เฝ้าคิดถึงแต่บัว และกว่าพี่จะผ่านไปแต่ละวันแต่ละคืนได้ มันยิ่งกว่าทรมาน”“พี่คิดถึงแก้มหอมๆ ของบัว คิดถึงตาโตๆ หวานฉ่ำเวลาถูกพี
“แต่เหมือนฉันจะได้ข่าวมาว่า เอ่อ คุณแพรวถึงขั้นเกือบถูก ขืนใจนะคะ ยังไงคุณก็ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้” เมื่อบทสนทนาดำเนินมาจนถึงช่วงที่ยากที่สุด คิมหันต์ก็ตัดสินใจอุ้มบัวชมพูเดินเข้าบ้าน “เรื่องมันยาว ยิ่งดึกตรงนี้น้ำค้างยิ่งแรง เข้าไปคุยกันต่อ บนเตียง เอ่อ พี่หมายถึง คุยกันต่อในบ้านดีกว่า” ชายหนุ่มพลั้งปาก แต่มันกลับช่วยกลบเกลื่อนบรรยากาศเคร่งเครียดได้ดีบัวชมพูเห็นว่าเธอไม่มีทางไป จึงจำใจต้องยอมตาม แต่ทันทีที่ประตูบานใหญ่ปิดสนิทลง คิมหันต์ก็กลับแปลงร่างกลายเป็นปลาหมึกยักษ์ทันที เขาลงมือกอดจูบซุกไซ้ไปทั่วแก้มเนียน และซอกคอขาวผ่อง ของหญิงสาว ก่อนจะรุนหลังให้เธอถอยหลังก้าวผ่านประตูห้องนอนเข้าไป พร้อมกับช้อนอุ้มร่างบางวางลงบนเตียงบัวชมพูตั้งหลักไม่ทันก็ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ดวงตากลมโตจ้องมองเขาด้วยประกายขุ่นเขียว“หยุดเดี๋ยวนี้นะ คนฉวยโอกาส คุณห้ามแตะต้องตัวฉันเด็ดขาด ถ้าคุณยังไม่เคลียร์ตัวเองให้ขาวสะอาดเสียก่อน”ขณะที่คิมหันต์กำลังจะก้มลงฟอนเฟ้นทรวงอกนุ่มหยุ่น เขาก็ต้องส่ายหน้า “เฮ้อ จะทำรักกับเมียตัวเองทั้งที ทำไมมันถึงได้ยากเย็นอย่างนี้” คนตัวโตจึงจำต้องพลิกตั
แต่ทั้งคู่ยังไม่ทันได้ปรับความเข้าใจกัน เครื่องก็ลงจอดเสียก่อน แถมยังเป็นเวลาดึกมากแล้วด้วย คิมหันต์จึงรีบพาบัวชมพูเข้าที่พัก หากคราวนี้เขาไม่ได้พาเธอตรงไปยังบ้านพักหลังเดิมของหญิงสาว แต่กลับพาเธอเดินข้ามสะพานไม้ มุ่งหน้าไปยังจุดชมวิวทะเลหมอกที่บัวชมพูได้แต่หมายตาว่าจะต้องขึ้นไปชมมันให้ได้ เมื่อครั้งยังทำงานอยู่ที่นี่ตลอดทางเดินข้ามสะพานนั้น มีตะเกียงจุดไฟส่องสว่าง ห้อยขนานไปตลอดเส้นทาง และเมื่อต่างฝ่ายต่างเดินขึ้นมาบนเนินได้สำเร็จ บรรยากาศของทะเลดาวในยามราตรี ที่หมู่มวลดวงดาราพร้อมใจกันส่องแสงวับวาวอยู่เต็มผืนฟ้า ก็สร้างความตระการต ให้บัวชมพูรู้สึกได้ถึงพลังความมหัศจรรย์ของพลังธรรมชาติที่สร้างสรรค์เธอคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่ามันจะสวยได้ถึงเพียงนี้ ดวงดาวบนฟ้าเลื่อนลอยคล้อยต่ำลงมา จนเหมือนกับว่าจะสามารถเอื้อมมือคว้ามาได้กระนั้น “ที่นี่สวยเหลือเกิน สวยสมกับที่คุณสั่งให้คนทุ่มเทสร้างสะพานไม้พาขึ้นมา” บัวชมพูเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่ยืนซ้อนอยู่ทางด้านหลัง แถมยังถือวิสาสะโอบเอวเธอไว้ แต่เซอร์ไพรส์ของคิมหันต์ยังไม่จบเพียงแค่นั้น เขายังบุ้ยใบ้ให้เธอมองตามไปอีกฝั่ง ครั้นพอหญิงส
“ก็เพราะจดหมายลาออกของเธอนั่นยังไง ที่ทำให้ฉันเกิดนึกถึงที่นี่ขึ้นมา จนต้องหวนกลับมารำลึกความหลัง และคืนนี้ก็เป็นโชคดีของฉันจริง ๆ ที่หาเมียตัวเองเจอเสียที” บัวชมพูได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับหน้าม้าน “อย่ามาโมเม ใครเป็นเมียคุณไม่ทราบ คนโกหกหลอกลวงอย่างคุณ สมควรต้องอยู่คนเดียว” “ฉันไม่เคยหลอกลวงใคร โดยเฉพาะเธอ แต่เรื่องนี้ไว้เราค่อยคุยกันทีหลัง ตอนนี้ขึ้นเครื่องไปกับฉันก่อน” เขาบอกง่ายๆ พร้อมกับอุ้มเธอลงจากรถ แล้วเดินตรงดิ่งไปยังเครื่องบินเล็กที่จอดรออยู่ทันทีมาถึงตอนนี้หญิงสาวเริ่มมองเขาอย่างหวาดระแวง “นี่คุณจะพาฉันไปไหน ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ ฉันไม่อยากไปกับคุณ แค่นี้คุณยังทำฉันเจ็บปวดใจไม่พออีกหรือไง” คิมหันต์จึงสวนกลับมาทันควัน “ประโยคนี้ต้องเป็นฉันต่างหากที่ถามเธอ และเด็กดื้ออย่างเธอจะไปไหนได้ นอกจากต้องพากลับบ้าน ไปนอนบนเตียง” คนที่อารมณ์กำลังคุกรุ่นกระชากเสียงบอก ท้ายประโยคนัยน์ตาสีสนิมลามเลียไปทั่วเนินอกอวบอิ่มที่โผล่พ้นเสื้อคอปาด เผยขึ้นมาให้เห็นรำไร “ลามก หยาบคาย อดอยากปากแห้งนักหรือไงถึงได้ต้องกลับมากินของเก่า คุณมีคู่หมั้นอย
บรรดาแขกผู้ชายมองเธอจนตาปรอยพร้อมกับกลืนน้ำลา แต่ทว่าบทเพลงไพเราะที่เธอขับร้องออกมานั้นช่างแสนเศร้า…...สายลม ย้ำเตือน ความเจ็บปวด ในใจฉัน แม้ทุกอย่างสลายหายไปดั่งหมอกควัน แต่แผลจากความรักนั้นไม่เคยลบเลือน...ครั้นเมื่อตัวโน้ตสุดท้ายสิ้นสุดลง ท่ามกลางเสียงตบมือเกรียวกราว ผู้ชายคนหนึ่งก็ก้าวออกมาจา
ครั้นคิมหันต์หันกลับมาเห็น เขาก็ตรงเข้าสวมกอดทั้งคู่ด้วยความขอบคุณทันที ถ้าไม่ได้สองคนนี้ช่วยเกณฑ์กำลังคนร่วมค้นหา รวมทั้งช่วยติดต่อประสานงานหาข่าวกับผู้คนในท้องถิ่นให้ เขาคงตามหาตัวนายเม่นมาช่วยง้างปากพี่ชายมันไม่ได้“จุดผ่อนปรนทั้งหมดพวกเราให้คนค้นหาแล้วไม่พบครับ แต่ยังเหลืออยู่อีกแห่งหนึ่ง ซึ่ง
เห็นอย่างนั้นคนที่นอนกอดอยู่ใต้ร่างก็ยิ้มอย่างเอ็นดู เขาจัดการพลิกตัวขึ้นคร่อมร่างบางเอาไว้ ไม่ลืมเอื้อมมือไปปิดไฟข้างหัวเตียง ซึ่งเป็นอันรู้กันว่านี่คือช่วงเวลาที่เขาไม่อยากให้ใครเข้ามารบกวน…เสียงหอบกระเส่า คละเคล้ามากับเสียงครวญครางของความรัญจวน จุมพิตผ่าวร้อนของคิมหันต์ฝังลึกเข้าที่ซอกคอขาวผ่อ
แต่เธอกลับต้องเป็นฝ่ายร้องเสียงหลงเสียเอง เมื่อเขาหันมาแล้วแกล้งเธอกลับ เอวบางถูกยกขึ้นสูงจนตัวลอยขึ้นฟ้าก่อนพาเธอหมุนเป็นวงกลม แม้บัวชมพูจะตกใจ แต่เมื่อเธอมองขึ้นไปแล้วเห็นม่านดอกไม้แสนหวานสีชมพูด้านบน อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมมือคว้า หญิงสาวก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาด้วยความสดใส “หย







