INICIAR SESIÓN“เสิ่นจิ้นหลิงเจ้าค่ะ บุตรชายคนรองเสิ่นจิ้นผิง คนสุดท้องเรียนที่นี่ด้วยนะเจ้าคะ ที่สำนักโอสถอวี่หลิงนามเสิ่นจิ้นซื่อ ได้ยินมาว่ายังมีบุตรสาวอีกสามคนแต่เป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ”
เหยียนซี...นามที่ไม่สอดคล้องกับคนของจวนผู้บัญชาการเสิ่น แต่เพราะเหตุใดเขาจึงมีป้ายหยกที่ไม่คล้ายเป็นของบ่าวไพร่ หรือแม้กระทั่งคนคุ้มกัน?
“ข้าน้อยยังเคยได้ยินมาว่าท่านแม่ทัพเสิ่นยังมีบุตรชายบุญธรรมอีกคนหนึ่ง เขาเป็นบุตรชายที่ติดมากับอนุคนที่ห้าของแม่ทัพเสิ่นเจ้าค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่ามีนามว่าอย่างไร มีข่าวลือว่าเกิดความขัดแย้งจนเขาพามารดาย้ายออกมาจากจวนแม่ทัพเสิ่นเมื่อสองสามปีก่อนหน้านี้”
“หืม...บุตรชายบุญธรรม?”
“เจ้าค่ะ มีข่าวลือว่าเขาโดดเด่นจนเกินไป ตอนยังติดตามแม่ทัพเสิ่นเขาเก่งกาจและเป็นที่กล่าวถึงมากกว่าคุณชายใหญ่จิ้นหลิงอีก ดังนั้นเป็นไปได้ว่าเรื่องนี้ทำให้ตระกูลเสิ่นไม่อาจปล่อยผ่านจึงเกิดความขัดแย้ง”
นึกถึงป้ายหยกที่นางยังคงเก็บไว้แต่ไม่เคยนำออกมาและไม่เคยกล่าวถึง หลิงอวิ๋นถอนหายใจออกมาเสียงเบา “แล้วตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้างเล่า”
“ผู้ใดหรือเจ้าคะ”
“บุตรชายบุญธรรมแม่ทัพเสิ่นผู้นั้น”
“คล้ายๆ เคยได้ยินว่าเขาทำผิดจึงถูกลดขั้นจากขุนนางฝ่ายบู๊ไปอยู่กับอวี้สื่อต้าฟู[1]นะเจ้าคะ”
ย้ายจากฝ่ายบู๊ไปฝ่ายบุ๋น??
ออกจากจวนแม่ทัพเสิ่นสองสามปีก่อน?
สอดคล้องกับช่วงเวลาที่เหยียนซีกับนางพบกัน เขาเคยฝากนางแจ้งข่าวถึงกุ่ยเหอ ทั้งยังกล่าวว่าเขาปลอมตัวเป็นท่านผู้นั้นและได้รับบาดเจ็บ ส่วนท่านผู้นั้นซ่อนตัวอยู่ที่ฝั่งตะวันตก
ท่านผู้นั้นเป็นใครกันแน่?
“หรือจะเป็นคนสำคัญ?” นางพึมพำกับตัวเอง
ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น เสี่ยวซุ่นจื่อเด็กรับใช้ของบิดาหลิงอวิ๋นเดินเข้ามาหยุดที่หน้าประตู “คุณหนูขอรับ แม่นมหลิวมาขอรับ”
“แม่นมหลิว?!” หลิงอวิ๋นยิ้มกว้าง “ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ พี่เสี่ยวหงท่านรีบไปเตรียมชากับของว่างเร็วเข้า ข้าจะพาแม่นมหลิวไปนั่งที่ศาลาเรือนไผ่”
“เจ้าค่ะ”
แม่นมหลิวก็คือแม่นมที่คอยดูแลหลิงอวิ๋นมาตั้งแต่ยังเด็ก สตรีชราใจดีที่คอยอบรมสั่งสอนนางผู้นี้ เคยเป็นถึงนางกำนัลอาวุโสในตำหนักของไทเฮา
“แม่นม” หลิงอวิ๋นเข้าไปกอดสตรีชราที่เพิ่งเดินเข้ามาถึงหน้าเรือน “ท่านมาเหตุใดไม่ส่งข่าวมาก่อนข้าจะได้ให้พี่เสี่ยวหงเตรียมมื้อเที่ยงเอาไว้”
“คุณหนู ไม่ต้องจัดเตรียมอะไรให้ยุ่งยาก ท่านเคยกินอะไรข้าก็กินอย่างนั้น ไม่ต้องมากพิธี อีกไม่กี่วันจะปักปิ่นแล้วไหนให้ข้าดูท่านใกล้ๆ ...นายท่านหลิงดูแลท่านได้ดีจริงๆ ผ่านไปหลายปีท่านยิ่งโตก็ยิ่งงดงามน่ามอง ดียิ่ง”
“ข้าพาท่านไปนั่งเล่นที่ศาลาเรือนไผ่นะเจ้าคะ”
“ได้ๆ”
หลิงอวิ๋นจะครบสิบห้าและล่วงเข้าสู่วัยออกเรือน พิธีปักปิ่นกำหนดแล้ว และจะได้แม่นมหลิวมาช่วยเป็นผู้อาวุโสที่ทำหน้าที่แทนมารดา ทั้งนี้ก็เพราะหลิงหนานไม่ต้องการให้เป็นเรื่องเอิกเกริก แม้ความจริงฮูหยินอัครเสนาบดีเพิ่งเสนอตัวทำหน้าที่นี้ก็ตาม
เขามีข้ออ้างที่ทำให้ทุกคนไม่กล้าตำหนิ หลังจากกล้าปฏิเสธความหวังดีของฮูหยินอัครเสนาบดี นั่นก็คือข่าวสงครามที่กำลังปะทุในเวลานี้นั่นเอง
ที่ศาลาเรือนไผ่ลมพัดเย็นสบายจนน่านั่ง หลิงอวิ๋นนั่งสนทนากับแม่นมหลิวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ได้ยินมาว่าท่านเรียนอ่านเขียนกับนายท่านหลิง เป็นเรื่องดียิ่ง แม้เป็นสตรีแต่ความรู้เป็นสิ่งที่ไม่จำกัด เรียนรู้เอาไว้ย่อมไม่เสียหาย” นางเองก็เรียนเขียนอ่านตั้งแต่ยังเยาว์ด้วยเพราะเติบโตในวัง ดังนั้นจึงไม่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องผิดแปลก
“ยามนี้บ้านเมืองเกิดศึกสงคราม ดูแล้วสงครามนี้คงกินเวลาอีกนานเพราะแคว้นเซี่ยมีท่าทีชัดเจนว่าต้องการแบ่งชายแดนบางส่วนที่ฝ่าบาททรงยึดมาจากต้าโจว”
ได้ยินแม่นมหลิวกล่าวหลิงอวิ๋นก็รีบถาม “พี่เสี่ยวหงได้ยินมาจากตลาดว่าแม่ทัพเสิ่นนำทัพด้วยตัวเอง เขาเองก็อายุไม่น้อยมิใช่มีบุตรชายถึงสามคนหรอกหรือเจ้าคะ”
แม่นมหลิวถอนหายใจ “นี่ก็นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอีกเรื่องหนึ่ง หากมิใช่สามปีก่อนเกิดเรื่องไม่คาดฝัน เกรงว่านอกจากคุณชายใหญ่ ซีฉู่ของเราเองก็คงมีแม่ทัพที่เก่งกาจอีกคน”
หลิงอวิ๋นเลิกคิ้ว “เป็นผู้ใดหรือเจ้าคะ”
“หัวหน้าผู้ตรวจการเหยียนซี บุตรชายบุญธรรมของแม่ทัพเสิ่น”
หลิงอวิ๋นเผลอบีบมือตัวเอง คิดไม่ผิดเป็นเขาจริงๆ บุตรชายบุญธรรมของแม่ทัพเสิ่นผู้นั้น ...เหยียนซี “เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเขาหรือเจ้าคะ”
[1] อวี้สื่อต้าฟู (御史大夫) ตำแหน่งสมุหพระอาลักษณ์ มีสถานะรองจากเฉิงเซี่ยง เป็นผู้ตรวจราชการราชสำนัก
“เรียกอวิ๋นอวิ๋นตามอาจารย์หลิงได้ใช่มั้ย”“ก็...ค่ะ”“ได้งั้นผมเรียกคุณว่าอวิ๋นอวิ๋น คุณเรียกผมว่าเหยียนซีก็ได้ ไว้ผมโทรหาตอนนี้ต้องรีบไปเข้าเวรแล้ว”เดี๋ยวสิ!!! นี่มันอะไรกัน!!!หลิงอวิ๋นยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ตอนแรกได้เจอเขาก็ว่าน่าตกใจแล้ว ตอนนี้เขายัง... มองมือถือที่มีเบอร์ของเขาที่เหยียนซีบันทึกเอาไว้ หลิงอวิ๋นอ้าปากค้างสิบวินาทีต่อมาเขาก็โทร.เข้ามือถือเธออีก “ลืมบอกไป พรุ่งนี้ผมเลี้ยงข้าวเอง เจอกันที่โรงอาหารเที่ยงครึ่งนะ บะหมี่ถ้วยไม่ดีต่อสุขภาพอย่ากินเลย” แล้วเขาก็วางสายไป“...” หลิงอวิ๋นแน่ละหญิงสาวก็ต้องไปตามนัดอยู่แล้ว เที่ยงครึ่งทันทีที่เดินไปถึงโรงอาหารของโรงพยาบาล ด้านหลังก็มีเสียงกระซิบ “มาแล้ว? ช้าไปสิบนาทีแหนะ ไปเถอะหาที่นั่นกัน”เป็นเขา...ที่กำลังตกเป็นเป้าสายตาของทั้งหมอ พยาบาล และบุคลากรในโรงพยาบาลหลิงอวิ๋นพยายามมองข้ามสายตาอยากรู้อยากเห็นและเสียงซุบซิบด้วยความประหลาดใจของทุกคน แต่เธอกลับเจอเรื่องน่าประหลาดใจกว่า เมื่อเห็นกล่องอาหารที่เขากำลังนำออกมาวางเรียงรายหอมมาก น่ากินมากด้วย...“ผมทำเอง ได้ยินมาว่าคุณไม่ชอบทานเนื้อวัว ไก่กับหมูคงใช้ได้ใช่มั้ย นี่น้ำแกงปลาเ
ปีถัดมาท่านอาจารย์หลิงอวิ๋นก็สูญเสียบิดา นางหัวใจแตกสลาย แต่ก็มีสามีและบุตรชายบุตรสาวอยู่เคียงข้างกระทั่งหลายปีถัดจากนั้นฮ่องเต้ทรงสวรรคต แผ่นดินเกิดการผลัดเปลี่ยนบัลลังก์ ตระกูลเหยียนลดสถานะลงจากร่วมมือกับกรมคลัง กระทั่งท่านอาจารย์หญิงหลิงอวิ๋นมิใช่เจ้าสำนักหอโอสถอีกต่อไป นางออกมาใช้ชีวิตบั้นปลายกับสามีที่จวนนอกเมืองหลวงร้านสมุนไพรอวิ๋นเหอมีสองฝาแฝดช่วยกันดูแล ส่วนบุตรสาวของท่านอาจารย์หลิงอวิ๋นออกเดินทางไปรักษาผู้คน โดยนางมีปณิทานจะเดินทางท่องเที่ยวทั่วหล้า แม้ห่วงใยแต่เมื่อเป็นความต้องการของบุตรสาว สองสามีภรรยาก็มิได้ห้ามปราม เพียงส่งคนคุ้มกันติดตามนางไปด้วยในปีนั้น...ท่านอาจารย์หญิงหลิงอวิ๋นล้มป่วย ข้างกายของนางมีสามีที่แก่ชราคอยกุมมือ “ข้าจะไปรอท่านในภพหน้า ข้าจะหาท่านให้พบ” นางวางมือที่ข้างแก้มของเขา”“ได้ ข้าจะตามเจ้าไปในไม่ช้า” เหยียนซียิ้มให้นาง “ชั่วชีวิตนี้ข้าไม่มีสิ่งใดให้เสียใจ”“ข้าก็เช่นกัน” นางค่อยๆ หลับตาลงขณะมือยังคงเกาะกุมมือของเขา...บนเตียงในห้องพิเศษของโรงพยาบาล หลิงอวิ๋นมองเหม่อไปยังนอกหน้าต่างความฝัน...ความจริงตอนนี้หญิงสาวแทบจะแยกไม่ออกแล้ว หลังจากได้รู้จา
เรื่องนี้หญิงสาวเคยได้ยินมาก่อน โชคดีที่ฮ่องเต้ทรงเลือกคนที่เต็มใจเดินทางไป หาไม่ปัญหาคงตามมาไม่น้อยเป็นแน่“ชายแดนไม่เกิดสงครามขึ้นมาอีกเลยหลังข้อตกลงแลกเปลี่ยนนี้” เซียวหร่วนคุนยิ้ม “หลิงอวิ๋น”“เพคะฝ่าบาท”“นับจากนี้เจ้าสามารถเดินทางเข้านอกออกในเมืองหลวงและแคว้นซีฉู่ได้ดังใจ ไม่จำเป็นต้องรั้งอยู่เฉพาะในเมืองหลวงอีก ข้อตกลงก่อนเก่านั้นเราขอยกเลิก”นางเลิกคิ้วมองเซียวหร่วนคุน เหยียนซีกระซิบบอกนาง “ยังไม่รีบขอบพระทัย?”“อ้อ เอ่อ...ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท”เซียวหร่วนคุนหัวเราะเสียงเบา “หลายปีมานี้ลำบากพวกเจ้าแล้วจริงๆ ทำเพื่อบ้านเมืองมามาก เราให้เจ้าหยุดสอนศิษย์สักสิบวันก็แล้วกัน ออกไปเที่ยวนอกเมืองบ้างเถิด แต่งงานมาสองปีควรมีทายาทได้แล้ว”หลิงอวิ๋นยิ่งประหลาดใจไปมากกว่าเดิม นางกับเหยียนซีเคยกังวลว่าหากมีทายาท เรื่องชาติกำเนิดของเหยียนซีอาจทำให้ฮ่องเต้ทรงหวาดระแวงขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นนางกับเขาจึงยังไม่ยอมมีทายาทสักที“อดีตปล่อยให้ผ่านไปเถิด พวกเจ้าสมควรอยู่กับปัจจุบันได้แล้ว ใช้ชีวิตให้สมกับทำคุณให้บ้านเมืองเถิด อย่าได้คิดมากและกังวลใจกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นเลย”ทรงรู้! รู้ว่านางกับเหยีย
บทส่งท้ายเสียงแตรมโหรีโหมบรรเลงยังหน้าเรือนพักด้านหลังหอโอสถอวี่หลิง เจ้าสาวในชุดสีแดงถูกพยุงออกมาจากด้านใน หลิงหนานมองส่งบุตรสาวถูกพยุงขึ้นเกี้ยวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเห็นนางได้แต่งงานออกเรือนกับผู้ที่เหมาะสม รวมไปถึงทั้งบุตรเขยและบุตรสาวต่างก็มีใจให้กันอย่างลึกซึ้ง เขาผู้เป็นบิดาจะยังคาดหวังอะไรไปมากกว่านี้เขาเชื่อในตัวเหยียนซี มากไปกว่านั้นเขาเชื่อมั่นในการเลือกของบุตรสาว หลิงอวิ๋นไม่เคยทำให้เขาที่เป็นบิดาผิดหวังเลยสักครั้ง ยิ่งเรื่องการมองคนนางก็ยิ่งมองได้อย่างลึกซึ้งหลังเกิดเรื่องมากมายแต่เรื่องร้ายก็กลับลงเอยเป็นดี แม้ทุกอย่างไม่ได้ราบรื่น ชีวิตมีขึ้นๆ ลงๆ แต่ผลสุดท้ายก็ยังคงสามารถผ่านพ้นมันไปได้ร้านสมุนไพรอวิ๋นเหอเปิดมาได้สี่ปี กิจการมั่นคงและมั่งคั่งรุ่งเรืองวันนี้เหยียนซีสามารถยืนหยัดเป็นที่หนึ่งในการค้าสมุนไพรในซีฉู่ ฮ่องเต้มีรับสั่งให้เขาควบคุมดูแล รวมไปถึงควบคุมราคาสมุนไพรโดยร่วมมือกับเจ้ากรมคลัง ทั้งนี้ก็เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรมขึ้นในสองปีแรกเหยียนซีสามารถสร้างจวนตระกูลเหยียนอันโอ่อ่าใหญ่โตในปีที่สามเขาสามารถขยายการค้าออกไปอีกสองมุมเมื
“ได้”บุตรสาวของกุ่ยเหอจะเข้ามาเรียนกับหลิงอวิ๋นที่สำนักโอสถ หลิงอวิ๋นเต็มใจรับเสี่ยวอัน ทั้งยังรับปากกุ่ยเหอและฮูหยินว่าจะดูแลให้อย่างดีศิษย์ของนางแต่ละคนจะมาเรียนแบบมาเช้าบ่ายกลับ แต่เสี่ยวอันจะถูกส่งมาอยู่กับนางที่เรือนพักหลังสำนักศึกษา ทั้งนี้ก็เพราะกุ่ยเหอยืนยันว่าหากจะให้เขาส่งบุตรสาวมาเรียน เขาก็อยากให้บุตรสาวติดตามหลิงอวิ๋น พร้อมกับช่วยงานเล็กๆ น้อยเป็นการตอบแทนหลังส่งเยี่ยนซือซือกลับจวน หลิงอวิ๋นคาดไม่ถึงว่าขากลับจะยังได้พบเหยียนซี เขายืนรออยู่จุดเดิมที่เคยขี่ม้ามารอ เนินเขาทางอ้อมขึ้นไปยังเรือนหลังของสำนักโอสถอวี่หลิงหลิงอวิ๋นก้าวลงจากรถม้า “ท่านมาทำอะไรที่นี่”เขายิ้ม “มารอพบเจ้า”“พบข้า?” นางมองเห็นโคมผีเสื้อกระดาษในมือเขา “ให้ข้าหรือ!” ดวงตาของนางเปล่งประกาย“ใช่ โคมกระต่ายข้าซื้อให้ แต่อันนี้ข้าทำเอง” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มจากนั้นช่วยนางจุดโคมผีเสื้อ “ข้าเดินไปส่งเจ้า เราเดินเล่นอีกสักหน่อยดีหรือไม่ เจ้ายังเดินไหว?”หลิงอวิ๋นพยักหน้าหันไปมองเสี่ยวหง “พี่เสี่ยวหงท่านนั่งรถม้าล่วงหน้าไปก่อน ข้าเดินเล่นสักครู่”ด้านหน้ามองเห็นแสงไฟจากเรือนพักแล้ว นางเดินลำพังกับเขาระยะทางสั
“เจ้าอย่างไรเล่า” นางมองเขาด้วยสีหน้าเย็นชา “เสียแรงที่ก่อนหน้านี้ท่านพ่อเคยชื่นชมเจ้า ตอนนี้แม้แต่ความกล้าจะเผชิญหน้ากับชะตากรรมยังไม่มี หรือชั่วชีวิตนี้เจ้าจะใช้ชีวิตอยู่ภายใต้เงาของความผิดที่บิดาของเจ้าก่อ? หรือชั่วชีวิตนี้คิดจะอาศัยพี่สาวจนตาย? หรือคิดว่าใต้เท้าอวี่จะสามารถโอบอุ้มเจ้าไปชั่วชีวิต? หากทำเช่นนั้นเจ้าก็น่าสมเพชจริงๆ”“เจ้า!”“ข้าทำไม?! คนขี้ขลาดเช่นเจ้าแม้แต่โอกาสก็ไม่สมควรได้รับ ความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาก็ไม่มี เอาแต่หลบอยู่หลังใต้เท้าอวี่ หลบอยู่หลังจวนพี่สาว สักวันคงไม่มีหน้าออกมาพบผู้คนปล่อยให้พี่สาวเลี้ยงดูไปจนตาย!”“หลิงอวิ๋น! เจ้ากล้าดีอย่างไร!”“อ๋อข้ากล้าดีเช่นนี้ละ กล้าดีตรงที่ข้าไม่จำเป็นต้องก้มหน้าให้ผู้ใดอย่างไรเล่า!” นางถลึงตามองเขา “เสียแรงที่บิดาของข้าอยากให้โอกาสเจ้า จึงอยากมอบหน้าที่คนดูแลสมุนไพรในร้านสมุนไพรอวิ๋นเหอให้ ดูเจ้าสิแม้ความกล้าที่จะเผชิญหน้ายังไม่มี เช่นนั้นชั่วชีวิตนี้ก็ก้มหน้าต่อไปเถิด!”“ผู้ใดว่าข้าไม่กล้า?!”“ข้ากำลังว่าเจ้าอยู่นี่อย่างไรเล่า! มิใช่ว่าเป็นเพราะเจ้าทำไม่ได้จึงปฏิเสธหรอกนะ ความรู้ความสามารถที่บิดาข้าสอนสั่ง หรือเจ้
เรื่องของความเชื่อใจมิใช่สามารถอธิบายกันได้โดยง่าย ระหว่างเหยียนซีกับนางมีหลายเรื่องที่ผู้อื่นไม่เคยล่วงรู้ แต่ถึงล่วงรู้ก็มิใช่ว่าทุกคนจะสามารถเข้าใจ “ความรักไม่ใช่ทุกสิ่ง การแต่งงานยิ่งไม่ใช่จุดจบแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตคู่ หากไร้ซึ่งความไว้วางใจและความเชื่อใจ วันหน้าที่เหลืออีกยาวไกลนั
หญิงสาวหัวเราะ “ใครใช้ให้ท่านน่ามอง” ได้ยินเสียงเขาถอนใจอย่างยอมแพ้ หลิงอวิ๋นเขย่ามือเขาด้วยสายตารอคอย “ว่าอย่างไรท่านพ่ออนุญาตหรือไม่”เหยียนซีพยักหน้า “อนุญาตแล้ว”“ดียิ่ง!!!” นางจะได้มีโอกาสไปเดินเที่ยวในงานเทศกาลโคมไฟ[1]แล้ว!!!เทศกาลหยวนเซียวคึกคักเต็มไปด้วยโคมไฟสีแดงทั้งสองฝั่งถนน หลิงอวิ๋นซึ
มีการเปลี่ยนการปกครองจากซันกงที่แต่เดิมมีเพียงสามฝ่าย เป็นซันเฉิ่งลิ่วปู้[1]แบ่งหน้าที่แยกย่อยออกมาไม่ทับซ้อนหน้าที่กัน ตามที่นางเคยเกริ่นๆ กับเซียวหร่วนคุนนางมองคนไม่ผิดฮ่องเต้พระองค์นี้ฉลาดมาก นางเพียงเกริ่นให้เขามองเห็นข้อเสียเล็กน้อย แต่เขากลับมองออกว่าการปกครองในระบบซันกงนั้นมีปัญหายิ่งหากเป
ถึงอย่างนั้นทั่วๆ ไปแล้วเขาก็เหมือนคนธรรมดาที่สามารถใช้ชีวิต แม้ไม่อาจใช้วรยุทธ์แต่การเป็นอิสระจากทุกเรื่องหลังเหตุการณ์ผ่านมา เขาสูญเสียเท่านี้นับว่าน้อยมาก หากเทียบกับเรื่องที่หลิงอวิ๋นกับบิดาพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อช่วยเขากับมารดานางสูญเสียอิสระไม่อาจไปจากเมืองหลวงจนสิ้นใจ...“เราติดค้างนางกับ







